เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
นี่ก็ผ่านไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว
เรื่องของฉินลู่ที่เคยเป็นประเด็นร้อนในรั้วมหาวิทยาลัยก็ค่อยๆ ซาลง
มนุษย์เราก็เป็นแบบนี้ ข่าวที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองมักจะถูกลืมในเวลาอันรวดเร็ว
และต้องขอบคุณจุดนี้ด้วยที่ทำให้ในที่สุดฉินลู่ก็ได้กลับมาใช้ชีวิตตามเดิมเสียที
เขายืดแขนบิดขี้เกียจ คายหินหยกสีดำที่ตอนนี้แตกละเอียดจนกลายเป็นเศษหินไปแล้ว
ผ่านการใช้งานอย่างหนักถึงครึ่งเดือน ในที่สุดก็เสียหินหยกก้อนที่สองไป
จำต้องยอมรับ คำกล่าวที่ว่าไม่มีเงินก็ไม่มีสิทธิ์ร่ำเรียนนั้นใช่จะไม่มีเหตุผล
การฝึกเคล็ดวิชารังสรรค์ชีวิตในสมัยก่อนหากไม่ใช่คนจากตระกูลใหญ่ก็ไม่มีกำลังพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยแบบนี้
ฉินลู่ลุกจากที่นอน เปลี่ยนชุดล้างหน้าและออกจากบ้าน
พอออกจากบ้านมาแล้วฉินลู่ก็กินข้าวเช้าที่ร้านอาหารเล็กๆ ใต้ตึกก่อนเรียกรถเพื่อไปเข้างานที่มหาวิทยาลัยหวาชิง
พอเดินเข้าห้องพยาบาลมาพบว่าวันนี้เซี่ยหลิงมาถึงก่อนแล้ว ฉินลู่กล่าวทักทายเธอจากนั้นก็ไปนั่งที่ข้างโต๊ะทำงานและเริ่มพักผ่อนตามอัธยาศัยเหมือนทุกวัน
หลังจากที่ได้เซี่ยหลิงมาเป็นผู้ช่วยชีวิตการทำงานของฉินลู่ก็เรียกได้ว่าชิวมากเลยทีเดียว
นอกจากผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแล้วเซี่ยหลิงสามารถจัดการรักษาโรคทั่วไปและทำแผลเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วยตัวเอง อย่างมากฉินลู่ก็แค่พูดแนะนำบ้างนิดหน่อยช่างเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดจริงๆ
“กริ๊งๆๆ ...”
เพิ่งพลิกอ่านนิยายได้ไม่กี่หน้า จู่ๆมือถือของฉินลู่ก็มีสายโทร.เข้ามา
ฉินลู่ล้วงมือถือออกมาดู พบว่าหมายเลขที่แสดงบนหน้าจอเป็นเบอร์ที่ไม่รู้จัก
“ฮัลโหล?” เขากดรับสายด้วยความแปลกใจ
“ฮัลโหล สวัสดี” เสียงของชายที่ฟังดูไม่ค่อยมีแรงดังมาจากปลายสาย
ฉินลู่มั่นใจว่าตัวเองไม่คุ้นเคยกับเสียงนี้เลยจึงพูดต่อว่า “สวัสดี ฉันชื่อฉินลู่ ไม่ทราบว่านายคือ…?”
