อธิปมองหน้าเรืองริน ก่อนจะพูดช้าๆ ชัดเจน ได้ใจความ
“ก็นี่แหละคู่หมั้นตัวจริงของพี่”พร้อมกับจับมือมินตราขึ้นมาเหมือนจงใจจะให้ดูแหวนที่มินตราสวมอยู่คราวนี้ทั้งคุณรัศมีและเรืองรินต่างก็ตกใจอ้าปากค้างไปตามๆ กัน สองแม่ลูกอุทานขึ้นพร้อมกันทันที
“คู่หมั้น...!!”อธิปพยักหน้ายืนยัน
“ไม่... ไม่จริง!”เป็นเรืองรินที่เสียงสั่นน้ำตาคลอ อธิปยังพูดต่อ
“ผมกับมินตราเป็นคู่หมั้นกันครับและกำหนดพิธีหมั้นก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่างส่วนคุณเมขลาเธอยอมรับการตัดสินใจและรับรู้เรื่องการหมั้นครั้งใหม่ระหว่างผมกับมินตรายังไงเรื่องพิธีหมั้นคุณอารัศมีกับน้องรินไปคุยกับคุณอาการุญได้เลยนะครับ เพราะเมื่อเย็นนี้เราคุยกันเรียบร้อยแล้วที่ร้านอาหารก่อนมาส่งคุณมินที่นี่”อธิปพูดจบก็เหมือนฟ้าฟาดเปรี้ยงที่หัวใจเรืองรินแม้เมขลาจะไม่ได้หมั้นกับอธิปแล้ว แต่อธิปก็ไม่เลือกเธออยู่ดี
“ไม่...อีลูกไม่มีแม่ อีมารยา ไม่...” เรืองรินแผดเสียงออกมาอย่างเสียสติพร้อมกับจะเข้าไปทำร้ายมินตราแต่อธิปเอาตัวบังและผลักให้เธอออกไปจากมินตราอย่างรวดเร็ว จนเรืองรินเซออกมาแต่ไม่ได้ล้มเพราะคุณรัศมีผู้เป็นแม่เข้ามาประคองเอาไว้เสียก่อนสองแม่ลูกจ้องเขม็งมาทางมินตราอย่างเอาเรื่องเรืองรินเสียใจร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย
“ทำไมไม่เลือกรินทำไมพี่ธิปไม่เลือกริน” เรืองรินพร่ามอย่างคนพ่ายแพ้โดยสิ้นเชิงอธิปแม้จะเห็นใจแต่ก็พูดความจริงเพราะไม่อยากให้เรืองรินมีความหวังอีกต่อไปและต้องการยืนยันคำพูดตัวเองต่อหน้ามินตราอีกด้วย
“เพราะพี่เห็นเรืองรินเป็นน้องสาวมาตลอดไม่เคยคิดรักชอบแบบหนุ่มสาวเลยส่วนคุณมิน พี่รักเธอตั้งแต่แรกเห็นและไม่มีวันจะรักใครอีก” พูดจบเรืองรินก็กรี๊ดสุดเสียงก่อนจะวิ่งออกไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วโดยมีแวววาววิ่งตามติดไปเช่นกัน
ส่วนคุณรัศมียืนนิ่งมองมาทางมินตราและคิดว่ากลับไปจะต้องไปถามสามีของเธอให้ได้ว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไงแล้วทำไมเธอกับลูกถึงได้ไม่รู้อะไรเลยเมื่อคุณรัศมีกำลังจะเดินออกไปอธิปและมินตราต่างก็จะยกมือไหว้ลาแต่คุณรัศมีไม่รับไหว้แม้แต่น้อยเนื่องจากขุ่นเคืองแทนลูกสาวเรื่องงานหมั้นนั่นเองก่อนไปเธอยังทิ้งท้ายแบบไม่เกรงใจอธิปแม้แต่น้อย
