ณ โพรงใต้ดินขนาดใหญ่ที่อยู่ลึกลงไปภายใต้หุบเหวลึกแห่งนี้บนดาวเคราะห์ดวงแรกของจักรวาล ดิ เฟิร์ส
มันเป็โพลงใต้ดินที่มีความกว้างเท่ากลับสนามฟุตบอล4สนามและมีความสูงประมาณตึกสามชั้น กำแพงของโพรงเป็ดินที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจนกลายเป็หินที่คอยรับหน้าที่ปกป้องโพรงแห่งนี้ไม่ให้ถล่มลงมา แต่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติน่าจะเกิดขึ้นมาจากฝีมือของใครสักคนที่สร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอนแต่เพื่ออะไรในตอนนี้นั้นไม่อาจที่จะรู้ได้ ที่้าของโพรงแห่งนี้นั้นมีคริสตัลปลายแหลมหลายอันงอกออกมาจากเพดาน พวกมันเป็คริสตัลสีฟ้าที่โปร่งใสจนมองทะลุได้มิหนำซํ้ามันยังส่องแสงสีฟ้าออกมาจากภายในจนทำให้ในโพรงแห่งนี้นั้นสว่างไปด้วงแสงสีฟ้าที่ส่องออกมาจากคริสตัลพวกนั้นราวกับว่าพวกมันนั้นเป็สปอร์ตไลท์ที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้บนเวทีที่ไร้ซึงนักแสดงไม่มีผิด และสิ่งที่สำคัญที่สุดของสถานที่แห่งนี้นั้นนั่นก็คือเนินดินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางของโพรงใต้หุบเหวแห่งนี้ มันคือเนินที่ทำมากจากดินที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจนมันกลายเป็หินไปแลดูแล้วมันคล้ายกับแท่นบูชาขนาดสูงใหญ่ที่สูงเกือบจะชนเข้ากับคริสตัลที่งอกออกมาจากเพดาน และที่้าของเนินดินนั้นดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างปักอยู่ที่ตรงนั้น
ยูโตะกับลาโน่ที่ปีนขึ้นมาจนในที่สุดก็ขึ้นมาจนถึงที่้าสุดของเนินดินที่กลายเป็หินอันนี้จนได้ ส่วนสาเหตุที่พวกเขาขึ้นมานั้นนั่นก็เพื่อที่จะตรวจสอบดูว่าสิ่งที่ถูกปักเอาไว้ที่้าสุดของเนินนั้นคืออะไรกันแน่
“เฮ้อ~ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงจนได้นะครับ...”
ลาโน่ที่ปีนขึ้นมาจนถึง้าของเนินหินได้ถอนหายใจออกมาอย่างแรงเพราะความเหนื่อยล้า สาเหตุที่คนระดับหัวหน้าหน่วยอย่างเขานั้นเกิดอาการเหนื่อยล้าได้ถึงขนาดนี้นั่นก็เพราะว่าลาโน่นั้นเป็ผู้ใช้เวทย์มนต์เขาจึงไม่ค่อยถนัดด้านการใช้พลังกายสักเท่าไหร่ ต่างจากยูโตะที่ปีนขึ้นมาถึงก่อนได้อย่างสบายๆ
“เป็อะไรไปแค่นี้ก็เหนื่อยแล้วงั้นหรอ”
“ข้าานั้นไม่ค่อยถนัดเื่ที่ต้องใช้แรงสักเท่าไหร่น่ะครับ…”
“ช่วยไม่ได้นะ เอ้า!จับมือของตัวข้าไว้ซะสิ เดี๋ยวจะช่วยดึงขึ้นมาให้เอง”
ยูโตะได้ยื่นมือของตนเองให้กับลาโน่ที่ปีนขึ้นมาจนถึง้าเพื่อช่วยให้เขาที่นั่งสุดอยู่กับพื้นเพราะความเหนื่อยล้า
“ให้ข้านั้น...พักสักหน่อยก็แล้วกันนะครับ…”
“เฮ้อ~ให้ตายสิ ถ้างั้นตัวข้าขอไปตรวจสอบดูก่อนล่ะนะ”
“...คะ...ครับเชิญไปก่อนได้เลยครับ….แต่อย่างไปจับอะไรเข้าอีกนะครับ...เดี๋ยวมันจะเป็เื่ขึ้นมาอีก…”
“เออๆเข้าใจแล้วน่าไม่ไปจับอะไรหรอก เฮ้อ~ให้ตายสิเป็ห่วงมากเกินไปแล้วนะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นก็ปลอยให้ลาโน่ได้นั่งพักต่อไป ส่วนตัวเขานั้นก็ได้เดินไปยังบางสิ่งที่ถูกปักเอาไว้ที่ตรงกลาง้าสุดของเนินดินที่กลายเป็หินที่พวกเขาทั้งสองคนอยู่นะตอนนี้
เมื่อยูโตะเดินเข้ามาใกล้กับสิ่งนั้นจนในที่สุดตัวเขาก็มองเห็นรูปร่างของสิ่งนั้นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นจนตัวเขาแน่ใจแล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร…
“...นะ...นี่มัน…ดาบงั้นเหรอ...”
ใช้แล้วมันคือดาบที่กลายเป็หินที่ถูกปักเอาไว้ใจกลางของบนเนินดินที่กลายเป็หินแห่งนี้
(...นะ...นี่มันดาบที่กลายเป็ศิลาหินเพราะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานงั้นเหรอ?...ถึงจะไม่รู้ว่ามันอยู่มานานแค่ไหนก็ตามแต่คงจะเป็เวลาที่นานเอามากๆอย่างแน่นอน สิ่งที่ทำให้ตัวข้าคิดแบบนั้นนั่นก็เพราะว่าด้ามจับและคมดาบของมันนั้นกลายเป็ศิลาหินทั้งหมดจนมองไม่เห็นเนื้อจริงๆดั้งเดิมเลยแม้แต่น้อย มันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกันที่จะทำให้โลหะกลายเป็ศิลาหินแบบนี้ได้แค่คิดก็ไม่อยากที่จะนับตัวเลขศูนย์ที่อยู่ที่ด้านหลังขอมันเลยนะให้ตายสิ อยู่มานานขนาดนี้แล้วด้ามกับคมดาบก็ยังไม่มีแม้แต่รอยแตกร้าวเลยแม้แต่รอยเดียว ถ้าเกิดว่ามันยังคงอยู่ในสภาพเดิมแล้วล่ะก็หน้าจะเป็ดาบที่มีคุณภาพดีเอามากๆอย่างแน่นอน เฮ้อ~ให้ตายสิ น่าเสียดายซะมันเลยที่มันต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้)
คลืน~~~~
อยู่ดีๆยูโตะที่จ้องมองดาบเล่มนั้นอยู่ก็หยุดคิดไป ตัวเขาได้ยื่นมือของตนเองออกไปเข้าไปใกล้ๆกับดาบเล่มนั้นขึ้นเรื่อยๆด้วยดวงตาที่เหม่อลอยราวกับว่าถูกดาบเล่มนั้นเรียกให้ตัวเขาเข้าไปหาไม่มีผิด
ในวินาทีที่มือของยูโตะกำลังจะเข้าไปััโดนกับดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้น ใน่ไม่กี่เิเก่อนที่จะถึงดาบก็ได้มีมือของใครบางคนที่เข้ามาดึงมือของยูโตะเอาไว้ก่อนที่มือของเขานั้นจะััเข้ากับดาบเล่มนั้น
“ผมบอกว่าไม่ให้ไปจับมันไม่ใช้หรอครับ!...”
