ยามตะวันคล้อยต่ำ
แสงสีทองอ่อนรินไหลลงมาตามกำแพงเมืองหลิงอวิ๋นราวกับสายไหมบางเบา ทว่าความคึกคักของเมืองกลับไม่ได้ลดลงตามแสงอาทิตย์แม้แต่น้อย ผู้คนยังคงหลั่งไหลผ่านประตูเมืองไม่ขาดสาย ล้อเกวียนบดกับพื้นหินเกิดเสียงครืดคราดต่อเนื่อง พ่อค้าเร่ะโเรียกลูกค้า สตรีชาวบ้านถือกระบุงเดินสวนกับพวกนักเดินทาง ต่างคนต่างมีจุดหมายของตนเองอยู่ในโลกกว้างแห่งนี้
อี้ซินก้าวผ่านประตูเมืองมาท่ามกลางฝูงชนด้วยท่าทีเรียบสงบ
เสื้อผ้าของเขายังไม่เรียบร้อยดีนัก แม้จะแวะซักคราบเืและชะล้างกลิ่นควันไฟระหว่างทางมาแล้ว แต่ร่องรอยการต่อสู้หลายครั้งหลายครายังติดอยู่บนชายแขนและสาบเสื้อ ชายหนุ่มในสภาพเช่นนี้ หากอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านฉางหลิน ย่อมดึงดูดสายตาคนทั้งหมู่บ้าน แต่ในเมืองหลิงอวิ๋นอันกว้างใหญ่ เขากลับเป็เพียงคนหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งไม่มีใครคิดจะชายตามองซ้ำ
อี้ซินไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองกับสิ่งนี้
ตรงกันข้าม เขากลับชอบ
ยิ่งไม่มีใครเห็นค่าเขา เขายิ่งมีอิสระจะมองเห็นทุกคนชัดขึ้น
สายตาของเขากวาดผ่านร้านรวงสองฝั่งถนนช้า ๆ รับภาพของเมืองใหญ่นี้เข้าสู่ความทรงจำอย่างละเอียด มีโรงเตี๊ยมสามชั้นที่ประดับโคมแดงเรียงราย มีร้านขายอาวุธที่แขวนดาบ หอก กระบี่ ขวาน จนเต็มฝาผนัง มีพ่อค้าสมุนไพรนั่งคอยลูกค้าด้านหน้าตะกร้ารากไม้แห้ง มีร้านโอสถที่กลิ่นยาตลบอบอวลไปครึ่งถนน และยังมีนักยุทธ์แต่งกายต่างกันหลายแบบเดินผ่านไปมาจนเห็นได้ชัดว่าที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเล็กอันปิดตายต่อโลกภายนอกอีกแล้ว
ที่นี่คือเมือง
คือที่ซึ่งปลาัและกุ้งหอยเดินปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าใครสูงใครต่ำ หากไม่ลงมือจริง ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าเบื้องใต้เสื้อผ้าธรรมดา ๆ ซ่อนเขี้ยวเล็บไว้เพียงใด
อี้ซินเดินไปตามกระแสผู้คนได้ไม่นาน เสียงจอแจจากทางด้านหน้าเริ่มหนักแน่นขึ้นจนผิดปกติ ราวกับมีเหตุการณ์บางอย่างดึงดูดคนทั้งเมืองให้มารวมตัวกันอยู่ ณ จุดเดียวกัน เขาเงยหน้ามองไปไกล ๆ เห็นธงสีครามจำนวนมากสะบัดไหวอยู่เหนือหลังคาผู้คน เมื่อจับความจากเสียงพูดคุยรอบข้างได้บางส่วน เขาจึงรู้ว่าตรงหน้าคือลานใหญ่ของสำนักเมฆาคราม และวันนี้กำลังมีการทดสอบคัดเลือกศิษย์พอดี
อี้ซินลดฝีเท้าลงเล็กน้อย
ในใจเขาไม่มีความลังเลนานนัก
เฒ่าหานให้เขามาเมืองหลิงอวิ๋น ย่อมไม่ใช่เพื่อเป็คนแบกหามหรือหลบซ่อนตัวอยู่มุมใดมุมหนึ่ง หากไม่ก้าวเข้าสำนัก ไม่เข้าใกล้แหล่งทรัพยากรและวิชา ก็ไม่มีวันเติบโตพอจะรับมือศัตรูที่ตามหลังมาได้
และขณะเดียวกัน คำว่า “ตระกูลมู่” ที่ได้ยินระหว่างทางยังคงฝังอยู่ในหัวของเขาอย่างเงียบเชียบ
อี้ซินไม่ได้ยอมรับกับตนเองชัด ๆ ว่าอยากพบใครบางคน
ทว่าเมื่อได้ยินชื่อสำนักเมฆาครามเกี่ยวโยงกับผู้คนจากตระกูลมู่ เขากลับพบว่าฝีเท้าของตนมุ่งตรงไปข้างหน้าเองอย่างไม่ต้องตัดสินใจซ้ำ
ลานใหญ่หน้าสำนักเมฆาครามกว้างกว่าที่อี้ซินคาดไว้มาก
