และด้านหลังของตำหนัก มีภูเขาเล็กๆ
ตำหนักเป็นดั่งภาพเขียน สีน้ำตาลอ่อนของเนื้อไม้ช่างงดงาม ตัดกับพื้นน้ำ
ที่อยู่ด้านข้างของตำหนัก ช่างเป็นภาพที่เพลินตา
ไป่ลู่จิ่วเผลอเดินเข้ามา ด้วยความดึงดูดจากความงามของตำหนัก
และเสียงน้ำตกที่รายรอบอยู่ด้านนอกนั้น
บริเวณหน้าตำหนักปลูกบัวสีขาว กำลังชูช่อเย้ายวนหมู่แมลง ด้านข้างของตำหนักรายล้อมด้วย
ดอกโบตั๋นสีขาว สีชมพูอยู่เต็มบริเวณ ช่างเป็นภาพที่ทำให้นางคิดถึง
ทุ่งดอกไม้ร้อยลี้ของนางยิ่งนัก
“เจ้าชอบที่นี่หรือไม่”
เฟิ่งหวงเอ่ยถามนางด้วยความประหลาดใจ เมื่อสังเกตเห็นแววตาสดใสของนางแต่เมื่อนางได้เห็นดอกไม้ข้างๆ ตำหนัก สายตาของนางก็เริ่มสลดลง ทำให้เขานึกสงสัยกับท่าทีเช่นนี้ของนาง
“ข้าชอบที่นี่มาก แต่จริงๆแล้ว ข้ากำลังคิดถึงที่ที่ข้าจากมามากกว่าเพคะ” นางเอ่ยออกมาด้วยใจที่เบาหวิว ใบหน้าแฝงไปด้วยความเศร้าหมอง
“ที่นั่นข้ามีเพื่อนเป็นภูตดอกไม้เล็กๆ มีแมลงที่บินไปมา พูดคุยกับข้าอยู่เสมอแต่สำหรับที่นี่ ข้ายังไม่มีเพื่อนมันทำให้ข้ารู้สึกว่า ข้าอยู่ที่นี่ตัวคนเดียว”นางพูดพลางทำสีหน้าเศร้าสร้อย
“ข้าจะบอกความลับของสัตว์ภูตของเ้าอย่างหนึ่ง”
นางมองมาที่เฟิ่งหวงด้วยแววตาสงสัย
“เจ้าลองตั้งชื่อให้มันดูสิ...”
เฟิ่งหวงแนะนำนาง เพราะการตั้งชื่อให้สัตว์ภูต จะทำให้มันแปลงกายเป็นมนุษย์ได้นางจะได้มีเพื่อนและไม่รู้สึกเหงาในขณะที่ต้องอยู่ที่นี่
“ตั้งชื่อหรือเพคะ... งั้นข้าตั้งชื่อให้เจ้าว่า หลิงหลิง”
ทันใดนั้นเจ้าผีเสื้อร้อยรุ้งก็แปลงร่างเป็นมนุษย์ทันที ใบหน้าของนางแปลกประหลาดยิ่งนัก ใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีรุ้ง สวมชุดสีขาวครีมตัดกับสีรุ้งที่อยู่บนใบหน้าของนาง
ดวงตาสดใสเปล่งประกายคู่นั้น ผมยาวสลวยที่ประดับประดาด้วยมงกุฎเล็กๆ
ที่มีเม็ดคริสตัลสีขาว เปล่งประกายระยิบระยับนั้นช่างน่าเอ็นดู
“ชื่อของข้า คือหลิงหลิงหรือเ้าคะนายท่าน”
หลิงหลิงถามไป่ลู่จิ่วด้วยสายตาใสซื่อ
“ใช่ ชื่อของเจ้าคือหลิงหลิง นับแต่นี้ไป เจ้าจะเป็นสัตว์ภูตของข้า
ธิดาดอกไม้ไป่ลู่จิ่ว”
เฟิ่งหวงมองที่ใบหน้าสละสลวยของไป่ลู่จิ่วด้วยความสงสัย เพราะชื่อของนางเหมือนกับชื่อของสหายในวัยเยาว์ของเขาผู้หนึ่ง ที่ช่วยเฟิ่งหวงไว้เมื่อครั้งที่เขาตกลงไปยังด้านหลังของภูเขาหลิงเจียน
ในครั้งนั้นเฟิ่งหวงได้ฝึกบิน และในขณะที่กำลังบินอยู่นั้น ก็บินชนเข้ากับภูตอินทรีย์ทอง
ตัวใหญ่ยักษ์เข้า ซึ่งเป็นภูตของท่านเทพผู้เฒ่า ทำให้เขาพลัดตกลงไป
