ฉินเหลาอู่หันหลังเดินจากไปเงียบๆ
เขารู้สึกว่าเนื้อหาจากนี้ไปคงไม่เหมาะที่จะฟังต่ออีกแล้ว...
...
ภายในกระโจม ฟู่ถิงเย่จับมือของหวาชิงเสวี่ยไว้แน่นอย่างดื้อรั้นพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “มือเย็นอย่างกับน้ำแข็ง! เจ้ายังอยากจะให้มือเป็นแผลจากการถูกความเย็นกัดอีกหรือ?!”
หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงด้วยความลำบากใจ
นับว่านางเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้ แม้แต่เวลาพูดคำหวาน เขาก็ยังพูดออกมาอย่างดุดันราวกับกำลังตะคอกใส่คน...
ช่างเถิด...
จะโต้เถียงสู้เขาก็เถียงไม่ชนะจะต่อยตีเขาก็ไม่ได้ แล้วนางจะทำอะไรได้เล่า? ก็ต้องยอมรับไปสิ...
ผ่านไปเนิ่นนาน หวาชิงเสวี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองฟู่ถิงเย่ด้วยความลำบากใจ
“ท่านแม่ทัพ...”
ฟู่ถิงเย่ถลึงตา มองด้วยสายตาดุดันอีกครั้งเหมือนกับว่าถ้าหวาชิงเสวี่ยพูดคำว่า "ไม่" ออกมาอีกเพียงคำเดียว ก็จะถูกตำหนิอีก!
หวาชิงเสวี่ยทำท่าลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่แต่ในที่สุดก็พูดมันออกมา “...ข้ารู้สึก...เหมือนว่า เหงื่อออกแล้วเจ้าค่ะ...”
ฟู่ถิงเย่เงียบไป ปล่อยมือของนางแต่ก็ยังพูดทิ้งท้ายอีกประโยคว่า "ผิงไฟต่อไป อย่าให้เย็นอีก"
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจ‘ข้าไม่ใช่มันเทศเสียหน่อย’
ผลปรากฏว่าเมื่อนางก้มลงมองฮึฮึ...มือของนางถูกเขาบีบจนแดง! คล้ายมันเทศจริงด้วย!
ฟู่ถิงเย่ยกกล่องอาหารขึ้นมาเปิดออก แล้วหยิบขนมแป้งกรอบม้วนส่งให้หวาชิงเสวี่ยกิน
หวาชิงเสวี่ยลองชิมคำหนึ่งรสชาติกรอบ หอมหวานนิดๆ รสชาติอร่อยเกินคาด
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อแท้คิดในใจ สมแล้วที่เป็นคนครัวระดับสูง ถึงแม้จะไม่มีเนย แต่ก็ยังทำออกมาอร่อยได้...
ฝีมือการทำอาหารของนางเทียบกับผู้อื่นไม่ได้เลยสินะ...
ทั้งสองนั่งกินขนมแป้งกรอบม้วนหน้าเตาไฟโดยไม่พูดอะไร
คำแล้วคำเล่า มีเพียงเสียงเคี้ยวกรอบๆดังขึ้นภายในกระโจม...
หลังจากกินไปสักพักฟู่ถิงเย่คงจะรู้สึกกระหายน้ำ จึงลุกขึ้นไปรินชาสองถ้วย ถ้วยหนึ่งให้ตัวเอง อีกถ้วยยื่นมาให้หวาชิงเสวี่ย
หวาชิงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นรับชาพอเห็นหน้าของฟู่ถิงเย่ ทันใดนั้นก็หลุดเสียง “พรืด” ออกมา!
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” นางอดหัวเราะไม่ได้
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าฉงน“เป็นอะไรไป?”
“หน้าของท่าน...” หวาชิงเสวี่ยอยากจะกลั้นขำไว้แต่พอเห็นท่าทางที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวของฟู่ถิงเย่ ก็อดหัวเราะออกมาอีกไม่ได้ “ฮ่าฮ่าฮ่า...เคราของท่านมีเศษขนม...ติดเต็มเลย...”