พื้นลานปูด้วยหินขาวเรียบเป็แผ่นใหญ่ นอกลานมีเสาสูงเรียงรายหลายต้น แต่ละต้นแขวนธงผืนยาวสีครามปักลายเมฆหมุนวน ด้านหน้าสุดของลานเป็แท่นหินสูงสามชั้น มีเก้าอี้ไม้แกะสลักตั้งอยู่้าสามตัว ทว่าเวลานี้มีผู้นั่งเพียงคนเดียว เป็ชายวัยกลางคนในชุดคลุมครามเข้ม หนวดเคราเก็บเรียบร้อย ใบหน้าไม่อาจเรียกว่าหล่อเหลา แต่กลับคมเข้มและมีแรงกดดันบางอย่างจนใครเห็นก็ต้องยำเกรง
เบื้องหน้าของแท่นหินนั้น มีศิลาสีดำขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ก้อนหนึ่ง สูงระดับอกคน ผิวเรียบลื่นเหมือนเคยผ่านการขัดเกลาอย่างดี แต่ภายในกลับแฝงลวดลายราง ๆ คล้ายเส้นไหมสีเงินหมุนวนอยู่ลึกลงไป เมื่อมองนาน ๆ จึงเหมือนหินก้อนนี้มิได้ไร้ชีวิต หากกำลังเฝ้ามองผู้คนรอบด้านกลับมาด้วยความเงียบเย็น
คนหนุ่มสาวนับร้อยยืนอัดแน่นอยู่เต็มลาน หลายคนแต่งกายหรูหรา มีผู้ติดตามถือสัมภาระ มีบ่าวรับใช้กางร่ม มีแม้กระทั่งผู้เฒ่าที่ดูท่าจะเป็ผู้าุโของตระกูลมารอส่งบุตรหลานด้วยตนเอง ขณะเดียวกันก็มีคนที่แต่งตัวเรียบง่ายกว่า ยืนเดี่ยวอย่างเงียบ ๆ ไม่ต่างจากอี้ซิน
ทว่าต่อให้ยืนปะปนกันเช่นนี้ ก็ยังเห็นชัดว่าคนบางกลุ่มมีความมั่นใจติดตัวมาแต่กำเนิด ส่วนบางกลุ่มเพียงแค่ยืนอยู่ก็ััได้ถึงความระแวงและด้อยค่าในใจตนเอง
อี้ซินมองภาพเ่าั้ช้า ๆ
แล้วพบว่าตนไม่ใช่ฝ่ายหลังอีกต่อไป
ความอ่อนแอเดิมยังอยู่ในความทรงจำ
ความอัปยศเดิมยังคงฝังอยู่ในกระดูก
แต่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้...ไม่ใช่เด็กชายผู้ถูกคนทั้งหมู่บ้านข่มเหงโดยไม่มีแม้แต่แรงจะต่อยคืนอีกแล้ว
เขาผ่านโพลงมรณะมาแล้ว
ผ่านเื ผ่านไฟ ผ่านคมดาบ
และผ่านจุดที่ผู้คนตัดสินว่าเขาควรตายไปแล้ว
หากแม้แต่ลานทดสอบแห่งนี้ยังทำให้เขาหวั่นไหว เช่นนั้นเขาจะไปกล่าวคำว่า “ล้างแค้น” ได้อย่างไร
“คนต่อไป!”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าลาน
ผู้คุมการลงชื่อเรียกชื่อคนหนุ่มผู้หนึ่งขึ้นไปบนลานหิน ชายผู้นั้นแต่งตัวดี ดูไม่เกินยี่สิบปี ใบหน้าเหลี่ยมคมและมั่นใจ เขายกมือประสานคารวะชายชุดครามบนแท่นหิน ก่อนเดินไปยืนต่อหน้าศิลาดำ
“ถ่ายทอดลมปราณเข้าสู่ศิลาทดสอบ” ชายชุดครามกล่าวเสียงเรียบ “แสงปรากฏ จึงผ่าน”
กติกาสั้น ง่าย และไม่อธิบายเพิ่มเติม
ชายหนุ่มคนนั้นสูดลมหายใจลึก วางฝ่ามือลงบนศิลาดำแล้วหลับตา โคจรลมปราณอยู่ครู่ใหญ่ ใบหน้าเริ่มแดง เส้นเืข้างขมับปูดชัด จนเห็นได้ว่าเขาใช้พลังทั้งหมดแล้ว
ทว่าศิลาดำกลับไร้การตอบสนอง
ผ่านไปสิบลมหายใจ ชายชุดครามก็เอ่ยเพียงคำเดียว
“ไม่ผ่าน”
ผู้คนรอบลานส่งเสียงฮือเบา ๆ ชายหนุ่มคนนั้นหน้าแดงจัด เหมือนจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายทำได้เพียงก้มศีรษะแล้วถอยลงมาอย่างเสียหน้า
ถัดมา คนที่สอง คนที่สาม คนที่สี่ต่างก้าวขึ้นไปลองบ้าง บางคนไม่ทำให้ศิลาดำเกิดอะไรขึ้นเลย บางคนทำให้มันสั่นเบา ๆ แต่ก็ยังไม่มีแสงใดปรากฏ จนกระทั่งคนที่หก ฝ่ามือของเขาวางลงบนศิลาดำแล้วลวดลายสีเงินภายในจึงค่อย ๆ สว่างขึ้นเป็แาจาง ๆ แม้จะเพียงชั่วครู่แต่ก็เพียงพอให้ชายชุดครามพยักหน้า
“ผ่าน”
เพียงคำนี้ เ้าตัวก็แทบยิ้มกว้างถึงหู ผู้คนรอบข้างเองก็เริ่มคึกคักขึ้นทันที ราวกับได้เห็นมาตรฐานชัดขึ้นว่าอย่างไรจึงจะก้าวเข้าสำนักเมฆาครามได้