ในบริเวณของภูเขาหลิงเจียน จึงทำให้เจอกับสหายคนนั้น
แต่การเจอกันในครั้งนั้น เป็นเพียงเวลาสั้นๆ
และเฟิ่งหวงเองก็ไม่รู้เลยว่า หลังที่พบกับเฟิ่งหวง ไป่ลู่จิ่วเองนางก็โดนท่านเทพผู้เฒ่า
ลบความทรงจำครั้งนั้นจนหมดสิ้น เพราะท่านเทพผู้เฒ่านั้นไม่อยากให้นาง
รู้จักกับใครหรือรู้สึกอยากออกไปจากูเาหลิงเจียน
จนกว่านางจะมีอายุครบ 500 ปีนั่นเอง
“เ้าจำข้าได้หรือไม่ ไป่ลู่จิ่ว”
เฟิ่งหวงใช้มือทั้งสองข้างจับที่ไหล่ของไป่ลู่จิ่ว ให้นางหันหน้ามา
มองเขา เพียงหวังว่านางจะจำใบหน้าของตนเองได้
“ท่านคือ ท่านคือ องค์รัชทายาทแห่งดินแดนสวรรค์อย่างไรเพคะ
องค์ชายเฟิ่งหวง”
ไป่ลู่จิ่วและหลิงหลิง ทำสีหน้าตกใจ เพราะองค์รัชทายาทกำลังจับที่ไหล่ของนางและไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย
“ข้าไงเฟิ่งหวง สหายของเจ้า ที่ทุ่งดอกไม้ร้อยลี้
เจ้าจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือ”
ไป่ลู่จิ่วพยายามนึกถึงสิ่งที่เฟิ่งหวงกำลังพูด แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก
ได้แต่สงสัย และนึกถึงเรื่องราวที่เขาพูดอย่างหนัก
“นี่เจ้าจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือไป่ลู่จิ่ว”
เฟิ่งหวงเริ่มแสดงสีหน้าผิดหวัง หรือนางจะจำเขาไม่ได้จริงๆ เพราะในแววตาของนางแสดงความจริงใจ และบ่งบอกว่าไม่ได้โกหก
“ข้าขอโทษเ้าด้วย ข้าคงจำคนผิดไป”
เฟิ่งหวงบอกนาง พร้อมปล่อยมือออกจากไหล่ของนาง
ไป่ลู่จิ่วยังคงแสดงสีหน้างงๆ
“ไม่เป็ไรหรอกเพคะ องค์รัชทายาทคงจำคนผิดไปเพคะ”
นางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“งั้นเอาอย่างนี้ เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของข้า วานให้ข้าช่วยพาเจ้าเดินชมตำหนักกลางหาวแห่งนี้ และข้าจะได้แนะนำ
สถานที่ให้กับเจ้าด้วย”
เฟิ่งหวงกล่าวตัดบท
“เพคะ งั้นเชิญองค์รัชทายาทเสด็จเถิดเพคะ ข้าจะเดินตามท่านเพคะ” ไป่ลู่จิ่วและหลิงหลิง เดินตามเฟิ่งหวงไปเรื่อยๆตามทางเดิน
ผ่านตำหนักกลางหาวไปด้านหลังของตำหนัก เสียงน้ำตกกระทบหินตลอดทาง ทำให้นางผ่อนคลาย หายจากอาการตกใจได้บ้าง
บริเวณด้านหลังของตำหนักเต็มไปด้วยดอกบัว เพราะด้านหลังนี้เป็นบึงบัวไกลออกไปมองเห็นน้ำตกที่ไหลระเรื่อยลงมาจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ
จนมาบรรจบที่บริเวณบึงบัวและไหลเรื่อยๆ ไปทางด้านหน้า
ของตำหนัก เฟิ่งหวงเดินนำและชี้ไปด้านบนของภูเขา
