เฉินซินอี๋ได้คืบจะเอาศอก ไม่ยอมรามือ “ในอดีต เ้าอาศัยความโปรดปรานของเสด็จพ่อมาโอ้อวดแสดงอำนาจ นั่นก็พอเข้าใจได้ แต่ตอนนี้เ้ามีสภาพเป็แบบนี้แล้ว ยังกล้าหยิ่งผยองไม่เห็นหัวใครอีกรึ ข้า...” พูดพลางนางก็เงื้อมือขึ้น หมายจะตบไปที่อวิ๋นหวง
เกิดจากสายเืเดียวกันแท้ ๆ ไยต้องทำร้ายกันถึงเพียงนี้?
อวิ๋นหวงมองนางด้วยสายตาเ็า รู้สึกเพียงว่าเฉินซินอี๋ที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างน่าสมเพช เวทนา และน่าชิงชังนัก
“หนวกหู!”
ซูอวี้เจ๋อคำรามเสียงเย็น โยนกระบี่เปื้อนเืในมือไปที่เท้าของเฉินซินอี๋
เฉินซินอี๋ใจนตัวสั่น ะโถอยหลังไปหลบอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าส่งเสียงอะไรอีก
เมื่อเห็นดังนั้น สวีกุ้ยเฟยก็รีบแสดงท่าทีประจบประแจง “องค์ไท่จื่อ เป็บุตรสาวของหม่อมฉันเองที่เสียมารยาท ขอพระองค์ทรงอภัยให้ด้วยเพคะ เป็เพราะก่อนหน้านี้องค์หญิงเก้าอาศัยความรักความโปรดปรานมาทำตัวหยิ่งผยอง รังแกซินอี๋อยู่เป็ประจำ เมื่อครู่ซินอี๋จึงทนไม่ไหว อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาน่ะเพคะ โอ้ หม่อมฉันเกือบลืมเื่สำคัญไป องค์ชายและองค์หญิงในราชวงศ์ก่อนที่ถูกปลดจากตำแหน่ง ล้วนมาถึงกันครบแล้วเพคะ ฮ่องเต้ทรงรออยู่ที่ตำหนักเฉียนเฉิงแล้วเพคะ!”
เหล่าองค์ชายและองค์หญิงในราชวงศ์ก่อนที่ถูกปลดจากตำแหน่ง? หมายถึงพี่ชายและพี่สาวของนางหรือ?
พออวิ๋นหวงได้สติกลับคืนมาจากความตกตะลึง นางก็มองไปยังแม่ลูกคู่นั้นด้วยความสงสัย พวกนางทำสิ่งใดลงไปกันแน่ เหตุใดถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้เช่นนี้?
“เข้าใจแล้ว เฉินอวิ๋นหวง ไปกันเถอะ!”
หลังซูอวี้เจ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เ็าจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
ส่วนเฉินอวิ๋นหวงก็ถูกองครักษ์คอยผลักให้เดินตามติดไปเื้ั
จากด้านหลัง เสียงเยาะเย้ยเสียดสีของเฉินซินอี๋ดังลอยตามมา “ดูสารรูปซอมซ่อของนางสิ ดูซิว่านางจะทนได้อีกนานแค่ไหน!”
เสียงหัวเราะเหยียดหยามของสวีกุ้ยเฟยดังแสบแก้วหูยิ่งนัก “ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตา มิเช่นนั้น หัวนางคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว”
เสด็จพ่อตแล้ว ฮ่องเต้ที่สวีกุ้ยเฟยกำลังพูดถึง แท้จริงแล้วคือใครกัน?
