“อะไรนะ!?” ไพลินเบิกตากว้าง มือของเธอกำแน่นและสั่นด้วยความโกรธ คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่เธอเคยนับว่าเป็เพื่อนจะกล้าทำเื่แบบนี้กับตนเอง
“อย่าหาว่าฉันยุ่งไม่เข้าเื่เลยนะ แต่สถานการณ์ของเธอตอนนี้มันแย่แค่ไหนเธอเองก็รู้ดีนี่ ลูกสาวของเธอทำให้เธอต้องอยู่อย่างยากลำบากมานานเป็ปี ในเมื่อหล่อนฟื้นมาแล้วก็ควรจะทำประโยชน์ให้กับที่บ้านบ้างสิ ลูกชายของเธอเองก็ยังต้องเรียนอยู่ด้วยไม่ใช่รึไงกัน น้องชายของฉันน่ะเป็ถึงนักล่าระดับวู้ดเชียวนะ ได้เป็ผู้หญิงของเขาถือว่าให้เกียรติลูกสาวของเธอเสียด้วยซ้ำ” ปานจิตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ขณะที่ไพลินโกรธจนพูดไม่ออก ประตูห้องเช่าก็ถูกเปิดออกมาอย่างแรง
“นักล่าระดับวู้ด? น่าสนใจจริงๆ ฉันเองก็อยากรู้อยู่พอดีเลยว่านักล่าระดับวู้ดนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน” ไอรีนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นขณะกวาดสายตามองเหล่าชายฉกรรจ์ที่กำลังล้อมไพลินเอาไว้
เพียงแค่การกวาดสายตาก็ทำให้พวกเขาสั่นสะท้านโดยสัญชาตญาณ แน่นอนว่ามันเกิดจากจิตสังหารของไอรีนที่แผ่ออกไปคุกคามคนเหล่านี้ ในกลุ่มชายฉกรรจ์มีเพียงคนเดียวที่เป็ผู้ปลุกพลังพิเศษขึ้นมาได้ทว่าเขาก็เป็แค่ผู้มีพลังพิเศษที่มีสกิลระดับ F ธรรมดาๆไม่ได้เป็แม้แต่นักล่าเสียด้วยซ้ำ
ภายใต้จิตสังหารที่คุกคาม เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวและกระซิบเตือนปานจิตอย่างร้อนรน “ไม่ดีแล้วครับ ผู้หญิงคนนี้เป็ผู้มีพลังพิเศษที่แข็งแกร่ง”
“อะไรนะ!?” ปานจิตคาดไม่ถึงว่าเด็กสาวที่เป็ภาระของไพลินมาโดยตลอดจะกลายเป็ผู้ปลุกพลังคนหนึ่ง แต่เมื่อคิดดูแล้วมันก็ไม่ได้แปลกอะไรเพราะเดิมทีสภาวะนิทราก็ถูกสันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพลังเวทมนตร์ได้ในทันทีเหมือนผู้ปลุกพลังทั่วไป
ปานจิตหันไปมองไอรีนก่อนจะเบะปากออกมาด้วยความริษยา เธอกับสามีมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน ทั้งคู่ล้วนแต่เป็คนธรรมดาไม่ต่างจากตัวเธอ นอกจากสามีแล้วคนอื่นๆในบ้านก็ไม่ได้เป็ผู้มีพลัง เดิมทีเธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักเพราะเห็นว่าลูกของไพลินเองก็ไร้ประโยชน์อีกทั้งยังมีตัวภาระอยู่ที่โรงพยาบาล แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไป
ยิ่งคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าเป็ผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง นั่นย่อมหมายความว่าอนาคตของไพลินจะต้องเต็มไปด้วยความสดใส เมื่อคิดถึงจุดนี้เธอก็รู้สึกรับไม่ได้เสียแล้ว