ใช้แล้วคนๆนั้นก็คือลาโน่ที่เข้ามาห้ามยูโตะเอาไว้ได้ทันก่อนที่ตัวเขาจะเข้าไปััเข้ากับดาบเล่มนั้น
“...อ๋อขอโทษที...เผลอไปหน่อย…”
ยูโตะที่ได้สติขึ้นมาได้ตอบกลับลาโน่ไปด้วยอาการมึนงงและสับสนเล็กน้อย
(...มะ...เมื่อกี่นี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน...ตัวข้ารู้สีกเหมือนกำลังโดนดาบเล่นนั้นเรียกให้เข้าไปหา...ถ้าลาโน่ไม่เข้ามาหยุดเอาไว้ก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น...เฮ้อ~ให้ตายสิต้องมีสติให้มากกว่านี้ซะแล้วสิตัวข้า...)
ยูโตะที่เอามือกุมขมับแล้วส่ายหัวไปมาพยายามเรียกสติของตนเองกลับคืนมา
หลังจากที่เขาแน่ใจแล้วว่าสติน่าจะกลับมาแล้วตัวเข้าจึงได้หันกลับไปหาลาโน่ที่น่าจะยืนอยู่ที่ตรงข้างๆของเขา...แต่สิที่เขาเห็นอยู่นั้นก็คือลาโน่ที่กำลังทำการตรวจสอบดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้นอยู่
(ให้ตายสิเป็คนขอพักแท้ๆ แต่พอได้เห็นของที่ตนเองสนใจก็เปลี่ยนกลับมาเป็คนที่มีความกระตือรือร้นซะงั้น)
“ตัวดาบที่กลายเป็ศิลาหินไม่มีล่องลอยของการแตกหรือราวเลยแม้แต่นิดเดี๋ยว ไม่น่าเชื่อเลยขนาดผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานถึงขนาดที่ทำให้คมดาบของมันกลายเป็ศิลาหินแล้วก็ตาม แต่ตัวดาบที่ปักอยู่บนเนินดินกับมีรูปร่างที่สมบูรณ์จนน่าเหลือเชื่อ ถ้าเป็ดาบปกติแล้วล่ะก็มันน่าจะมีรอยราวหรือรอยแตกหักอยู่บ้างไม่มากก็น้อยถึงจะเล็กแค่ไหนแต่ก็ต้องมีอยู่อย่างแน่นอนแต่กับดาบเล่นนี้นั้นมันไม่ใช้...ชะ...ชั่งน่าแปลกใจจริงๆชักอยากจะรู้แล้วสิว่ามันทำมาจากอะไร ถ้าเอาวัตถุที่สร้างมันขึ้นมาไปทำไอเทมเวทย์มนต์ล่ะก็มันต้องกลายเป็ไอเทมเวทย์มนต์ที่สุดยอดมากๆแน่เลย แต่เดี๋ยวนะหรือว่าดาบเล่มนี้จะเป็ไอเทมเวทย์มนต์โบราณกันนะ โอ๋!ยิ่งน่าสนใจขึ้นมาซะแล้วสิ ผมจะต้องตรวจสอบให้รู้ให้ได้ความเป็จริงของดาบเล่มนี้น่ะ!”
ตัวข้าที่เดินเข้ามาใกล้ๆลาโน่ได้ยินสิ่งที่ตัวเขาที่นั่งตรวจสอบดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้นอยู่ด้วยถ้าทางที่ดูสนุดสนาน
(เฮ้อ~อย่างที่เซกล่าเคยพูดเอาไว้เลย ลาโน่เนี่ยพอเป็เื่ที่อาจจะเกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์ทีไรก็มันจะเป็แบบนี้ซะทุกทีเลย น่าจะเป็เื่จริงแฮะ ให้ตายสิเ้าบ้าเวทย์มนต์เอ้ย! เอาอย่างไงดีจะเข้าไปทักดีไหมนะ เฮ้อ~ให้ตายสิคิดว่าจะมีทางอื่นด้วยงั้นหรอ...)
“ไง ได้เื่อะไรบ้างล่ะ”
ตัวข้าได้ทักลาโน่ที่ม่วนอยู่กับการตรวจสอบดาบเล่มนั้นโดยที่พยายามไม่ไปแตะต้องมัน
“โอ๋! ยูโตะคุงดาบเล่มนี้น่ะน่าสนใจมากเลยล่ะ ดูเหมือนว่ามันอาจจะมีมานาอันแรงกล้าและพลังเวทต์อันมหาสารสถิอยู่ที่ด้านในนี้ก็ได้นะครับ!”
ลาโน่พูดออกมาด้วยความตื่นเต้นเหมือนกับเด็กที่เพิ่งจะเจอของเล่นชิ้นใหม่ไม่มีผิด
“แล้วเ้าคิดว่าพวกเราจะเอายังไงกับดาบเล่มนี้ดีล่ะ?”
“อื่อ....ผมคิดว่าพวกเราน่าจะลองดึงมันออกมาตรวจสอบดูครับ”
“นายคิดดีแล้วงั้นเหรอเดียวก็เกิดเื่ขึ้นอีกหรอก”
“ไม่หรอกครับ เมื่อคู่นี้ผมลองใช้ตัวอักษรรูนตรวจสอบดูแล้วมันไม่ได้มีกับดักอะไรอยู่เลยครับ เพราะงั้นน่าจะลองเสี่ยงดึงดูครับ”
หลังจากลาโน่พูดจบตัวเขาก็ยื่นมือออกไปจับที่ด้ามของดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้นแล้วตั้งท่าออกแรงดึงมันขึ้นมา
กึ๊ก!กึ๊ก!กึ๊ก!ๆๆๆๆ เสียงของลาโน่ที่พยายามออกแรงดึงดาบเล่มนั้นออกมาจากเนินดินที่กลายเป็หินแต่มันไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว
“แฮก!แฮก!แฮก! ไม่ว่าจะออกแรงดึงยังไงก็ไม่มีทีท่าว่าจะขยับเลยครับ...ผะ...ผมหมดแรงแล้วล่ะครับ...”