“พวกแกอย่าเหิมเกริมให้มันมากวันไหนเป็นทีของฉันบ้าง วันนั้นแม้แต่อ้อนวอนก้มลงกราบแทบพื้นฉันก็จะไม่มีวันเห็นใจจำเอาไว้” น้ำเสียงเหี้ยมสายตาดุดัน อธิปถึงกับอึ้งไม่คิดว่าตัวจริงเสียงจริงของคุณรัศมีจะดูน่ากลัวถึงเพียงนี้วันนี้เขาเข้าใจในสิ่งที่เมขลาทำทั้งหมดอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนมินตราสู้คนพวกนี้ไม่ไหวจริงๆ
เมื่อทุกคนไปกันหมดแล้วมินตราก็แทบจะทรุดนั่งลงไปที่บันไดบ้านเธอคิดถึงพี่สาวขึ้นมาจับใจอธิปรีบเข้าประคองหญิงสาวก่อนจะพยุงให้ลุกขึ้นแล้วพาเดินขึ้นเรือนโดยมีส้มเช้งที่เดินตัวแข็งทื่อตามไปติดๆ
“วันนี้ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณ”อธิปพูดขึ้นหลังจากพามินตราเข้ามานั่งพักที่บริเวณศาลานั่งเล่นเขาเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยตาตัวเองและคิดว่าคงปล่อยให้มินตราอยู่คนเดียวไม่ได้อีกต่อไปแม้จะมีส้มเช้งก็ตามเถอะ เขาไม่ไว้ใจใครว่าจะมาปกป้องคนที่เขารักได้ดีเท่าเขา
“ไม่เป็นไรค่ะคุณกลับไปเถอะ ฉันมีส้มเช้งอยู่เป็นเพื่อนแล้ว” มินตรารีบปฏิเสธแต่อธิปยืนกรานเสียงแข็ง
“หรือจะให้ผมโทรไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณเมย์ฟัง”อธิปขู่จบ มินตราก็เงียบทันที เพราะนี่คือเหตุผลเดียวที่หญิงสาวยอมมินตราไม่อยากให้พี่สาวรับรู้และไม่สบายใจกับเรื่องของเธออธิปเห็นมินตราเงียบไปจึงหันไปบอกส้มเช้ง
“ส้มเช้งคืนนี้นอนกับคุณมินนะ”ส้มเช้งพยักหน้ารับคำสั่ง จากนั้นอธิปก็หันกลับมาหามินตรา
“ที่นี่มีห้องนอนสำหรับแขกไหมครับ?”มินตราพยักหน้า
“มีค่ะ” แต่ก็อดจะถามไม่ได้อีก
“คุณแน่ใจเหรอคะว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนฉัน”อธิปตอบมั่นใจ
“ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณจนกว่าจะเห็นคุณเมขลากลับมาถึงบ้าน” ถึงแม้ว่ามินตราจะเกรงใจอธิปอยู่ไม่น้อยแต่ก็บอกได้เลยว่าเธออบอุ่นใจอย่างยิ่งที่มีเขาอยู่เป็นเพื่อนและคิดไปถึงคำพูดเขาที่บอกเรืองริน ‘ผมรักเธอตั้งแต่แรกเห็น’มินตราพาอธิปไปที่ห้องนอนรับรองแขกแล้วก็ขอตัวกลับไปที่ห้องของเธอโดยให้ส้มเช้งลงไปเตรียมของว่างขึ้นมาเสิร์ฟแขกด้านบนส้มเช้งเดินทื่อลงครัวไปเพราะบุญอิ่มยังไม่ออกจากร่างเมื่อส้มเช้งมาถึงห้องครัวบุญอิ่มก็ออกจากร่างหายวับไปทันทีส้มเช้งรู้สึกตัวถึงกับเป็นงงว่าเธอมาอยู่ที่ห้องครัวบ้านคุณเมขลาตั้งแต่เมื่อไหร่ และมาทำอะไรอยู่ที่นี่
ส่วนผีบุญอิ่มเมื่อออกจากร่างของส้มเช้งแล้วก็รีบแว้บมารายงานสถานการณ์ต่างๆให้ผู้เป็นนายได้รับทราบ วิญญาณคุณหลวงภัสดาพยักหน้ารับรู้ บุญอิ่มจึงหายตัวไปสักพักเมขลาก็ออกมาจากห้องนอนส่วนตัวในชุดกางเกงวอร์มขายาวสีดำและเสื้อยืดสีขาวทะมัดทะแมงเธอรวบผมห้างม้าดูอ่อนวัยและน่ารักสดใสทีเดียว เมขลาเข้ามานั่งโซฟารับแขกขนาดเล็กที่เมื่อบ่ายหญิงสาวลงมือทำความสะอาดเองแทบทั้งบ้าน เมขลายังไม่ได้ย้ายอะไรออกไปจากบ้านแม้แต่ชิ้นเดียวเนื่องจากไม่คิดว่าจะได้อยู่บ้านของพ่อยาว หญิงสาวจัดกระเป๋าใบเล็กตรวจสอบว่าของอยู่ครบแล้วพูดขึ้น
“ไปค่ะ” บอกวิญญาณคุณหลวง พลางลุกยืนอย่างรวดเร็ว
“ไปไหนรึ?” คุณหลวงถามกลับแต่ก็ลุกขึ้นตามหญิงสาว
“ไปหาอะไรกินค่ะหิวแล้ว...” เมขลาทำเสียงลากยาวเพราะตั้งแต่ขับรถมาที่โคราชนอกจากกาแฟสดที่ปั๊มน้ำมันระหว่างทางแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยแม้แต่นิดเดียวไหนยังต้องมาทำความสะอาดบ้านที่ไม่ได้อยู่มานานเป็นแรมเดือนอีกความเหนื่อยบวกกับความหิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้เธอหิวมากขึ้นเป็นเท่าตัวจนต้องพาตัวเองออกไปหาอะไรกินนอกบ้านอย่างเร่งด่วน
“แล้วจะไปกินที่ไหน? ไม่ได้ทำกินเองรึ?” คุณหลวงถามอย่างไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบันเท่าไหร่เมขลาได้แต่ส่ายหน้า เธอคิดว่าบางครั้งวิญญาณคุณหลวงตนนี้ก็ช่างซักช่างถามจนเกินไป
“ตามมาเถอะค่ะ”เมขลาเดินนำออกจากบ้านไป ไม่คิดจะอธิบายอะไรอีกเพราะหิวข้าวมากนั่นเอง
ผ่านไปสักพัก ทั้งสองก็มาหยุดยืนที่หน้าตลาดแห่งหนึ่งในช่วงเกือบหนึ่งทุ่มตลาดแห่งนี้พลุกพล่านไปด้วยผู้คนทั้งยังรถราที่วิ่งสวนกันขวั่กไขว่ แสงไฟจากร้านค้าหลายๆ ร้าน ทำให้ดูสว่างไสวเสียงเพลงที่เปิดกระหึ่มรอบบริเวณ ตลาดแห่งนี้ตกแต่งให้บรรยากาศดูย้อนยุคเล็กน้อย แต่ละร้านค้าต่างก็ใช้ไม้และป้ายร้านสีน้ำตาลตกแต่งทั้งสิ้นทั้งสองฟากฝั่งของตลาดเป็นร้านขายของเรียงรายยาวลึกลงไปจนถึงท้ายตลาดตรงกลางตลาดจัดเป็นโต๊ะนั่งเต็มพื้นที่แต่ละร้านที่อยู่ตรงหน้ามีอาหารเยอะแยะมากมายเมขลาเดินเข้าไปกวาดสายตามองร้านนั้นร้านนี้อย่างตัดสินใจว่าจะกินอะไรดี ปากก็พูดอธิบายให้คุณหลวงที่ตามมาต้อยๆฟัง
“ที่นี่ชื่อตลาดร้อยปีเมืองย่าค่ะ ฉันชอบเพราะมันให้บรรยากาศโบราณดี และที่สำคัญของกินเยอะมาก และน่ากินจนอยากจะซื้อแทบทุกร้านเลยค่ะไม่ใช่น่ากินอย่างเดียวนะ อร่อยด้วย ตอนยังอยู่ที่นี่ฉันกับยัยมินพากันมากินข้าวที่ตลาดแห่งนี้บ่อยๆค่ะ” เมขลาอธิบายพร้อมกับเดินหาอาหารที่อยากกินไปด้วยคุณหลวงมองไปด้านหน้า แล้วบ่นอุบทันที