อี้ซินเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ
เขาไม่ได้สนใจว่าใครผ่านหรือไม่ผ่านมากนัก แต่กำลังสังเกตวิธีที่ศิลาดำนั้นตอบสนองต่อพลังแต่ละคน เส้นไหมสีเงินภายในหินมิได้สว่างขึ้นเพราะแรงกดทางกาย หากเพราะลมปราณในร่างผู้ทดสอบทะลุเข้าไปกระทบสิ่งใดบางอย่างภายใน
หมายความว่า หากคนใดมีกล้ามเนื้อแข็งแรงแต่ไร้ลมปราณ ก็ไร้ประโยชน์
แต่หากคนใดลมปราณแน่นและบริสุทธิ์ ศิลาดำย่อมตอบสนองชัดเจน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อี้ซินยิ่งนิ่งกว่าเดิม
เพราะสิ่งที่เขามีในตอนนี้ มิใช่เพียงแรงกายอย่างเดียวอีกแล้ว
การทดสอบดำเนินต่อเนื่องไปอีกครึ่งชั่วยาม
ผู้คนเริ่มแบ่งพวกกันชัดเจนมากขึ้น คนที่ผ่านเดินไปยืนรวมกันอีกด้านหนึ่ง ใบหน้าหลายคนฉายความภาคภูมิ บางคนถึงกับปรายตามองผู้ยังไม่ผ่านด้วยสายตาดูถูก ส่วนผู้ที่ล้มเหลวก็ได้แต่ก้มหน้ายืนอยู่ข้างฝูงชน ไม่อาจแสดงสีหน้าผิดหวังมากนักเพราะเกรงเสียหน้า
ยิ่งเวลาผ่านไป บรรยากาศในลานก็ยิ่งตึงเครียด
คนที่เหลืออยู่ล้วนรู้ดีว่าจำนวนผู้ผ่านยังไม่มาก หากตนไม่อาจคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ก็คงต้องกลับไปเป็คนธรรมดา หรือไม่ก็รออีกหลายปีจึงมีสิทธิ์มาลองใหม่
อี้ซินเองก็ััความคาดหวังและความกดดันนั้นได้ชัด
แต่มันไม่ได้กดเขาเลยแม้แต่น้อย
เพราะสิ่งที่เขา้า ไม่ใช่เพียง “ผ่าน”
เขา้าจุดยืนในสำนักแห่งนี้
้าทรัพยากร
้าวิชา
และ้าให้คนทั้งลานนี้รับรู้ั้แ่วินาทีแรกว่าเขาไม่ใช่คนที่จะย่ำหัวกันได้ตามใจชอบ
“ถอยไปหน่อย”
เสียงดูแคลนดังขึ้นด้านหลัง
อี้ซินหันไปเพียงเล็กน้อย เห็นชายหนุ่มร่างสูงสวมชุดแพรสีเขียวยืนอยู่ ใบหน้าคมเข้มพอสมควร แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง เห็นได้ชัดว่าเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าขัดใจ
ด้านข้างเขายังมีคนรับใช้สองคนคอยยืนถือตะกร้าและห่อผ้าให้ด้วย
ชายหนุ่มชุดเขียวปรายตามองอี้ซินั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ
“เด็กบ้านนอกเช่นเ้าก็มาด้วยหรือ” เขาพูดเสียงไม่ดังมาก แต่คนรอบข้างได้ยินชัดเจน “ลานทดสอบของสำนักเมฆาคราม ไม่ใช่ตลาดให้คนสกปรกเข้ามาเดินเล่น”
คนข้าง ๆ บางส่วนหันมามองทันที
สายตาส่วนใหญ่มีทั้งอยากรู้อยากเห็นและพร้อมจะดูเื่สนุก
อี้ซินมองอีกฝ่ายนิ่ง ไม่ตอบในทันที
ชายชุดเขียวคิดว่าเขากลัว จึงยิ่งยิ้มเยาะ
“หากไม่มีลมปราณพอจะทำให้ศิลาสว่าง ก็รีบไสหัวไปเสียแต่ตอนนี้ ยังพอรักษาหน้าได้บ้าง มิฉะนั้นพอขึ้นไปยืนแล้วไม่มีแสงแม้เพียงเสี้ยว คนทั้งลานคงได้หัวเราะเ้าจนจำไม่ลืม”
อี้ซินจึงค่อยเอ่ยขึ้น
“พูดจบหรือยัง”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบมาก จนเหมือนไม่มีความโกรธหรือความอับอายอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย
ชายชุดเขียวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะแข็งขึ้น
“เ้ากล้าถามข้าเช่นนี้หรือ”
“ข้าเพียงอยากรู้” อี้ซินกล่าว “ว่าคนที่ยังไม่ทันขึ้นทดสอบ เหตุใดจึงใช้เวลาเห่าอยู่นานนัก”
สิ้นคำ ผู้คนรอบข้างหลายคนถึงกับอ้าปากค้าง
ชายชุดเขียวหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เ้า—!”
