การเดินทางของสองหนุ่มสาวในวันรุ่งขึ้นดูจะเงียบเหงาลงไปเล็กน้อย วันนี้ซือซือไม่ได้ออกไปะโตามหลังรถม้าแล้วะโก้องไปทั่วเหมือนวันก่อนๆ เธอกลับมานั่งโดยสารในรถม้าอย่างเรียบร้อยผิดวิสัย
หยางเฉวียนิสังเกตเห็นั้แ่เช้าแล้ว จึงส่งเสียงถามคนที่นั่งอยู่ด้านใน ในขณะที่ตัวเขาเองยังคงทำหน้าที่ขับรถม้าอยู่ด้านนอก
“มีเื่คิดมากอันใด ข้าไม่ได้ฆ่าพวกมันทั้งหมดเสียหน่อย แค่ทิ้งให้มันวนเวียนอยู่ในป่าหาทางออกไม่ได้สักเดือนสองเดือนเท่านั้น”
ถึงซือซือจะไม่ใช่คนใจคอโเี้ แต่ก็ไม่ได้จิตใจอ่อนโยนถึงขั้นห่วงสวัสดิภาพของคนที่คิดจะมาฆ่าเธอหรอกนะ
เธอไม่ได้ตอบ แต่คิดไปถึงเื่ที่พวกมันบอกว่าเซียวหว่านซือเป็ลูกปิศาจ นั่นคือเหตุผลที่พวกมันคิดจะกำจัดเธอ เธอไม่รู้ว่าในโลกใบนี้หรือมิตินี้มันมีปิศาจหรือเซียนจริงหรือเปล่า แต่ถ้ามันเป็เื่จริงก็แปลว่าเธอดวงซวยอย่างแรงที่ต้องเข้ามาอยู่ในร่างที่เป็ศัตรูกับคนทั้งโลก โดยเฉพาะกับสำนักอะไรนั่นที่ชอบอ้างตัวว่าเป็ฝ่ายธรรมะ มีหน้าที่ขจัดภัยร้ายของมนุษยชาติอย่างเธอด้วย
และถ้าเธอเป็ลูกปิศาจจริงๆ ก็คงไม่มีสิทธิ์อยู่ร่วมกับมนุษย์ แต่จะให้ไปอยู่กับปิศาจก็ไม่น่าจะได้อีก เพราะดันมีเืครึ่งหนึ่งเป็มนุษย์ งี้เธอไม่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในป่าคนเดียวไปตลอดชีวิตเลยเหรอ
ซือซือปีนออกมานั่งข้างหยางเฉวียนิที่กำลังบังคับม้าอยู่ เขาเพียงปรายตามองเพื่อนร่วมทางแว่บหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองเบื้องหน้า คาดเดาได้ว่านางคงมีเื่อยากจะพูดคุยกับเขาเป็แน่
“พี่หยาง คนแซ่หานที่จ้างท่านมาเป็มนุษย์หรือปิศาจ”
“ยังเอาคำพูดของพวกมันมาคิดอยู่อีกหรือ”
“ไม่คิดได้เหรอ! นี่เื่ใหญ่เลยนะ พวกมันบอกว่าข้าเป็ลูกปิศาจ ส่วนพวกมันคือสำนักปราบปิศาจ พวกมันต้องไล่ล่าข้าจนสุดหล้าฟ้าเขียวแน่ๆ แล้วคนแซ่หานนี่ยังไง ใช่ปิศาจหรือเปล่า ไม่สิ... ต้องถามว่าท่านดูออกหรือเปล่าว่าใครเป็มนุษย์ ใครเป็ปิศาจ พวกมันบอกว่าท่านเป็ศิษย์ท่านเซียน ไม่มีทางที่จะดูไม่ออกด้วย อันนี้จริงมั้ย”
เธอเห็นเขาถอนหายใจเบาๆ
“คนแซ่หานเป็มนุษย์”
“แล้วข้าล่ะ ข้าเป็สายเืปิศาจอย่างที่พวกมันบอกจริงหรือเปล่า” ซือซือจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขาอย่างคาดคั้น ไม่เคยคิดว่าต้องมาถามคำถามที่ฟังดูไร้สาระและแฟนตาซีขนาดนี้มาก่อน มันมีปิศาจที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็ปิศาจด้วยเหรอ
“หากข้าตอบว่าใช่เล่า”
“ตอบมั่วหรือเปล่าเนี่ย! มีหลักฐานอะไรมายืนยัน? ข้าไม่เคยแปลงร่างเป็อะไรแปลกๆ ไม่เคยออกไปดูดเืคนหรือกินคนสักหน่อย”
หยางเฉวียนิหันมามองคนที่บอกว่าไม่เคยกินคนด้วยสีหน้าประหลาด
“แน่ใจหรือ ลืมเมื่อคราวที่เ้ากัดแขนข้าไปแล้วหรือไร”
“ข้าไปกัดแขนท่านตอนไหน” เธอขมวดคิ้วมองเขาประหนึ่งเขาเพิ่งปั้นน้ำเป็ตัวเพื่อใส่ร้ายป้ายสีเธอ
“วันที่นั่งรถม้าไปเมืองหลี่ ก่อนที่พวกโจรจะมาขวางรถม้าอย่างไร จำได้หรือยัง”
ซือซือพยายามเค้นสมองคิดอย่างหนักหน่วง หลังจากขุดความทรงจำอันรางเลือน ก็พอจะจำความรู้สึกเค็มปะแล่มๆ ได้
“อันนั้นข้าละเมอเพราะคิดว่าแทะเนื้อย่างอยู่ต่างหาก!”
