ห้องแช็ตกลุ่มเพื่อนสนิท แก๊งเก๋า
Paow: เฮ้ พวกนายอยู่ไหน ทำไมปรรณไม่รับโทรศัพท์ใครรู้มั่งว่าหมอนั่นมุดหัวอยู่ไหน
ปวรินทร์ส่งข้อความไปในห้องแช็ตส่วนตัวกับกลุ่มเพื่อนสนิทแก๊งสถาปัตย์ที่เรียนด้วยกันมาจนถึงปีสามของมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนี้วันนี้วันศุกร์ เธอมีเรียนสามวิชา เช้าหนึ่งและบ่ายสองทั้งหมดนั้นล้วนเป็วิชาสำคัญ ใกล้สอบเก็บคะแนนมิดเทอมอย่างนี้อาจารย์ปล่อยของอย่างที่นักศึกษาต่างรู้กันดี จึงไม่มีใครกล้าโดด
ใช่! ไม่มีใครกล้าโดดแต่ยกเว้นแก๊งเก๋าที่นำโดย... ปรรณวัชร ประภาไพศาล ไอ้เพื่อนสนิทผู้สิ้นคิดของเธอเอง!
ปวรินทร์โทรหาเขาั้แ่เช้า เพราะไม่เห็นเขาที่โรงอาหารของคณะสถาปัตยกรรมปวรินทร์และปรรณวัชรเป็เพื่อนกันมายาวนานั้แ่สมัยเรียนประถมโน่นเลยพอจบมัธยมศึกษาก็เลือกเรียนสาขาวิชาสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยเดียวกันอีก
PaParm: เบอร์ที่ท่านเรียกกำลังเศร้า กรุณาหิ้วเหล้าเข้ามาด้วย
Itti: ปาวววววว... อิทธิ์หิว มาด่วนๆ ขอข้าวขอแกงด้วยนะคร้าบคนดี
HotJao: ไอ้ปรรณน่ะเหรอ เมียมันทิ้ง หิ้วตับปิ้งมาเราฝากด้วยนะเธอ
HotJao: เบียร์ด้วย โหลนึง
ปวรินทร์อ่านเสร็จก็กลอกตามองบนไอ้พวกเวรนี่มันเห็นเธอเป็อีเย็นในเื่นางทาสหรือยังไงกัน!ปวรินทร์หมุนพวงมาลัยรถเลี้ยวเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตที่กำลังจะขับผ่าน
Paow: ที่?
PaParm: คอนโดไอ้ปรรณ รีบมานะ ไอ้เชี่ยของเธอมันกำลังอกหัก
เวลาหกโมงเย็นร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาก้าวลงมาจากรถกระป๋องสีชมพูมะเหมี่ยวคู่ใจพร้อมกับหอบหิ้วถุงพะรุงพะรังผมดำยาวประบ่า หน้าผากนูนเกลี้ยงเกลามีผมม้าบางๆ ปิดอยู่กรอบใบหน้ารูปหัวใจมีแว่นตากลมใสไร้ขอบสวมดวงตากลมโตดำขลับหลังแว่นดูขุ่นเคืองปนเอือมระอา
เธอทาบคีย์การ์ดเปิดประตูเข้าไปในคอนโดสูงเวลาเย็นวันศุกร์เช่นนี้แทนที่จะได้กลับบ้านไปกินข้าวฝีมือแม่อย่างเช่นทุกครั้งแต่กลับต้องหอบหิ้วถุงกับข้าวกับปลา กับแกล้มและเบียร์กระป๋องหนึ่งโหลมาที่นี่คอนโดของไอ้คนที่เพื่อนๆ บอกว่ากำลังอกหักนั่นล่ะ!
