รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    เย็นนี้ผมจะเพิ่มเนื้อย่างสูตรพิเศษให้อีกหนึ่งจาน

            “ระดับพลังนี้มัน...เทียบเท่าบรรพจารย์ขั้นสูง?”

             

            ไป่ฟานเซียนเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ  ในยุคสมัยที่ได้รับผลกระทบจากการหลอม“โอสถหมื่นสวรรค์นิรันด์”  แบบนี้ นางไม่คิดว่าจะมีใครสามารถดึงดูดพลังจากสวรรค์และโลกไปบ่มเพาะจนก้าวไปสู่ขอบเขตนั้นได้

             

            ถึงตั้งแต่ที่นางตื่นขึ้นมา ระดับพลังของโลกจะค่อยๆฟื้นฟูขึ้นตามกาลเวลา  แต่จากการสนทนากับราชินีมังกร  ทั้งสองคนล้วนเห็นตรงกันว่าน่าจะใช้เวลาอีกหลายปีหรือหลายสิบปีไอพลังจากโลกจึงจะฟื้นกลับมาเทียบเท่ากับยุคสมัยนั้นของไป่ฟานเซียน

             

            ดังนั้นนางจึงไม่แปลกใจเท่าไรที่ผู้ฝึกตนระดับต่ำจะพัฒนาไปได้เร็ว  แต่กับผู้ที่มีระดับพลังสูงล้ำในโลกนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะก้าวไปสู่ขอบเขตต่อไปเพราะไอพลังนั้นยังกลับมาไม่เพียงพอ

             

            บาร์บาทอสยกยิ้มขึ้นมาอย่างไม่ยี่หระเขายกมือที่ไร้บาดปผลทั้งสองข้างขึ้นมาดูราวกับจะเหยียดหยามหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้อย่างไรอย่างนั้น

             

            “ผมบอกแล้วว่าแค่พวกเราก็เพียงพอ”

             

            เบริธหัวเราะเบาๆชายหนุ่มมองไปยังบาร์บาทอสที่แผ่ออร่าอันแข็งแกร่งออกมาตลอดเวลาพลางพูดกับเวปาร์ที่กำลังตกใจกับพลังที่เขาสัมผัสได้

             

            “เอาไว้คุณได้รับการยอมรับจากนายหญิงของพวกเราเสียก่อน  คุณเองก็จะแข็งแกร่งแบบพวกเราได้เหมือนกัน”

             

            สิ่งที่เขาจะสื่อก็คือเวปาร์นั้นยังเป็นแค่สมาชิกใหม่ที่ยังต้องทำผลงานเท่านั้น

             

             

            “พลังนี่มันอะไรกัน...”

             

            เจิ้งเหรินอี้กัดฟันอย่างเหงื่อตก ตัวเขาที่เป็นปรมาจารย์ขั้นเก้ายังรู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับพื้น  เช่นเดียวกับหลิวเยี่ยนเฟยที่แสงเรือนรางบนตัวเขาค่อยๆเบาบางลงเรื่อยๆ มันขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าทั้งสองคนจะล้มลงไปเมื่อไร

             

            “เข้ามาสิ  ทำให้ข้าสนุกหน่อย”

             

            บาร์บาทอสยิ้มเหี้ยม  เขาคว้าคันธนูคันเดิมขึ้นมา แต่ทันทีที่มันสัมผัสกับระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของเจ้าของ  มันก็ส่งเสียงแคร่กออกมาทีหนึ่ง  รูปร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเกือบสองเมตร  เรียกว่าถ้านำมาตั้งไว้ส่วนสูงของมันนั้นใกล้เคียงกับชายวัยกลางคนเลยทีเดียว

             

            เขาจัดการง้างสายของมันจนสุด  เสียงครืดคราดดังขึ้นจากความตึงของสาย แค่มองจากแรงต้านที่สามารถทำให้ห้วงอากาศสั่นสะเทือนก็พอจะเดาถึงความหนักของสายธนูนี้ได้แล้ว

             

            คนธรรมดาไม่มีทางจะดึงให้มันขยับได้เลยแน่นอน

             

            เปรี้ยง!