“มันเป็สัญชาตญาณเริ่มต้นของสายเืปิศาจที่กำลังจะตื่นขึ้นอย่างเต็มตัว”
“ไม่จริง! ท่านแกล้งหลอกข้า! เห็นข้าเป็เด็กน้อยจากชนบทเลยคิดจะอำอะไรข้าก็ได้อะดิ”
หยางเฉวียนิเห็นเด็กสาวไม่ยอมรับความจริงก็เข้าใจได้ ไม่มีใครอยากถูกตราหน้าว่าเป็ปิศาจหรือลูกหลานปิศาจหรอก
“เ้าคิดว่าตนเองมีวิชาตัวเบาจริงหรือ เ้าเคยฝึกวรยุทธ์มาก่อนหน้านี้หรือไม่”
เมื่อได้ฟังคำถามแล้วซือซือก็นิ่งไป... แน่นอนว่าทั้งเธอและเซียวหว่านซือไม่เคยมีอะไรเกี่ยวข้องกับการฝึกวรยุทธ์มาก่อน ยังสงสัยอยู่เลยว่าคนสมัยนี้คิดจะใช้วิชาตัวเบาก็ใช้ได้ง่ายๆ ขนาดนี้เลยเหรอ...
“อย่าบอกนะว่า...”
“มันเป็พลังที่สืบทอดมาจากสายเืของปิศาจอย่างไรเล่า”
เธอไม่รู้หรอกว่ามันเป็เื่จริงมั้ย แต่ในใจเริ่มเอนเอียงไปทางเชื่อมากกว่าไม่เชื่อแล้วล่ะ
“แล้วยังไงต่อ หลังจากนี้ข้าจะต้องกลายร่างเป็ปิศาจ จะควบคุมตัวเองไม่ได้ แล้วจะเที่ยวออกไปจับคนมากินเหรอ”
ซือซือเห็นหยางเฉวียนิหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
“มีแต่ปิศาจระดับต่ำเท่านั้นที่จะเที่ยวจับคนมากิน และปิศาจระดับต่ำไม่สามารถมีทายาทกับมนุษย์ได้ พลังของพวกมันน้อยเกินกว่าจะคงสภาพให้อยู่ในร่างมนุษย์ได้นานๆ”
นี่คือความรู้ใหม่ในโลกใบนี้ เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าปิศาจมีการแบ่งเลเวลกันด้วย ฟังดูน่าตื่นเต้นและสนุกดีอยู่หรอก ... ถ้าเธอไม่ได้เป็ส่วนใดส่วนหนึ่งของมันด้วยน่ะนะ
“แล้วมีอะไรที่ข้าควรรู้อีก”
“อีกไม่นานเ้าจะอายุครบสิบห้าปี ถูกหรือไม่”
“ใช่” หมายถึงร่างกายของเซียวหว่านซือน่ะนะ
“เมื่อเ้ามีอายุครบสิบห้าปี สิ่งใดก็ตามที่เคยผนึกพลังของเ้าเอาไว้ก่อนหน้านี้จะแตกออกและใช้ไม่ได้อีกต่อไป พลังปิศาจในร่างกายของเ้าจะตื่นขึ้นอย่างเต็มตัว ผู้คนที่รู้วิธีแยกแยะว่าผู้ใดเป็ปิศาจและผู้ใดไม่ใช่จะจับได้ทันที อย่างสำนักชิงเจี๋ยนั่นปะไร”
“แล้วลูกปิศาจต่างกับคนทั่วไปยังไง พวกเขาเป็อันตรายต่อมวลมนุษยชาติ จะทำให้คนตายเป็เบือ ทำให้แผ่นดินลุกเป็ไฟ ทำให้เกิดภัยพิบัติ หรืออะไรแบบนั้นเหรอ”
หยางเฉวียนิอดหัวเราะให้กับการคาดเดาของเด็กสาวไม่ได้ หากพวกเขามีอิทธิฤทธิ์มากมายเพียงนั้น มิใช่ว่าจะเป็เซียนหรือเทพไปแล้วหรอกหรือ
“ใครจะรู้ได้ ข้าไม่เคยพบสายเืปิศาจคนอื่นๆ เสียหน่อย”
ซือซือพยายามสรุปข้อมูลที่ได้มาจากคนที่ไม่รู้ว่าจะรู้ลึกรู้จริงหรือเปล่า ก็สรุปออกมาได้ว่า...