“นี่นายจำฉันไม่ได้เหรอ” เสียงจากปลายสายฟังดูเศร้าเล็กน้อย
“ขอโทษด้วย พอดีว่าฉันนึกไม่ออกจริงๆนายช่วยบอกที”
“นายยังจำไป๋ป่ายเหอที่ริมทะเลสาบต้าหมิงได้ไหม”
“หา?” ฉินลู่งงเป็นไก่ตาแตก
“ไม่ใช่สิ ฉันพูดผิดน่ะจำอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถนนผานซานได้หรือเปล่า”
“อุบัติเหตุทางรถยนต์!” ฉินลู่นิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็นึกขึ้นได้ทันที ครึ่งเดือนก่อนเขากับเซี่ยหลิงได้ไปเจอรถบีเอ็มดับเบิลยูที่เกิดอุบัติเหตุบนเขาตงซานและฉินลู่ก็ช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บที่เป็นชายหนุ่มไว้ด้วยการฝังเข็มห้ามเลือดให้เขาแถมฉินลู่ยังบอกกับเขาอีกด้วยว่าสามารถรักษาโรคที่เขาเป็นอยู่ได้
ฉินลู่พอนึกออกบ้างแล้วจึงรีบพยักหน้าหงึกๆ “จำได้แล้วฉันจำได้แล้ว นายคือคนขับรถบีเอ็มดับเบิลยูที่เกิดอุบัติเหตุใช่ไหม”
“ถูกต้อง นายยังจำฉันได้สินะ” เสียงจากปลายสายพูดอย่างดีอกดีใจ
“ต้องจำได้อยู่แล้วสิ ฉันเคยรับปากเอาไว้ว่าจะช่วยรักษาโรคที่รักษาไม่หายของนายให้”ฉินลู่พูดตอบพลางหัวเราะ
“นายรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วเหรอว่าฉันกำลังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย” เสียงจากปลายสายพูดขึ้นอย่างตกตะลึง
“ตอนนี้นายรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองจิงเฉิงหรือเปล่า” ฉินลู่ถามเขาเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“ใช่ตอนนี้ฉันพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิง”
ฉินลู่พยักหน้าและพูดต่อว่า “อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ครั้งก่อนดีขึ้นแล้วหรือยังต้องรอให้หายดีก่อน ฉันถึงจะเริ่มรักษาโรคนั้นของนายได้”
เสียงชายหนุ่มจากปลายสายฟังดูรีบร้อนขึ้นมาทันที “หายแล้วตอนนี้ฉันหายดีแล้ว อันที่จริง ฉันสามารถกลับบ้านตอนนี้ได้เลยนะ แต่หมอแนะนำให้รอดูอาการอีกสักระยะ”
“โอเคเดี๋ยวพอเลิกงานแล้วฉันจะเข้าไปหานะ”
“ขอบคุณนายมากๆ ที่ช่วยฉันไว้นายต่อชีวิตให้ฉันได้อีกหลายเดือนเลย ต่อให้นายจะช่วยฉันเรื่องโรคที่รักษาไม่หายได้หรือไม่อย่างไรฉันก็ต้องขอบคุณนายอยู่ดี”
“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันบอกว่ารักษาได้ก็ต้องรักษาได้แน่นอนนายอยู่รอฉันที่โรงพยาบาลนะ” ฉินลู่พูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อยจากนั้น จู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงถามขึ้นว่า“จริงสิ ฉันยังไม่รู้จักชื่อนายเลย”
“ฉันชื่อผางเชา ผางที่มาจากคำว่าผางต้า(ใหญ่)และเชาจากคำว่าเชาเหริน(ซูเปอร์แมน) แล้วนายล่ะ”
“ฉันชื่อฉินลู่”
“โอเค หมอฉิน ฉันจะรอนายที่นี่นะ”
“ได้เลย”
หลังจากกดวางสายแล้ว ฉินลู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็ยกมือถือขึ้นมากดโทร.หาเบอร์หนึ่ง
“ตู๊ด...”
“ตู๊ด...”
ผ่านไป 30 วิ เลขหมายปลายทางถึงรับสายเสียงของชายวัยกลางคนพูดดังมาตามสายว่า “ฮัลโหล สวัสดีครับต้องการพูดกับใครครับ”
“ขอสาย ผอ.กงครับ”
“เอ๋? อ๋อๆ ! ฉันเพิ่งเห็นชื่อสายโทร.เข้าน่ะเสี่ยวฉิน นายเองเหรอ ทำไมจู่ๆ ถึงโทร.หาฉันได้ล่ะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
ฉินลู่จัดเรียงประโยคในหัวครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “คือแบบนี้ครับผมรับปากกับคนไข้คนหนึ่งในโรงพยาบาลของพวกคุณไว้ว่าจะช่วยไปดูอาการให้และคิดไว้ว่าจะเข้าไปเย็นนี้ เลยอยากโทร.มาสอบถามอาการเบื้องต้นของคนไข้ว่าเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้คุณกำลังยุ่งอยู่หรือเปล่าครับ จะเป็นการรบกวนเวลางานหรือเปล่า”
“เอ่อตอนนี้ฉันค่อนข้างยุ่งนิดหน่อย พอดีต้องเตรียมการผ่าตัดคนไข้เคสหนึ่ง ผ่าตัดเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันโทร.หานายนะ”เสียงจากปลายสายพูดด้วยความรีบร้อน
ฉินลู่พยักหน้าเบาๆ และพูดว่า “งั้นก็ได้รบกวนด้วยนะครับ”
“ไม่รบกวนเลย”
“ตู๊ด...”