ปวรินทร์กดลิฟต์ไปยังชั้นสิบห้ายืนเบียดผนังห่างคนสามคู่ที่ดูเหมือนเป็คู่รัก มีเธอที่ดูไม่เข้าพวกอยู่คนเดียวจนกระทั่งถึงชั้นที่้า หญิงสาวก้าวออกจากลิฟต์ก็เดินตรงไปยังห้อง 1515 ซึ่งเป็ห้องมุมสุดด้านใน
คอนโดขนาดสี่ห้องนอนนี้เป็ของปรรณวัชรปวรินทร์มีคีย์การ์ดสำรอง สามารถเข้าออกห้องนี้ได้ราวกับเป็ห้องของตัวเองพ่อของปรรณวัชรซื้อให้ลูกชายั้แ่เข้าปีหนึ่งพ่อกับแม่ของเพื่อนสนิทเธอไม่ได้อยู่ด้วยกัน ั้แ่จำความได้ปวรินทร์ก็มีปรรณวัชรและแม่พรรณเป็เพื่อนบ้านแล้ว
พ่อของปรรณวัชรเป็นักธุรกิจร่ำรวยและมีครอบครัวใหม่ส่วนแม่ของเขานั้นเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวในตึกแถวสองคูหาติดกับบ้านของปวรินทร์ซึ่งเปิดร้านมินิมาร์ทดังนั้นเธอกับเขาจึงเป็เพื่อนสนิทกันั้แ่ชั้นปฐมวัยเลยทีเดียวเมื่อเธอสแกนคีย์การ์ดผลักประตูเปิดเข้าไปภายในกลิ่นฉุนกึกของเหล้าเบียร์ก็ลอยมาปะทะจมูกทันที
"โห กลิ่น!"หญิงสาวเบ้หน้าอย่างไม่ชอบใจ หันไปมองซ้ายมือซึ่งเป็โซนห้องนั่งเล่นตรงโซฟารับแขกมีร่างสูงของชายหนุ่มสามคนนั่งอยู่ เบื้องหน้าคือขวดเหล้าขวดเบียร์และควันบุหรี่ลอยคละคลุ้งในอากาศทุกคนเงยหน้าขึ้นมามองเธออย่างพร้อมเพรียงกัน
ภาวิชญ์ หรือ ภาม หนุ่มผิวขาวหล่อเหมือนดาราฮ่องกงยิ้มกริ่มจนตาเป็รูปสระอิเมื่อเห็นเธอหิ้วของที่สั่งมาส่งถึงโต๊ะ
"นางฟ้ามาโปรดแล้ว... กำลังหมดหยดสุดท้ายพอดีส่งมาเร็วเลยไอ้ปาว"
ภาวิชญ์ทำเสียงยินดีปรีดาเมื่อเห็นเธอแต่ปวรินทร์ยังคงทำหน้าตึงใส่ทุกคนเพราะไม่ชอบกลิ่นหึ่งของแอลกอฮอล์ที่กรุ่นไปทั่วห้องปกติปรรณวัชรเองก็ไม่ชอบ ถ้าหากตั้งวงกันก็มักตั้งที่หน้าระเบียงที่มีชุดรับแขกเอาต์ดอร์วางอยู่บางทีก็ปูเสื่อกับพื้นกระเบื้องนั่นแหละแต่วันนี้กลับทั้งดื่มทั้งสูบกันในห้องแอร์อย่างไม่แยแสกฎที่เ้าของห้องเป็คนตั้งขึ้นเอง
"ข้าวของอิทธิ์ล่ะครับปาวหิวไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย"
"แล้วปล่อยให้ตัวเองหิวทำไมล่ะร้านข้าวข้างล่างก็มี"
หญิงสาวเอ่ยเสียงขุ่น อิทธิพล หรือ อิทธิ์ ชายหนุ่มร่างสูงกำยำล่ำสันลูกชายเ้าของโรงยิมยิ้มละมุนให้เธอ
"แหมซื้อเองมันอร่อยที่ไหนกันล่ะ ต้องให้ปาวซื้อถึงจะอร่อย"
ตอบเสร็จก็ลุกขึ้นคว้าถุงอาหารเดินลิ่วไปยังโซนครัว
"เฮ้ย ไอ้อิทธิ์ตับปิ้งกูอย่าเสือกกินหมดล่ะมึง"
จักราฤทธิ์ หรือ เ้า ชายหนุ่มหน้าตาดีผิวขาวนวลแถมมีเชื้อมีสายเ้าทางเหนือเหมือนชื่อเล่นเ้าตัวะโไล่หลังอิทธิพลพร้อมกับหันมายิ้มเผล่ให้ปวรินทร์
"ส่งเบียร์มานี่หนู"
จักราฤทธิ์กระดิกนิ้วเรียกหาของ ปวรินทร์ส่ายหน้าระอากับนิสัยกร้าวที่ไม่เข้ากับหน้าตาและสกุลรุนชาติของเพื่อนคนนี้หญิงสาวคว้าถุงเบียร์กระป๋องแล้วแกล้งโยนไปให้อย่างรวดเร็ว ฟึ่บ!