เขาก้าวพรวดเข้ามาหนึ่งก้าว คล้ายอยากลงมือกลางลาน แต่ไม่ทันได้พูดต่อ เสียงผู้คุมการลงชื่อก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
“หวังหลิน! ตระกูลหวัง! ขึ้นทดสอบ!”
ชายชุดเขียวสูดลมหายใจแรง เห็นได้ชัดว่าพยายามข่มโทสะไว้เต็มที่ เขาจ้องอี้ซินเขม็งแล้วกล่าวลอดไรฟัน
“สวะ ข้าจะให้เ้าได้เห็นว่าอะไรคือคนที่แท้จริงของตระกูลใหญ่”
พูดจบ เขาก็สะบัดชายเสื้อหันหลัง เดินแหวกฝูงชนออกไปอย่างมั่นใจ
ผู้คนรอบข้างเริ่มกระซิบกันทันที
“เขาคือหวังหลินหรือ”
“ได้ยินว่าอยู่ชำระลมปราณมาระยะหนึ่งแล้ว”
“ตระกูลหวังในเมืองนี้ก็ไม่เล็กนะ หากเขาผ่านคงไม่แปลก”
อี้ซินไม่ได้สนใจเสียงกระซิบเ่าั้ เขาเพียงเงยหน้ามองไปยังลานทดสอบเบื้องหน้า
หวังหลินก้าวขึ้นไปอย่างองอาจ ประสานมือคารวะชายชุดครามหนึ่งครั้งอย่างงดงาม แล้วเดินไปยืนตรงหน้าศิลาทดสอบ จากนั้นจึงวางฝ่ามือลงช้า ๆ แววตากดต่ำแฝงความมั่นใจ
ลมหายใจของเขาคงที่กว่าหลายคนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่นานลมปราณในร่างก็เริ่มโคจรเข้าสู่ฝ่ามือ ศิลาดำสั่นเบา ๆ ลวดลายสีเงินภายในค่อย ๆ เรืองขึ้นเป็แสงสีครามระดับหนึ่ง
แม้ไม่อาจเรียกว่าสว่างจ้า แต่ก็มั่นคงชัดเจนกว่าคนส่วนใหญ่
ผู้คนรอบลานส่งเสียงฮือขึ้นทันที
ชายชุดครามบนแท่นเพียงพยักหน้าเล็กน้อย
“ผ่าน”
หวังหลินเก็บมือกลับอย่างสง่างาม หันมองรอบลานคล้ายรับคำชื่นชมจากทุกคนอย่างเงียบ ๆ พอเดินลงมาจากลาน เขายังหันมาทางอี้ซินโดยเฉพาะ มุมปากยกเป็รอยยิ้มเหยียดบาง ๆ
ความหมายในสายตานั้นชัดเจน
เ้าเห็นหรือยังว่าใครสูงใครต่ำ
อี้ซินเพียงมองกลับเรียบ ๆ
ไม่มีการตอบรับ
ไม่มีความอิจฉา
ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกว่าถูกกด
ท่าทีเช่นนั้นกลับทำให้หวังหลินขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
หลังจากหวังหลิน ยังมีคนอีกหลายคนก้าวขึ้นไปทดสอบ บางคนทำให้ศิลาดำสว่างได้ บางคนล้มเหลว จนในที่สุดหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดสีขาวจึงก้าวออกมา ความงดงามของนางมิได้ถึงขั้นะเืทั้งลาน แต่ก็สะอาดตาและสงบนิ่งกว่าผู้คนรอบด้านมาก
นางไม่ได้พูดอะไร เพียงวางฝ่ามือลงบนศิลาดำ
แาก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นทันที
ไม่รุนแรงเหมือนะเิ ไม่ยื้อยุดเหมือนคนใช้กำลังฝืน หากค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้นอย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง ราวกับกระแสน้ำไหล
ชายชุดครามมองแล้วกล่าวสั้น ๆ
“ผ่าน”
หญิงสาวถอนมือ ก้มศีรษะน้อย ๆ แล้วเดินลงมาอย่างเงียบงาม
ผู้คนรอบด้านกระซิบกันอีกครั้ง บ้างชมว่านางรากฐานมั่นคง บ้างคาดเดาว่าเป็บุตรสาวตระกูลใด อี้ซินฟังผ่าน ๆ แล้วไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะสิ่งที่เขาสนใจอยู่ในเวลานี้ มีเพียงจังหวะของตนเองเท่านั้น
ลมหายใจของเขาเริ่มปรับให้ยาวและลึกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตันเถียนภายในร่างสงบ แต่ไม่เงียบ
ลมปราณที่หลอมรวมมาจากชีพจรใหม่กับแก่นอสูรเหมือนกระแสน้ำสีดำเงินที่ไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่เขาหายใจเข้า มันยิ่งแน่นขึ้นอีกส่วนหนึ่ง แม้จะยังอยู่เพียงชำระลมปราณขั้นต้น แต่ความหนาแน่นของลมปราณในร่างกลับมากกว่าคนขั้นเดียวกันหลายเท่า
อี้ซินไม่รู้ว่าหากคนอื่นตรวจดูรากฐานของเขาจะมองเห็นอะไร
แต่เขารู้ด้วยตนเองว่า ชีพจรใหม่นี้มิใช่ของธรรมดา
มันเหมือนท้องฟ้ายามค่ำที่มองไม่เห็นขอบเขต
เหมือนบ่อไร้ก้นที่ยิ่งดูดกลืน ยิ่งลึก
และลึกลงไปในอกของเขา เสียงเต้นอีกจังหวะหนึ่งก็แว่วมาเป็ครั้งคราวอย่างเงียบงัน
ตึก...
ตึก...
สิ่งนั้นยังไม่ตื่นดี
แต่ก็ไม่หลับสนิทอีกแล้ว
“คนต่อไป! อี้ซิน!”
เสียงเรียกดังขึ้นกะทันหัน
คนรอบข้างหลายคนหันมองทันที ด้วยก่อนหน้านี้ชื่อ “อี้ซิน” ได้ผ่านหูไปพร้อมเื่โต้ตอบกับหวังหลินอยู่บ้าง จึงพอมีคนอยากเห็นว่าเด็กหนุ่มสภาพไม่เรียบร้อยเช่นนี้ จะกล้าขึ้นไปขายหน้าจริงหรือไม่
หวังหลินเองก็หรี่ตาลงทันที
มุมปากของมันยกขึ้นเป็รอยเยาะเย็นอีกครั้ง
“ไปสิ” มันเอ่ยช้า ๆ พอให้คนใกล้ได้ยิน “ให้ทั้งลานเห็นชัด ๆ ว่าโคลนก็คือโคลน ต่อให้มาปะปนกับมุกก็ยังเป็เพียงโคลน”
อี้ซินไม่แม้แต่จะหันไปมองมัน
เขาเพียงก้าวออกจากฝูงชน
ก้าวแรก...เรียบง่าย
ก้าวที่สอง...มั่นคง
ก้าวที่สาม...ทั้งลานกลับเงียบลงอย่างประหลาด
ไม่ใช่เพราะเขาแผ่กลิ่นอายใดออกมา หากแต่เป็เพราะท่าทีของเขาไม่เหมือนคนที่กำลังจะขึ้นทดสอบเลยสักนิด เขาไม่ตื่นเต้น ไม่กังวล ไม่โอ้อวด และไม่พยายามทำท่าสงบนิ่งเหมือนผู้ที่กำลังเสแสร้ง
เขาเพียง “สงบ” อยู่จริง ๆ
ความสงบนั้นไม่ใช่ของเด็กหนุ่มที่ถูกอุ้มชูมาในตระกูลใหญ่
แต่เป็ความสงบของคนที่เคยยืนอยู่ใกล้ความตายจนมันกลายเป็เื่ธรรมดา
อี้ซินก้าวขึ้นบนลานหิน
ลมยามเย็นพัดชายเสื้อเขาไหวเบา ๆ
ชายชุดครามบนแท่นหินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ดวงตาคู่นั้นเดิมทีเพียงทำหน้าที่ตรวจดูคนขึ้นทดสอบ แต่เมื่อมองอี้ซิน กลับลึกขึ้นเล็กน้อยราวกำลังพิจารณาบางสิ่ง
“เริ่มได้” เขากล่าว
อี้ซินยืนต่อหน้าศิลาดำ
ระยะใกล้ทำให้ััแรงกดจากหินก้อนนี้ชัดกว่าที่คิด มันมิได้ปลดปล่อยพลังออกมาตรง ๆ หากมีบางสิ่งคล้ายแรงต้านคอยทดสอบคุณภาพลมปราณของผู้ที่ัั หากลมปราณอ่อนแอหรือฟุ้งกระจายเกินไป ย่อมไม่อาจปลุกลายเงินภายในได้
อี้ซินสูดหายใจเข้าครั้งหนึ่ง
แล้วจึงยกมือขึ้นวางลงบนศิลาดำ
ััเย็นจัดไหลเข้าฝ่ามือทันที
เขาไม่ได้รีบปล่อยลมปราณออกไปทั้งหมด
กลับกัน เขาปล่อยเพียงเสี้ยวหนึ่งก่อน
เหมือนสายน้ำเล็กไหลแตะหิน
ไม่มีการตอบสนอง
อี้ซินจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงอีกชั้นหนึ่ง
คราวนี้เขาััได้ถึงลวดลายสีเงินภายในหินเริ่มขยับเล็กน้อย แต่ยังไม่พอ
เขานิ่งอีกครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงชักนำลมปราณจากตันเถียนขึ้นมาอีกสาย
ทันทีที่กระแสลมปราณอันแน่นหนักนั้นไหลผ่านชีพจรใหม่ในร่าง ความรู้สึกหนึ่งก็ตื่นขึ้นชัดเจน ราวกับทุกเส้นเอ็น ทุกชิ้นกระดูก ทุกอณูโลหิตพลันประสานเป็หนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์
ลมปราณของเขาไม่ใช่กระแสน้ำอ่อน ๆ อีกต่อไป
แต่มันคือแม่น้ำใตู้เาซึ่งถูกปลดเขื่อน
ตู้ม!