“พูดง่ายๆ ก็คือพอข้าอายุครบ 15 ปี คนบางพวกก็จะดูออกว่าข้าไม่ใช่คนแท้ๆ แต่ข้าจะไม่ได้กลายร่างเป็ปิศาจ สูญเสียสติสัมปชัญญะและการควบคุมอารมณ์จนไปจับคนอื่นมากิน ใช่มั้ย... ก็แปลว่าข้าไม่ใช่ตัวอันตรายสักหน่อย แล้วพวกนั้นมันจะมาตามฆ่าข้าทำไม หรือเพราะแค่เป็ปิศาจก็ผิดแล้ว?”
หยางเฉวียนิเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า มุมปากมีรอยยิ้มหยัน
“บางทีสำนักที่กล่าวอ้างว่าตนเองมีหน้าที่ปราบปิศาจช่วยเหลือชาวบ้าน อาจมีเื้ัที่สกปรกโสมมเกินกว่าที่ผู้คนจะคาดคิดก็เป็ได้”
ซือซือได้แต่นั่งจ้องเพื่อนร่วมทางพลางคิดในใจด้วยความสับสน ตอนแรกเธอแค่ตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่รู้จัก ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กกำพร้าในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ คิดว่าสิ่งที่ต้องเผชิญในโลกใบนี้อย่างมากก็มีเพียงความยากจน ถ้าเธอเจอหนทางทำเงินได้เมื่อไหร่ก็สบายแล้ว ไม่เคยคิดว่าจะต้องเจอกับเื่ที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตขนาดนี้มาก่อน เป็ลูกปิศาจที่ถูกทิ้งให้อยู่ในดงมนุษย์ เฟว้งฟว้างหว่าเว้ยิ่งกว่านางเอกที่ทะลุมิติเข้าไปในนิยายเื่อื่นๆ ไม่รู้กี่เท่า!
ธรณีนี่นี้เป็พยาน... ซือซืออยากกลับบ้านนนนนนนนนน
ค่ำคืนนั้นสองหนุ่มสาวได้พักแรมในโรงเตี๊ยมชั้นนำของเมืองใหญ่อย่างเมืองชิงเฉ่า ยิ่งใกล้เมืองหลวงมากขึ้น ความคึกคักของผู้คนดูเหมือนจะมากขึ้นตามไปด้วย
ซือซือนั่งเกยคางอยู่ริมหน้าต่างห้องพักพลางมองดูผู้คนในเมืองด้วยความรู้สึกแตกต่างจากครั้งก่อน ยิ่งมองดูชาวเมืองใช้ชีวิตกันอย่างสบายใจแล้วย้อนมาดูตัวเองก็ได้แต่ทอดถอนใจ
ตอนนี้ที่เธอยังลอยชายไปมาได้ก็เพราะสำนักบ้าๆ นั่นยังไม่ส่งคนออกมาล่าเธอแบบเต็มอัตราศึก ทั้งยังมีหยางเฉวียนิผู้ไร้เทียมทานอยู่ข้างๆ ด้วย แต่หลังจากที่เข้าเมืองหลวงไปแล้วล่ะ...