ลาโน่ที่ยืนหอบแฮกๆอยู่ที่ตรงหน้าของดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้นด้วยสภาพที่หมดแรงจนแถบจะยกแขนไม่ไหว
“ไง~หมดแรงแล้วงั้นเหรอ ให้ตัวข้าทำแทนดีมั้ย”
“...คะ...ครับเื่ใช้แรงข้านั้นไม่ค่อยถนัด...ขะ...ขอฝากจักการด้วยครับ…”
“ให้ตายสิช่วยไม่ได้นะ”
ยูโตะที่พูดออกมาแบบนั้นได้เดินเข้าไปที่ตรงหน้าของดาบเล่มนั้น เขาได้ยื่นมือออกไปพยายามจะจับด้ามของดาบเล่นนั้นเพื่อที่จะได้ดึงมันออกมา...แต่ถว่าก่อนที่มือของเขานั้นจะััเข้ากับดาบเล่มนั้น ราวกับว่าเวลานั้นเหมือนจะหยุดไปคู่นึงก่อนที่จะเริ่มกลับมาเดินใหม่อีกครั้ง แต่ในจังหวะนั้นก่อนที่มือนั้นจะััเข้ากับก็ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากทางด้านล้างของเนินดินที่กลายเป็หินนั้น
“โฮ๋! ที่นี่มันกว้างมากเลยค่ะคุณลาน่า!”
มันเป็เสียงของเด็กสาวที่ร่าเริ่งที่พูดออกมาด้วยความแปลกใจ พอยูโตะได้ยินเสียงนั้นจึงหยุดมือของเขาเอาไว้ก่อนที่มันจะถึงด้ามของดาบที่กลายเป็ศิลาหิน
“เสียงนี่มัน!”
ยูโตะที่ได้ยินเสียงนั้นจึงหันออกมาจากดาบเล่มนั้นแล้วรีบมุ่งหน้าไปยังปลายขอบของเนินดินที่กลายเป็หินเพื่อดูให้แน่ใจว่าเ้าของเสียงนั้นคือคนที่เขาคิดจริงๆหรือไม่ พอยูโตะไปถึงที่ตรงนั้นเขาได้หันไปมองที่ด้านล่างของเนินแล้วคนที่เขาเห็นยืนอยู่ที่ด้านล่างของเนินนั้นนั่นก็คือ
หญิงสาวตัวเล็กผมสีบลอนด์ยาวตาสีฟ้า ที่แบกเด็กสาวตัวเล็กผิวสีแทนผมสั่นสีดำตาสีนํ้าตาลที่ทั้งตัวนั้นเต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่ตัดกับสีผิวของเธอได้เป็อย่างดีเอาไว้ที่บนหลังของตัวเธอ
“...อะ...อลิชา! ลาน่า!”
ยูโตะที่ะโลงมาจากเนินดินที่กลายเป็หินด้วยเสียงที่ดังลั่น เสียงของเขานั้นดังลงมายังหญิงสาวสองคนที่อยู่ตรงด้านล่างของเนินดินที่กลายหินแห่งนี้
“เสียงนี้มัน!”
พอทั้งสองคนได้ยินเสียงของยูโตะพวกเขาจึงหันขึ้นไปมองที่้าของเนิน พอพวกเธอเห็นคนที่เป็เ้าของเสียงพวกเธอจึงส่งเสียงะโเรียกชื่อของเขาคนนั้นออกมาด้วยความดีใจ
“ยูโตะ!”
“รุ่นพี่!”
ใช้แล้วทั้งสองคนนั้นนั่นก็คือลาน่ากับเซกล่าที่เดินผ่านอุโมงค์อีกแห่งหนึ่งเข้ามายังสถานที่แห่งนี้นั่นเอง
“เฮ้อ~ดูเหมือนว่าพวกเธอทั้งสองคนจะปลอดภัยดีสินะ”
ยูโตะที่เห็นว่าทั้งสองคนทักกลับมาด้วยท่าทางที่สบายดี ตัวเขาจึงได้สไลด์ลงเนินดินที่กลายเป็หินลงมายังพื้นด้านล่างอย่างรวดเร็ว
“เร็วเข้าค่ะ! คุณลาน่ารีบไปหารุ่นพี่กันเถอะค่ะ!”
“จ๊ะๆ เข้าใจแล้วล่ะ!”
(เฮ้อ~ดีจริงๆเลยที่อลิชาร่าเริ่งขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้ยังตัวสั่นอยู่เลยแท้ๆ เื่นี้คงจะต้องขอบคุณยูโตะแล้วล่ะนะ)
ทั้งสองคนที่เดินเข้ามาหายูโตะที่กำลังวิ่งเข้ามายังพวกเธอทั้งสองคน
ในที่สุดลาน่ากับอลิชาและยูโตะพวกเขาทั้งสามคนก็ได้มาพบกันอีกครั้ง ณ โพรงขนาดใหญ่ภายใต้หุบเหวลึกแห่งนี้
“รุ่นพี่---!”
อลิชาที่ะโขึ้นมาด้วยความดีใจได้ลงมาจากหลังของลาน่าแล้วกระโจนเข้าใส่ยูโตะที่วิ่งเข้ามาแล้วกอดเขาด้วยแรงทั้งหมดที่เธอมี
ยูโตะที่โดนอลิชาะโเข้ามากอดปกติแล้วเขาจะหลบหรือไม่ก็ดึงเธอออกมาจากตัวเขา แต่ครั้งนี้เขากลับไม่ทำแบบนั้น
“ถือซะว่าเป็กรณีนี้พิเศษก็แล้วกัน...”
ตัวเขาจึงกอดเธอกลับด้วยแรงที่มากพอที่จะทำให้เธอสบายใจและรู้สึกดีขึ้นแต่ก็ไม่แรงมากจนเกินไปจนทำให้เธอนั้นต้องเจ็บ
“ฉันดีใจมากๆเลยค่ะ! ที่ได้พบกับรุ่นพี่อีกครั้งค่ะ!...”
อลิชาที่กอดยูโตะอยู่ได้รองไห้ออกมาด้วยความดีใจและโล่งใจ
“อือ! ฉันเองก็ดีใจที่ได้พบเธออีกครั้งเหนือนกัน...”