เฉินอวิ๋นหวงเต็มไปด้วยความสงสัย พอคิดว่าจะได้เจอพี่ชายและพี่สาวของนางในไม่ช้า นางก็อดที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไม่ได้
“มาเถอะ พวกเราไปร่วมชมความสนุกกันเถอะ”
องค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ก่อนประคองสวีกุ้ยเฟยเดินตามไปติด ๆ
ภายในตำหนักเฉียนเฉิง นึกไม่ถึงว่าจะมีการจัดงานเลี้ยงอย่างเอิกเกริก
เฉินอวิ๋นหวงเดินตามซูอวี้เจ๋อเข้าไปในตำหนัก มองดูซูอวี้เจ๋อคุกเข่าลงคำนับ “ถวายบังคมเสด็จพ่อ! องค์หญิงเก้าแคว้นต้าเฉินมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ทำได้ดี”
ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ัพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม ดูทรงอำนาจและน่าเกรงขาม
อวิ๋นหวงจ้องมองเขาอย่างไม่วางตา นึกไม่ถึงว่าเขาคือโจวอวิ๋นเฉิน ฮ่องเต้แคว้นต้าโจว แคว้นเพื่อนบ้านผู้ซึ่งเคยเป็สหายกับเสด็จพ่อของนาง!
เฉินอวิ๋นหวงเคยพบเขามาก่อน
ในปีนั้น ทั้งสองแคว้นสงบศึกหยุดทำา เสด็จพ่อของนางและโจวอวิ๋นเฉินได้ลงนามในสัญญาพันธมิตร เสด็จแม่พานางติดตามเสด็จพ่อไปด้วย โจวอวิ๋นเฉินยังได้มอบปิ่นหยกรูปหงส์เพลิงให้นางเป็ของขวัญแรกในการพบหน้า
ที่แท้ การเจรจาสันติเป็เพียงเื่หลอกลวง แต่การผ่อนคลายทางทหารเป็เื่จริง!
เฉินอวิ๋นหวงแค้นใจอย่างมาก นางดึงปิ่นหยกหงส์เพลิงออกจากมวยผมแล้วเขวี้ยงใส่โจวอวิ๋นเฉิน
แต่ด้วยสายตาที่เฉียบคมและมืออันว่องไว ซูอวี้เจ๋อปัดปิ่นหยกหงส์เพลิงทิ้งไป ก่อนคว้าบิดแขนของนางพลางดันข้อพับขาให้งอลง บังคับให้นางคุกเข่า “คุกเข่าคารวะเ้าแผ่นดินองค์ใหม่เสีย!”
เฉินอวิ๋นหวงรู้สึกโกรธแค้น เมื่อกวาดตามองไปรอบ ๆ ก็เห็นองค์ชายรองเฉินจิ่นหลิน องค์ชายสามเฉินเฉิงหย่วน องค์ชายสี่เฉินเจิ้นตง องค์หญิงหกเฉินเซียนเยว่ และองค์หญิงแปดเฉินเยว่เจียล้วนนั่งอยู่ที่โต๊ะ ทว่ากลับไม่มีองค์รัชทายาทเฉินคุนเฉิง และองค์หญิงใหญ่เฉินอี้เสวี่ย
เหล่าพี่ชายและพี่สาวร่วมสายเืของนางต่างถูกถอดเครื่องประดับอัญมณี รวมทั้งอาภรณ์ผ้าไหมหรูหราออกไป แล้วสวมใส่เพียงชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ ใบหน้าของแต่ละคนเศร้าสร้อย อิดโรย ไร้ซึ่งพลังชีวิต
สวีเฉี่ยวเอ๋อร์และเฉินซินอี๋ที่เดินตามเข้ามา ทำความเคารพอย่างใหญ่โตต่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ก่อนนั่งลงบนที่นั่งด้านขวาด้วยท่วงท่าหยิ่งผยอง พลางมองอวิ๋นหวงอย่างเย้ยหยันเต็มเปี่ยม
เฉินอวิ๋นหวงแค้นใจ มองดูเหล่าพี่น้องร่วมสายเืที่ก้มหน้าก้มตาอย่างว่าง่าย โกรธที่พวกเขาไม่คิดพยายามต่อสู้
โจวอวิ๋นเฉินเผยรอยยิ้มจอมปลอม แสร้งถามราวกับไม่รู้สิ่งใด “เ้าคือองค์หญิงเก้าหรือ? เติบใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว?”