“ยังไม่นอนอีกหรือ” เสียงห้าวทุ้มที่แสนคุ้นเคยนั้นดังขึ้นนอกหน้าต่าง้าหัวของเธอ ทำให้เธอยื่นหน้าออกไปมอง และได้เห็นผู้ชายร่างั์นั่งห้อยขาอยู่บนหลังคาโรงเตี๊ยม
ซือซือที่ตอนนี้มีวิชาตัวเบา... เอ้อ... มีพลังปิศาจแล้วจึงะโขึ้นไปนั่งข้างๆ เขา ทั้งคู่ต่างนั่งเงียบๆ ด้วยกัน คนหนึ่งมองลงไปด้านล่างที่ยังมีชาวเมืองออกมาเดินจับจ่ายซื้อของและเที่ยวเล่นบนถนนเส้นใหญ่ อีกคนเหม่อมองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า
“พี่หยาง ท่านมีบ้านอยู่ที่เมืองหลวงหรือเปล่า”
คำถามของเด็กสาวทำให้เขานึกถึงสิ่งปลูกสร้างที่ใครๆ ก็เรียกว่า ‘บ้าน’ แต่สำหรับเขามันเป็เพียงสถานที่ให้ผู้ว่าจ้างติดต่อเขาได้เท่านั้น
“จะว่ามีก็ได้”
“แล้วท่านอาศัยอยู่กับท่านเซียนเหรอ หรือว่าอยู่กับลูกเมีย” ซือซือเพิ่งรู้ตัวว่าเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ไม่รู้ว่าเขามีลูกมีเมียหรือยัง พ่อแม่พี่น้องครอบครัวเป็ยังไง
“ข้ายังไม่แต่งภรรยาจะมีลูกได้อย่างไร ส่วนตาแก่นั่นไม่ได้อยู่เมืองหลวงหรอก”
คราวนี้ซือซือหันมามองคนไม่มีลูกเมียด้วยความสงสัย
“ปกติผู้ชายอายุ 20 เขามีลูกมีเมียกันแล้วไม่ใช่เหรอ”
“เ้าคงเป็คนแรกที่มองข้าเป็บุรุษปกติ”
“ทำไมอะ หน้าตาท่านก็ด...” เธอเกือบจะบอกว่าเขาหน้าตาดีแล้ว ติดแค่หนวดเคราที่รกเหมือนโจรป่านั่นแหละ
“ไม่พูดต่อให้จบเล่า”
“แหะๆ ท่านทั้งสูง ล่ำ แข็งแรง วรยุทธ์ล้ำเลิศ หักคอหมีป่าได้ด้วยมือเปล่า ล่าสัตว์ก็เก่ง ย่างเนื้อก็อร่อย สาวๆ ต้องชอบอยู่แล้ว”
หยางเฉวียนิฟังคุณสมบัติที่เด็กสาวพยายามร่ายมามากมาย แต่ไม่มีสักข้อที่สตรีเมืองหลวงจะชื่นชอบ จึงหัวเราะออกมาเบาๆ
“สตรีเมืองหลวงมักมองหาสามีที่คู่ควร หาได้้านายพรานหรือองครักษ์เสียเมื่อไร”
คราวนี้ซือซือเป็ฝ่ายหัวเราะบ้าง นั่นซินะ พวกคุณหนูในห้องหอจะเอานายพรานไปทำอะไร ถ้าอยากได้องครักษ์ก็จ้างเอาก็ได้
“แต่ท่านเป็ศิษย์ของท่านเซียนเชียวนะ”
ที่นางกล่าวมานั้นไม่ผิด มีคนหลายกลุ่มพยายามจะหาทางผูกสัมพันธ์กับเขา เหตุเพราะเขาเป็ศิษย์เอกของเซียนเพียงตนเดียวที่เคยปรากฏกายบนแผ่นดินนี้
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบ ซือซือจึงคิดว่าเขาเป็ผู้ชายที่ออกจะน่าสงสารอยู่บ้าง ขนาดมีอาจารย์เป็เซียนแล้วยังไม่มีใครอยากจะแต่งงานด้วยเลย
“เอาน่า... ท่านก็อย่าคิดมากไปเลย สักวันคงจะมีผู้หญิงตาถึงสักคนมาขอแต่งกับท่านอย่างแน่นอน”
หยางเฉวียนิหันไปมองเด็กสาวตาปริบๆ ในสายตาของนางเขากลายเป็บุรุษน่าสงสารที่ไม่มีสตรี้าไปเสียแล้ว