ยูโตะที่พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนได้ใช้มือของเขาลูบไปที่หัวของอลิชาที่กอดอยู่เบาๆเพื่อทำให้เธอนั้นรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจขึ้น อลิชาที่โดนยูโตะลูบหัวไปก็หยุดรองไห้และตัวสั่นน้อยลงกว่าเดิม หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าอลิชานั้นรู้สึกดีขึ้นแล้วตัวเขาก็ได้หันไปหาลาน่าที่ยืนเอามือไหว้หลังดูอยู่ใกล้ๆด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความอิจฉาเล็กน้อย
“เธอเองก็ด้วยนะลาน่าฉันดีใจที่เห็นเธอปลอดภัย”
ยูโตะที่เห็นแบบนั้นจึงพูดขึ้นมาให้ลาน่านั้นรู้สึกดีขึ้น
“หึ! มันก็ต้องแน่นอนอยู่แล้วสิคิดว่าตัวฉันคนนี้เป็ใครกันล่ะ ฉันคนนี้เป็ถึงพี่สาวสุดเพอร์เฟคท์ของนายเลยนะ”
ลาน่าที่พูดออกมาแบบนั้นพยายามจะเก็บความรู้สึกดีใจของเธอเอาไว้แต่ปิดได้ไม่ค่อยเนี่ยสักเท่าไหร่เพราะมันแสดงออกมาจากสีหน้าของเธอหมดเเล้ว
“หึ! พี่สาวสุดเพอร์เฟคท์งั้นสินะก็อาจจริงล่ะมั้งนะ”
“!”
ลาน่าที่สะดุ้งและหน้าแดงเล็กน้อยพร้อมกับบิดตัวไปมาพยายามที่จะเก็บความรู้สึกเขินอายของตัวเองเอาไว้แต่มันก็ไม่ได้ผล เพราะมันแสดงออกมาอย่างชัดเจนจากสีหน้าและการกระทำของเธอเอง
“ยูโตะคุง!ทุกคน!รีบออกมาจากตรงนั้นซะ!”
เสียงของลาโน่ที่ะโลงมาจาก้าของเนินดินที่กลายเป็หินได้ทำลายบรรยากาศการพบเจอกันอีกครั้งของทั้งสามคน
คลืน!---คลืน!----คลืน!----
หลังสิ้นเสียงของลาโน่แผนดินในบริเวณรอบๆได้เกิดการสั่นไหวขึ้นเล็กน้อยแล้วมันก็เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ
“แบบนี้ดูท่าจะไม่ดีแล้ว ทั้งสองคนขึ้นไปบนเนินดินนั่นเร็วเข้า!”
ยูโตะที่เห็นท่าไม่ดีได้ะโบอกทั้งสองคนให้รีบปีนขึ้นไปบนเนินดินที่กลายเป็หินที่อยู่ตรงกลางโพรงใต้ดินแห่งนี้
“อื่อ!”
“เข้าใจแล้วค่ะรุ่นพี่!”
ทั้งสองคนที่ได้ทำตามคำพูดของยูโตะแล้วมุ่งหน้าไปยังที่เนินดินที่กลายเป็หินในทันที
ทั้งสามคนที่วิ่งมาจนถึงตรงหน้าเนินได้เริ่มปีนขึ้นไปยัง้าในขณะที่แรงสั่นะเืนั้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยแรงสั่นะเืที่แรงมากขึ้นเรื่อยๆจนทำให้พื้นของโพรงขนาดใหญ่ได้เริ่มเกิดรอยราวขึ้น
คลืน------!!!
“อ่า!”
อลิชาที่กำลังปีนเนินขึ้นไปได้มือลื่นเพราะเเรงสั่นของพื้นดินเธอนั้นกำลังจะตกลงไปที่ด้านล่าง ควับ! แต่ก่อนที่เธอนั้นจะตกลงไปก็ได้มีมือของคนๆหนึ่งจับมือเล็กๆของเธอเอาไว้ได้ทัน
“ไม่เป็ไรนะ!”
ยูโตะที่จับมือของอลิชาเอาไว้แนนได้พูดออกมาพร้อมกลับรีบดึงตัวเธอขึ้นมา
“เกาะเอาไว้ให้ดีๆนะ!”
ยูโตะที่ดึงเธอขึ้นมาได้บอกให้เธอเกาะเอาไว้ที่หลังของเขา พอเธอเกาะหลังของเขาแล้วตัวเขาจึงมุ่งหน้าปีนต่อไปที่้าของเนิน
“ค่ะ!...ขะ...ขอบคุณค่ะรุ่นพี่…”
อลิชาที่เกาะหลังของยูโตะเอาไว้ได้เอาหน้าแนบเข้าไปที่หลังของเขาแล้วกระซิบบอกขอบคุณตัวเขาเบาๆด้วยใบหน้าที่แดงเล็กน้อย แต่น่าเสียดายที่ยูโตะนั้นไม่ได้เห็นหน้าของเธอในตอนนั้น
ในที่สุดพวกเขาทั้งสามคนนั้นก็ได้ปีนขึ้นมายัง้าของเนินดินที่กลายเป็หินได้จนสำเร็จ พวกเขาทั้งสี่คนที่อยู่้าได้หันลงไปมองที่พื้นดินที่อยู่ด้านล่างที่กำลังเกิดรอยราวขนาดใหญ่ขึ้นจนพื้นดินนั้นก็เริ่มแตกออกและสิ่งที่ปรากฎออกมาจากรอยแตกนั้นนั่นก็คือ...
ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง! คลืน-------!!!!!!!
บางสิ่งที่มีขนาดใหญ่ได้พุ่งทะลุผ่านรอยแตกบนพื้นขึ้นมา มันได้ยืดลำตัวที่ยาวและใหญ่ของมันขึ้นมาจนหัวขนาดใหญ่ของมันนั้นสูงจนถึง้าสุดของเนินดินที่กลายเป็หิน และสิ่งมีชีวิตที่มีความยาวเเละใหญ่ถึงขนาดนั้นนั่นก็คือ...
“...นะ….นี่มันงูงั้นเหรอ?”