“โจวอวิ๋นเฉิน คนใจทมิฬอำมหิตอย่างท่าน ไร้สัจจะความจริงใจ ทำลายแคว้นของข้า จะต้องไม่ตายดี!” เฉินอวิ๋นหวงก่นด่าด้วยโทสะ
มือทั้งสองของซูอวี้เจ๋อที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นอย่างกะทันหัน เขาแอบกัดฟันเงียบ ๆ
บรรดาพี่น้องร่วมสายเืคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินต่างก็หน้าเปลี่ยนสี ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
“ฮ่า ๆ ๆ…” จู่ ๆ โจวอวิ๋นเฉินก็หัวเราะออกมา
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งและวางอำนาจของเขาสั่นคลอนจิตใจผู้คน
หลังจากหัวเราะอย่างสะใจแล้ว เขาก็โน้มตัวมาข้างหน้า “เ้ายังโตได้ไม่เท่าไร แต่อารมณ์ร้ายมิใช่เล่น เ้าก็เห็นแล้วนี่ว่าคนที่นั่งอย่างสบายใจอยู่ตรงนี้คือกว่าเหริน[1] ส่วนคนที่ตายอย่างน่าอนาถคือพ่อแม่ของเ้า”
ดวงตาทั้งสองของอวิ๋นหวงลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ เืในกายพลุ่งพล่าน ในชั่วพริบตา นางเห็นแววตาของซูอวี้เจ๋อเต็มไปด้วยความอดกลั้นและเ็ป นางแค่นเสียงเย้ยหยันด้วยโทสะสูงลิ่ว “เื่ราวในโลกนี้ยากจะคาดเดา กงล้อแห่งกรรมย่อมหมุนเวียน พวกท่านอย่าได้รีบชะล่าใจเกินไปนัก เพื่อที่จะยึดครองแคว้นของข้า พวกท่านถึงกับทำทุกวิถีทาง ไม่เล่นด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ถึงขนาดเปลี่ยนแซ่โอรสของตนยังทำได้ เด็กน้อยตัวแค่นั้นยังส่งไปทุกข์ทนลำบากลำบนในวัด บ้านเมืองจะคงอยู่ตลอดไป แม้ราชวงศ์จะถูกแทนที่ บัลลังก์ันี้ เกิดมาก็เอาไปไม่ได้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ พวกท่านจะยึดครองมันไปได้กี่ปีกัน?”
ทั่วทั้งท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ
โจวอวิ๋นเฉินใบหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง ไม่พูดไม่จาอยู่เป็นาน ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้เงียบงันประหนึ่งถูกแช่แข็ง
อวิ๋นหวงก้มหน้าลง มองชุดนักโทษเปื้อนเืของตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้น ใช้ดวงตาที่มีน้ำตาคลอเบ้ามองไปที่ซูอวี้เจ๋อ “คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ ตอนที่ท่านอายุแปดขวบ ข้าอายุแค่หกขวบ ท่านสั่งสอนข้าว่า ‘ยามเยาว์ไม่ขวนขวาย แก่ไปจะต้องเศร้าเสียใจ’ ท่านว่าข้าชอบเอาแต่นอน ี้เี เอาแต่เล่นสนุกไปวัน ๆ ไม่ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ ในไม่ช้าจะต้องเสียใจ ตอนนี้ข้าเสียใจจริง ๆ ซูอวี้เจ๋อ ข้าเสียใจที่ไว้ใจท่านมากเกินไป เสียใจที่ตัวเองไร้ความสามารถ ไม่อาจล้างแค้นให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้...”
ซูอวี้เจ๋อที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่อาจทนฟังคำตัดพ้อของอวิ๋นหวงได้ต่อไป ด้วยกลัวว่าหากนางยังขืนพูดต่อ อาจจะทำให้โจวอวิ๋นเฉินโกรธจัด จนถึงขั้นเชื้อเชิญหายนะมาคร่าชีวิตของนางด้วยตนเอง
เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กล่าวเสียงเรียบเย็น “เสด็จพ่อ ไม่ใช่ว่าวันนี้จัดงานเลี้ยงแค่คนในครอบครัวหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ? คนที่ควรมาก็มากันหมดแล้ว น่าจะเริ่มงานเลี้ยงได้แล้วกระมังพ่ะย่ะค่ะ?”