ขนมกรอบๆ ก็เป็นเช่นนี้แหละกินแล้วก็มักจะมีเศษขนมร่วงลงมาได้ง่าย
เคราของฟู่ถิงเย่เต็มไปด้วยเศษขนม
แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีอะไรหรอกแต่ฟู่ถิงเย่มักจะทำสีหน้าจริงจังอยู่ตลอดเวลา เมื่อประกอบกับเศษขนมที่ติดอยู่บนเคราก็ยิ่งดูน่าขำ!
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นมาลูบเคราเศษขนมก็ร่วงหล่นลงมา...
เขารู้สึกหงุดหงิดใจเช่นกันเพราะเครานี้ เวลากินข้าวหรือซดน้ำแกงในแต่ละวันก็ไม่สะดวกเอาเสียเลย!
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่ามีเศษขนมบางส่วนที่ยังไม่หลุดออกไปกลับยิ่งฝังลึกลงไปในเครา สงสารที่เห็นเขามีสภาพน่าอนาถเช่นนี้ จึงพูดว่า "ให้ข้าช่วยท่านเถิด"
ฟู่ถิงเย่ได้ยินเช่นนั้นก็หยุดการเคลื่อนไหวนั่งตัวตรงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หวาชิงเสวี่ยยกมือขึ้นนิ้วเรียวสวยยื่นเข้าไปในเคราของเขาอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เขี่ยเศษขนมออกมาทีละนิด
“ท่านแม่ทัพ ท่านไม่เคยคิดจะโกนเคราหรือเจ้าคะ...”นางถามเสียงค่อย
ฟู่ถิงเย่ตอบเสียงเข้ม“บุรุษที่ไหนไม่ไว้เครากัน”
ช่างเป็นคำตอบสมกับเป็นชายแท้จริงๆ
หวาชิงเสวี่ยกระทบกระเทียบอยู่ภายในใจ‘แต่เคราของคนอื่นก็ไม่ได้หยาบหนาแบบท่านนี่นา!’
ทั้งแข็ง! แล้วก็ตำมืออีก!
“เรียบร้อย สะอาดแล้ว”หวาชิงเสวี่ยหดมือกลับ สัมผัสของเคราที่ยังเหลืออยู่บนปลายนิ้วทำให้นางรู้สึกเขินเล็กน้อย
ฟู่ถิงเย่ปัดเศษขนมที่ติดอยู่บนตัวแล้วถามหวาชิงเสวี่ย“ของที่ข้ามอบให้ เจ้าพกติดตัวไว้หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปครู่หนึ่งตอบสนองไม่ทัน
ของที่เขามอบให้?หรือว่าจะหมายถึงกริชเล่มนั้น?
“ไม่...ไม่เหมาะกระมังเจ้าคะ?”นางพูดด้วยความลำบากใจ
พกมีดติดตัวทุกวัน มันแปลกๆนะ
“ของแทนใจไม่ควรพกติดตัวทุกวันหรือ?”ดวงตาของฟู่ถิงเย่ฉายแววสับสน
หวาชิงเสวี่ย “...”
ของแทนใจอะไรกัน! เป็นท่านที่คิดไปเองฝ่ายเดียวไม่ใช่หรือ?!
ฟู่ถิงเย่หยิบหวีไม้เล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อความหมายชัดเจนมาก ‘เจ้าดูสิ ข้าพกมันติดตัวทุกวันเลยนะ’
หวาชิงเสวี่ยมองหวีไม้ที่มันเงาจนวาววับภายในใจรู้สึกสับสน...
ท่านแม่ทัพ ท่านเอาไว้ดูเล่นเหมือนของสะสมทุกวันหรืออย่างไร?เหตุใดถึงได้วาววับขนาดนี้! เหมือนถูกขัดมาเลย! ต่อจากนี้ก็คงจะขัดจนเงาใช่หรือไม่?!
“ครั้งหน้าอย่าลืมพกมาด้วย”ท่านแม่ทัพพูดอย่างองอาจและหนักแน่น
อีกครั้งที่หวาชิงเสวี่ยเงียบ“...”
ยังมีครั้งหน้าอีกหรือ?เมื่อครู่ใครกันที่ตะคอกใส่ข้าที่หน้าค่ายทหาร?
เขาพูดว่าอย่างไรนะ...อ้อ!สถานที่สำคัญอย่างค่ายทหารนี้เป็นที่ที่เจ้าคิดอยากจะมาก็มาได้อย่างนั้นหรือ!