ใช้แล้วสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตัวนั้นที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินนั้นนั่นก็คืองูขนาดใหญ่นั่นเอง มันเป็งูที่มีขนาดยาวและหนาที่มีความยาวมากกว่าเนินดินที่กลายเป็หินอันนี้และยังมีความหนาที่มากยิ่งกว่ารถบรรทุกซะอีก ร่างกายของมันไม่ใช้เนื้อหนังแต่เป็ร่างกายที่เป็ศิลาหินสีนํ้าเงินที่มีความแข็งแกรงยิ่งกว่าเหล็กกล้าที่ใช้ทำยานอวกาศของกองทัพอาร์กซะอีก และยังมีเกล็ดที่แหลมคมสีเงินรายล้อมอยู่ที่รอบๆบริเวณหลังของมันแถมเกล็ดพวกนั้นยังมีความแข็งแกรงยิ่งกว่าทองคำและเกือบที่จะมีความแข็งแกรงพอๆกันกับเพชรซะด้วยซํ้า
ตัวของมันที่พุ่งขึ้นมาจากรูบนพื้นดินได้เลื้อยไปมาในสถานที่แห่งนี้ก่อนที่มันจะหยุดแล้วยืดหัวของมันขึ้นมายังจุดสูงสุดของเนินดินที่กลายเป็หินอันนี้ แถมมันยังใช้ดวงตาสีเหลืองทองของมันจ้องมองมาที่พวกเราทั้งสี่คนที่กำลังสับสนกับการปรากฎตัวของมัน...
“ซ้า----!!!!”
งูศิราหินั์ได้คํารามออกมาดังลั่นไปทั่วทั้งบริเวณนี้ มันเป็เสียงคำรามที่พอใครก็ตามที่ได้ยินจะต้องขนลุกและตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอย่างแน่นอน
“...แบบนี้ชิบหายแล้วคิดว่างั้นมั้ยลาน่า….”
“...อะ...อ่า...ฉันก็ว่างั้นแหละยูโตะ...”
ยูโตะกับลาน่าที่ยืนอยู่ข้างๆกันได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความวิตกอย่างชัดเจน
“...ระ...รุ่นพี่…”
(อลิชาได้เข้ามาเกาะที่แขนของตัวข้าแบบแนบชิดจนตัวข้าสามารถััได้ถึงความหวาดกลัวของเธอจากร่างกายที่สั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ของเธอเอง มันก็แน่นอนอยู่แล้วที่เธอจะออกอาการหวาดกลัวถึงขนาดนี้ นั่นก็เพราะว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเรานั้นคืองูั์ที่กำลังจ้องมองมาทางนี้ด้วยดวงตาขนาดใหญ่ที่น่าขนลุกของมัน พวกเราไม่รู้เลยว่ามันจะเข้ามาโจมตีพวกเราเมื่อไหร่หรืออาจจะไม่เข้ามาโจมตีเลยก็ได้ ก็หวังว่ามันจะเป็แบบหลังอะนะแต่มันคงจะไม่ง่ายแบบนั้นหรอก)
“ซ้า-----!!!”
ไม่ทันไรเ้างูศิลาหินั์ตัวนั้นก็อ้าปากกว้างและคำรามออกมา
คลืน----!!!
เ้างูั์ที่อ้าปากกล้างมันได้พุ่งตัวเข้ามาใส่พวกเราทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าของมันด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ ไม่มีใครคิดเลยว่างูขนาดเท่านี้จะสามารถขยับตัวได้รวดเร็วถึงขนาดนี้
ตึ้ง!!
หัวขนาดใหญ่ของมันที่พุ่งเข้ามาได้ชนเข้ากับที่ๆพวกเรายืนอยู่อย่างจัง การพุ่งชนของมันทำให้เกิดกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งออกมาทั่วพื้นที่จนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดที่อยู่ตรงนั้นได้ และเมื่อควันพวกนั้นจางลงก็ปรากฎให้เห็นถึงปากขนาดใหญ่ของงูั์ที่กำลังกัดเข้าที่โดมรูปวงกลมสีฟ้าขนาดเล็กที่ครอบทั้งสี่คนเอาไว้คอยปกป้องจากการถูกเ้างูั์ตัวนั้นกินเข้าไป
“...นะ...นี่มัน?”
“นี่คือเวทย์ป้องกันครับ!...”
ลาโน่ที่ยกมือขึ้นชูมือไปที่ด้านหน้าของตนเองเพื่อร่ายเวทย์สร้างโดมป้องกันรูปวงกลมสีฟ้าอันนี้ขึ้นมาป้องกันพวกเราจากการตกเป็อาหารของเ้างูั์
กอก-กอก-กอก โดมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเวทย์มนต์ของลาโน่เริ่มเกิดรอยราวขึ้นเพราะแรงกัดอันมหาสารของเ้างูั์แล้วดูเหมือนว่ามันจะทนได้อีกไม่นาน มันจะถูกทำลายเมื่อไหร่มันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
“ผมคงกันได้อีกไม่นาน...เดี๋ยวผมจะเปิดโอกาศให้ พวกคุณช่วยหาทางหยุดมันเอาไว้ไม่ให้เข้าใกล้ผมสัก10นาทีก็พอครับ!”
“10นาทีงั้นเหรอ แล้วเ้ามีแผ่นอะไรจะจัดการหลังผ่านไป10นาทีแล้วกันล่ะ!”
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ! ขอแค่มันไม่เข้ามาใกล้ผม10นาทีพวกเราก็จะสามารถเอาชนะมันได้อย่างแน่นอนครับ!”
ลาโน่ที่พูดออกมาด้วยความมันใจพร้อมกับมองมาที่ยูโตะด้วยสีหน้าที่จริงจัง
“อ่า! เข้าใจแล้ว10นาทีงั้นสินะ!”
