“ระดับพลังนี้มัน...เทียบเท่าบรรพจารย์ขั้นสูง?”
ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ในยุคสมัยที่ได้รับผลกระทบจากการหลอม“โอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์” แบบนี้ นางไม่คิดว่าจะมีใครสามารถดึงดูดพลังจากสวรรค์และโลกไปบ่มเพาะจนก้าวไปสู่ขอบเขตนั้นได้
ถึงตั้งแต่ที่นางตื่นขึ้นมา ระดับพลังของโลกจะค่อยๆฟื้นฟูขึ้นตามกาลเวลา แต่จากการสนทนากับราชินีมังกร ทั้งสองคนล้วนเห็นตรงกันว่าน่าจะใช้เวลาอีกหลายปีหรือหลายสิบปีไอพลังจากโลกจึงจะฟื้นกลับมาเทียบเท่ากับยุคสมัยนั้นของไป่ฟานเซียน
ดังนั้นนางจึงไม่แปลกใจเท่าไรที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำจะพัฒนาไปได้เร็ว แต่กับผู้ที่มีระดับพลังสูงล้ำในโลกนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวไปสู่ขอบเขตต่อไปเพราะไอพลังนั้นยังกลับมาไม่เพียงพอ
บาร์บาทอสยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ยี่หระเขายกมือที่ไร้บาดปผลทั้งสองข้างขึ้นมาดูราวกับจะเหยียดหยามหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้อย่างไรอย่างนั้น
“ผมบอกแล้วว่าแค่พวกเราก็เพียงพอ”
เบริธหัวเราะเบาๆชายหนุ่มมองไปยังบาร์บาทอสที่แผ่ออร่าอันแข็งแกร่งออกมาตลอดเวลาพลางพูดกับเวปาร์ที่กำลังตกใจกับพลังที่เขาสัมผัสได้
“เอาไว้คุณได้รับการยอมรับจากนายหญิงของพวกเราเสียก่อน คุณเองก็จะแข็งแกร่งแบบพวกเราได้เหมือนกัน”
สิ่งที่เขาจะสื่อก็คือเวปาร์นั้นยังเป็นแค่สมาชิกใหม่ที่ยังต้องทำผลงานเท่านั้น
“พลังนี่มันอะไรกัน...”
เจิ้งเหรินอี้กัดฟันอย่างเหงื่อตก ตัวเขาที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้ายังรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับพื้น เช่นเดียวกับหลิวเยี่ยนเฟยที่แสงเรือนรางบนตัวเขาค่อยๆเบาบางลงเรื่อยๆ มันขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าทั้งสองคนจะล้มลงไปเมื่อไร
“เข้ามาสิ ทำให้ข้าสนุกหน่อย”
บาร์บาทอสยิ้มเหี้ยม เขาคว้าคันธนูคันเดิมขึ้นมา แต่ทันทีที่มันสัมผัสกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของ มันก็ส่งเสียงแคร่กออกมาทีหนึ่ง รูปร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเกือบสองเมตร เรียกว่าถ้านำมาตั้งไว้ส่วนสูงของมันนั้นใกล้เคียงกับชายวัยกลางคนเลยทีเดียว
เขาจัดการง้างสายของมันจนสุด เสียงครืดคราดดังขึ้นจากความตึงของสาย แค่มองจากแรงต้านที่สามารถทำให้ห้วงอากาศสั่นสะเทือนก็พอจะเดาถึงความหนักของสายธนูนี้ได้แล้ว
คนธรรมดาไม่มีทางจะดึงให้มันขยับได้เลยแน่นอน
เปรี้ยง!