พอคุยสายจบ ฉินลู่ก็เก็บมือถือและครุ่นคิด
“เมื่อกี้ใครโทร.หานายเหรอ” เซี่ยหลิงที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัย
“เธอยังจำไป๋ไป่เหอที่ริบทะเลสาบต้าหมิงได้ไหม”ฉินลู่ถาม
“หา?” เซี่ยหลิงไม่ค่อยเข้าใจ
“อ๋อที่แท้ปฏิกิริยาตอบสนองของฉันเมื่อกี้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง...” ฉินลู่เหมือนคิดอะไรสักอย่างออกแล้ว
“นายกำลังพูดอะไรน่ะฟังดูสับสนไปหมด?” เซี่ยหลิงงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“คือแบบนี้นะ” ฉินลู่หัวเราะพลางพูดว่า “ยังจำตอนที่เราไปเที่ยวเล่นที่สวนสาธารณะบนเขาตงซานได้ไหมระหว่างทางกลับ มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาท้าฉันแข่งรถ แต่ฉันไม่ได้รับคำท้าเขาก็เลยขับรถเร็วจนเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์น่ะ”
“อ๋อๆๆ !”เซี่ยหลิงผงกหัวขึ้นลง “พอนายพูดแบบนี้ฉันก็พอจะนึกออกแล้วมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ คนที่โทร.หานายเมื่อตะกี้คือคนขับรถคันนั้นงั้นเหรอ ฉันเหมือนจะจำได้ว่าเป็นรถบีเอ็มดับเบิลยูใช่ไหมและตอนนั้นนายยังบอกอีกว่า เขากำลังเป็นโรคที่รักษาไม่หายและจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่วันเท่านั้น”
“ใช่ คนนั้นแหละ” ฉินลู่ผงกหัวแล้วพูดต่อว่า “ตอนนั้นฉันรับปากเขาว่าจะช่วยรักษาโรคนั้นให้ ตอนนี้เขาโทร.มาหาฉันเพราะอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ฟื้นตัวจนหายดีแล้วและพร้อมเข้ารับการรักษาจากฉันแล้วด้วยแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาไปได้เบอร์ฉันมาจากที่ไหนเหมือนกัน”
เซี่ยหลิงยักไหล่เบาๆ “บางทีเขาอาจมีคนรู้จักเยอะและมีอำนาจมากคงจะหาช่องทางการติดต่อของคนที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย ดูอย่างฉันเป็นตัวอย่างสิฉันสามารถหาที่อยู่ที่ทำงานของนายเจอโดยไม่ต้องป่าวประกาศขอใครเลยด้วยซ้ำ”
“เธอกำลังจะบอกว่าตัวเองมีอำนาจและมีคนรู้จักเยอะเหรอ”ฉินลู่ชูนิ้วกลางขึ้นมา
ทั้งคู่พูดหยอกล้อกันจนเวลาผ่านไป 2 ชั่วโมงแล้ว
และมือถือของฉินลู่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ฉินลู่หยิบขึ้นมาดูชื่อที่แสดงบนหน้าจอ พอเห็นว่าเป็นกงผิงจึงกดรับสายและพูดว่า“ฮัลโหล?ผอ.กงผ่าตัดเสร็จแล้วเหรอครับ”
“เสร็จแล้ว พอผ่าเสร็จก็รีบโทร.กลับหานายเลยนะ”
“การผ่าตัดราบรื่นดีไหมครับ”
“ราบรื่นดี แม่ลูกปลอดภัยทั้งคู่”เสียงจากปลายสายพูดอย่างดีใจ
“พรวด...” ฉินลู่แทบสำลักน้ำลายตัวเอง“ผอ.กง คุณเป็นหมอเนื้องอกและมะเร็งไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้ไปทำคลอดที่แผนกสูตินรีเวชได้ล่ะครับ”
กงผิงที่อยู่ปลายสายพูดอย่างกระอักกระอ่วนว่า “คนไข้คนนี้มีอาการที่ค่อนข้างซับซ้อนน่ะฉันก็เลยตามมาช่วยดูอีกแรง”
หัวเราะคิกคักกันอยู่สักพักฉินลู่ก็ไม่อยากมาพูดเสียเวลากับกงผิงด้วยเรื่องนี้เท่าไรจึงพูดเข้าประเด็นทันทีว่า “งั้นตอนนี้คุณมีเวลาว่างแล้วใช่ไหมครับ”
