ชายชราร่างสูงใหญ่ ผิวกร้านแดดด้วยประสบการณ์โชกโชน หันมาทางหลงเทียนหยู เขาเกาท้ายทอยอย่างกระอักกระอ่วน รอยยิ้มเจื่อนคลี่บนใบหน้า “ฮ่าฮ่าฮ่า ต้องขออภัยน้องชายด้วยนะที่ลูกน้องของฉันทำตัวไร้มารยาท” เสียงหัวเราะดังก้องอย่างเป็กันเอง แต่แฝงไว้ด้วยบางสิ่งที่ยากจะหยั่งถึง
“ฉันชื่อสือกุย เป็หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนกำแพง แล้วน้องชายล่ะ?”
“หลงเทียนหยู” เขาตอบสั้นๆ ดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อย “ฉันหวังว่าวันหน้าจะไม่เจอไอ้พวกเหลือขอแบบนั้นอีก ไม่อย่างนั้น…” หลงเทียนหยูส่ายหน้าช้าๆ ความหงุดหงิดแล่นขึ้นมาทันทีที่เท้าเหยียบถึงบริเวณแถวกำแพงเมือง นี่มันอะไรกัน!
สือกุยหัวเราะลั่น ตบมือฉาดใหญ่ “ฮ่า! ทำให้น้องหลงเทียนต้องมาเสียอารมณ์กับเื่เล็กน้อยซะแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ฉันจะให้ป้ายประจำตัวนี้ไว้ เวลาน้องหลงเทียนมีปัญหากับเ้าหน้าที่ลาดตระเวนกำแพง ก็ใช้ป้ายนี้ได้เลย!”
หลงเทียนหยูพยักหน้า ยิ้มมุมปาก พลางรับป้ายไม้แกะสลักอย่างดีมา สายตาของสือกุยจับจ้องมองหลงเทียนหยูจนกระทั่งเขารับป้ายไปแล้วก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง พร้อมขอโทษอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูตึก รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหาย ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็ความเ็าไร้หัวใจ...ดุจดั่งใบมีดที่ถูกลับคม
ฉิงเหอ พนักงานสาวรีบกุลีกุจอเข้ามาโค้งศีรษะขอโทษขอโพยอย่างนอบน้อม สำหรับเหตุการณ์วุ่นวายที่ผ่านมา เธอรู้สึกผิดที่ช่วยเหลือเขาไม่ได้เลย แต่หลงเทียนหยูไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้มากนัก จากสถานการณ์เมื่อครู่นี้ เธอก็คงช่วยอะไรเขาไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ
หลังจากผ่านขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรและรอรับบัตรที่บันทึกข้อมูลสำคัญต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ฉิงเหอก็เดินเข้ามาใกล้ กระซิบเสียงเบาหวิว “ยังไงก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะที่ช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย เพื่อเป็การชดเชย ฉันขอให้หินการ์เดี้ยนสีขาว 5 ก้อนเป็การแทนคำขอโทษนะคะ”
หลงเทียนหยูยิ้มรับ ถึงตอนนี้เขาจะมีหินการ์เดี้ยนสีขาวอยู่ไม่น้อยแล้ว แต่การได้รับเพิ่มก็ถือเป็เื่ดีเสมอ ฉิงเหอเห็นเขารับไปก็ได้เป่าปากโล่งอกราวกับยกูเาออกจากอก
เมื่อได้บัตรประจำตัวมาอยู่ในมือ หลงเทียนหยูก็เดินออกมาจากตัวตึก ทอดสายตาไปยังแถวผู้คนที่ยังคงยาวเหยียดเพื่อรอเข้าเมือง หลังจากต่อแถวอย่างอดทนเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดเขาก็ได้ก้าวเท้าเข้ามาในเขตเมืองเสียที
หลงเทียนหยูยืนตะลึงอ้าปากค้างอยู่กลางถนนเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยกำแพงสูงเสียดฟ้าแห่งนี้ ไม่ต่างอะไรจากโลกเดิมของเขาเลยแม้แต่น้อย! ตึกสูงระฟ้าเสียดเมฆ แสงไฟนีออนสาดส่องไปทั่วเมือง รถยนต์และมอเตอร์ไซค์วิ่งขวักไขว่เต็มท้องถนน แม้แต่รถไฟฟ้าก็ยังวิ่งไปมาตามราง
ผู้คนที่เดินไปมาสวมเสื้อผ้าแฟชั่น นาฬิกาข้อมือ เครื่องประดับต่างๆ ที่คุ้นตา แทบทุกคนถือสมาร์ทโฟน พูดคุย หรือก้มหน้าดูข้อมูลในมือถือ นี่ถ้าก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เห็นคนปล่อยลูกไฟออกจากฝ่ามือ หรือหมีสีดำตัวใหญ่มีปีกบนรถเข็นมาก่อน เขาก็คงคิดว่านี่คือโลกเดิมของเขาแน่ๆ
ขณะที่เขายืนอึ้งอยู่พักใหญ่ ชายหนุ่มหน้าตาใสซื่อ อายุราว 15-16 ปี แต่งกายสะอาดสะอ้าน ก็เดินเข้ามาทักทายพร้อมรอยยิ้มกว้าง “สวัสดีครับพี่ชาย เพิ่งเคยเข้ามาเมืองนี้ครั้งแรกใช่ไหมครับ? ผมเมิ่งกู่ ขอเป็ไกด์พาทัวร์เมืองให้ไหมครับ รับรองว่าคิดราคาไม่แพง! แน่นอน”
หลงเทียนหยูยิ้มบางๆ มือทั้งสองไขว้หลัง “เ้าหนู พาฉันไปดูสถานที่สำคัญอย่างสมาคมทานอส หน่วยพิทักษ์ โรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร และห้างในเมือง”
เมิ่งกู่เลิกคิ้วเล็กน้อย ชายตรงหน้าดูอายุไม่น่าจะห่างจากเขามากเท่าไหร่ ไหงมาเรียกเขาว่า ‘เ้าหนู’ ได้ แต่ถึงแม้จะแปลกใจ สีหน้าเขาก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“ได้เลยครับพี่ชาย! เดี๋ยวผมจะพาเดินไปสถานที่ที่พี่กล่าวมาทั้งหมด ว่าแต่พี่ชายมีชื่อว่าอะไรครับ?”
หลงเทียนหยูยิ้มเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเป็การปฏิเสธ เมิ่งกู่แม้จะแปลกใจ แต่ก็คิดว่าคงเป็ลูกค้าที่ไม่ชอบพูดมาก เขาจึงเดินนำพาหลงเทียนหยูไปยังจุดสำคัญต่าง ๆ หากจุดไหนอยู่ห่างกันมาก เขาก็จะพาขึ้นรถโดยสารประจำทาง พร้อมทั้งบอกเล่าเส้นทางและข้อมูลต่างๆ ภายในเมืองให้ หลงเทียนหยูพยักหน้ารับฟังเงียบ ๆ จนกระทั่งเดินดูครบทุกที่ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลงแล้ว
“พี่ชาย เดี๋ยวผมจะพาเดินไปที่ตลาดลับแห่งหนึ่ง ที่นั่นจะมีของหายากมากมายให้ได้ดูและซื้อหา พี่ชายสนใจที่จะไปไหมครับ?” เมิ่งกู่ถามด้วยน้ำเสียงเชื้อเชิญ
หลงเทียนหยูพยักหน้าเบาๆ เป็การตอบรับ เมิ่งกู่จึงอาสาเดินนำหน้าไปที่ตลาดลับของเขา เส้นทางค่อนข้างเปลี่ยวมาก ตลอดทางไม่มีผู้คนเลยสักนิด จนสุดท้ายก็กลายเป็ซอยแคบ ๆ ที่มีทางเดินเล็ก ๆ ลึกเข้าไป เส้นทางยาวประมาณ 500 เมตร ก่อนจะทะลุออกสู่ลานกว้าง
เป็ลานกว้างที่มีคนยืนอยู่เจ็ดคน แต่ไม่มีการตั้งร้านขายของแบบที่ควรจะเป็ตลาดลับเลยแม้แต่น้อย เมื่อเมิ่งกู่เห็นคนทั้งเจ็ด เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที เมื่อถึงตัวคนเ่าั้ เขาก็หันกลับมา...แต่ใบหน้าใสซื่อและรอยยิ้มแจ่มใสเมื่อครู่ได้หายไปหมดสิ้น แปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่แข็งกร้าวขึ้น พร้อมรอยยิ้มแสยะชั่วร้ายที่มุมปาก
“ฮ่าฮ่าฮ่า ยินดีต้อนรับนะพี่ชาย! ผมขอแนะนำพวกเพื่อนๆ ของผมให้พี่ชายได้รู้จัก!” เมิ่งกู่ยกแขนชี้ไปทางชายคนหนึ่งที่ดูน่าจะเป็หัวหน้ากลุ่ม เป็ชายวัยสามสิบ ผมดำสั้นจัดทรงเรียบร้อย รูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้ามีกระขึ้นเต็มไปหมด ดวงตาฉายแววหยิ่งผยองอย่างชัดเจน
“นี่คือท่านผู้ถูกเลือกระดับแปด จงหลีิ! สำหรับคนธรรมดาอย่างพี่ชาย การได้มาเจอกับผู้ถูกเลือกระดับแปด นับว่าเป็บุญอันใหญ่หลวงแล้ว!”
จงหลีิที่ได้ฟัง ไม่ได้สนใจจะมองไปที่หลงเทียนหยูเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขา พวกนี้ก็คือเหยื่อที่จะคอยมอบทรัพย์สินและความมั่งคั่งให้กับเขาเท่านั้น ไม่มีค่าอะไรให้ชายตามอง “เอาล่ะ พวกแกทั้งหมดรีบจัดการมันได้แล้ว! สัดส่วนการแบ่งก็ยังตามเดิม คือฉันแปดส่วน ส่วนของพวกแกทั้งหมดเอาไปแบ่งกันอีกสองส่วนที่เหลือ!”
หลงเทียนหยูที่ได้ฟังก็ยิ้มเล็กๆ ออกมา “ฉันได้ยินมาว่าในเมืองเขามีกฎหมายห้ามฆ่ากันไม่ใช่เรอะ? พวกแกคิดจะละเมิดกฎหมายกันแบบนี้ ไม่กลัวโดนจับได้หรือยังไงกัน?”
พวกมันทั้งแปดคนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดังลั่น ราวกับได้ฟังคนบ้าพูดเื่ตลกที่น่าขำที่สุดในโลก
“โอ๊ย! พี่ชายไม่คิดว่าจะมีมุกตลกมาพูดได้แบบนี้! ดูแล้วพี่ชายน่าจะเป็พวกบ้านนอกเข้ากรุงจริงๆ นะแหละ! ผมจะบอกอะไรให้นะ สำหรับผู้ถูกเลือกแล้วนั้น การฆ่าคนธรรมดา ต่อให้คนคุมกฎหมายจะรู้ก็ไม่คิดจะมายุ่งหรือลงโทษอะไรผู้ถูกเลือกหรอกนะ! อีกอย่างพี่ชายไม่ใช่เหยื่อรายแรกที่พวกเราพามาจัดการหรอกนะ จะว่าไปก่อนหน้าพี่ชายพวกเราก็พามาฆ่าไม่น่าจะต่ำกว่า 50 คนได้แล้วมั้ง แล้วเป็ยังไงล่ะ? ตอนนี้พวกเราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้!”
จงหลีิที่อยากรีบกลับบ้านไปเล่นกับอีหนูของตัวเอง ก็ออกคำสั่งเสียงเข้ม “เอาล่ะ พวกแกรีบจัดการมันได้แล้ว! ฉันคนนี้ยังมีธุระที่ยังต้องไปจัดการอีกเยอะ!”
“ได้ครับพี่จงหลี! พวกเราจะรีบจัดการให้!” พวกมันเจ็ดคนประสานเสียงตอบรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียง
หลงเทียนหยูเห็นพวกมันทั้งเจ็ดคนที่ถืออาวุธครบมือกำลังมุ่งหน้าเข้ามาหาเขาก็อดแสยะยิ้มออกมาไม่ได้ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย...
“ถือว่าครั้งนี้ฉันโชคดีที่ตกปลาที่้าได้พอดี…” เสียงของเขาแ่เบา แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันน่าขนลุก