‘ทำไมคนอย่างมันถึงมักจะได้รับสิ่งดีๆไปตลอด ทั้งสามีของมันหรือแม้แต่ลูกสาวก็กลายเป็ผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่ง ไม่สิ ถึงจะปลุกพลังได้สกิลที่ยอดเยี่ยมแบบไหนมาแต่ใน่เริ่มต้นก็เป็ไปไม่ได้ที่สกิลของมันจะทรงพลังในทันที’ เมื่อคิดได้ดังนี้ปานจิตก็แสยะยิ้ม
“ยัยหนู อยากจะรู้ความแข็งแกร่งของนักล่าระดับวู้ดงั้นเหรอ? พอดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันจะเรียกน้องชายของฉันมาที่นี่ เขาจะต้องถูกใจเด็กสาวอย่างเธอแน่”
“งั้นรึ” ไอรีนเหลือบมองไพลินที่กำลังแสดงสีหน้ากังวลเพราะกลัวว่าลูกสาวจะได้รับอันตราย เธอไม่อยากลงมือรุนแรงต่อหน้าผู้เป็แม่ก็จริงแต่เมื่อนึกดูแล้วสามปีที่ผ่านมาโลกใบนี้เองก็ได้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยแล้ว มันไม่เหมือนยุคสมัยก่อนที่การใช้ความรุนแรงและการต่อสู้เป็เื่ไกลตัวอีกต่อไป
ในยุคนี้คนที่มีหมัดใหญ่กว่าก็คือผู้มีอำนาจ
“ได้สิ เรียกน้องชายของแกมา” ไอรีนตอบกลับ
“ฮึ่ม” เดิมทีปานจิตแค่อยากเยาะเย้ยไพลินและทำให้อีกฝ่ายอับอายเ็ปเท่านั้น เื่น้องชายที่ว่าก็ไม่ใช่น้องชายแท้ๆของเธอแต่เป็ญาติห่างๆคนหนึ่งที่แม้แต่เธอก็ยังต้องเกรงอกเกรงใจอีกฝ่ายเพราะสถานะนักล่าระดับวู้ด
แต่เพราะถูกเด็กสาวท้าทายอีกทั้งยังรู้จักนิสัยของน้องชายดีว่าเขาเป็คนประเภทที่ชอบผู้หญิงสวยๆอย่างไอรีน ดังนั้นมันคงไม่เป็ไรถ้าเธอจะเรียกอีกฝ่ายมาช่วยสั่งสอนสองแม่ลูกอวดดีคู่นี้สักหน่อย
ปัง!
ขณะที่เธอคิดจะหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาติดต่อไปหาน้องชาย เสียงอะไรบางอย่างถูกฟาดก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์คนที่อยู่ใกล้กับไพลินมากที่สุดที่ถูกดีดไปชนกำแพงอย่างรุนแรงจนหมดสติไปในทันที
ไม่ทันให้ทุกคนได้หายตกตะลึง ไอรีนขยับเข้าประชิดตัวชายฉกรรจ์อีกหนึ่งคนและใช้ฝ่ามือฟาดเข้าใส่อีกฝ่ายทำให้เขาล้มลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ไอรีนใช้แรงไปประมาณเจ็ดส่วนซึ่งมันถือว่ามากพอสำหรับทำให้คนธรรมดาาเ็ถึงขั้นหมดสติได้ในทันที เธอไม่สนใจว่าชายฉกรรจ์เหล่านี้จะเป็แค่ลูกน้องที่ทำตามคำสั่งของปานจิต ดูจากการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายเธอพอจะเดาได้เลยว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสร้างปัญหาให้กับแม่และน้องชายของเธอ เพราะแบบนี้เธอจึงจัดพวกเขาให้อยู่ในหมวดของศัตรู และมันไม่เคยมีคำว่าปราณีสำหรับศัตรูของเธอ