“ว่างแล้วๆฉันกำลังเดินไปที่ห้องทำงาน นายบอกว่าอยากถามอาการคนไข้ใช่ไหม เขาชื่ออะไรล่ะ อยากรู้จังว่าเขาเป็นใครกันทำอย่างไรถึงมารับการรักษาจากหมอเทวดาอย่างนายได้”
“ผอ.กงเลิกล้อผมเถอะครับ” ฉินลู่พูดอย่างถ่อมตัว จากนั้นก็พูดต่อว่า “คนไข้ที่ผมอยากทราบอาการชื่อว่าผางเชาคุณรู้จักไหมครับ”
“ผางเชาเหรอ!” ผอ.กงจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“ใช่ครับ ผางเชาครับดูเหมือนว่าคุณจะรู้จักนะฮะ”
“รู้จัก ต้องรู้จักอยู่แล้วผางเชาเป็นคนไข้ที่ฉันดูแลอยู่”
“บังเอิญจังเลยนะครับ” ฉินลู่เดาไว้แบบนี้แต่ต้นแล้วแต่ก็ยังแกล้งทำเป็นพูดด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“นั่นน่ะสิเขาเป็นคนไข้ที่ฉันดูแลอยู่ แล้วนี่เขาไปหานายเจอได้อย่างไร” กงผิงถามด้วยความสงสัยอย่างมาก
“เขาเพิ่งได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์มาเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อนใช่ไหมครับ”
“ใช่! แต่อุบัติเหตุครั้งนั้นเขาได้รับการรักษาจากหมอคนอื่นฉันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย” กงผิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึงว่า“ที่แท้นายก็เป็นคนทำการผ่าตัดรักษาให้เขาสินะ? ไม่สิ ฉันจำได้ว่าหมอหลี่ว์เป็นคนผ่าตัดให้เขานี่นา”
ฉินลู่หัวเราะพลางพูดอธิบายว่า “ผมไม่ได้ผ่าตัดให้ผางเชาหรอกครับแต่คนที่ช่วยปฐมพยาบาลในที่เกิดเหตุคือผมเอง ผมช่วยห้ามเลือดให้เขา เราเลยรู้จักกันตอนนั้นน่ะครับและผมก็รับปากเขาไว้ว่าจะช่วยรักษาโรคที่เขาป่วยจนรักษาไม่ได้ให้”
“แบบนี้นี่เอง” กงผิงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นอีกครั้งว่า “นายดูออกว่าเขากำลังป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายก็ถือว่าเก่งมากแล้ว แต่ว่านายรู้หรือเปล่าว่าเขาป่วยเป็นอะไร”
“มะเร็งใช่ไหมครับ” ฉินลู่พูดตอบ
“นายรู้ได้อย่างไร!” ผอ.กงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “ผางเชาบอกนายเหรอ”
“เปล่าครับ” ฉินลู่ส่ายหน้าไปมา
“ถ้างั้นนายรู้ได้อย่างไร” กงผิงไม่เข้าใจสุดๆ
การที่จะดูออกว่าคนไข้ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หายนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยขอแค่เป็นหมอที่มีประสบการณ์มาบ้างก็สามารถบอกได้จากลักษณะท่าทางของคนไข้แต่การที่บอกได้ทันทีว่าป่วยเป็นอะไรนี่สิ อันนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็นงานหินยิ่งเป็นมะเร็งด้วยแล้ว ยากมากที่จะอาศัยแค่การดูอย่างเดียวนอกเสียจากว่ามะเร็งก้อนนี้จะโตที่ภายนอก
ฉินลู่หัวเราะและพูดว่า “คุณบอกเองว่าผางเชาเป็นคนไข้ของคุณไม่ใช่เหรอครับคุณคือหัวหน้าแผนกเนื้องอกและมะเร็ง งั้นเขาก็ต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งสิครับ”