หวาชิงเสวี่ยยอมแพ้และต่อต้านเพียงแค่เล็กน้อยดื่มชาเสร็จก็ลุกขึ้นยืน พูดเสียงเบาว่า "ท่าทางท่านจะยุ่ง ข้าขอตัวกลับก่อน"
“ตอนนี้ยังไม่ยุ่ง”ฟู่ถิงเย่พูดตรงๆ
หวาชิงเสวี่ยชินเสียแล้ว“...”
ต่อให้ท่านไม่ยุ่ง ข้าก็จะไปอยู่ดี!
“อยู่ที่นี่จะอย่างไรก็ไม่ค่อยสะดวกข้ากลับก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ...”
หวาชิงเสวี่ยทำท่าจะเดินออกไปฟู่ถิงเย่เอื้อมมือไปคว้าและดึงเข้ามา! อีกฝ่ายมีเรี่ยวแรงมหาศาล! ตัวของนางจึงล้มลงไปในอ้อมกอดของเขา!
อ่า! ถูกเจ้าหมี...กอดอีกแล้ว!
“เจ้ากำลังแง่งอนอะไรอยู่?”ฟู่ถิงเย่ถามขณะกอดนางไว้
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาในทันทีเดิมทีไม่ได้งอนแต่ก็รู้สึกขึ้นมาแล้ว! “ข้า...ข้าเปล่านะ...”
ทันใดนั้นมีนายทหารกล่าวรายงานจากด้านนอกด้วยเสียงอันดัง“ท่านแม่ทัพ! เหลียงเหวินเฉิงจากค่ายธนูหน้าไม้ขอเข้าพบขอรับ!”
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้ว ปล่อยหวาชิงเสวี่ยแล้วตะโกนออกไปข้างนอก “หากเป็นเรื่องการดัดแปลงอาวุธ ให้เขาไปพบใต้เท้าเว่ยที่กรมสรรพาวุธโดยตรง”
เสียงด้านนอกเงียบไปแต่ไม่นานนัก นายทหารก็รายงานอีกครั้ง “เรียนท่านแม่ทัพ! เหลียงเหวินเฉิงไม่ยอมไป บอกว่าหากไม่ได้พบท่านแม่ทัพเขาจะไม่ไปไหนเด็ดขาด!”
ฟู่ถิงเย่อารมณ์เสียขึ้นมาทันทีเขาตะคอก “ลากมันออกไป! โบยสี่สิบไม้!”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินว่าเขาจะโบยคนก็ตกใจกลัว!จับฟู่ถิงเย่ไว้โดยไม่ทันได้ฉุกคิด “ไล่เขาไปก็พอแล้ว คงไม่ต้องถึงขั้นโบยกระมังเจ้าคะ...”
ฟู่ถิงเย่หนวดกระตุกตาขวาง“หากทุกคนเมินเฉยไม่เคารพคำสั่งแบบเขา ข้าจะยังบัญชาการกองทัพได้อย่างไร?!”
หวาชิงเสวี่ยถูกตะคอกใส่จนไม่กล้าพูดอะไรต่อนางรู้ดีว่าฟู่ถิงเย่มีเหตุผล จึงเม้มริมฝีปากไว้ ไม่พูดอะไรอีก
เอาเถอะ ถือว่านางยอมให้ก็แล้วกัน...
นางแค่...เฮ้อ แค่ไม่ชินถึงแม้จะอยู่ในโลกใบนี้มานานแล้ว แต่การที่ตีรันฟันแทงแล้วฆ่ากันได้ง่ายๆ อย่างไรก็ยังไม่ชินอยู่ดี
การได้ยินก็ส่วนหนึ่งการได้เห็นด้วยตาตนเองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลังจากนี้จะพยายามทำเหมือนไม่เห็นก็แล้วกัน...
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจเช่นนี้
ฟู่ถิงเย่เห็นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยดูเศร้าสร้อยไม่อยากให้ตัวเองดูเป็นคนดุร้ายในสายตาของนาง จึงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งจากบนโต๊ะในกระโจมขึ้นมาแล้วยื่นให้นางดู
“เหลียงเหวินเฉิงคนนี้มาหาข้าไม่ต่ำกว่าสามรอบแล้ว!เขาทุ่มเทให้กับการดัดแปลงธนูในค่าย เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากกรมสรรพาวุธ จึงข้ามหัวรองหัวหน้าและเสมียนของกรมสรรพาวุธมาพบข้าเพื่อให้ขอข้าอนุญาตให้เขาสร้างธนูลักษณะแบบนี้”
ฟู่ถิงเย่แค่นเสียงเย็นชาแล้วพูดต่อ “ข้าก็อยากจะให้โอกาสเขา แต่สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นมาตามภาพร่างนั้นกลับใช้การไม่ได้เลย!แม้แต่ไก่ตัวเดียวก็ยังยิงไม่ตาย!”