ลูกธนูสีน้ำตาลธรรมดาปรากฏที่มือของบาร์บาทอสแล้วปล่อยออกมา เสียงที่มันกรีดอากาศนั้นดูรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธสงคราม มันพุ่งเฉียดร่างของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ไปพร้อมๆกัน ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น
ทั้งสองคนกุมไปที่ไหล่คนละข้าง นี่ขนาดว่าระยะที่เฉียดนั้นไม่ได้ใกล้เลย แต่มันกลับสามารถทะลุการป้องกันของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้เมื่อหันไปดูยังพบว่าเพดานของโดมที่เป็นห้องส่งถ่ายทำนั้นทะลุเป็นรูเผยให้เห็นท้องฟ้าด้านนอก
หลิวเยี่ยนเฟยกลืนน้ำลายแล้วไอออกมาเบาๆ เขาไม่อาจจินตนาการความเสียหายหากรับลูกธนูเมื่อครู่ตรงๆได้
“ถ้ายังคิดจะหยุดพวกข้า ครั้งต่อไปจะไม่ใช่เฉียดๆแบบเมื่อกี้แล้วนะ?”
บาร์บาทอสเก็บธนูกลับไปไว้ที่กลางหลัง เขากล่าวเตือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทำท่าเดินจากไปช้าๆ ท่าทางของเขาดูองอาจและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองของผู้ที่มีพละกำลังมากกว่า
แต่ความจริงแล้วบาร์บาทอสนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง สาเหตุที่เขาแสดงพลังออกมาแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมบุกเข้าไปเอากองวัตถุดิบโบราณที่อยู่ตรงด้านนั้นเป็นเพราะสัญชาติญาณของเขากำลังร้องเตือนถึงความไม่ปลอดภัยอยู่
มันมาจากหญิงสาวผมดำตรงนั้น นางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ มันไม่มีความกังวลหรือหวาดหวั่นต่อระดับพลังที่เขาแผ่ออกมาเลยสักนิดเดียว
ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องกลับไปตรวจสอบให้ดี อย่างน้อยต้องรู้ถึงระดับพลังของหญิงสาวที่ชื่อไป่ฟานเซียนคนนี้เสียก่อนที่พวกเขาจะเริ่มลงมือต่อไป
“...ถอยเถอะ”
พวกเขาพยักหน้าให้กันและกำลังจะจากไป เพียงแต่ว่า
“...พวกเจ้านี่มันน่าสนใจจริงๆ”
เสียงของหญิงสาวดังขึ้น ทั้งสามคนรู้สึกเหมือนกับว่าเจ้าของเสียงนั้นยืนอยู่เพียงด้านหลังของตนเองเท่านั้น และเป็นชายวัยกลางคนที่สูดหายใจเข้าไปแล้วกลั้นใจหันกลับไปมอง
เป็นไป่ฟานเซียนที่มายืนอยู่ในระยะประชิดและกำลังจับจ้องไปยังร่างของบาร์บาทอส นางไม่สนใจท่าทีของพวกเขาที่กำลังตกใจ ทั้งสายตาและสัมผัสสวรรค์ของนางกำลังสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนจนเขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
นี่เป็นครั้งที่สองตั้งแต่ที่เกิดมาซึ่งเขารู้สึกได้ถึงความรู้สึกลึกลับที่แสนน่าพรั่นพรึงแบบนี้ ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เขาได้พบกับ“นายหญิง” ของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าจะมีมนุษย์คนไหนบนโลกนี้สามารถมอบความรู้สึกเช่นนี้ให้เขาได้อีก
“เบริธ...ระวังตัวให้ดี ข้าจะถ่วงเวลาให้ เจ้ากับเวปาร์ถอยกลับไปด้วยกัน”
บาร์บาทอสที่รู้สึกถึงความอันตรายรีบหันไปสั่งการ เบริธและเวปาร์พยักหน้าให้กันแล้วรีบกระโจนร่างถอยออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
ตอนแรกพวกเขาคิดว่าไป่ฟานเซียนจะไม่ยอมและไล่ตามทั้งสองคนนั้นไป แต่หญิงสาวกลับไม่ทำอย่างนั้น สิ่งที่นางกำลังสนใจก็คือวิชาและรูปแบบการฝึกฝนแปลกๆที่อยู่บนตัวของบาร์บาทอสต่างหาก
ฟุ่บ!