“อ๋อ! ไอ้ฉันก็นึกว่านายมีตาไฟตาทอง[1]เสียอีก” รองผอ.กงหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า “ฉันก็ว่านายจะมองออกว่าคนไข้ป่วยเป็นโรคมะเร็งด้วยตาเปล่าได้อย่างไร”
ฉินลู่หัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร
อันที่จริงฉินลู่แค่มองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้วว่าผางเชาเป็นมะเร็งที่ไม่สามารถรักษาได้
แต่ว่าเรื่องแบบนี้ ใครได้ยินก็คงตกใจไม่น้อยดังนั้นฉินลู่จึงไม่ได้พูดอะไรมาก
“เพราะงั้นผมก็เลยอยากทราบอาการและสาเหตุการเกิดโรคของผางเชาหน่อยน่ะครับ”
เสียงจากปลายสายเงียบไปครู่นึง ก่อนพูดออกมาว่า “ฉินลู่เอ๊ยนายบอกเขาไปหรือยังว่าจะช่วยรักษาจนหายน่ะ”
“บอกไปแล้วครับผมบอกเขาไปแบบนั้นแล้ว” ฉินลู่พยักหน้าตอบ
“แล้วแบบนี้พอถึงตอนนั้นนายจะอธิบายกับเขาว่าอย่างไรล่ะ” กงผิงถามต่อ
“อธิบายเหรอ” ฉินลู่รู้สึกงงขึ้นมา “อธิบายอะไรครับ ทำไมต้องอธิบายกับเขาเหรอครับ”
“นายอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าอาการของผางเชาเป็นอย่างไรตอนนี้เขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว เซลล์มะเร็งแพร่กระจายแล้วด้วยอาจจะอยู่ได้อีกแค่ไม่กี่วัน ต่อให้เป็นนายก็ช่วยเขาไม่ได้แล้วล่ะพอถึงตอนนั้นนายจะอธิบายกับเขาว่าอย่างไร เขาเป็นคนค่อนข้างอารมณ์ร้อนโดยเฉพาะช่วงหลังที่เพิ่งมารู้ว่าตัวเองกำลังป่วยระยะสุดท้ายแล้วก็ยิ่งอารมณ์ร้อนกว่าเดิมถึงเวลานั้น เขาอาจจะโทษนายก็ได้นะ”
ฉินลู่เข้าใจว่ากงผิงกำลังกังวลเรื่องอะไรเขาส่ายหัวและพูดว่า ”ผมพอมีวิธีช่วยเขาครับ คุณไม่ต้องกังวลมากก็ได้”
“เขาเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วนะนายยังรักษาให้หายได้อีกเหรอ!” ผอ.กงจากปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงที่อึ้งสุดขีด
“รักษาได้ครับ” ฉินลู่พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“โอ้โห นายนี่สุดยอดไปเลยนะ...”กงผิงอึ้งอยู่นานกว่าจะรวบรวมสติกลับมาได้
ถ้าคำพูดนี้ออกจากปากของหมอคนอื่นๆ ล่ะก็กงผิงไม่มีทางเชื่อแน่นอน แต่ประโยคนี้ออกมาจากปากฉินลู่ พอเป็นแบบนี้เขาจะไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้ว
สำหรับฝีมือการรักษาของฉินลู่นั้นกงผิงมองว่าเป็นเหมือนเทพเจ้าที่กำลังร่ายมนตราอยู่อย่างไรอย่างนั้น
“เดี๋ยวผมเลิกงานตอนเย็นจะแวะเข้าไปที่โรงพยาบาลตอนนี้คุณช่วยบอกอาการของเขาให้ผมรู้หน่อยได้ไหม”
“ได้เลย” เหมือนกงผิงกำลังพลิกดูเอกสารอะไรอยู่เพราะมีเสียงพลิกกระดาษดังมาจากปลายสาย
ผ่านไปประมาณ 3 นาที กงผิงจึงพูดขึ้นว่า “ตอนนี้อาการเป็นแบบนี้นะอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อครึ่งเดือนก่อนหายดีแล้วแต่ว่าเซลล์มะเร็งในร่างกายของเขาแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วไม่รู้ว่าเป็นสาเหตุจากอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้นด้วยหรือเปล่าแต่จากการวิเคราะห์ของคณะผู้เชี่ยวชาญของเรา ผางเชาจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2เดือนนับจากนี้ นี่ยังถือว่าเป็นการประเมินที่ค่อนข้างมองในแง่บวกนะ ทุกวันนี้ผางเชาต้องเจ็บปวดและทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคและผลข้างเคียงจากยาทำให้ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองแทบจะแหลกสลายแล้ว คนที่บ้านเขาก็เริ่มจัดเตรียมงานศพกันแล้วด้วย”