“คนยุคนี้ทำอะไรประหลาดเสียจริงกินข้าวกินปลากันดึกดื่นปกติบ่าวที่เรือนฉันกินข้าวกันดึกสุดก็ไม่เกินโพล้เพล้แล้วรีบจุดตะเกียงเข้านอนกันเพราะต้องเก็บแรงไว้ทำงานทำการตอนรุ่งเช้า” แม้จะบ่นให้เมขลาได้ยินแต่ว่าไม่มีผลอะไรกับหญิงสาวเลย เพราะเจ้าหล่อนเดินจ้ำอย่างเร็วไปหยุดหน้าร้านแห่งหนึ่งก่อนจะบอกพ่อค้า
“ลุงๆ จิ้งหรีดไข่กับรถด่วน ชุดนึง” อาหารอันโอชะเมนูแรกของค่ำคืนนี้คือแมลงทอดที่พ่อค้าทอดร้อนๆกรอบๆ เหยาะด้วยซอสกับพริกไทย เมขลารับมาแล้วหยิบกินอย่างเอร็ดอร่อยคุณหลวงเห็นก็ทำหน้าสยองทันที
“หล่อนกินอะไรพิลึกจริง กินได้ด้วยรึ ฉันไม่เคยเห็นว่าจะมีใครกินมดแมง แมลงพวกนี้มาก่อนเลยนะ”คำถามรัวไม่ยั้งเนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะกินได้จริงหรือไม่เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนนั่นเองเมขลาเห็นวิญญาณคุณหลวงบ่นจัง ก็หมั่นไส้ แต่แล้วหญิงสาวก็คิดอะไรขึ้นได้เธอทำหน้าเจ้าเล่ห์ก่อนจะยืนหลับตานิ่งแล้วนึกอุทิศอาหารในมือไปถึงคุณหลวงภัสดาปรีชานุภาพเมื่อคุณหลวงเห็นดังนั้นก็นึกได้เช่นกัน รีบโวยวายทันที
“ไม่ต้องมานึกถึงฉันฉันไม่กินของแบบนี้” ขึ้นเสียงเขียวแต่... ไม่ทันเสียแล้วทั้งกลิ่นและรสชาติคุณหลวงได้รับไปแบบเต็มๆ เขายืนนิ่ง เมขลาลืมตาขึ้นมองไปทางวิญญาณขี้บ่นแล้วทำตาวิบวับเปล่งประกาย
“อร่อยใช่ไหมล่ะเงียบไปเลยเชียว” คุณหลวงไม่เถียงสักคำเขาแปลกใจมากที่แมลงจำพวกนี้ทำไมอร่อยกรุบกรอบถึงเพียงนี้เมขลาเห็นวิญญาณขี้บ่นนิ่งไปจึงหยิบแมลงทอดในมือขึ้นมากินบ้างแต่ก็ต้องทำหน้ามุ่ยทันที เพราะมันจืดสนิทและไม่กรอบเหมือนเดิมแล้วเจ้าตัวออกจะเซ็งๆ ก่อนจะเดินไปสั่งมาใหม่อีกหนึ่งชุด จากนั้นก็สั่งต้มเลือดหมูกับข้าวเปล่ามานั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ลืมที่จะสั่งมาเพิ่มอีกหนึ่งชุดเพื่อวิญญาณคุณหลวงซึ่งเธอต้องส่งกระแสบุญให้เขา คุณหลวงบ่นอุบที่เมขลาพาเขากินข้าวตอนดึกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารที่เมขลาสั่งมากินนั้นอร่อยจริงๆ เมื่ออิ่มแล้วเมขลาก็เตรียมตัวกลับบ้านพักผ่อน
หญิงสาวเดินกลับบ้านพร้อมกับหิ้วน้ำแตงโมปั่นที่ยังกินไม่หมดกลับไปด้วยโดยเจ้าตัวหารู้ไม่ว่า...ทางด้านหลังมีเงาดำประหลาดดวงหนึ่งกำลังคืบคลานตามมาอย่างช้าๆคุณหลวงภัสดารู้สึกสังหรณ์ในใจเขาหันกลับไปมองแต่ไม่พบเจออะไร ส่วนเมขลาก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมตัวเองง่วงมากจนตาจะปิดเสียให้ได้อีกใจก็คิดว่าคงเป็นเพราะเพลียจากการขับรถและทำความสะอาดบ้านด้วยจึงเร่งฝีเท้าเพื่อกลับบ้านอย่างรวดเร็ว...