โจวอวิ๋นเฉินชะงักไป เมื่อได้ยินคำพูดนี้ รอยยิ้มอย่างมีเลศนัยก็พลันปรากฏขึ้น “อืม ควรจะเริ่มงานเลี้ยงแล้ว เฉินอวิ๋นหวง เห็นแก่ที่เ้ายังเยาว์และโง่เขลา กว่าเหรินจะไม่ถือสา อนุญาตให้เ้านั่งร่วมโต๊ะกินอาหารในงานเลี้ยงนี้กับเหล่าพี่ชายและพี่สาวของเ้าอย่างสำราญใจ”
“ข้าไม่กิน!” อวิ๋นหวงหันไปมองบรรดาพี่ชายและพี่สาว “พวกท่านก็อย่ากินเช่นกัน”
“ฮึ! เ้านี่ สุราคารวะไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์[2] เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้ เริ่มงานเลี้ยง! วันนี้หากใครไม่กิน ก็ฆ่าทิ้งทันที!”
โจวอวิ๋นเฉินร้องตวาดด้วยโทสะ
ชามทั้งหมดถูกยกมาวางตรงหน้าบรรดาอดีตองค์ชายและองค์หญิง ครั้นเมื่อเปิดออกก็พบว่ามีน้ำแกงเนื้อตุ๋นอยู่ข้างใน
เหล่าอดีตองค์ชายและองค์หญิงที่ถูกคุมขังทารุณมานาน ต่างท้องร้องโครกครากด้วยความหิวโหย และด้วยความกลัวตาย เมื่อได้เห็นชามน้ำแกงเนื้อตุ๋น พวกเขาจึงไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบก้มหน้าก้มตาสวาปามอาหารอย่างตะกละตะกลาม
องค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋และสวีกุ้ยเฟยยังคงรักษากิริยามารยาท ค่อย ๆ กินอย่างช้า ๆ พร้อมประจบสอพลอเป็ครั้งคราว ชมเปาะว่าอร่อยไม่ขาดปาก
ส่วนเฉินอวิ๋นหวงถูกองครักษ์สองคนกดหน้าลงในชามน้ำแกง บังคับให้นางกิน
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อเฉินอวิ๋นหวงได้กลิ่นน้ำแกงเนื้อตุ๋นนี้ นางก็พลันรู้สึกคลื่นไส้และอาเจียนออกมาอย่างรุนแรง
เหล่าพี่ชายและพี่สาวของนางต่างตั้งหน้าตั้งตากินกันอย่างรวดเร็วราวกับพายุพัด เพียงครู่เดียวก็กวาดเนื้อกินจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงสักหยด
ยิ่งไปกว่านั้น องค์ชายสามซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ อวิ๋นหวงกลับยังกินไม่หนำใจ คว้าเอาอาหารในส่วนของอวิ๋นหวงไป แล้วกวาดกินจนเกลี้ยงเกลา
“ฮ่า ๆ ๆ...” โจวอวิ๋นเฉินพลันะเิเสียงหัวเราะดังลั่นปานฟ้าถล่ม “เป็อย่างไรบ้าง? รสชาติดีหรือไม่?”
อวิ๋นหวงมองดูเหล่าพี่ชายและพี่สาวอย่างหวาดวิตก คิดในใจว่าโจวอวิ๋นเฉินจะต้องมีเจตนาที่ไม่ดีเป็แน่ ในน้ำแกงเนื้อตุ๋นนี้อาจมีพิษผสมอยู่
โดยไม่คาดคิด โจวอวิ๋นเฉินกลับพูดขึ้นว่า “พวกเ้ารู้หรือไม่ สิ่งที่พวกเ้ากำลังกินอยู่นั้น ก็คือเนื้อเสด็จพ่อเสด็จแม่และสุนัขรับใช้ของพวกเ้าอย่างไรเล่า!”