ยูโตะที่ได้เห็นดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความมั่นใจที่ไม่สั่นคลอนของลาโน่ได้ตอบรับคำพูดของเขาด้วยสีหน้าแบบเดียวกัน
หลังจากที่ยูโตะได้ตอบรับคำของลาโน่แล้วตัวเขาได้จ้องมองไปที่งูั์ที่กัดโดมป้องกันอยู่ด้วยปากและฟันที่แหลมขมของมันเพื่อที่จะมองหาจุดอ่อนของมัน
(ดูจากที่มันพุ่งเข้ามาเมื่อกี้นี้แล้วความเร็วของมันไม่ใช้ความเร็วที่เร็วมากนักแต่อาจเร็วกว่างูปกติทั่วไปอยู่มากแต่ก็ไม่ใช้ความที่จะหลบไม่ได้ ปากของมันที่กัดโดมอยู่นั้นที่ด้านในมีฟันสีนํ้าเงินขนาดใหญ่สองซีกที่ปลายของมันเริ่มที่จะเจาะเข้ามาในโดมได้แล้วแต่ดูจากที่ไม่มีนํ้าหยดออกมาจากฟันหรือปากของมันแม้แต่ภายในตัวของมันก็ไม่มีเช่นกัน แสดงให้เห็นว่ามันไม่น่าจะมีพิษอยู่ซึ่งเป็เื่ที่ดีแล้วสำหรับพวกเราจะได้ไม่ต้องคอยระวังเื่พิษของมัน แต่ไม่ว่าจะยังไงมันก็เป็เื่ที่น่าแปลกมากสำหรับสิ่งมีชีวิตเพราะปกติแล้วในร่างกายของสิ่งมีชีวิตจะต้องมีนํ้าอยู่บ้างไม่มากก็น้อยแต่สำหรับเ้างูตัวนี้นั้นภายในตัวของมันที่มองเห็นจากตรงจุดนี้มันไม่มีนํ้าอยู่เลยแม้แต่หยดเดียว เป็สัตว์ที่แปลกจริงๆแต่อย่างไงซะไอ้พวกสัตว์ที่อยู่บนดาวดวงนี้มันก็แปลกอยู่แล้วเพราะงั้นช่างเื่นี้มันไปก็แล้วกัน แต่สิ่งที่พวกเราหน้าจะต้องระวังมากที่สุดนั้นก็คงจะมีแค่การโจมตีด้วยการพุ่งเข้าชนกับเกล็ดบนหลังของมันที่แหลมคมแค่นั้นสินะ ถ้าตัวข้าะโขึ้นไปบนหลังของมันได้อาจจะหาจุดที่จะโจมตีสวนหัวของมันได้ ถ้าโจมตีเข้าไปที่หัวก็น่าจะหยุดการเคลื่อนไหวของมันได้คู่หนึ่งก็ได้ โอเคเอาตามนี้แหละ...)
หลังจากที่ยูโตะคิดได้แบบนั้นตัวเขาก็ได้หันไปหาลาน่าที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เดี๋ยวตัวข้าจะะโขึ้นไปบนหลังของมัน แล้วจะหาโอกาศเปิดทางให้ เธอใช้โอกาสนั้นพาอลิชาไปหลบในที่ปลอดภัยซะนะ”
“อ่า...เข้าใจแล้วล่ะ...”
ยูโตะได้จับตัวของอลิชาที่เกาะเขาอยู่ให้ออกจากตัวเขาไปหาลาน่า อลิชาที่โดนยูโตะจับตัวได้เงยหน้าขึ้นมามองที่ยูโตะด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยนํ้าตาที่ไหลออกมาจากดวงตาสีนํ้าตาลคู่นั้นของเธอ
“ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก เดี๋ยวพอตัวข้าจัดการกับไอ้งูบ้านั่นได้แล้วจะรีบกลับมาให้เธอเกาะได้นานเท่าที่เธอ้าเลยเพราะงั้นไม่ต้องหวาดกลัวไปหรอกนะ”
อลิชาที่ได้ฟังแบบนั้นเธอจึงได้กระตุกแขนเสื้อของยูโตะเบาๆก่อนที่จะพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงเล็กๆของเธอที่สั่นเทา
“...ระ...ระวังตัวด้วยค่ะ....ระ...รุ่นพี่…”
“อือ! เข้าใจแล้วล่ะเพราะฉะนั้นไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกนะ”
“ค่ะ!”
พออลิชาพูดจบเธอก็ได้ปล่อยมือจากแขนเสื้อของยูโตะแล้วเดินไปหาลาน่าที่รอรับเธออยู่
“เอ้า! อลิชาขึ้นหลังของฉันมานะ”
ลาน่าได้ก้มตัวเธอลงมาให้เท่ากับอลิชาเพื่อที่เธอจะได้ขึ้นหลังของลาน่าได้แบบง่ายๆ อลิชาได้ปีนขึ้นไปบนหลังของลาน่า พอเธอเห็นว่าอลิชาขึ้นมาบนหลังแล้วลาน่าจึงได้ลุกขึ้นมาแล้วหันไปพูดกับอลิชาที่อยู่บนหลังของเธอด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยน
“จับเอาไว้ให้แนนๆนะ อย่าให้ตกลงไปได้ซะล่ะนะ”
“เข้าใจแล้วค่ะคุณลาน่า”
อลิชาได้ตอบรับคำพูดของลาน่าพร้อมกับออกแรงที่แขนและมือของเธอกอดคอของลาน่าเอาไว้แนนตามที่ลาน่าบอกเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเธอนั้นตกลงไปจากหลังของลาน่าได้
“ระวังตัวด้วยนะยูโตะ”
ลาน่าที่แบกอลิชาอยู่ได้หันมาหายูโตะแล้วพูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนโยนที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงที่เธอมีให้กับยูโตะ
“อะไรกันไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกน่า คิดว่าตัวข้าผู้นี้เป็ใครกันฮะ! เธอนั้นแหละระวังตัวเองให้ดีล่ะ!”
“อ้า! ไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอกคิดว่าฉันคนนี้เป็ใครกันล่ะ!”
ทั้งสองคนได้ยืดมือขวาของตนเองออกมาชนหมัดกัน ก่อนที่จะแยกยายไปทำตามหน้าที่ของตนเอง
ลาน่าที่แบกอลิชาอยู่ได้เดินไปอยู่ทางด้านหลังของกลุ่มเตรียมพร้อมที่จะกระโจนออกไปจากตรงนี้เมื่อลาโน่ให้สัญญาณ
ส่วนยูโตะเดินไปทางข้างหน้าสุดของกลุ่ม ตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะะโขึ้นไปบนหลังของเ้างูศิลาหินั์เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปที่หัวของมันแล้วจัดการมันลงซะ
“เตรียมพร้อมกันเสร็จแล้วงั้นสินะครับ! ท่างั้นผมจะปลดโดมป้องกันออกภายใน3….2….1!”