หวาชิงเสวี่ยกำลังก้มหน้าดูภาพร่างอย่างตั้งใจเมื่อได้ยินคำพูดของฟู่ถิงเย่ ก็รู้สึกพูดไม่ออก “คงไม่ถึงขนาดแม้แต่ไก่ก็ยิงไม่ตายกระมังเจ้าคะท่านแม่ทัพพูดเกินไปแล้ว...ธนูนี้แค่เล็งได้ไม่แม่นยำพอเท่านั้นเอง”
ฟู่ถิงเย่เถียงกลับในทันที“เล็งได้ไม่แม่นยำพอแม้แต่ไก่สักตัวยังยิงให้ตายไม่ได้นั่นน่ะหรือ?”
แต่หลังจากพูดจบ เขาก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งฟู่ถิงเย่มองหวาชิงเสวี่ยด้วยความประหลาดใจ “เจ้าดูภาพนี้เข้าใจหรือ?”
“เหตุใดถึงจะดูไม่เข้าใจเจ้าคะ?เขาวาดออกจะชัดเจนเช่นนี้” หวาชิงเสวี่ยก็มีสีหน้าฉงนเช่นกัน “หรือว่าท่านแม่ทัพดูไม่ออก?”
ฟู่ถิงเย่มองนางอย่างตกตะลึง
แน่นอนว่าเขาดูรู้เรื่องแต่หวาชิงเสวี่ยเป็นเพียงสตรี...จะดูภาพร่างการผลิตอาวุธที่ซับซ้อนเช่นนี้ออกได้อย่างไร?!
นี่ไม่ใช่แบบลายปักผ้าเสียหน่อย!
“จริงๆ แล้วท่านแม่ทัพไม่ควรโบยเขานะเจ้าคะ...”หวาชิงเสวี่ยยังคงกังวลเรื่องที่ฟู่ถิงเย่ชอบสั่งโบยคน นางก้มมองภาพร่างพลางพูดว่า“จริงๆ แล้วแนวคิดของเขานั้นไม่ผิด เพียงแต่ยังมีบางจุดที่ไม่ค่อยถูกต้อง หากปรับปรุงเพิ่มเติมแรงดึงที่ต้องการจะลดน้อยลงอย่างมาก ระยะยิงก็น่าจะประมาณหกร้อยเมตร...”
ฟู่ถิงเย่กล่าว “หกร้อยเมตร?”
หวาชิงเสวี่ยนึกขึ้นได้ว่าในสมัยโบราณเวลาพูดถึงระยะยิงของธนู มักจะใช้หน่วยเป็นก้าว นางจึงคำนวณในใจเงียบๆ แล้วอธิบายว่า“ก็คือประมาณ...สี่ร้อยก้าวเจ้าค่ะ”
สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยิ่งแสดงออกถึงความแปลกใจมองนางตรงๆ แล้วถามว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกงง“ข้าดูจากภาพเจ้าค่ะ...นั่นน่ะ แค่ดูก็คำนวณออกมาได้แล้ว”
สีหน้าท่าทางนั้นเหมือนจะกำลังบอกว่า‘หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง ง่ายแค่นั้นเอง’
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่งถามว่า “ระยะสังหารอยู่ที่เท่าใด?”
ระยะยิงสูงสุดกับระยะสังหารที่มีประสิทธิภาพนั้นต่างกันธนูที่ยิงได้สี่ร้อยก้าว ไม่ได้หมายความว่ามันจะสามารถทำร้ายศัตรูที่อยู่ห่างออกไปสี่ร้อยก้าวได้
หวาชิงเสวี่ยตอบอย่างรวดเร็ว“ประมาณสองร้อยก้าวเจ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่จ้องมองนาง“เจ้ารู้หรือไม่ว่าธนูที่กองทัพของเราใช้อยู่ในตอนนี้มีระยะยิงเท่าใด?”
หวาชิงเสวี่ยส่ายหัว
ฟู่ถิงเย่กล่าวว่า“หนึ่งร้อยห้าสิบก้าว ระยะสังหารอยู่ที่ภายในหนึ่งร้อยก้าว ดังนั้นสิ่งที่เจ้าพูดในขณะนี้ไม่ต่างอะไรกับเรื่องเพ้อฝันเลย”
การดัดแปลงธนู หากสามารถเพิ่มระยะได้ยี่สิบก้าวหรือสามสิบก้าวก็ถือว่าไม่ธรรมดาแล้ว หวาชิงเสวี่ยพูดง่ายๆ เพียงไม่กี่คำ กลับเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทันทีเสียอย่างนั้น!นี่จะไม่ทำให้ฟู่ถิงเย่ตกใจได้อย่างไร!
สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยแข็งค้างดูเหมือนทำอะไรไม่ถูก...
ฟู่ถิงเย่เห็นสีหน้าของนางเช่นนี้จึงอดไม่ได้ที่จะใจอ่อนลง คิดในใจว่า ‘นางเป็นเพียงสตรีนางหนึ่ง ก็แค่เผลอพูดเกินจริงไปเล็กน้อยเท่านั้นไม่ได้แพร่งพรายออกไปเสียหน่อย ไม่เห็นจะเป็นไร...’
จะอย่างไรก็เป็นสตรีของเขาเขาไม่ปกป้องแล้วใครจะปกป้อง?
ฟู่ถิงเย่กำลังจะปลอบหวาชิงเสวี่ยแต่หวาชิงเสวี่ยกลับทำสีหน้าเหมือนรู้สึกผิดและอยากขอโทษ!
“ขออภัยเจ้าค่ะ...ข้าไม่รู้ว่าธนูที่พวกท่านใช้อยู่...จะแย่ขนาดนี้...”
ฟู่ถิงเย่แทบจะกระอักเลือดออกมา!
ราวกับว่าหวาชิงเสวี่ยคิดว่าเขายังถูกโจมตีไม่มากพอ!นางพูดต่ออีกว่า “จริงๆ นะ หากข้ารู้ว่าพวกท่าน...รู้ว่าพวกท่านใช้ธนูแบบนั้น ข้าจะต้องช่วยอย่างเต็มที่แน่นอน!”
ธนูแบบนั้น...ธนูแบบไหนกัน?!
น้ำเสียงที่เวทนานี่มันอะไรกัน?!
ฟู่ถิงเย่ไม่สามารถกระอักเลือดออกมาได้จริงๆจึงมีเพียงใบหน้าของเขาที่บึ้งตึงอย่างยิ่ง
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้ถึงความตกใจของฟู่ถิงเย่นางหยิบภาพร่างขึ้นมาชี้ให้เขาดูด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านดูสิ แนวคิดการดัดแปลงของเขาตรงนี้ถูกต้องทั้งหมด...ปีกธนูโค้งงอไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสายธนู หลังจากขึ้นสายธนูแล้ว ปีกธนูจะเคลื่อนไปยังที่วางลูกศรหลังจากดึงสายและยิงลูกศรไปแล้ว ปีกธนูและสายธนูจะสั่นเร็วขึ้น แรงสะท้อนกลับของลูกศรที่ยิงออกไปจะมากขึ้นหากขัดเขาควายมาติดที่ตัวธนูเพื่อเพิ่มแรงดีดกลับของปีกธนู ผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้น”
ฟู่ถิงเย่คลุกคลีอยู่กับอาวุธมาตลอดหลายปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่นางพูดนั้นมีเหตุผล?
เพียงแต่คำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากของสตรีที่อ่อนแอบอบบาง มันจึงดูเหมือนเรื่องเหนือความคาดหมาย!
ฟู่ถิงเย่เก็บความรู้สึกที่ซับซ้อนไว้ในใจหันไปเปิดม่านกระโจม แล้วตะโกนออกไปข้างนอก “เหลียงเหวินเฉิงอยู่ที่ใด?!”
“รายงานท่านแม่ทัพ!กำลังรับโทษอยู่ขอรับ!”
“ลากมันกลับมาหาข้า!”