             

            ลูกธนูสีน้ำตาลธรรมดาปรากฏที่มือของบาร์บาทอสแล้วปล่อยออกมา เสียงที่มันกรีดอากาศนั้นดูรุนแรงยิ่งกว่าอาวุธสงคราม มันพุ่งเฉียดร่างของหลิวเยี่ยนเฟยและเจิ้งเหรินอี้ไปพร้อมๆกัน  ทิ้งไว้เพียงรอยเลือดที่เกิดขึ้นตามมาเท่านั้น

             

            ทั้งสองคนกุมไปที่ไหล่คนละข้าง   นี่ขนาดว่าระยะที่เฉียดนั้นไม่ได้ใกล้เลย แต่มันกลับสามารถทะลุการป้องกันของพวกเขาไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้เมื่อหันไปดูยังพบว่าเพดานของโดมที่เป็นห้องส่งถ่ายทำนั้นทะลุเป็นรูเผยให้เห็นท้องฟ้าด้านนอก

             

            หลิวเยี่ยนเฟยกลืนน้ำลายแล้วไอออกมาเบาๆ  เขาไม่อาจจินตนาการความเสียหายหากรับลูกธนูเมื่อครู่ตรงๆได้

             

            “ถ้ายังคิดจะหยุดพวกข้า  ครั้งต่อไปจะไม่ใช่เฉียดๆแบบเมื่อกี้แล้วนะ?”

             

            บาร์บาทอสเก็บธนูกลับไปไว้ที่กลางหลัง  เขากล่าวเตือนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะทำท่าเดินจากไปช้าๆ ท่าทางของเขาดูองอาจและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองของผู้ที่มีพละกำลังมากกว่า

             

            แต่ความจริงแล้วบาร์บาทอสนั้นเต็มไปด้วยความหวาดระแวง  สาเหตุที่เขาแสดงพลังออกมาแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมบุกเข้าไปเอากองวัตถุดิบโบราณที่อยู่ตรงด้านนั้นเป็นเพราะสัญชาติญาณของเขากำลังร้องเตือนถึงความไม่ปลอดภัยอยู่

             

            มันมาจากหญิงสาวผมดำตรงนั้น  นางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและแฝงไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ มันไม่มีความกังวลหรือหวาดหวั่นต่อระดับพลังที่เขาแผ่ออกมาเลยสักนิดเดียว

             

            ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องกลับไปตรวจสอบให้ดี  อย่างน้อยต้องรู้ถึงระดับพลังของหญิงสาวที่ชื่อไป่ฟานเซียนคนนี้เสียก่อนที่พวกเขาจะเริ่มลงมือต่อไป

             

            “...ถอยเถอะ”

             

            พวกเขาพยักหน้าให้กันและกำลังจะจากไป   เพียงแต่ว่า

             

             

            “...พวกเจ้านี่มันน่าสนใจจริงๆ”

             

            เสียงของหญิงสาวดังขึ้น   ทั้งสามคนรู้สึกเหมือนกับว่าเจ้าของเสียงนั้นยืนอยู่เพียงด้านหลังของตนเองเท่านั้น และเป็นชายวัยกลางคนที่สูดหายใจเข้าไปแล้วกลั้นใจหันกลับไปมอง

             

            เป็นไป่ฟานเซียนที่มายืนอยู่ในระยะประชิดและกำลังจับจ้องไปยังร่างของบาร์บาทอส  นางไม่สนใจท่าทีของพวกเขาที่กำลังตกใจ  ทั้งสายตาและสัมผัสสวรรค์ของนางกำลังสำรวจร่างกายของชายวัยกลางคนจนเขารู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด

             

            นี่เป็นครั้งที่สองตั้งแต่ที่เกิดมาซึ่งเขารู้สึกได้ถึงความรู้สึกลึกลับที่แสนน่าพรั่นพรึงแบบนี้  ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อนตอนที่เขาได้พบกับ“นายหญิง” ของเขา ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็ไม่เคยรู้สึกว่าจะมีมนุษย์คนไหนบนโลกนี้สามารถมอบความรู้สึกเช่นนี้ให้เขาได้อีก

             

            “เบริธ...ระวังตัวให้ดี  ข้าจะถ่วงเวลาให้  เจ้ากับเวปาร์ถอยกลับไปด้วยกัน”

             

            บาร์บาทอสที่รู้สึกถึงความอันตรายรีบหันไปสั่งการ เบริธและเวปาร์พยักหน้าให้กันแล้วรีบกระโจนร่างถอยออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

             

            ตอนแรกพวกเขาคิดว่าไป่ฟานเซียนจะไม่ยอมและไล่ตามทั้งสองคนนั้นไป  แต่หญิงสาวกลับไม่ทำอย่างนั้น สิ่งที่นางกำลังสนใจก็คือวิชาและรูปแบบการฝึกฝนแปลกๆที่อยู่บนตัวของบาร์บาทอสต่างหาก

             

            ฟุ่บ!