เมื่อสิ่นเสียงของลาโน่โดมป้องกันรูปวงกลมสีฟ้าได้ถูกปลดออกมันค่อยๆเริ่มสลายหาไปอย่างช้าๆและเมื่อโดมหายไปทุกคนก็เริ่มทำตามหน้าทีของตนเองในทันที
ยูโตะได้วิ่งเข้าไปหาใบหน้าอันใหญ่โต้ของเ้างูั์ เขาได้ก้มตัวลงไปเก็บเศษหินที่อยู่บนพื้นโดยที่ยังคงวิ่งอยู่โดยที่ความเร็วไม่ตกลงไปเลยแม้แต่นิดเดียว เขาได้ขว้างเศษหินที่เก็บมาเข้าใส่ดวงตาสีเหลืองทองอันมหึมาของเ้างูั์ตัวนั้น
ตึ้ง! “ซ้า!!!----”
เ้างูั์ที่โดนเศษหินขว้างใส่เข้าไปในดวงตาของมันอย่างจังได้กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บป่วดพร้อมกับเผยอหัวของมันไปด้านหลังเล็กน้อย
ยูโตะที่ใช้จังหวะนี้ะโเข้าไปใส่เกล็ดบนหลังของเ้างูั์ เขาได้ะโชิ่งไปมาระหว่างเกล็ดที่อยู่ติดๆกันบนหลังของมันขึ้นไปเรื่อยๆจนถึง้าหัวของมัน
ส่วนลาน่าเองก็ใช้จังหวะนี้พาอลิชาหลบออกไปจากที่ตรงนี้มุ่งหน้าไปยังที่ปลอดภัยเช่นกัน เธอนั้นได้ไถลลงไปจากเนินดินที่กลายเป็หินแล้ววิ่งหลบเลี่ยงร่างกายอันใหญ่โตของเ้างูั์และเศษหินต่างๆที่กองอยู่บนพื้น เข้าไปหรบยังอุโมงค์ที่พวกเธอนั้นเข้ามาในตอนแรก
ส่วนลาโน่นั้นได้ทรุดซุดตัวลงเล็กน้อยเพราะอาการเหนื่อยล้าจากการใช้เวทย์ป้องกัน ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาอีกครั้งแล้วลายเวทย์มนต์ใส่ตัวเองทำให้ตัวเขาลอยขึ้นจากพื้นที่ยืนอยู่ไปที่้าของโพรงเพื่อเตรี่ยมพร้อมที่จะทำตามแผนการที่ตัวเขาได้วางเอาไว้
พอยูโตะเห็นว่าทั้งสองคนไปหนีไปหลบในที่ปลอดภัยแล้วตัวเขาที่ขึ้นมาบนหัวของเ้างูศิลาหินั์ได้แล้ว ได้ตั้งท่ากำหมัดส่งพลังไปยังกำปั้นแล้วชกมันลงไปยังหัวของมัน
ตึ้ง!
เ้างูั์ที่โดนหมัดของยูโตะเข้าไปไม่มีอาการอะไรออกมาเลยนั้นก็เพราะว่าเกล็ดที่แข็งแกร่งที่อยู่บนหัวของมันได้ดูดสับแรงหมัดของยูโตะเอาไว้ได้จนหมด
“เฮ้อ~ให้ตายสิเกล็ดของมันแข็งกว่าที่คิดเอาไว้แฮะ ถ้าเป็แบบนี้คงจะเหนื่อยกว่าที่คิดเอาไว้ซะแล้วสิ”
ยูโตะที่ได้บ่นออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะชกลงไปอีกครั้งด้วยแรงที่มากขึ้นกว่าเดิม แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำแบบนั้นเ้างูั์ก็ได้เริ่มขยับตัวขึ้นมาอีกครั้ง
คลืน----!!!!
เ้างูศิลาหินั์ที่รู้ว่ายูโตะนั้นอยู่บนหัวของมันแล้ว ตัวมันจึงสายหัวของมันไปมาด้วยความเร็วและแรงพยายามที่จะทำให้ยูโตะที่อยู่บนหัวของมันตกลงไปที่ด้านล่าง
ยูโตะที่ยอตัวลงใช้มือจับเกล็ดของมันเอาไว้เพื่อไม่ให้ตนเองนั้นตกลงไป
(ไอ้เ้าบ้านี่! ถึงความเร็วของมันจะไม่เร็วมากนักแต่ว่ามันน่ารำคาญซะมัดเลยให้ตายสิทำให้ตัวข้าตั้งท่าโจมตีไม่ได้เลย ให้ตายสิถ้าตัวข้ามีดาบอยู่ล่ะก็น่าจะพอทำอะไรได้มากกว่านี้แท้ๆเลย...ไม่สิยังมีอยู่ดาบที่กลายเป็ศิลหินนั่นไง)
ยูโตะที่คิดขึ้นมาได้เขาจึงหันไปมองยังดาบที่กลายเป็ศิลาหินเล่มนั้น
(ถึงมันจะเป็ดาบที่กลายเป็ศิลาหินจนไม่มีคมดาบหลงเหลืออยู่แล้วก็จริงแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลยล่ะน้า!)
ยูโตะที่คิดขึ้นมาได้แบบนั้นตัวเขาจึงลุกขึ้นมายืนอย่างมั่นคงบนเกล็ดของมัน แล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะะโลงไปเอาดาบเล่มนั้นที่ยังคงปักอยู่บนเนินดินที่กลายเป็หิน
ซ้า-----!!!
แต่ก่อนที่ยูโตะจะได้ทำอะไรเ้างูั์ก็ได้คำรามออกมา ก่อนที่มันจะพุ่งหัวของมันเข้าไปหาดาบเล่มนั้นราวกับว่าดาบเล่มนั้นคือเป่าหมายที่แท้จริงที่มันมายังที่นี่มายังสถานที่แห่งนี้ไม่มีผิด
(เป้าหมายของมันคือดาบเล่มนั้นงั้นเหรอ?! แย่แล้วสิ ถ้าดาบเล่มนั้นคือเป้าหมายที่พวกเราตามหาจริงๆแล้วล่ะก็ ถ้ามันกินดาบเล่มนั้นเข้าไปพวกเราจะไม่สามารถไปเอามันกลับคืนมาได้อีกแน่ จะปล่อยให้เป็แบบนั้นไม่ได้!)
ยูโตะที่คิดได้แบบนั้นได้เปลี่ยนจากท่ายืนเตรียมพร้อมะโมาเป็ท่ายืนเตรียมพร้อมปล่อยหมัด
(ตั้งสมาธิทำแบบที่อาจารย์เคยได้สอนเอาไว้ ใส่แรงลงไปที่หมัดให้มากว่าเดิม...แล้วปล่อยมันออกไป...)
ยูโตะได้ชกเข้าไปที่หัวของเ้างูั์อีกครั้งด้วยแรงทั้งหมดที่ตัวเขามีแต่ในครั้งนี้นั้นไม่เหมือนกับครั้งที่แล้วเพราะหมัดของเขานั้นสามารถทะลวงผ่านเกล็ดที่หน่าของมันลงไปได้
“จะไม่ยอมให้แกได้มันไปหรอก! ฮ้า!ฮ้า!ฮ้า!ฮ้า!ฮ้า!ฮ้า!”
ยูโตะได้ชกหมัดของเขาออกไปรัวๆใส่เข้าไปที่จุดๆเดิม ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!ตึ้ง!