ความเร็วของบาร์บาทอสเองก็มากกว่าตอนแรกที่ปะทะกับนางหลายเท่า แค่เสี้ยวพริบตาเดียวร่างของเขาก็หายไปจากสายตาแล้วไปปรากฏที่ด้านนอกอาคารเสียแล้ว
เปรี้ยง!
ไม่ทันที่จะมีเวลาให้เขาดีใจ ร่างของไป่ฟานเซียนก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง นางซัดฝ่ามือใส่เข้าไปกลางหลังของบาร์บาทอสจนร่างสูงใหญ่นั้นกระเด็นลงมาราวกับอุกกาบาต เขากระแทกกับพื้นจนทำให้บริเวณลานข้างสถานีกลายเป็นหลุมใหญ่
ไป่ฟานเซียนไม่จำเป็นต้องยั้งมือมากเกินไป ระดับพลังของคนตรงหน้านี้เทียบเท่ากับบรรพจารย์ขั้นสูงไปแล้ว อีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะเทียบเท่ากับ“ปราชญ์โบราณ” อันเป็นขอบเขตพลังระดับหกในยุคสมัยที่แล้ว นางแค่ต้องระวังไม่ให้ลงมือหนักเกินไปจนเขาตายคามือนางก็พอ
ทันทีที่สถานที่ถูกเปลี่ยนออกมาด้านนอก แน่นอนว่ามันย่อมต้องดึงดูดสายตาของประชาชนได้อย่างแน่นอน ยิ่งตรงนี้มันคือสถานีหลักสำคัญของวงการบันเทิง ดังนั้นแค่ไม่กี่นาทีที่ทั้งสองปะทะกันด้านนอก ก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจทันที
ยังโชคดีที่บริเวณนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เมื่อคืน ทำให้พวกเขารีบย้ายผู้ที่ติดอยู่ในอาคารรวมถึงประชาชนโดยรอบออกไปให้ห่างไกลที่สุด กล้องของสถานีที่เคยถ่ายรายการถูกใช้ในการถ่ายทอดสดสถานการณ์แทน ในเมื่ออีกเดี๋ยวนักข่าวจากสถานีอื่นก็จะต้องมาถ่ายที่นี่อยู่แล้ว สู้ให้พวกเขาถ่ายทอดสดออกไปแทนเลยเสียจะดีกว่า
ดังนั้นรอบๆจึงเต็มไปด้วยกล้องกว่าสิบตัวจับภาพมาจากทุกมุม
“ข้ามีหลายเรื่องอยากจะถามเจ้า”
ไป่ฟานเซียนลอยอยู่บนหลุมขึ้นไปราวห้าเมตร นางมองลงมายังร่างของบาร์บาทอสที่นอนอยู่ที่ก้นหลุมด้วยสภาพอเนจอนาถ ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ พลังที่เขาได้รับมานั้นทำให้เขาไม่เคยพ่ายแพ้อีกเลยหลังจากนั้น ไม่น่าเชื่อว่าการตบครั้งเดียวของหญิงสาวคนหนึ่งจะทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้ได้
บาร์บาทอสพยายามใช้แขนยันร่างกายของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เขาจับจ้องไปยังไป่ฟานเซียนด้วยสายตาหวาดหวั่น เขาเอื้อมมือไปพยายามจะคว้าคันธนูคู่ใจแต่ก็พบว่ามันหักไปสองท่อนไปแล้วจากแรงปะทะของการตบเมื่อครู่นี้
ชายกลางคนสบถในลำคอ เขาต้องโยนมันทิ้งลงที่พื้นอย่างช่วยไม่ได้แล้วรวบรวมแรงที่มีกระโดดขึ้นมาจากหลุม
สายตาที่คมกริบของเขาสอดส่องไปทางซ้ายทางขวาเพื่อหาทางออก ตอนนี้เขาต้องเอาตัวรอดไปจากสถานที่นี้ให้ได้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง อย่างน้อยตอนนี้เบริธกับเวปาร์ก็น่าจะหนีไปได้ไกลแล้ว
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ไปพบเข้ากับกลุ่มคนที่เป็นผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งจะออกมาจากอาคาร เขาฉีกยิ้มขึ้นมาทันที ร่างกายของเขาก็หายไปในพริบตาอีกครั้งแล้วคว้าเอาหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีท่าทางหวาดกลัวที่สุดขึ้นมา
“ถ้าไม่อยากให้ชายคนนี้ตาย...เปิดทางให้ข้าจากไปซะ”
น้ำเสียงของบาร์บาทอสแหบพร่า แต่ไป่ฟานเซียนและผู้ที่เกี่ยวข้องกลับประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่บาร์บาทอสจับเป็นตัวประกันนั้นเป็นใคร
ฟู่หรง!