“ด้านบนภูเขาเป็นที่ตั้งของถ้ำน้ำอมฤต หากเจ้าบาดเจ็บหรือใครคนสำคัญของเจ้าบาดเจ็บ
แค่พาเขามาแช่ในน้ำอมฤตนั้น อาการของเขาจะหายภายใน ครึ่งค่อนวัน”
เฟิ่งหวงกล่าวบอกนางด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยและคอยสังเกต
นางอยู่ตลอดว่านางจะจำเขาได้หรือไม่
“สถานที่สำคัญเช่นนี้ ไยถึงมาอยู่ที่ตำหนักกลางหาวได้หรือเพคะองค์รัชทายาท”
ไป่ลู่จิ่วถามเฟิ่งหวงด้วยความสงสัย
“เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของข้า พระราชทานตำหนักแห่งนี้ให้เจ้าด้วยเหตุผลใด วันหนึ่งในอนาคตเจ้าจะรู้ด้วยตัวของเจ้าเอง”
เฟิ่งหวงยังคงทำสีหน้าเรียบเฉย เพียงเพราะ
ยังคงน้อยใจนางอยู่
“ไปกันเถิด ข้าจะพาเจ้าไปดู หากตักน้ำอำมฤตนี้มาดื่ม จะทำให้เจ้ามีพลังเซียนที่แข็งแกร่ง เจ้าจงให้หลิงหลิง มาตักให้เจ้าดื่มทุกวันเถิด”
น้ำเสียงของเขาเริ่มแสดงความอ่อนโยน
แม้ในใจจะยังคงน้อยใจอยู่
“เพคะ องค์รัชทายาท”
หลิงหลิงรับปากอย่างว่าง่าย
เฟิ่งหวงยังคงเดินนำหน้า และเดินขึ้นมาจนถึงปากถ้ำ บริเวณทางเข้าถ้ำ
มีลำธารสายหนึ่งไหลผ่านเล็กๆ ไป่ลู่จิ่วไม่ทันระวังเดินสะดุดก้อนหิน
แต่เฟิ่งหวงรับนางไว้ทันก่อนที่หน้าของหน้าจะกระแทกกับก้อนหินด้านล่างนั้น
สายตาสองคู่ประสานกัน มือของเฟิ่งหวงโอบอยู่ที่เอวของไป่ลู่จิ่ว
ส่วนมืออีกข้างก็กอดนางไว้ แขนทั้งสองข้างของไป่ลู่จิ่วโอบกอดลำคอระหงนั้นไว่แน่น เฟิ่งหวงได้กลิ่นกายของนางช่างหอมอบอวลคล้ายกับกลิ่นของดอกไม้
ที่กำลังแย้มบานยิ่งนัก
เฟิ่งหวงมองหน้าของนางเนิ่นนาน ตาทั้งสองคู่
สบประสานกันนิ่งดั่งภาพวาด
“นายท่านเจ้าคะ องค์รัชทายาทเพคะ เป็นอย่างไรบ้างเพคะ” หลิงหลิงเอ่ยด้วยเสียงดัง เพื่อเรียกสติของทั้งคู่ออกจากภวังค์
ทั้งคู่ผละออกจากกันด้วยอาการเขินอาย เฟิ่งหวงหน้าแดง ไป่ลู่จิ่วเองก็หน้าแดงเขินอาย
“ข้า ข้า ข้าไม่เป็ไร องค์รัชทายาทเจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ”
นางหันไปถามเฟิ่งหวงด้วยสายตาห่วงใย
“ข้าไม่เป็นไร เราเข้าไปในถ้ำเถิด” เฟิ่งหวงเดินนำอีกครั้ง และครั้งนี้ไป่ลู่จิ่วก็เดินอย่างระมัดระวังภายในถ้ำมีหมอกและไอน้ำลอยอบอวล
“ที่แห่งนี้เป็ที่สำหรับเ้า หาก้าเพิ่มพลังเซียน
สามารถฝึกที่นี่ได้ จะไม่มีใครมารบกวนเ้า”
“เพคะ องค์รัชทายาท ขอบพระทัยเพคะ”
และทั้งสามก็เดินกลับมาที่ตำหนัก
ใน่ใกล้ค่ำพอดี
“แล้วข้าจะแวะมาเยี่ยมเ้า”
เฟิ่งหวงกล่าวเบาๆ ไป่ลู่จิ่วคารวะ ก่อนที่เฟิ่งหวงจะหายตัว
กลับไปยังตำหนักระเมฆา ตำหนักของเขา