ถุงเบียร์กระป๋องเกือบกระแทกดั้งโด่ง! ทำเอาคนกระดิกนิ้วสั่งถึงกับทำตาเหลือกกับนาทีเฉียดฉิวนั้นรีบยกมือลูบสันจมูกคมเพื่อสำรวจให้แน่ใจว่ามันยังคงโอเคดีอยู่
"ไอ้ปาวแม่งเล่นแรงฉิบหาย ถ้าดั้งฉันหักแกต้องรับผิดชอบนะโว้ย"
จักราฤทธิ์ทำเสียงเอะอะใส่เธอตามสไตล์คนมีปมด้อยที่มักถูกล้อว่าหน้าสวยหวานเลยชอบทำตัวห้าวและปากหมาไว้ก่อนเพื่อให้ดูแมนสมชายชาตรีพอะโเสร็จก็ลุกขึ้นเอาเบียร์หนึ่งโหลออกจากถุงแช่ลงไปถังน้ำแข็งสี่เหลี่ยมที่วางอยู่ไม่ไกลปวรินทร์หาได้ใส่ใจกับนิสัยไร้ความสุภาพของเพื่อนไม่ เพราะเธอชินเสียแล้ว
"อย่าลืมโอนตังค์มาด้วยล่ะ ย้ำ! โอนให้ไวเหมือนตอนสั่งของด้วยนะเด็กๆ!"
ปวรินทร์ชี้นิ้วกราดเป็รายตัวไม่ใส่ใจเสียงโวยวายว่าเธอเป็ยัยขี้งกหญิงสาวเบนสายตาไปมองคนที่นั่งนิ่งเงียบพิงขอบประตูบานเลื่อนตรงระเบียงใบหน้าคมสันเหม่อมองวิวข้างนอก เสื้อเชิ้ตสีขาวยับย่น มือคีบบุหรี่ที่ใกล้จะหมดมวนหญิงสาวถอนหายใจก่อนเดินเข้าไปหา หย่อนตัวลงนั่งข้างๆเขาหันมามองเธอนิดหนึ่งแล้วเบือนหน้ากลับไปมองวิวเดิม
"นายผิดสัญญากับเรา"
ปวรินทร์ปรายตามองบุหรี่ที่นิ้วเรียวยาวคีบอยู่ให้รู้ว่าเธอหมายถึงอะไรนั่นทำให้ดวงตาขรึมแดงก่ำของเขาชำเลืองมองหน้าเธออีกครั้ง นาทีต่อมามือใหญ่ก็กดบุหรี่ขยี้ลงกับพื้นกระเบื้องดีดก้นกรองทิ้งไปในกระถางเฟื้องฟ้าริมประตูระเบียง
"ขอโทษ... ลืม"เสียงพึมพำเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก
ปวรินทร์กลอกตา... ลืม? ง่ายๆ งี้เองนะ?
เลิกบุหรี่ ข้อตกลงที่เธอเคยขอเขาเอาไว้ก่อนยอมตามเขามาเรียนที่นี่ปรรณวัชรยอมเลิกสูบบุหรี่ั้แ่เข้าปีหนึ่ง สามปีที่เธอไม่เห็นเขาแตะมันเลยแต่พอผิดคำพูดก็เอ่ยขอโทษง่ายๆ อย่างขอไปที เหมือนไม่ได้ออกมาจากใจจริงและเหมือนคำสัญญาระหว่างกันมันไม่มีความหมาย และไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยสำหรับเขาหญิงสาวระบายลมหายใจออกมา
"เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงไม่เข้าเรียนทั้งวัน วิชาอาจารย์หลุยส์นายแม็กซ์แล้วนะยังเทอมแรกอยู่เลยแต่นายขาดครบลิมิตของอาจารย์แล้ว ต่อไปขาดไม่ได้แล้วนะรู้ใช่มั้ย"
"ฮื่อ..."เสียงครางรับในลำคอ
"แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้ง ใจหายกับสภาพของเขาสภาพที่เธอเห็นมาไม่ต่ำกว่าสามครั้งั้แ่เป็เพื่อนกันมาและครั้งนี้รู้สึกว่าจะหนักหนากว่าทุกครั้ง
"พีชไปแล้ว"
เสียงห้าวฟังดูเศร้าและขมขื่นจนหัวใจของปวรินทร์รู้สึกหน่วงหนึบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็รีบปัดมันทิ้งอย่างรวดเร็ว
"ไปไหน เลิกกันเหรอ?" หญิงสาวเลิกคิ้วฉงน เมื่อไม่กี่วันมานี้ยังเห็นหวานแหววกันอยู่เลย
"ไปอังกฤษ... จู่ๆ ก็ไปไม่บอกล่วงหน้า ไม่บอกอะไรเลย"
เขาเปิดปากเล่าด้วยสีหน้าขรึมดวงตาแดงก่ำเธอนั่งเงียบรอฟังอย่างเคย พิชญาคือแฟนสาวคนปัจจุบันของปรรณวัชร นักศึกษาปีสามสาวสวยดีกรีระดับอดีตดาวมหาวิทยาลัย
"เออ ให้มันได้ยังงี้...แล้วนายก็เลยต้องขาดเรียนเพื่อ...? โตเป็ควายแต่ไม่รู้จักแยกแยะอีกนะ"