             

            ความเร็วของบาร์บาทอสเองก็มากกว่าตอนแรกที่ปะทะกับนางหลายเท่า แค่เสี้ยวพริบตาเดียวร่างของเขาก็หายไปจากสายตาแล้วไปปรากฏที่ด้านนอกอาคารเสียแล้ว

             

            เปรี้ยง!

             

            ไม่ทันที่จะมีเวลาให้เขาดีใจ  ร่างของไป่ฟานเซียนก็ปรากฏขึ้นด้านหลัง นางซัดฝ่ามือใส่เข้าไปกลางหลังของบาร์บาทอสจนร่างสูงใหญ่นั้นกระเด็นลงมาราวกับอุกกาบาต เขากระแทกกับพื้นจนทำให้บริเวณลานข้างสถานีกลายเป็นหลุมใหญ่

             

            ไป่ฟานเซียนไม่จำเป็นต้องยั้งมือมากเกินไป  ระดับพลังของคนตรงหน้านี้เทียบเท่ากับบรรพจารย์ขั้นสูงไปแล้ว  อีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะเทียบเท่ากับ“ปราชญ์โบราณ”  อันเป็นขอบเขตพลังระดับหกในยุคสมัยที่แล้ว  นางแค่ต้องระวังไม่ให้ลงมือหนักเกินไปจนเขาตายคามือนางก็พอ

             

            ทันทีที่สถานที่ถูกเปลี่ยนออกมาด้านนอก  แน่นอนว่ามันย่อมต้องดึงดูดสายตาของประชาชนได้อย่างแน่นอน ยิ่งตรงนี้มันคือสถานีหลักสำคัญของวงการบันเทิง  ดังนั้นแค่ไม่กี่นาทีที่ทั้งสองปะทะกันด้านนอก  ก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจทันที

             

            ยังโชคดีที่บริเวณนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตั้งแต่เมื่อคืน  ทำให้พวกเขารีบย้ายผู้ที่ติดอยู่ในอาคารรวมถึงประชาชนโดยรอบออกไปให้ห่างไกลที่สุด   กล้องของสถานีที่เคยถ่ายรายการถูกใช้ในการถ่ายทอดสดสถานการณ์แทน ในเมื่ออีกเดี๋ยวนักข่าวจากสถานีอื่นก็จะต้องมาถ่ายที่นี่อยู่แล้ว  สู้ให้พวกเขาถ่ายทอดสดออกไปแทนเลยเสียจะดีกว่า

             

            ดังนั้นรอบๆจึงเต็มไปด้วยกล้องกว่าสิบตัวจับภาพมาจากทุกมุม

             

            “ข้ามีหลายเรื่องอยากจะถามเจ้า”

             

            ไป่ฟานเซียนลอยอยู่บนหลุมขึ้นไปราวห้าเมตร  นางมองลงมายังร่างของบาร์บาทอสที่นอนอยู่ที่ก้นหลุมด้วยสภาพอเนจอนาถ  ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ  พลังที่เขาได้รับมานั้นทำให้เขาไม่เคยพ่ายแพ้อีกเลยหลังจากนั้น  ไม่น่าเชื่อว่าการตบครั้งเดียวของหญิงสาวคนหนึ่งจะทำให้เขาอยู่ในสภาพนี้ได้

             

            บาร์บาทอสพยายามใช้แขนยันร่างกายของเขาขึ้นมาอีกครั้ง    เขาจับจ้องไปยังไป่ฟานเซียนด้วยสายตาหวาดหวั่น เขาเอื้อมมือไปพยายามจะคว้าคันธนูคู่ใจแต่ก็พบว่ามันหักไปสองท่อนไปแล้วจากแรงปะทะของการตบเมื่อครู่นี้

             

            ชายกลางคนสบถในลำคอ  เขาต้องโยนมันทิ้งลงที่พื้นอย่างช่วยไม่ได้แล้วรวบรวมแรงที่มีกระโดดขึ้นมาจากหลุม