“อาการตอนนี้หนักขนาดนั้นแล้วเหรอครับ”ฉินลู่พยักหน้าและพูดต่อ “งั้นเดี๋ยวคืนนี้ผมจะแวะเข้าไปนะครับ”
“ได้หรือให้ฉันไปรับนายตอนเลิกงานก็ได้นะ”
“ไม่ต้องหรอกครับผมเรียกรถไปเองดีกว่า คุณเองก็ยุ่งมากด้วย ผมเรียกรถน่าจะไปถึงไวกว่า”
“งั้นก็ได้พอนายมาถึงโรงพยาบาลแล้วอย่าลืมโทร.หาฉันล่ะ”
“ได้ครับ งั้นเดี๋ยวเจอกันนะครับ”ฉินลู่พูดจบก็กดวางสาย
เซี่ยหลิงแอบฟังฉินลู่คุยโทร.ศัพท์อยู่ข้างๆพอเห็นว่าฉินลู่คุยเสร็จแล้ว จึงเดินเข้ามาใกล้ๆ และพูดว่า “ฉินลู่ค่ำนี้นายจะไปรักษาอาการป่วยให้ชายหนุ่มคนขับรถนั่นเหรอ”
“อืม เลิกงานแล้วก็ไปเลย” ฉินลู่พยักหน้า
เซี่ยหลิงพูดอย่างตื่นเต้น “ให้ฉันไปด้วยได้ไหม!”
“ให้เธอไปด้วยงั้นเหรอ” ฉินลู่ขมวดคิ้ว “เธอจะไปทำอะไร”
“ฉันก็จะไปดูเพื่อเก็บประสบการณ์ไง!”เซี่ยหลิงจับมือทั้งสองข้างของฉินลู่ขึ้นมา “ขอร้องล่ะพาฉันไปด้วยเถอะนะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเสียเรื่องฉันแค่อยากตามไปดูว่านายจะใช้วิธีอะไรรักษาให้เขานายก็รู้ว่าฉันนับถือนายมากแค่ไหน พาฉันไปด้วยเถอะ! พาฉันไปด้วยเถอะนะ นะ...”
“ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกจะยอมให้เธอมาเชยชมฝีมือการรักษาของฉันได้อย่างไร ไม่เคยได้ยินคำโบราณที่ว่าถ่ายทอดวิชาให้กับศิษย์ อาจารย์จะอดตายเหรอ” ฉินลู่พูดปฏิเสธพร้อมส่ายหน้าไปมา
“เชอะ!” เซี่ยหลิงหยิกเอวฉินลู่ไปหนึ่งทีก่อนพูดอย่างโมโหว่า “ฉันช่วยนายรักษาคนไข้ทุกวันเก็บกวาดทำความสะอาดห้องนี้ คอยต้มน้ำชงชาให้นายด้วย แต่นายกลับมาทำกับฉันแบบนี้ไอ้คนแล้งน้ำใจ! ฮือๆๆๆ ...”
พูดไป เซี่ยหลิงก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจึงปล่อยโฮออกมา
“...” มุมปากของฉินลู่กระตุกเบาๆรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งไปฆ่าใครมาอย่างไรอย่างนั้น เขาจึงพูดขึ้นด้วยความจำใจว่า “ก็ได้ เธอชนะ ฉันจะพาเธอไปด้วยก็ได้ พอใจหรือยัง”
“เย้!” เซี่ยหลิงหยุดร้องไห้ทันทีเธอแกว่งแขนฉินลู่ไปมาด้วยหน้าตาระรื่น “แบบนี้สิถึงจะถูกฉันก็ไม่ได้บอกให้นายสอนวิชาการแพทย์ให้ฉันสักหน่อย ฉันก็แค่ขอไปยืนดูข้างๆ เอง!”
“แบบนั้นเรียกว่าครูพักลักจำมันต่างอะไรกับให้ฉันสอนเธอล่ะ ถ้าอาจารย์ของฉันรู้เข้าคงถลกหนังฉันออกมาแน่”
“นายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ หมอคนอื่นๆก็อยู่ดูกันหมด พวกเขาก็ใช้วิธีครูพักลักจำเหมือนกันนี่”
“...” จู่ๆฉินลู่ก็รู้สึกหมดคำพูดขึ้นมา
[1]ตาไฟตาทองหมายถึง สายตาเฉียบแหลมจนแยกแยะจริงเท็จได้ อ้างอิงมาจากดวงตาของหงอคง