ศิลาดำทั้งก้อนสั่นะเือย่างรุนแรง
เสียงนั้นดังลั่นไปทั่วลานจนผู้คนจำนวนมากสะดุ้งเฮือก ลายเงินภายในหินสว่างขึ้นฉับพลันและไหลรวมกันเป็แสงสีครามเข้มกว่าทุกคนก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งลานเงียบกริบไม่ใช่เพียงเท่านั้น
เพราะแานั้นมิได้หยุดอยู่แค่ระดับเดียว
มันพุ่งสูงขึ้นอีก
จากครามอ่อนกลายเป็ครามเข้ม
จากครามเข้มแปรเป็ประกายขาวปนเงินบางส่วน
ลวดลายในหินยิ่งหมุนเร็วขึ้น เหมือนมีพายุเล็ก ๆ กำลังก่อตัวอยู่ภายใน
หวังหลินซึ่งยืนอยู่ด้านล่างเบิกตากว้างทันที
หญิงสาวชุดขาวก็ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ชายชุดครามบนแท่นหินยังผุดลุกขึ้นยืนช้า ๆ
เสียงฮือฮารอบลานตายสนิท
ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กหนุ่มผู้มาในสภาพนี้จะทำให้ศิลาดำเกิดปฏิกิริยารุนแรงถึงเพียงนี้
อี้ซินเองััได้ชัดว่าหากส่งลมปราณเข้าไปอีก ศิลาดำอาจตอบสนองหนักกว่านี้ เขาจึงตัดสินใจชะลอแรงทันที ไม่ใช่เพราะกลัวคนเห็นมากเกินไป แต่เพราะเขายังไม่เข้าใจขีดจำกัดของหินก้อนนี้ และไม่้าเปิดไพ่ทั้งหมดั้แ่ก้าวแรก
เขาจึงค่อย ๆ ถอนมือกลับ
ทันทีที่ฝ่ามือแยกจากผิวศิลา แสงภายในหินก็ค่อย ๆ ดับลง แต่ความเงียบของทั้งลานกลับยังคงอยู่
เงียบ...อย่างแท้จริง
เสียงลมพัด
เสียงธงสะบัด
เสียงลมหายใจของผู้คนรอบด้าน
ชัดจนเหมือนโลกทั้งใบหยุดลงครู่หนึ่ง
ชายชุดครามจ้องอี้ซินอยู่เนิ่นนานกว่าจะเอ่ยคำถาม
“ชื่อ”
“อี้ซิน”
เสียงตอบของเขาเรียบเหมือนเดิม
ชายชุดครามหรี่ตาเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“ผ่าน”
เพียงคำเดียว
แต่คราวนี้น้ำหนักในน้ำเสียงกลับต่างจากทุกคนก่อนหน้าอย่างชัดเจน
อี้ซินประสานมือคารวะน้อย ๆ แล้วหมุนตัวลงจากลานทันที
เขาไม่ได้คิดจะยืนรับสายตาผู้คนหรือจงใจอวดตน
แต่ยิ่งไม่ใส่ใจเช่นนี้ ผู้คนรอบด้านกลับยิ่งรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ลึกล้ำเกินหยั่ง
เมื่อเขาเดินผ่านหวังหลิน อีกฝ่ายยังยืนแข็งอยู่กับที่ ดวงตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อและอับอายจนสีหน้าแทบกระตุกผิดรูป
อี้ซินไม่ได้หันไปมองมันด้วยซ้ำ
เขาเพียงเดินผ่านไป
แต่การ “ไม่มอง” นั้น กลับเหมือนตบหน้าหวังหลินแรงกว่าคำดูถูกใด ๆ ทั้งหมด
เพราะมันหมายความว่า ในสายตาอี้ซิน คนผู้นี้ไม่มีค่าน่าจดจำแม้แต่น้อย
เสียงพูดคุยเริ่มะเิขึ้นรอบลานหลังจากอี้ซินลงมาแล้ว
“เมื่อครู่ข้าเห็นไม่ผิดใช่หรือไม่”
“ศิลาสั่นถึงเพียงนั้น...”
“คนผู้นี้มาจากไหนกัน”
“ชื่ออี้ซิน? ไม่เคยได้ยินมาก่อน!”