แม้จะน่าเสียดายที่เธอไม่สามารถสังหารคนเหล่านี้ได้ แต่เธอก็เลือกใช้วิธีแบบที่เคยใช้กับเด็กนักเรียนหัวรุนแรงเ่าั้นั่นก็คือฝังความหวาดกลัวให้กับอีกฝ่ายอย่างลึกล้ำเพื่อไม่ให้พวกเขากล้าคิดมาสร้างปัญหาอีกในอนาคต
“ท… ทำอะไรน่ะ” ปานจิตเอ่ยถามเสียงสั่นเมื่อมองไปยังเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าเธอยี่สิบกว่าปี อีกฝ่ายลงมือทำร้ายคนอย่างไร้ความลังเลและยังลงมือได้โเี้เป็อย่างมาก ที่สำคัญก็คือความแข็งแกร่งที่อีกฝ่ายแสดงออกมาดูไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งปลุกพลังได้เลยสักนิด ต่อให้เป็น้องชายของเธอที่เป็นักล่าระดับวู้ดก็ยังไม่สามารถทำให้ชายร่างใหญ่หมดสติด้วยการใช้มือเปล่าฟาดง่ายๆเพียงหนึ่งครั้ง
“เป็อะไรไป ไม่เรียกน้องชายมาแล้วเหรอ?” ไอรีนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มเ็า “รีบๆเรียกเข้าสิ ถ้าช้ากว่านี้ระวังจะไม่มีโอกาสได้เรียกเขาละ เพราะแกอาจจะเป็เหมือนคนพวกนี้ไปก่อน” ครั้งนี้ไอรีนจงใจแผ่จิตสังหารเข้าใส่ปานจิตโดยตรง
“เฮือก” ปานจิตสะท้านไปทั้งร่าง รู้สึกราวกับตนเองกำลังถูกมีดจ่อคอและพร้อมจะเชือดเฉือนตัดเส้นเืใหญ่ของเธออยู่ตลอดเวลา กลิ่นอายของความตายบีบล้อมจนเธอไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ ร่างกายของเธอสั่นและใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและความหวาดกลัว
“บ้าเอ้ย” ชายที่เป็คนสนิทของปานจิตสบถออกมา เขาไม่รู้ว่าสกิลของอีกฝ่ายคืออะไรแต่การที่เด็กสาวสามารถเล่นงานคนของพวกเขาได้อย่างง่ายดายอีกทั้งยังมีพลังคุกคามที่ดูเหมือนสกิลสายพลังจิตทำให้เขาประเมินว่าอีกฝ่ายมีความอันตรายไม่ต่างไปจากนักล่าระดับไออ้อนคนหนึ่ง
แล้วคนอย่างเขาที่แค่มีสกิลระดับ F ธรรมดาๆจะสามารถรับมือได้อย่างไรกัน
เดิมทีเขาอยากจะหันหลังแล้ววิ่งหนีทิ้งปานจิตเอาไว้ตรงนี้เสียเลย แต่ถ้าเขาทำแบบนั้น สมมติว่าปานจิตรอดไปได้และเธอไม่กล้ามาล้างแค้นเด็กสาว เช่นนั้นเขาก็อาจจะตกเป็เป้าความแค้นแทนเพราะเลือกที่จะทิ้งเธอและหนีไปเพียงลำพัง
แน่นอนว่าเขาไม่ได้กลัวปานจิต แต่ที่เขากลัวก็คือสามีของเธอกับญาติที่เป็นักล่า ถึงจะไม่ใช่นักล่าระดับสูงแต่พวกเขาก็ยังแข็งแกร่งกว่าตนเอง อีกทั้งยังเป็พวกที่ชั่วร้ายโเี้ผิดมนุษย์ ถ้าหากถูกคนเหล่านี้เพ่งเล็งและไล่ล่ามันคงน่ากลัวยิ่งกว่าตายเสียอีก
“คุณหนู ได้โปรดละเว้นด้วยเถอะครับ” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะเจรจาอย่างประนีประนอม
“ละเว้น?” ไอรีนลอบมองชายที่เอ่ยเจรจาด้วยความรู้สึกสนใจ ผู้ชายคนนี้ดูจะมีสัญชาตญาณที่ไม่เลวเลยทีเดียว ั้แ่ตอนที่เธอปรากฏตัวและปลดปล่อยพลังเพื่อป้องกันไม่ให้ชายฉกรรจ์เ่าั้เข้ามาทำร้ายแม่ของเธอ เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าเธอเป็ผู้ที่มีความแข็งแกร่ง และถึงแม้เขาจะขี้ขลาดและหวาดกลัวอย่างมาก แต่เขาก็มีสติไม่น้อยและตัดสินใจได้ไม่เลวที่เลือกเจรจาโดยพยายามยกฐานะของเธอเพื่อให้เธอรู้สึกพอใจ
“ใช่แล้วครับ เ้านายของผมนั้นเพียงแค่้ากลั่นแกล้งคุณนายไพลิน แต่ไม่ได้มีเจตนาจะลงมือทำร้ายหรือเล่นงานอย่างจริงจังเลย คุณลองถามคุณนายดูก็ได้ว่าที่ผ่านมาเป็อย่างไร เ้านายของผมไม่เคยใช้กำลังและทำร้ายครอบครัวของคุณเลยนะครับ”
ไอรีนเลิกคิ้วก่อนจะแค่นเสียง “ยังไม่เคยลงมืออย่างจริงจัง แล้วถ้าวันนี้ฉันไม่ออกมาหยุดเอาไว้ละ? หรือถ้าฉันเป็แค่ผู้หญิงธรรมดาๆที่อ่อนแอและไม่สามารถต่อต้านได้ บางทีฉันอาจจะถูกหล่อนจับตัวไปบำเรอน้องชายคนที่ว่า และแม่กับน้องชายของฉันก็อาจจะถูกพวกแกซ้อมจนตายอยู่ที่นี่ก็ได้”
ปานจิตที่ตอนนี้รู้สึกเสียใจกับความโง่เขลาของตัวเองรีบพูดขึ้นมาทันที “ไม่นะ ฉันแค่อยากข่มขู่และทำให้ไพลินรู้สึกเจ็บใจเท่านั้น ฉันไม่ได้คิดจะบังคับอะไรจริงๆ”
“โอ้ งั้นรึ” ไอรีนมองอีกฝ่ายอย่างเหยียดหยาม “แต่ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ ในตอนแรกแกคงจะแค่อยากเหยียบย่ำคนที่ตัวเองเกลียดชังและอิจฉาริษยาในตอนที่ตัวเองมีโอกาส แต่พอแกเห็นว่าครอบครัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากสถานการณ์ที่เลวร้าย แกก็เลยตัดสินใจที่จะทำลายโอกาสนั้นทิ้ง ฉันพูดถูกหรือเปล่า?”
ปานจิตไม่สามารถโต้แย้งได้ ถึงแม้ในตอนแรกเธอจะมีเจตนาแค่อยากหาโอกาสกลั่นแกล้งและรังแกไพลินเพื่อสนองความอิจฉาริษยาของตนเอง แต่เมื่อเธอได้ยินว่าไอรีนฟื้นกลับขึ้นมาและครอบครัวของไพลินอาจจะได้ดีอีกครั้งในอนาคต เธอก็เกิดความคิดที่จะเล่นงานอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆ
จิตใจของมนุษย์นั้นแปลกประหลาด เมื่อมันเริ่มััเข้ากับความบิดเบี้ยวเล็กๆน้อยๆ ยิ่งเวลาผ่านไปมันก็จะยิ่งบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อยๆโดยที่แม้แต่เ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัว เื่ที่เคยคิดว่าไม่สมควรก็จะกลายเป็เื่ปกติธรรมดา เื่ที่เคยคิดว่าเลวร้ายก็จะกลายเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้หากต้องทำมันเพียงเพื่อตอบสนองต่อความบิดเบี้ยวในจิตใจของตน
ไอรีนััถึงความมุ่งร้ายของปานจิตได้อย่างชัดเจนจากประสบการณ์นับร้อยปีของเธอในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ช่วยให้เธอมีความเข้าใจต่อจิตใจของผู้คนลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะยัดอีกฝ่ายเข้าสู่สถานะศัตรูของตนเอง