เมื่อเหล่าอดีตองค์ชายและองค์หญิงได้ยินดังนั้น พวกเขาก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอามือกุมหน้าอกแล้วอาเจียนออกมาทีละคน น้ำหูน้ำตาไหลหลากอาบแก้ม
เฉินซินอี๋และสวีกุ้ยเฟยต่างมองหน้ากัน อยากจะอาเจียนแต่ก็ไม่กล้า จำต้องฝืนอดกลั้นอย่างผะอืดผะอม
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของโจวอวิ๋นเฉินดังก้องไปทั่วท้องพระโรง “ผู้ที่เชื่อฟังกว่าเหรินจะเจริญรุ่งเรือง ส่วนผู้ที่ต่อต้านจะต้องตาย! เฉินหลงเอ๋ยเฉินหลง เ้าคงนึกไม่ถึงสิว่าจะมีวันนี้! ฮ่า ๆ ๆ...”
คนหน้าเนื้อใจเสืออย่างโจวอวิ๋นเฉิน ทำเื่ผิดต่อ์เช่นนี้กลับไม่รู้สึกละอายใจ หนำซ้ำยังภาคภูมิใจ ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี
แม้ว่าอวิ๋นหวงจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะยอมตาย ทว่านางก็ยังอดใจนหลั่งเหงื่อเย็นออกมาท่วมตัวกับคำพูดของเขาไม่ได้
โจวอวิ๋นเฉินที่กำลังยิ้มแย้ม จู่ ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็ดำทะมึนอย่างฉับพลัน เขาจ้องมองอวิ๋นหวงอย่างวางอำนาจ ตวาดถามน้ำเสียงโเี้ “บอกมา! แผนที่หงส์เพลิงอยู่ที่ใด? ส่งมันมาเดี๋ยวนี้!”
อวิ๋นหวงยังคงมุ่งมั่นแน่วแน่ ไม่เอื้อนเอ่ยอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว
ไม่ต้องพูดถึงว่านางไม่มีแผนที่หงส์เพลิงเลย ถึงต่อให้มี นางก็ไม่มีวันให้พวกมันได้สมปรารถนาอย่างแน่นอน
นางนึกถึงรอยที่เสด็จพ่อวาดลงบนฝ่ามือของนางก่อนจะเสด็จตขึ้นมาได้ ตอนนั้นนางเศร้าเสียใจมากเกินไป จึงไม่เข้าใจว่าเสด็จพ่อของนางเขียนอะไร
ใน่หลายปีที่ผ่านมา นางไม่เคยรู้เลยว่าแผนที่หงส์เพลิงคืออะไรกันแน่
โจวอวิ๋นเฉินจ้องมองเฉินอวิ๋นหวงอย่างดุร้าย แล้วเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “เ้าไม่พูดอย่างนั้นหรือ? หากเ้าไม่พูด กว่าเหรินจะสังหารพี่ชายพี่สาวของเ้าทั้งหมดทีละคน! พอสังหารพวกเขาหมดแล้ว กว่าเหรินก็จะฆ่าทุกคนในวังแห่งนี้ แล้วค่อยฆ่าราษฎรของแคว้นต้าเฉิน! กว่าเหรินอยากรู้นักว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน!”
อวิ๋นหวงตัดสินใจสงบสติอารมณ์ลง ก่อนเอ่ยถาม “ท่าน้าแผนที่หงส์เพลิงไปทำไม?”
**
[1] ั้แ่สมัย ‘ชุนชิวจ้านกั๋ว’ (春秋战国) (770-221 ปีก่อนคริสตกาล) แผ่นดินจีนแบ่งเป็แคว้นน้อยใหญ่มากมาย เ้าผู้ครองนครส่วนใหญ่จะเรียกแทนตัวเองว่า ‘กว่าเหริน’ (寡人)
[2] สุราคารวะไม่ดื่ม ชอบดื่มสุราลงทัณฑ์ (敬酒不吃,吃罚酒) หมายถึง ในเมื่อพูดดี ๆ ไม่ยอมทำตาม ก็คงต้องใช้กำลังบังคับ
.
.
.