ชายหนุ่มที่พยายามทำตัวโดดเด่นแต่ก็โดนเด็กๆแย่งซีนไปเสียทุกครั้ง ก่อนนี้ไป่ฟานเซียนสัมผัสได้ถึงความคิดชั่วร้ายของชายคนนี้แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ไม่คิดว่าเขาจะโชคร้ายถึงขนาดนี้
กล้องหลายตัวรีบถ่ายมาทางนี้ทันที พวกเขาเก็บภาพฟู่หรงที่กำลังตัวสั่นหวาดกลัวจนน้ำหูน้ำตาไหลเอาไว้เรียบร้อย ชายหนุ่มพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้แต่ดูสถานการณ์อยู่ห่างๆเท่านั้น
“อย่าทำอะไรผมเลย! ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยนะ!”
ฟู่หรงพยายามต่อรองขอร้องบาร์บาทอส ซึ่งชายวัยกลางคนที่สามารถหิ้วคอเสื้อของชายหนุ่มขึ้นมาได้ด้วยมือข้างเดียวก็ทำสีหน้าหงุดหงิดพร้อมกับแผ่แรงกดดันออกมาเบาๆ
“อยู่เงียบๆซะ...”
เขาคำรามในลำคอจนฟู่หรงหงอ ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา เขาคิดน้อยใจถึงโชคชะตาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เดินทางมาแข่งขันที่นี่ ไม่ว่าจะการพยายามสร้างชื่อเสียงในวันแรก แต่ก็มาโดนเด็กน้อยกับชายหนุ่มแย่งซีนไปจนหมด ตอนบ่ายวันนั้นก็ยังโดนเด็กคนเดิมและเพื่อนๆของเธอแย่งชื่อเสียงที่ควรจะเป็นของเขาไปอีกครั้ง
นอกจากนี้เมื่อครู่นี้ในตอนที่พวกเธอเริ่มปรุงโอสถก็ยังดึงดูดความสนใจจากคนในห้องส่งไปจากเขา ฟู่หรงเริ่มคิดแล้วว่าหรือเขาไม่ควรจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก?
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา เขาพลันมองเห็นไป่ฟานเซียนที่กำลังยืนอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้นเขาพลันนึกเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้
“คุณปล่อยผมไปเถอะ! คุณเห็นเด็กสามคนนั้นไหม? พวกเธอเป็นลูกศิษย์ของผู้หญิงคนนั้น ถ้าคุณอยากได้ตัวประกันก็ไปจับพวกเธอแทนผมสิ!”
ไม่น่าเชื่อว่าฟู่หรงจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา ไม่ใช่แค่ผู้ที่กำลังดูการถ่ายทอดสด แต่กับประชาชนที่อยู่ที่นี่ พวกเขาล้วนมองฟู่หรงด้วยความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาแล้ว
ผู้ชายคนนี้กำลังบอกให้อาชญากรคนนั้นไปจับเด็กๆที่ดูน่าจะยังอายุไม่ถึงสิบขวบพวกนั้นแทนตัวเอง แม้จะรักตัวกลัวตายที่ไหนก็ไม่ควรที่จะไปลากเอาเด็กตัวเล็กๆมาเกี่ยวข้องไม่ใช่หรือ?
แต่คำพูดของเขากลับทำให้สายตาของบาร์บาทอสเปล่งประกาย เขาหันไปมองยังกลุ่มเด็กสามคนที่อยู่ด้านหลังของชายชราในชุดพ่อบ้าน แม้จะพบว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าปรมาจารย์ หวงจื่อหานก็ยังไม่ขยับและใช้ร่างของตนเองบดบังเด็กๆเอาไว้ด้านหลัง
“เห็นแก่ที่ข้อมูลของแกมีประโยชน์ดี”
บาร์บาทอสเหวี่ยงร่างของฟู่หรงไปกระแทกกับกำแพงจนเขาร้องโหยหวน แต่กลับไม่มีใครวิ่งไปดูอาการของเขาสักคน ชายวัยกลางคนระเบิดพลังออกมาอีกครั้งแล้วพุ่งเข้าไปยังจุดที่เด็กๆกำลังยืนอยู่
“สาวน้อย! ช่วยพวกเด็กๆที!”
จอมดาบเจิ้งเหรินอี้พึ่งจะพาร่างของตัวเองออกมาจากอาคารได้ก็พบกับฉากนี้พอดี เขารีบตะโกนไปหาไป่ฟานเซียนที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยความร้อนรน
แต่ไป่ฟานเซียนนั้นยังคงสงบ นางมองร่างของบาร์บาทอสที่พุ่งเข้าไปหาเด็กๆอย่างใจเย็น
“ฮึ่ม! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเล็กๆดังขึ้นมา ผู้คนไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่บาร์บาทอสนั้นมองเห็นว่าตุ๊กตาตัวสีแดงในอ้อมกอดของเด็กคนหนึ่งในนั้นกำลังพูดแล้วจับจ้องมาที่เขาอย่างดุร้าย
ตูม!
บาร์บาทอสที่กำลังจะคว้าหมับไปยังตัวของถังเย่เย่พลันถูกเปลวไฟขนาดใหญ่ที่โผล่ออกมาจากพื้นพวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้าคล้ายกับเสาสีแดงแผดเผาจนเนื้อตัวดำเมี่ยม ราชินีมังกรยั้งมือเอาไว้ตามคำสั่งของนายหญิง ไม่เช่นนั้นการโจมตีเบาๆนี้ของนางก็เพียงพอที่จะเผาร่างของบาร์บาทอสจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
การลงมือของนางนั้นไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างเล็กๆของราชินีมังกรยังอยู่ในอ้อมกอดของถังเย่เย่เช่นเดิม
“...เย็นนี้ผมจะเพิ่มเนื้อย่างสูตรพิเศษให้อีกหนึ่งจานดีไหมครับ?”
หวงจื่อหานเองก็ถอนหายใจ เขาเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าไป่ฟานเซียนทิ้งราชินีมังกรไว้กับเด็กๆตลอดเวลา ตราบใดที่ยังมีเจ้าแดงน้อยนี่อยู่ใกล้ๆ นอกจากข้างกายของนายหญิงเองแล้วก็คงจะไม่มีที่ใดปลอดภัยไปกว่านี้แล้ว
“ฮึ!”
เจ้าแดงน้อยไม่ตอบ นางเบี่ยงหน้าออกไปด้านข้าง แต่ดูจากหางเล็กๆที่กำลังส่ายไปมาอย่างดีใจนั่นแล้วชายชราคิดว่าเย็นนี้เขาคงต้องเหนื่อยหน่อยเสียแล้ว...