“ฉันจะไม่ฆ่าพวกแกทิ้งก็ได้” ไอรีนเอ่ยขึ้นมาทำให้ลูกน้องคนสนิทของปานจิตรู้สึกโล่งใจชั่วคราว “แต่จะให้ปล่อยไปเฉยๆก็คงไม่ดี ฉันเป็คนประเภทที่ไม่ชอบทิ้งปัญหายุ่งยากเอาไว้ด้านหลังเสียด้วย ถ้าปล่อยพวกแกไปวันนี้ วันหน้าพวกแกก็จะกลับมาสร้างปัญหาให้แม่ของฉันอีก ถ้าอย่างนั้นฉันน่าจะหักกระดูกขาทั้งสองข้างของแกทิ้งเพื่อไม่ให้แกขยับเขยื้อนมาสร้างปัญหาได้ง่ายๆ อืม แต่แกก็ยังสั่งคนได้อยู่นี่นะ ถ้างั้นลิ้นนั่น ยังมีมือที่ใช้เขียนได้อีก เฮ้อ มีส่วนที่ต้องเก็บกวาดเยอะจริงๆเลยนะ”
ปานจิตรู้สึกถึงได้ถึงของเหลวอุ่นๆที่ไหลรินไปทั่วต้นขาของเธอ คำพูดของอีกฝ่ายนั้นดูไม่มีร่องรอยของการล้อเล่นเลยสักนิด ถ้าเธอไม่ทำอะไรสักอย่างหลังจากนี้เธอจะต้องกลายเป็คนพิการที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากกลอกตาไปมาอย่างแน่นอน
“ไม่นะ ฉันไม่กล้าแล้ว ฉันจะไม่ยุ่งกับครอบครัวของพวกเธออีกแล้ว ปล่อยฉันไปเถอะ เื่ค่าเช่าหรืออะไรก็ไม่เอาแล้วด้วย” ปานจิตคุกเข่าและเอ่ยอ้อนวอนทั้งน้ำตา
ไอรีนขมวดคิ้ว “คนอย่างเธอไม่มีความน่าเชื่อถือเลยสักนิด ถึงการหักแขนขาและตัดลิ้นโดยไม่ให้ตายจะยุ่งยากไปหน่อยแต่ก็น่าจะง่ายกว่าคอยรับมือปัญหาหลังจากนี้เยอะ”
“ฉันพูดจริงนะ จะให้ฉันสาบานหรือทำสัญญาก็ได้ ได้โปรดแค่ปล่อยฉันไป” ปานจิตถูกความหวาดกลัวเกาะกุมจนไม่อาจรักษาสติของตัวเองเอาไว้ได้อีกแล้ว เธอยินดีทำทุกอย่างขอแค่หนีไปจากที่นี่ เธอสาบานกับตัวเองว่าเธอจะไม่มีทางกลับมายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของไพลินอีก และต่อให้เจอหน้าโดยบังเอิญเธอก็จะหลบหนีไปให้ไกลที่สุดในทันที
“ผมก็ขอรับรองด้วยคนครับ หลังจากนี้ผมจะคอยดูแลไม่ให้เ้านายของผมมายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของพวกคุณอีก” คนสนิทของปานจิตรีบพูดเสริมขึ้นมา
ไอรีนถอนหายใจก่อนจะเอ่ยว่า “งั้นเอาแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันจะใช้สกิลของฉันฝังคำสาปเอาไว้กับพวกแก ถ้าพวกแกกล้าแม้แต่คิดที่จะล้างแค้นหรือลงมือกับพวกเรา ถึงตอนนั้นคำสาปจะบดขยี้ร่างของพวกแกให้แหลกเละ และสภาพของพวกแกก็จะเป็เหมือนกับเ้านี่”
ไอรีนหยิบเอามือถือของชายคนหนึ่งที่สลบอยู่ขึ้นมาแล้วใช้พลังของเธอทำให้มือถือนั้นถูกบีบอัดจนกลายเป็เศษซากก้อนโลหะที่น่าสยดสยอง หลังจากที่ข่มขู่จนพอใจแล้วเธอไล่พวกเขาไปก่อนจะพาแม่ของเธอที่ยังตกตะลึงจนพูดไม่ออกกลับเข้าไปพูดคุยในห้องเช่า