             

            สายตาที่คมกริบของเขาสอดส่องไปทางซ้ายทางขวาเพื่อหาทางออก ตอนนี้เขาต้องเอาตัวรอดไปจากสถานที่นี้ให้ได้เสียก่อน  เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง  อย่างน้อยตอนนี้เบริธกับเวปาร์ก็น่าจะหนีไปได้ไกลแล้ว

             

            ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ไปพบเข้ากับกลุ่มคนที่เป็นผู้เข้าแข่งขันที่พึ่งจะออกมาจากอาคาร  เขาฉีกยิ้มขึ้นมาทันที   ร่างกายของเขาก็หายไปในพริบตาอีกครั้งแล้วคว้าเอาหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันที่มีท่าทางหวาดกลัวที่สุดขึ้นมา

             

            “ถ้าไม่อยากให้ชายคนนี้ตาย...เปิดทางให้ข้าจากไปซะ”

             

            น้ำเสียงของบาร์บาทอสแหบพร่า  แต่ไป่ฟานเซียนและผู้ที่เกี่ยวข้องกลับประหลาดใจเมื่อพบว่าคนที่บาร์บาทอสจับเป็นตัวประกันนั้นเป็นใคร

             

            ฟู่หรง!

             

            ชายหนุ่มที่พยายามทำตัวโดดเด่นแต่ก็โดนเด็กๆแย่งซีนไปเสียทุกครั้ง  ก่อนนี้ไป่ฟานเซียนสัมผัสได้ถึงความคิดชั่วร้ายของชายคนนี้แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร  ไม่คิดว่าเขาจะโชคร้ายถึงขนาดนี้

             

            กล้องหลายตัวรีบถ่ายมาทางนี้ทันที พวกเขาเก็บภาพฟู่หรงที่กำลังตัวสั่นหวาดกลัวจนน้ำหูน้ำตาไหลเอาไว้เรียบร้อย  ชายหนุ่มพยายามร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังได้แต่ดูสถานการณ์อยู่ห่างๆเท่านั้น

             

            “อย่าทำอะไรผมเลย!  ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลยนะ!”

             

            ฟู่หรงพยายามต่อรองขอร้องบาร์บาทอส   ซึ่งชายวัยกลางคนที่สามารถหิ้วคอเสื้อของชายหนุ่มขึ้นมาได้ด้วยมือข้างเดียวก็ทำสีหน้าหงุดหงิดพร้อมกับแผ่แรงกดดันออกมาเบาๆ

             

            “อยู่เงียบๆซะ...”

             

            เขาคำรามในลำคอจนฟู่หรงหงอ  ชายหนุ่มไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา  เขาคิดน้อยใจถึงโชคชะตาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เดินทางมาแข่งขันที่นี่  ไม่ว่าจะการพยายามสร้างชื่อเสียงในวันแรก  แต่ก็มาโดนเด็กน้อยกับชายหนุ่มแย่งซีนไปจนหมด  ตอนบ่ายวันนั้นก็ยังโดนเด็กคนเดิมและเพื่อนๆของเธอแย่งชื่อเสียงที่ควรจะเป็นของเขาไปอีกครั้ง

             

            นอกจากนี้เมื่อครู่นี้ในตอนที่พวกเธอเริ่มปรุงโอสถก็ยังดึงดูดความสนใจจากคนในห้องส่งไปจากเขา ฟู่หรงเริ่มคิดแล้วว่าหรือเขาไม่ควรจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก?

             

            แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมา  เขาพลันมองเห็นไป่ฟานเซียนที่กำลังยืนอยู่กลางอากาศ  ทันใดนั้นเขาพลันนึกเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาได้

             

            “คุณปล่อยผมไปเถอะ!  คุณเห็นเด็กสามคนนั้นไหม?  พวกเธอเป็นลูกศิษย์ของผู้หญิงคนนั้น  ถ้าคุณอยากได้ตัวประกันก็ไปจับพวกเธอแทนผมสิ!”