ไม่บ่อยนักที่เธอจะเหลืออดและด่าเขาด้วยภาษารุนแรงแบบนี้เขาหันมามองเธอด้วยสายตาปวดร้าว
"อย่างเธอจะเข้าใจอะไรล่ะปาวเธอไม่เข้าใจหัวอกเราหรอก เพราะเธอไม่เคยมีความรัก... แฟนหนีไปเมืองนอกทั้งคนนะจะให้มีแก่ใจไปนั่งฟังอาจารย์พล่ามงั้นเหรอ... เชี่ย... เข้าใจกันหน่อยสิ"
ปวรินทร์สะอึก...หญิงสาวนั่งนิ่งเงียบไปทันที... เออ... เธอไม่เข้าใจหรอก หัวอกคนมีแฟนน่ะเพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์
แต่ถ้าเป็หัวอกคนแอบรักล่ะก็...เธอโคตรจะรู้ดี โคตรจะเข้าใจเลยละ!
ปรรณวัชรถอนหายใจหนักหน่วงออกมาเมื่อรู้สึกตัว...เอนศีรษะไปพิงไหล่บาง... ไหล่นี้ที่เป็ที่พักพิงของเขามานานหลายปี
สัส... ปากมึงนี่นะ เขาโอบแขนไปรอบเอวเล็กของเธอ
"ขอโทษ...เรามันเชี่ยเอง พูดไม่คิด อย่าโกรธนะ"
เขาเอ่ยเสียงอ่อยๆในโลกนี้มีไม่กี่อย่างที่ปรรณวัชรกลัว และหนึ่งในนั้นก็คือกลัวผู้หญิงคนนี้โกรธและเกลียดจนไม่มองหน้าเขาเคยมีประสบการณ์ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว มันทำให้เขาจดจำและเข็ดหลาบไปเลยและสาบานว่าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีก
เพราะเขาได้เรียนรู้ว่ามันโคตรทรมานแค่ไหนตอนที่ปวรินทร์ไม่มองหน้าและไม่ยอมคุยด้วยความเงียบและความเ็าหมางเมินของเธอคือความอึดอัดสำหรับเขามันเป็บรรยากาศที่เขาโคตรเกลียดเวลาที่มันเกิดขึ้น
"ปาว... อย่าโกรธ...นะ"
น้ำเสียงอ่อนเอ่ยอ้อนสีหน้าสำนึกผิดของเขาทำให้ปวรินทร์ถอดถอนใจ
"เออๆ... ไม่ได้โกรธหรอกแต่รำคาญพวกไร้สมอง อกหักก็กินเหล้า มานั่งทำมิวสิกไร้สาระ บ้าบอ!"
หญิงสาวตวัดสายตามองคนที่ทำหน้าเหมือนหมาหงอยถอนหายใจอีกครั้งอย่างเบื่อหน่ายไม่ปิดบัง
"แล้วจะเอายังไงแล้วคนเป็แฟนกันมันต้องคุยต้องบอกกันไม่ใช่หรือไง แฟนนายเขาไม่เคยเกริ่นอะไรเลยเหรอว่าไปเรียนต่อหรืออะไรทำนองนี้น่ะ"
"ไม่ วันก่อนไปดูหนังกันเขาก็ยังปกติดีอยู่ เมื่อเช้าฉันโทรหาเขา คิดว่าจะไปรับไปมหา'ลัย แต่เขาบอกว่าอยู่สนามบินเราเลยรีบบึ่งรถไปหา แต่พอไปถึงเขาก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ ปิดเครื่องเฉยเลย ไอ้เราก็วิ่งไปทั่วแอร์พอร์ตเหมือนคนบ้าแม่งเป็โมเมนต์ที่โคตรงี่เง่าเลย"
น้ำเสียงขมขื่นเอ่ยระบายปวรินทร์เอื้อมมือไปตบบ่ากว้างสองสามทีเป็การปลอบหญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่งเพื่อหาคำปลอบใจ
"อืมอย่างน้อยก็รู้ว่าเขาไปอังกฤษอะนะ และที่เขาปิดโทรศัพท์ก็อาจจะเป็เพราะขึ้นเครื่องแล้วเลยต้องปิดไงใจเย็นๆ เหอะ เอาไว้รอให้เขาไปถึงก่อน เดี๋ยวก็คงจะติดต่อหานายเองแหละ"
หญิงสาวเอ่ยเท่าที่คิดออกแม้จะยังไม่เข้าใจในสถานการณ์ของสองคนนี้แต่ก็พยายามทำหน้าที่ของเพื่อนที่ดีอย่างที่เคยทำมาหลายปีเขายังคงนั่งพิงเธอนิ่งอยู่อย่างนั้น นานครู่ใหญ่ คนตัวสูงถอนหายใจหนักหน่วงออกมา
"คบกันมาตั้งเกือบปี"คนแฟนหนีพึมพำ
ปวรินทร์ปรายตามอง ใช่ เกือบปี เอาเป๊ะๆ คือสิบเดือน เธอไม่รู้ว่าทำไมต้องคอยแอบนับให้หมอนี่ด้วยเกือบจะทำลายสถิติแล้วนะคนนี้ เพราะปรรณวัชรไม่เคยคบแฟนคนไหนได้ถึงปีเลยสักคน!
"ถามจริง...รักมากเหรอคนนี้"
บางครั้งปวรินทร์ก็ไม่เข้าใจว่าคนเราสามารถรักใครได้ง่ายๆจริงหรือ เพราะเพื่อนของเธอคนนี้มีความรักไม่เคยว่างเว้นบางครั้งมาในสถานะคู่ควงบ้าง คู่เดตบ้างและบางคนก็ตกลงคบหาจริงจังอย่างที่เรียกว่าแฟน ระยะสั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่กรณีแต่มีตลอด ั้แ่ ม.4 ยันมหาวิทยาลัยแต่ระยะเวลาแม็กซ์สุดยังไงก็ไม่ถึงปี
"ฉันจริงใจกับทุกความสัมพันธ์นะปาวมีอะไรทำไมเขาไม่คุยให้เคลียร์ๆ ฉันชัดเจนและพร้อมฟังอยู่แล้วพีชเองก็น่ารู้นิสัยฉันดี"
"แล้วไม่ได้ทะเลาะกันเลยใช่หรือเปล่า? ไม่มีเื่เข้าใจผิดอะไรกันใช่ไหม?"
เธอพยายามหาสาเหตุว่าการที่คู่รักจะเลิกรากันนั้นมันมีเหตุผลอะไรบ้างหลักๆ เท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมาก็เป็ต้นว่าเข้ากันไม่ได้คบกันสักพักแล้วค้นพบว่านิสัยของอีกฝ่ายไม่ใช่อย่างที่ตนคิดหรือคบเพื่อเซ็กส์ฉาบฉวย พอเบื่อแล้วก็ต้องแยกย้ายทางใครทางมัน และอีกสาเหตุยอดฮิตคือ... มือที่สาม
"ก็ไม่นะ ทะเลาะก็มีบ้างบางครั้งผู้หญิงก็มีโมเมนต์งี่เง่า เธอก็รู้"
เขาหันมาเอ่ยลมหายใจอุ่นตกกระทบผิวแก้มของเธอทำให้ปวรินทร์ต้องรีบเมินหน้าหนีไปมองฝั่งซ้ายที่ไม่มีใบหน้าของเขาลอยอยู่รู้สึกถึงความร้อนเห่อที่แก้มอย่างช่วยไม่ได้
"เหรอ เราไม่รู้หรอกเพราะไม่ได้อยู่ด้วยนี่ แล้วกับคนนี้ส่วนใหญ่เขางอนอะไรนายล่ะ"
สาเหตุที่คนรักเขางอนกันนั้นโดยทั่วไปก็อย่างเช่น โทรหาไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความ ผิดนัด ผิดสัญญาฝ่ายชายติดเพื่อน ติดเกม ไม่มีเวลาให้ ฯลฯ ปวรินทร์เดาว่าสำหรับเคสนี้ก็คงหนีไม่พ้นข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น
"อืม... นึกไม่ออกเื่มันไร้สาระ ี้เีจำ"
ปรรณวัชรถอนหายใจเื่ส่วนใหญ่ที่เขาถูกงอนจากผู้หญิงที่คบหากันอยู่นั้นมีหลายครั้งที่มันเกี่ยวกับคนที่นั่งข้างๆ นี่แหละ
ครั้งล่าสุดที่พิชญาโกรธเขาก็เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วเขาโทรไปแคนเซิลการไปดูคอนเสิร์ตกับเธอเพราะรถของปวรินทร์เสียในขณะกำลังขับกลับบ้าน เพื่อนไม่ได้โทรหาเขาหรอกแต่ปรรณวัชรรู้จากแช็ตในกลุ่มที่ปวรินทร์ถามหาเบอร์อู่รถจากอิทธิพล
เขาเลยหมุนพวงมาลัยรถกลับทันทีอย่างไม่เสียเวลาคิดและตามไปเจอปวรินทร์ที่กำลังจอดรถริมถนนค่อนข้างเปลี่ยวถ้าเป็พิชญาเกิดเหตุการณ์แบบนั้น เขาก็จะทำอย่างเดียวกัน แต่พิชญาไม่ยอมเข้าใจเขาต้องตามง้อเ้าหล่อนอยู่เป็อาทิตย์กว่าเธอจะยอมหายงอน
"นี่เพิ่งปีสามเทอมหนึ่งเขาเคยบอกไหมว่าจะย้ายไปเรียนต่างประเทศน่ะ"
ปวรินทร์เอ่ยถาม เท่าที่ทราบพิชญานั้นเป็ลูกสาวเศรษฐี ครอบครัวเ้าหล่อนรู้จักกับทางฝั่งพ่อของปรรณวัชรอาจจะเป็ไปได้ที่จะย้ายไปเรียนที่โน่นแต่ทำไมถึงไม่คุยกับแฟนตัวเองให้รู้เื่ล่ะ? หรือจะมีเื่ด่วนอะไรที่พิชญาต้องจากไปอย่างกะทันหัน? แต่ไม่ว่าจะกะทันหันแค่ไหน ก็น่าจะส่งข้อความมาบอกแฟนตัวเองหน่อยไม่ใช่เหรอทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
"ช่างเหอะในเมื่อเขาเลือกที่จะไปโดยไม่ร่ำลากัน ก็ช่างแม่ง!"
เสียงขรึมปนขุ่นเอ่ย พร้อมกับถอดถอนใจหนักๆ ปวรินทร์ยกมือขึ้นตบบ่าเพื่อนสองทีเป็เชิงเห็นด้วยและเห็นใจจากนั้นก็ขยับตัวออกห่างเมื่อเห็นว่าเขานั่งพิงเธอนานพอสมควรแล้ว
"วันพรุ่งนี้ยังมีน่าอย่าเพิ่งคิดมากดิ เดี๋ยวคำตอบมันก็มาเองแหละ นายไปกินข้าวก่อนเถอะแล้วโทรหาแม่พรรณหรือยังล่ะวันนี้"
หญิงสาวเอ่ยสรุป และเปลี่ยนหัวข้อคุยลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในห้อง
แม่พรรณ หรือ ปิยะพรรณ คือแม่ของปรรณวัชรเธอเรียกแม่เขาเหมือนเรียกแม่ตัวเอง เหมือนที่ปรรณวัชรก็เรียกแม่ของเธอว่า แม่ปิ่น เช่นเดียวกัน
ปกติปรรณวัชรจะโทรคุยกับแม่ของเขาทุกวันเพื่อไม่ให้ท่านเป็ห่วงแม่พรรณกับแม่ปิ่นเป็ผู้หญิงเก่งและแกร่ง และเป็เพื่อนสนิทกัน
"เดี๋ยวโทร" เขาตอบขยับลุกขึ้นเดินตามเธอเข้าไปยังโซนครัว
เวลานี้สามหนุ่มเพื่อนซี้กำลังนั่งโซ้ยข้าวกันอยู่ที่โต๊ะทานข้าวถัดจากเคาน์เตอร์ระหว่างโซนครัวกับห้องนั่งเล่นนั้นก็มีบานประตูกระจกเลื่อนกั้นอย่างเป็สัดส่วนซึ่งตอนนี้ประตูก็เปิดอ้าซ่าอยู่
"ค่ำแล้วอย่ากลับเลยนะปาว นอนที่นี่เถอะ เดี๋ยวฉันจะโทรไปขอแม่ปิ่นเองรถเธอยิ่งไว้ใจไม่ได้เดี๋ยวติดเดี๋ยวดับแบบนี้ด้วย"
ปรรณวัชรเอ่ยชวนความจริงไม่อยากบอกว่าคืนนี้เขาไม่อยากอยู่คนเดียว... อยากมีเพื่อนสนิทอยู่ด้วย เหมือนเช่นทุกครั้งเวลารู้สึกแย่ๆปวรินทร์ก็มักอยู่ข้างๆ เขาเสมอ
"ไม่ได้พอดีนัดพี่ท็อปเอาไว้น่ะ พี่ท็อปจะกลับบ้านด้วย"
พี่ท็อปคือรุ่นพี่ปีสี่บ้านของเขาคือตึกแถวฝั่งตรงกันข้ามปรรณวัชรขมวดคิ้วแล้วดึงไหล่ของปวรินทร์ให้หันมามอง
"พี่ท็อปจีบเธออยู่หรือเปล่าทำไม่นี้เจอกันถี่จัง"
เขาถามด้วยน้ำเสียงขุ่นซึ่งปวรินทร์คิดว่าเป็เพราะอารมณ์เขากำลังหม่นมัวที่แฟนหนีนั่นแหละ
"จีบบ้าไรล่ะรถพี่ท็อปเข้าอู่ เลยอาศัยกลับด้วยก็เท่านั้นเอง"
ปวรินทร์เดินไปเปิดตู้หยิบจานและช้อนส้อมออกมาแกะผัดกะเพราไก่ไข่ดาวใส่จานแล้วผลักมันไปให้ปรรณวัชรซึ่งดึงเก้าอี้นั่งลงถัดจากอิทธิพลในขณะที่ภาวิชญ์กับจักราฤทธิ์นั่งฝั่งเดียวกันทุกคนมีเบียร์กระป๋องวางตรงหน้าใช้ดื่มแทนน้ำปรรณวัชรดึงแขนปวรินทร์ให้นั่งที่เก้าอี้ตรงหัวโต๊ะ
"เธอก็กินด้วยสิ"เขาลุกไปหยิบช้อนมาอีกคัน แล้วผลักจานข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวไปวางระหว่างกลางส่งช้อนส้อมให้หญิงสาว ทั้งสองจึงตักข้าวจานเดียวกันกินอย่างที่เคยทำอยู่บ่อยๆ
"เราว่าพี่ท็อปชอบปาวนะสังเกตมานานแล้วว่ะ ชอบหาเื่เข้ามาเจ๊าะแจ๊ะกับเธอตลอด"
อยู่ๆ ภาวิชญ์ก็โพล่งขึ้นมาปวรินทร์เงยหน้าขึ้นมองเมื่อถูกพาดพิงถึง
"เออว่ะ... แล้วไอ้ชินท์ก็อีกคน"
จักราฤทธิ์เอ่ยเสริมขึ้นขณะที่ตักข้าวมันไก่ใส่ปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยแม้ภาษาพูดจะสุดกร้าวห้าวห้วนแต่กิริยามารยาทการกินกลับเหมือนคนที่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดี
"ชินท์ไหนวะ"ปรรณวัชรถามเสียงฉงน คิ้วเข้มขมวดมุ่นชนกัน
"เตชินท์อดีตเดือนคณะบริหารปีสามไงมึงความจริงมันชอบไอ้ปาวมาั้แ่ปีหนึ่งแล้ว จริงไหมปาว แหมเก็บเงียบเป็ความลับนะเธอ คิดว่าไม่มีใครรู้ล่ะสิ"
จักราฤทธิ์เอ่ยแซวและยักคิ้วให้ปวรินทร์หญิงสาวไหวไหล่
"ทำไม? ฉันมีคนมาชอบนี่มันแปลกนักรึไงและที่ไม่เอามาคุยนี่เพราะมันเป็เื่ส่วนตัวเพื่อนที่ดีไม่ควรเผือกเื่ที่เพื่อนไม่อยากแชร์ด้วย เข้าใจปะ?"
หญิงสาวเน้นเสียง พร้อมกับรวบช้อนอิ่มขยับลุกขึ้นไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำมาเปิดฝายกขึ้นดื่ม หันไปมองปรรณวัชรเห็นเขากำลังมองเขม็งมายังเธอ คิ้วขมวดมุ่นยุ่งเหยิง แต่ไม่พูดอะไรออกมา
"ปาวแน่ใจนะว่ารถโอเคน่ะถ้ามีอะไรก็โทรหาอิทธิ์ได้ตลอดเวลานะ ไม่ต้องเกรงใจ สายตรงได้เลย"
อิทธิพลเป็คนที่พูดกับปวรินทร์ไพเราะที่สุดในบรรดาสี่หนุ่มทั้งที่เป็ชายหนุ่มหน้าเข้มแบบไทยแท้ผิวสีแทนร่างสูงกำยำหุ่นนักกีฬาบุคลิกไม่ใช่คนนุ่มนวลอะไรเลย ปวรินทร์ยิ้มให้เพื่อนผู้แสนมีน้ำใจกับเธอเสมอ คนใจถึง พึ่งได้ และสายเปย์สุดๆ ก็อิทธิพลลูกชายเ้าพ่อโรงยิมและศูนย์สปอร์ตคลับนี่แหละ
"แท้งกิ้วจ้ะอิทธิ์แล้วพวกนายจะต้องขับรถกลับบ้านกันหรือเปล่า ดื่มกันซะขนาดนี้"
"พรุ่งนี้วันเสาร์พวกมึงไม่มีธุระที่ไหนไม่ใช่เหรอนอนที่นี่แหละ ไม่ต้องกลับหรอก"
ปรรณวัชรเอ่ย ยกจานไปล้างคว่ำจากนั้นก็เดินไปคว้าแขนปวรินทร์ดึงให้เดินไปยังห้องนอนของเขา
"อะไรของนายเนี่ย"
ปวรินทร์แกะมือใหญ่ออกเดินไปนั่งที่ปลายเตียง ร่างสูงถอดเสื้อเชิ้ตออกพร้อมกางเกง เหลือแต่บ็อกเซอร์โดยไม่เกรงใจคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น ปวรินทร์หน้าร้อนผ่าว รีบเบือนไปมองทางอื่น
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำแบบนี้แต่ทำเป็ประจำั้แ่เด็กแล้ว นั่นก็เพราะว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรแต่คนที่แอบคิดไม่ซื่อกับเพื่อนอย่างเธอนี่น่ะสิที่รู้สึกไปเต็มๆโชคดีที่ปรรณวัชรไม่เคยระแคะระคายและไม่เคยสังเกตเห็น
ปวรินทร์เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความรู้สึกที่เคยมีให้เขามันแปรเปลี่ยนไปั้แ่เมื่อไหร่มารู้ตัวอีกที... เธอก็แอบรักเพื่อนตัวเองแบบล้ำเส้นเฟรนด์โซนไปเรียบร้อยแล้ว
"รอแป๊บนะ"
เขาเอ่ยแล้วเดินอาดๆ เข้าไปในห้องน้ำจัดการล้างหน้าแปรงฟัน เพียงสามนาทีก็เดินออกมา คว้าเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนมาสวม
"ปะ...เรียบร้อยแล้ว"
"ไปไหน?" ปวรินทร์เอ่ยถามตอนนี้คิดว่าเขาคงจะเพี้ยนไปเพราะถูกแฟนทิ้ง
"อ้าวก็ไปบ้านสิถามได้"
เสียงห้าวเอ่ยตอบ เดินนำออกจากห้องนอนโดยมีปวรินทร์เดินตามออกมาอย่างงงๆ ก็ไหนว่าจะนอนคอนโด? ร่างสูงหันไปมองเพื่อนทั้งสามที่ยังคงนั่งกันอยู่ที่โต๊ะทานข้าว
"เฮ้ย...ฝากห้องด้วยนะพวกมึง แล้วอย่าเสือกเมาเรื้อนอ้วกใส่ห้องกูล่ะ"
"อ้าว... ชวนพวกกูนอนแล้วมึงเสือกไปไหนวะ" จักราฤทธิ์ะโถาม
"กูจะกลับบ้าน คิดถึงแม่ว่ะ"
ปรรณวัชรตอบเพื่อนเสร็จก็คว้าแขนปวรินทร์ดึงออกจากคอนโดปล่อยให้เพื่อนๆ มองตามด้วยสายตางุนงง
"ไอ้เวรปรรณ...หลอกให้พวกกูเฝ้าห้องนี่หว่า แล้วเมื่อกี้มันเพิ่งคร่ำครวญจะเป็จะตายที่แฟนหนีแต่พอตอนนี้ดูมันเหมือนจะฟื้นแล้ว ไอ้เชี่ยเอ๊ย... สัสจริงๆ"
จักราฤทธิ์ก่นด่าตามหลังปรรณวัชร
"มีไอ้ปาวไอ้ปรรณมันก็ฟื้นเร็วงี้แหละมึง โดนไอ้ปาวด่าคำเดียวไอ้ปรรณตาสว่างอย่างที่เห็น"
ภาวิชญ์กล่าวเสริมทั้งสามคนหัวเราะพลางส่ายหน้าระอาใจก่อนจะยกกระป๋องเบียร์ชนกันคืนนี้อีกยาวนานสำหรับหนุ่มโสดอย่างพวกเขา วันศุกร์แห่งชาติแบบนี้ไม่อ้วกเป็ไม่นอนกัน