คนบางส่วนถึงกับพยายามถามชื่อถามพื้นเพจากคนรอบตัว แต่ไม่มีใครตอบได้ บางคนมองอี้ซินด้วยความสนใจจริงใจ บางคนแฝงความหวาดระแวง และแน่นอนว่าบางคนเริ่มฉายประกายริษยาออกมาแล้วอย่างเปิดเผย
อี้ซินรับรู้สายตาเ่าั้ทั้งหมด
แต่ไม่เก็บมาสั่นคลอนใจ
เพราะเื่เช่นนี้เขาเข้าใจดี
ในโลกที่คนชอบเหยียบย่ำผู้ต่ำกว่า
ยามมีผู้ใดพุ่งขึ้นมาสูงกว่าฉับพลัน
ย่อมมีทั้งคนอยากใกล้ชิดและคนอยากฉุดลงมา
มันเป็เื่ธรรมดายิ่งกว่าธรรมดา
อี้ซินเลือกไปยืนด้านหนึ่งของลานในหมู่ผู้ผ่านการทดสอบแล้วเงียบไม่พูดอะไร คนข้าง ๆ บางรายแอบขยับตัวห่างเล็กน้อย บางรายลอบมองเขาซ้ำ ๆ คล้ายอยากทักแต่ไม่กล้า
ไม่นาน ผู้คุมการลงชื่อจึงเรียกคนถัดไปขึ้นลานต่อ การทดสอบยังดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้วบรรยากาศทั้งลานเปลี่ยนไปแล้วอย่างชัดเจน
ก่อนหน้านี้ผู้คนมองการทดสอบด้วยความตื่นเต้นธรรมดา
แต่หลังจากอี้ซิน ทุกคนกลับเริ่มจับตามองคนที่ก้าวขึ้นลานด้วยความคาดหวังว่า “จะมีใครเทียบเขาได้หรือไม่”
ผลที่เกิดขึ้นจึงยิ่งตอกย้ำชัดขึ้นอีก
เพราะต่อให้มีคนผ่านอีกหลายคน ก็ไม่มีใครทำให้ศิลาดำเกิดปฏิกิริยารุนแรงเท่าอี้ซินได้เลยแม้สักราย
หวังหลินยืนกัดฟันอยู่ไกล ๆ
หญิงสาวชุดขาวปรายตามองอี้ซินเป็ระยะ
ส่วนชายชุดครามบนแท่นหิน แม้ยังรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่ทุกครั้งที่ประกาศ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” สายตาของเขากลับเหมือนมีความคิดบางอย่างค้างอยู่ไม่หาย
เมื่อการทดสอบ่แรกสิ้นสุดลง ชายชุดครามจึงลุกขึ้นอีกครั้ง
“ผู้ผ่านทั้งหมด เดินตามศิษย์ฝ่ายธุรการเข้าสำนัก” เขากล่าว “ส่วนผู้ไม่ผ่าน แยกย้ายได้”
คำสั่งสิ้นสุดลงพร้อมเสียงถอนใจ เสียงเสียดาย และเสียงกระซิบอีกระลอก
ผู้ที่ผ่านต่างขยับตัวไปรวมกัน
อี้ซินก็ก้าวตามไปอย่างเงียบ ๆ
ขณะนั้นเอง เสียงรองเท้าเบา ๆ ดังเข้ามาใกล้ทางด้านข้าง ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดครามอ่อนเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ใบหน้าคมแต่ไม่หยิ่ง ดวงตาสุขุม ท่าทางคล้ายคนมีพื้นฐานดี
“สหาย” อีกฝ่ายประสานมือ “ข้าชื่อสือเหยียน”
อี้ซินมองเขาเพียงครู่
“อี้ซิน”
สือเหยียนยิ้มน้อย ๆ “เมื่อครู่เ้าทำเอาทั้งลานเงียบไปได้จริง ๆ”
อี้ซินไม่ตอบ
อีกฝ่ายจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าไม่มีเจตนาอื่น เพียงคิดว่าภายหน้าเมื่ออยู่สำนักเดียวกัน หากพอคบหาเป็สหายได้ ก็นับว่าไม่เลว”
ท่าทีเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในลานที่เต็มไปด้วยผู้คนคิดเปรียบเทียบกันเช่นนี้ อี้ซินจึงไม่ปฏิเสธ เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ
“แล้วแต่ชะตา”
คำตอบไม่สนิทไม่ห่าง
แต่สือเหยียนกลับไม่ถือสา เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วถอยไปยืนข้าง ๆ อย่างรู้ระยะ
อี้ซินเหลือบมองอีกฝ่ายนิดหนึ่งแล้วไม่พูดอะไรต่อ
ในโลกนี้ คนที่เข้ามาด้วยรอยยิ้มใช่ว่าจะจริงใจเสมอไป
แต่คนที่กล้าเข้ามาหาเขาหลังแสดงตัวจนเด่นเกินคนอื่นเช่นนี้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ผู้ขลาดเขลา
ผู้ผ่านการทดสอบถูกพาเดินเข้าไปทางประตูด้านข้างของสำนักเมฆาคราม
ระหว่างทาง อี้ซินได้เห็นภาพของสำนักแห่งนี้ชัดขึ้น กำแพงด้านในสูงและลึกกว่าที่มองจากภายนอกมาก เรือนรับแขก หอโอสถ ลานฝึก หอสมุด และอาคารย่อยหลายหลังเรียงตัวเป็ระเบียบ แม้ไม่อาจเทียบกับวังหลวงในจินตนาการ แต่ก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนจากหมู่บ้านฉางหลินจะเคยพบเห็น
คนหนุ่มสาวหลายคนเริ่มกระซิบกันด้วยความตื่นเต้น
บางคนมองไปรอบด้านจนลืมระวังท่าทีตน
บางคนพยายามทำท่าสงบนิ่งแต่กลับปิดความประหม่าไม่มิด