             

            ไม่น่าเชื่อว่าฟู่หรงจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ออกมา  ไม่ใช่แค่ผู้ที่กำลังดูการถ่ายทอดสด  แต่กับประชาชนที่อยู่ที่นี่   พวกเขาล้วนมองฟู่หรงด้วยความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาแล้ว

             

            ผู้ชายคนนี้กำลังบอกให้อาชญากรคนนั้นไปจับเด็กๆที่ดูน่าจะยังอายุไม่ถึงสิบขวบพวกนั้นแทนตัวเอง  แม้จะรักตัวกลัวตายที่ไหนก็ไม่ควรที่จะไปลากเอาเด็กตัวเล็กๆมาเกี่ยวข้องไม่ใช่หรือ?

             

            แต่คำพูดของเขากลับทำให้สายตาของบาร์บาทอสเปล่งประกาย  เขาหันไปมองยังกลุ่มเด็กสามคนที่อยู่ด้านหลังของชายชราในชุดพ่อบ้าน  แม้จะพบว่าตนเองกำลังถูกจับจ้องด้วยตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าปรมาจารย์  หวงจื่อหานก็ยังไม่ขยับและใช้ร่างของตนเองบดบังเด็กๆเอาไว้ด้านหลัง

             

            “เห็นแก่ที่ข้อมูลของแกมีประโยชน์ดี”

             

            บาร์บาทอสเหวี่ยงร่างของฟู่หรงไปกระแทกกับกำแพงจนเขาร้องโหยหวน  แต่กลับไม่มีใครวิ่งไปดูอาการของเขาสักคน ชายวัยกลางคนระเบิดพลังออกมาอีกครั้งแล้วพุ่งเข้าไปยังจุดที่เด็กๆกำลังยืนอยู่

             

            “สาวน้อย! ช่วยพวกเด็กๆที!”

             

            จอมดาบเจิ้งเหรินอี้พึ่งจะพาร่างของตัวเองออกมาจากอาคารได้ก็พบกับฉากนี้พอดี  เขารีบตะโกนไปหาไป่ฟานเซียนที่อยู่ใกล้ที่สุดด้วยความร้อนรน

             

            แต่ไป่ฟานเซียนนั้นยังคงสงบ นางมองร่างของบาร์บาทอสที่พุ่งเข้าไปหาเด็กๆอย่างใจเย็น 

             

            “ฮึ่ม!  เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”

             

            ทันใดนั้นก็มีเสียงเล็กๆดังขึ้นมา  ผู้คนไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แต่บาร์บาทอสนั้นมองเห็นว่าตุ๊กตาตัวสีแดงในอ้อมกอดของเด็กคนหนึ่งในนั้นกำลังพูดแล้วจับจ้องมาที่เขาอย่างดุร้าย

             

            ตูม!

             

            บาร์บาทอสที่กำลังจะคว้าหมับไปยังตัวของถังเย่เย่พลันถูกเปลวไฟขนาดใหญ่ที่โผล่ออกมาจากพื้นพวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้าคล้ายกับเสาสีแดงแผดเผาจนเนื้อตัวดำเมี่ยม ราชินีมังกรยั้งมือเอาไว้ตามคำสั่งของนายหญิง  ไม่เช่นนั้นการโจมตีเบาๆนี้ของนางก็เพียงพอที่จะเผาร่างของบาร์บาทอสจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน

             

            การลงมือของนางนั้นไม่มีใครสังเกตเห็น ร่างเล็กๆของราชินีมังกรยังอยู่ในอ้อมกอดของถังเย่เย่เช่นเดิม

             

            “...เย็นนี้ผมจะเพิ่มเนื้อย่างสูตรพิเศษให้อีกหนึ่งจานดีไหมครับ?”

             

            หวงจื่อหานเองก็ถอนหายใจ  เขาเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าไป่ฟานเซียนทิ้งราชินีมังกรไว้กับเด็กๆตลอดเวลา  ตราบใดที่ยังมีเจ้าแดงน้อยนี่อยู่ใกล้ๆ นอกจากข้างกายของนายหญิงเองแล้วก็คงจะไม่มีที่ใดปลอดภัยไปกว่านี้แล้ว

             

            “ฮึ!”

             

            เจ้าแดงน้อยไม่ตอบ  นางเบี่ยงหน้าออกไปด้านข้าง  แต่ดูจากหางเล็กๆที่กำลังส่ายไปมาอย่างดีใจนั่นแล้วชายชราคิดว่าเย็นนี้เขาคงต้องเหนื่อยหน่อยเสียแล้ว...

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน