เวินจื่อซ่างอุ้มเวินจื่อถงเข้าไปในห้องของเวินจื่อเอ๋อร์ ในเวลานี้เวินจื่อเอ๋อร์นอนหมดสติอยู่บนเตียงไม้ ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยแดงระเรื่อซึ่งดูไม่สู้ดีนัก
หัวใจของเวินจื่อถงกระตุกวูบ นางรีบมุดลงจากอ้อมกอดของเวินจื่อซ่าง ใช้ทั้งมือและเท้าตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเตียงของเวินจื่อเอ๋อร์ ยื่นมือไปแตะหน้าผากและตรวจชีพจรของเขา
"พี่รองแผลติดเชื้อจนเป็ไข้แล้ว!" ใบหน้าเล็ก ๆ ของเวินจื่อถงฉายแววเคร่งเครียดและกังวลเพิ่มขึ้นหลายส่วน
เมื่อเวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้น ก็รีบก้าวเข้าไปแตะหน้าผากของเวินจื่อเอ๋อร์เช่นกัน มันร้อนจัดราวกับจะเผามือของเขาให้ไหม้เลยทีเดียว
ทันใดนั้น สีหน้าของเวินจื่อซ่างก็เคร่งเครียดขึ้นมา การเป็ไข้ในเวลานี้ไม่ใช่เื่ดีเลย
เวินจื่อซ่างก้มลงมองเวินจื่อถง ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูนุ่มนิ่มน่ารักในยามนี้ขมวดคิ้วแน่น ดวงตากลมโตราวกับลูกกวางเต็มไปด้วยความกังวล
ทันใดนั้น เวินจื่อซ่างก็ราวกับได้รับพลังบางอย่าง เขาเอื้อมมือไปลูบผมที่นุ่มนิ่มของเวินจื่อถงแล้วกล่าวว่า
"ถงเป่าไม่ต้องกลัว พี่รองจะไม่เป็อะไร เดี๋ยวพี่สามจะไปขอร้องหมอเฉินที่หมู่บ้านข้าง ๆ ให้มาช่วย"
"หมอเฉินหรือเ้าคะ?" ใบหน้าเล็ก ๆ ของเวินจื่อถงขมวดมุ่นทันที
หมอเฉินผู้นั้นเป็พวกเห็นแก่เงินมาโดยตลอด ตอนที่โรคหัวใจแต่กำเนิดของเ้าของร่างเดิมกำเริบ พี่รองและพี่สามก็เคยพานางไปเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่หมอเฉินผู้นั้นกลับเรียกเงินหนึ่งตำลึงถึงจะยอมช่วยคน พวกเขาจึงต้องยอมถอยมาหาจางชุยหลานแทน
เวินจื่อซ่างไม่อยากให้เวินจื่อถงกังวลมากเกินไป จึงฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า
"วางใจเถิด ต่อให้ต้องแบกเขามา พี่สามก็จะแบกเขามาให้ได้"
สุดท้ายเวินจื่อถงก็ไม่ได้ห้ามเวินจื่อซ่าง เมื่อเวินจื่อซ่างจากไป เวินจื่อถงจึงสามารถตรวจาแให้เวินจื่อเอ๋อร์อย่างเต็มที่
แผลของเขาลึกมาก แม้จะห้ามเืได้แล้ว แต่ดูแล้วยังคงน่าสยดสยอง ในเวลานี้เวินจื่อเอ๋อร์เป็ไข้สูง เกรงว่าจะเป็เพราะมีเืคั่งอยู่ภายในและยังไม่สลายไป
ในหัวของเวินจื่อถงปรากฏตำรับยาหลายชนิดที่สามารถรักษาเวินจื่อเอ๋อร์ได้ทันที แต่สมุนไพรเหล่านี้ที่บ้านไม่มีเลยแม้แต่ชนิดเดียว
ทว่า ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบนูเาจะไม่มี!
เหตุผลที่หมู่บ้านฉีซานถูกเรียกว่าหมู่บ้านฉีซาน ก็เพราะที่ท้ายหมู่บ้านมีูเาฉีซานตั้งตระหง่านอยู่ คนเก่าแก่ในหมู่บ้านไม่รู้จักสมุนไพรเท่าใดนัก ไม่แน่ว่าบนเขาอาจจะมีสิ่งที่นาง้าอยู่
เมื่อคิดได้ดังนี้ เวินจื่อถงจึงตัดสินใจไปเสี่ยงโชคที่เขาฉีซาน
"ถงเป่า มากินข้าวเร็วเข้า!"
ขณะที่เวินจื่อถงกำลังจะออกจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงเรียกของเวินจื่อชี
เวินจื่อถงไม่มีทางเลือก จึงต้องเดินไปที่โต๊ะอย่างว่าง่าย บนโต๊ะมีโจ๊กที่ใสจนนับเม็ดข้าวได้ถ้วยหนึ่ง และไข่ตุ๋นอีกถ้วยหนึ่ง
ไข่ตุ๋นนั้นดูนุ่มละมุน กลิ่นหอมกรุ่นจนกระตุ้นความอยากอาหารของเวินจื่อถงออกมาทันที
เวินจื่อชีเห็นดวงตากลมโตของเวินจื่อถงเบิกกว้างและเป็ประกาย ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ "ถงเป่ารีบกินเถิด ไข่ตุ๋นถ้วยนี้เป็ของเ้าทั้งหมดเลย"
แม้เวินจื่อถงจะอยากกินมาก แต่ก็ไม่ได้ขาดสติ ที่บ้านนี้แม้แต่ข้าวยังกินกันไม่อิ่ม แล้วเวินจื่อชีไปเอาไข่มาจากไหนกัน?
"พี่เจ็ด ไข่นี่ได้มาจากไหนหรือเ้าคะ?"
เวินจื่อชีกะพริบตา พร้อมส่งยิ้มสดใสให้เวินจื่อถงแล้วกล่าวว่า
"ป้าไฉให้มาน่ะ ให้มาตั้งแปดฟองแน่ะ! ถงเป่ากินวันละฟองนะ หลายวันนี้ถงเป่าผอมลงไปมาก ต้องบำรุงกลับคืนมา"
ป้าไฉเป็หญิงหม้ายในหมู่บ้าน นางเลี้ยงบุตรชายสองคนเพียงลำพัง แม้จะมีนิสัยใจร้อนแต่จิตใจดี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เห็นพวกเขาพี่น้องน่าสงสาร จึงมักจะคอยช่วยเหลืออยู่บ่อยครั้ง
เพียงแต่ชีวิตของนางเองก็ลำบากมากเช่นกัน จึงไม่มีกำลังช่วยเหลือได้มากมายนัก
เวินจื่อถงไม่ยอมกินคนเดียว แต่นางกลับเลื่อนถ้วยไข่ตุ๋นไปตรงกลางแล้วกล่าวว่า
"พี่เจ็ดกินด้วยกันเถิดเ้าค่ะ"
เวินจื่อชีส่ายหน้า พลางยิ้มซื่อ ๆ แล้วกล่าวว่า "พี่เจ็ดกินแล้ว! เมื่อครู่ตอนที่ป้าไฉเอาไข่มาส่ง ยังให้มันเทศหัวใหญ่ข้าหัวหนึ่งด้วย หวานมากเลย ไว้คราวหน้าจะให้ถงเป่าลองชิมนะ"
คำพูดของเวินจื่อชี ฟังดูก็รู้ว่ากำลังหลอกนางอยู่
ในความทรงจำ เวินจื่อชีผู้นี้มักจะเก็บของดี ๆ ไว้ให้เ้าของร่างเดิมเสมอ จะทำเื่เห็นแก่ตัวแอบกินคนเดียวได้อย่างไร?
เขาว่ากันว่าลูกคนจนมักจะโตเป็ผู้ใหญ่เร็ว แต่เวินจื่อชีอายุเพียงเจ็ดขวบกลับรู้ความถึงเพียงนี้ ทำให้เวินจื่อถงปวดใจยิ่งนัก
เวินจื่อถงรู้สึกเศร้าในใจจนขอบตาเริ่มแดง
นางตักโจ๊กเงียบ ๆ และกินไข่ตุ๋นไปเพียงครึ่งเดียวก็หยุดกิน จากนั้นจึงทำท่าลำบากใจแล้วกล่าวกับเวินจื่อชีว่า
"พี่เจ็ด ถงเป่าอิ่มแล้วเ้าค่ะ! ไข่ตุ๋นอร่อยมากเลย! แต่ถงเป่าท้องเล็ก ทานไม่หมดเ้าค่ะ"
"เอ๋? ถ้าอย่างนั้น..."
"พี่เจ็ดช่วยถงเป่ากินส่วนที่เหลือให้หมดเถิดเ้าค่ะ! ไม่อย่างนั้นหากพี่สามกลับมาเห็นว่าถงเป่ากินทิ้งขว้าง ต้องโกรธแน่ ๆ เลย!"
เวินจื่อถงพูดพลางเลื่อนไข่ตุ๋นครึ่งถ้วยที่เหลือไปตรงหน้าเวินจื่อชี จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวต่อว่า
"พี่เจ็ด ถงเป่าอยากออกไปเล่นกับเสี่ยวชิงเ้าค่ะ ได้หรือไม่เ้าคะ?"
เวินจื่อชีมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่แดงระเรื่อเพราะไอความร้อนจากโจ๊กและไข่ตุ๋น รวมถึงดวงตากลมโตที่กะพริบปริบ ๆ ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานในใจซ้ำ ๆ ว่า
น้องสาวน่ารักเหลือเกิน! สมแล้วที่เป็น้องสาวของเขา! น้องสาวอยากทำอะไร? อยากไปเล่นหรือ? เื่นั้นจะมีคำว่าไม่ได้ได้อย่างไร?
ทันใดนั้น เวินจื่อชีก็ถูกน้องสาวหลอกจนใจพองโต รีบตบอกรับคำทันที
"ขอบคุณพี่เจ็ดเ้าค่ะ! พี่เจ็ดดีที่สุดเลย!"
เวินจื่อถงทำท่าอ้อนใส่เด็กเจ็ดขวบ รู้สึกว่าใบหน้าอันแก่ชราของตนเองช่างน่าอายยิ่งนัก
แต่เพื่อให้ได้ออกไปข้างนอก เวินจื่อถงรู้สึกว่าไม่จำเป็ต้องรักษาหน้าอีกต่อไป!
ก่อนจะไปเกรงว่าเวินจื่อเอ๋อร์จะมีไข้สูงขึ้น เวินจื่อถงจึงบอกวิธีการลดไข้ด้วยวิธีประคบเย็นอย่างละเอียดแก่เวินจื่อชี จากนั้นจึงสะพายย่ามแล้วเดินออกจากบ้าน
"ถงเป่าไปเล่นให้สบายใจเถิด พี่รองฝากไว้กับพี่เจ็ดเอง เ้าก็อย่าเล่นจนดึกนักนะ!"
...
อากาศยามนี้หนาวจัดจริง ๆ !
ทันทีที่เวินจื่อถงก้าวพ้นประตูบ้าน ก็ถูกลมหนาวกรีดแทงจนเกือบจะวิ่งกลับเข้าบ้าน
แต่เมื่อนึกถึงสายตาที่อ่อนโยน มั่นคง และรักใคร่ของเวินจื่อเอ๋อร์ก่อนจะหมดสติ นางจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วมุ่งหน้าไปยังเขาฉีซานอย่างไม่ลังเล
บ้านเรือนในหมู่บ้านฉีซานตั้งเรียงรายสลับซับซ้อน คันนาเดิมถูกหิมะหนาปกคลุมจนมิด เวินจื่อถงก้าวขาเล็ก ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ ไปตามถนนสายเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว
หัวใจของนางอ่อนแอมากจริง ๆ ทางที่ดีควรจะระวังและบำรุงรักษาให้ดี
ในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีก้อนหินก้อนหนึ่งขว้างมาโดนตัวเวินจื่อถง จากนั้นเส้นทางเบื้องหน้าก็ถูกพวกนักเลงหลายคนขวางไว้
"โอ้โห ดูซิว่านี่ใคร? นี่ไม่ใช่เ้าเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่นั่นหรอกหรือ!"
"ไม่ใช่แค่เด็กไม่มีพ่อแม่ แต่ยังเป็ตัวซวยอายุสั้นด้วย! เห็นแล้วรู้สึกอัปมงคลยิ่งนัก"
"เฮ้ เ้าอยากจะแสดงท่าไอจนกระอักเืให้พวกข้าดูหน่อยไหม? ฮ่า ๆ ๆ !"
กลุ่มนักเลงตัวน้อยเยาะเย้ยเวินจื่อถง เวินจื่อถงรู้จักพวกเขา ทั้งหมดเป็พวกเด็กเกเรในหมู่บ้านที่ไม่มีใครสั่งสอน มักจะทำเื่ลักเล็กขโมยน้อยอยู่เสมอ
หัวหน้ากลุ่มคือลูกชายคนรองของตระกูลเวินสายรอง ชื่อว่าเวินเฉวียน ปีนี้อายุสิบสี่ เป็หัวโจกของกลุ่มนักเลง และเป็ที่รังเกียจของทั้งคนและสุนัข
เวินเฉวียนกวาดสายตามองเวินจื่อถงั้แ่หัวจรดเท้า ใช้นิ้วก้อยแคะหูอย่างไม่ใส่ใจแล้วกล่าวว่า
"เ้าตัวซวย เมื่อวานเ้าทำร้ายแม่ข้า วันนี้ยังทำร้ายพ่อข้าอีก เื่นี้เ้าว่าข้าควรจัดการอย่างไรดี!"
ที่แท้คนพวกนี้มาเพื่อระบายแค้นแทนเวินเอ้อร์หลางและจางชุยหลานอย่างนั้นหรือ?
เวินจื่อถงหัวเราะเยาะในใจ แต่ใบหน้ากลับทำท่าทางน่าสงสาร นางถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กะพริบตากลมโตด้วยความหวาดกลัวและไร้เดียงสา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเล็ก ๆ ว่า
"พี่เวินเฉวียน ท่านกำลังพูดเื่อะไรหรือเ้าคะ? ถงเป่าไม่เข้าใจเลยเ้าค่ะ"