อี้ซินเก็บรายละเอียดของทางเดิน ประตู ลาน และตำแหน่งของอาคารต่าง ๆ เงียบ ๆ เหมือนผู้ล่าศึกษาพื้นที่ใหม่ของตน การเคยถูกไล่ล่าจนเกือบตายหลายครั้งสอนเขาแล้วว่า ทุกสถานที่ล้วนมีทางหนี ทางรอด และทางตายอยู่ในตัวเอง หากไม่จำไว้ ยามเกิดเื่จะสายเกินไปเสมอ
ผ่านลานหนึ่งไป เขาจึงเห็นศิษย์ของสำนักเมฆาครามที่แต่งชุดครามต่างกันออกไป บางคนแค่เหลือบมองผู้เข้าทดสอบใหม่แล้วเมินผ่าน บางคนหยุดดูด้วยความสนใจ บางคนถึงกับมีรอยยิ้มแฝงความหมายประหลาดคล้ายผู้ล่ากำลังมองเหยื่อชุดใหม่
อี้ซินััได้ทันที
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่อบอุ่นหรือสงบสวยงามดังที่คนภายนอกวาดฝัน
ภายใต้ระเบียบของสำนัก
ย่อมมีเขี้ยวเล็บอีกมากซ่อนอยู่
คณะผู้ผ่านการทดสอบหยุดลงที่ลานหินอีกแห่งหนึ่งซึ่งเล็กกว่าด้านหน้า ตรงกลางตั้งโต๊ะยาว มีม้วนไม้ไผ่ หนังสือ และป้ายไม้กองเรียงอยู่ ศิษย์ฝ่ายธุรการสองคนเริ่มเรียกชื่อทีละรายเพื่อบันทึกข้อมูล ใครที่ผ่านก็จะได้รับป้ายชั่วคราวและจัดเข้าเรือนพักศิษย์ใหม่
อี้ซินยืนรออย่างเงียบงัน
ถึงตอนนี้เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าหลายสายตาจับอยู่บนตัวตนเองมากกว่าคนอื่นชัดเจนขึ้น ไม่เพียงแต่เหล่าผู้ผ่านด้วยกัน แม้กระทั่งศิษย์ฝ่ายธุรการบางคนยังมองเขาด้วยแววตาประเมินค่า
เขาไม่ได้ชอบสิ่งนี้
แต่ก็ไม่ได้หลีกหนี
คนที่อยากปีนขึ้นสูง ย่อมไม่มีวันซ่อนตนได้ตลอดไป
ขณะกำลังรอ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้างลาน
“คนไหนคืออี้ซิน”
น้ำเสียงนั้นไม่ดังมาก แต่เต็มไปด้วยความหยาบกร้าวจนคนแถวนั้นชะงักพร้อมกัน
ชายหนุ่มร่างกำยำสองคนในชุดศิษย์ครามเข้มเดินเข้ามา ใบหน้าทั้งคู่มีรอยเยาะชัดเจน คนหนึ่งกอดอก อีกคนถือไม้ยาวอยู่ในมือ ท่าทางเช่นนี้เพียงดูก็รู้ว่าไม่ได้มาดี
ผู้ผ่านใหม่หลายคนขยับตัวหลบโดยไม่รู้ตัว
สือเหยียนที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็มองมาทันที แววตาเปลี่ยนเล็กน้อย
ชายที่กอดอกปรายตามองไปรอบลาน ก่อนหยุดที่อี้ซิน
“เ้าเองหรือ”
อี้ซินมองกลับเรียบ ๆ “มีอะไร”
อีกฝ่ายแค่นหัวเราะ “ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ศิษย์ใหม่บางคนชอบทำตัวเด่นเกินไป รุ่นพี่อย่างข้าจึงอยากมาดูหน้าสักหน่อย”
คนถือไม้ยาวข้างกันเสริมทันที “ได้ยินว่าทำศิลาทดสอบสว่างจ้าเชียว คงคิดว่าตนยิ่งใหญ่แล้วกระมัง”
เสียงรอบด้านพลันเบาลง
ทุกคนมองอย่างชัดเจนว่านี่คือการมาหาเื่
อี้ซินกวาดสายตาผ่านสองคนนั้นช้า ๆ
ลมปราณของพวกมันแข็งกว่าคนที่ผ่านการทดสอบเมื่อครู่หลายส่วน เห็นได้ว่ามิใช่ศิษย์ใหม่ หากน่าจะอยู่ในสำนักมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้เขาสนใจจริง ๆ ไม่ใช่ระดับพลัง
หากเป็ท่าทีของศิษย์ฝ่ายธุรการกับคนรอบลาน
ไม่มีใครห้าม
ไม่มีใครเตือน
แปลว่าเื่เช่นนี้เกิดขึ้นได้ตามปกติ
ลานแห่งนี้...ก็คืออีกสนามหนึ่งของการเหยียบย่ำ
อี้ซินจึงค่อยเอ่ยขึ้น
“ดูหน้าแล้วเป็อย่างไร”
คำถามนั้นเรียบเกินไป
เรียบจนอีกฝ่ายชะงักไปครึ่งอึดใจ
จากนั้นชายกอดอกก็หัวเราะลั่น
“ปากดี”
คนถือไม้ยาวกระทุ้งปลายไม้ลงพื้นดังตึง
“ศิษย์ใหม่ที่ปากดี มักอยู่ได้ไม่นาน”
อี้ซินไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่น ดวงตายังคงเย็นเหมือนเดิม
“แล้วศิษย์เก่าที่ชอบเห่าตรงลานธุรการล่ะ” เขาถาม “อยู่ได้นานนักหรือ”
สิ้นคำ รอบด้านเงียบสนิท
แม้แต่สือเหยียนยังเบิกตาเล็กน้อย
สองคนนั้นหน้าชาทันที
ชายถือไม้ยาวก้าวฉับเข้ามา “เ้าหาเื่ตาย!”
อี้ซินยืนนิ่ง ไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว
ลมเย็นพัดผ่านลานหิน
ชายเสื้อของเขาสะบัดเบา ๆ
ดวงตาสองคู่สบกันกลางความเงียบ
และในวินาทีนั้นเอง ทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นล้วนรู้พร้อมกันว่า...
เื่นี้ยังไม่จบง่าย ๆ แน่