“ซ้า!!----”
เ้างูั์ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บป่วด หมัดของยูโตะที่ชกออกไปนั้นส่งผลทำให้ตัวของเ้างูั์ที่กำลังพุ่งเข้าไปหาดาบได้หยุดลงแล้วแกว่งหัวของมันไปมาด้วยความเจ็บป่วด พยายามที่จะสลัดยูโตะที่เกาะหัวมันอยู่ออกไป
“เอาล่ะ! ถ้าด้วยแรงประมาณนี้ล่ะก็น่าจะพอไหวล่ะน้า...”
คลืน---! บางอย่างที่ขยับอยู่ทางด้านหลังของยูโตะที่กำลังได้ใจและไม่ได้ระวังตัว สิ่งนั้นได้หันปลายแหลมของมันไปที่ด้านหลังของยูโตะ จิ้ว! สิ่งนั้นได้ยิงหนามปลายแหลมขนาดใหญ่เข้าไปใส่หลังของยูโตะที่กำลังพยายามไม่ให้ตนเองนั้นตกลงไปจากหัวของเ้างูั์ที่ขยับไปมา
“ฮ้ะ!”
ในขณะที่หนามปลายแหลมกำลังจะพุ่งเข้าแท่งทะลุร่างกายของยูโตะตัวเขานั้นก็ได้รู้สึกตัวขึ้นมาได้ทันก่อนที่มันจะมาถึงด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเขาที่มีมาั้แ่สมัยเด็ก ทำให้ตัวเขานั้นสามารถเอี้ยวตัวหลบหนามที่พุ่งเข้ามาได้ทันแบบฉิวเฉียด หนามที่พุ่งพลาดเป้าหมายไปได้พุ่งเข้าไปปักที่ผนังโพรงด้วยแรงและความเร็วของมันทำให้มันปักลึกเข้าไปยังด้านในผนังในแบบที่ว่าไม่สามารถที่จะดึงออกมาได้แบบง่ายๆอย่างแน่นอน
“...นะ...นี่มัน!”
ยูโตะได้หันไปยังทิศทางที่มันพุ่งมาเพื่อดูว่าใครกันที่เป็คนยิงมันมาใส่ตัวเขาและสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นนั่นก็คือ...
เกล็ดสีเงินหนึ่งอันที่แข็งและใหญ่ของเ้างูศิลาหินั์ที่เผยอขึ้นมาเล็กน้อยจากหลังของมัน เกล็ดอันนั้นได้หันปลายแหลมของมันมายังยูโตะที่ยืนอยู่ตรงหน้าของมัน
“...อะ...อย่าบอกนะว่าไอ้หนามเมื่อกี้มันเป็คนยิงมาอย่างงั้นเหรอ?…”
จิ้ว! ยังพูดไม่ทันขาดคำหนามนัดที่สองของมันก็ถูกยิงออกมาจากทางขวาของยูโตะ ยิงเข้ามาใส่ตัวเขาที่กำลังมองเกล็ดที่เผยอออกมาอยู่ แต่ในครั้งนี้นั้นตัวเขาได้ระวังตัวอยู่ตลอดเวลาจึงสามารถหลบมันได้อย่างง่ายด้าย
พอตัวเขาหลบหนามนัดที่สองที่พุ่งเข้ามาได้ยูโตะได้หันไปยังทางที่มันถูกยิงออกมา และสิ่งที่เขาเห็นอยู่นั้นนั่นก็คือเกล็ดอีกอันที่เผยอขึ้นมาจากตัวของเ้างูั์เล็กน้อยเหมือนกันกับเกล็ดที่เขาเห็นมาก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
(...มะ...ไม่ผิดแน่เ้างูั์ตัวนี้มันสามารถยิงหนามปลายแหลมที่แข็งมากๆออกมาด้วยความเร็วที่มากกว่าะุปืนพกได้มันแรงพอที่จะเจาะผนังของโพรงนี้ได้อย่างง่ายด้าย ให้ตายสิ!ยุ่งยากซะจริงๆเลยใอ้เ้างูบ้าตัวนี้!)
คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!
ในชั่วขณะไม่กี่วินาทีที่ยูโตะกำลังคิดหาวิธีตอบโต้กลับอยู่ก็ได้มีเกล็ดอีกหลายอันของเ้างูั์ที่ขยับไปมาแล้วเผลอขึ้นมาล้อมรอบตัวของยูโตะเอาไว้ทุกทิศทาง
“เฮ้อ~ให้ตายสิ เป็แบบนี้ถ้าจะแย่จริงๆซะแล้วสิ…”
จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! เข็มปลายแหลมจำนวนมากได้ถูกยิงออกมาจากรอบทิศทางพุ่งเข้ามาใส่ยูโตะด้วยความเร็วที่เทียบเท่ากับความเร็วของะุปืนพก
“ชิ!”
ยูโตะที่อยู่ตรงกลางวงล้อมของหนามนับสิบที่พุ่งเข้ามาหาเขาจากรอบทิศทางได้ะโเหยียบหนึ่งในหนามพวกนั้นขึ้นไปที่้าเพื่อหลบการโจมตีของหนามพวกนั้นที่ถูกยิงออกมาจากทุกทิศทาง
ยูโตะะโขึ้นไป้าหลบหนามที่พุ่งเข้ามาได้สำเร็จ
คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!คลืน---!
แต่พอเขาะโขึ้นไปอยู่ๆก็เกิดเสียงขึ้นมาจากรอบด้าน ยูโตะที่ได้ยินเสียงพวกนั้นจึงหันไปมองทางเสียงเหล่านั่นในขนาดที่ตัวเขากำลังลอยอยู่กลางอากาศและสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านั้นนั่นก็คือ...
เกล็ดที่อยู่ด้านหลังของเกล็ดที่ล้อมรอบยูโตะอยู่ได้เผยอขึ้นมาเป็แถวที่สอง เกล็ดเ่าั้หันมาทางยูโตะที่ลอยอยู่กลางอากาศ จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! เกล็ดแถวที่สองได้ยิงหนามปลายแหลมจำนวนมากออกมาใส่ยูโตะที่กำลังลอยอยู่
“มาไม่หยุดเลยนะ!”
ยูโตะได้หมุนตัวกลางอากาศหลบหนามที่พุ่งเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียดถึงจะมีหนามบางอันที่พุ่งเข้ามาโดนชุดคลุมของเขาจนขาดแต่ก็ไม่ได้โดนตัวของยูโตะเลยแม้แต่อันเดียว
(เฮ้อ~ในที่สุดก็หมดแล้วสินะ...)
ในใจของยูโตะได้คิดแบบนั้นแต่ว่าในความเป็จริงแล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น ในขณะที่ยูโตะกำลังหมุนตัวเพื่อหลบหนามที่พุ่งเข้ามาใส่ตัวเขาดวงตาของเขาก็ได้เหลือบไปเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเกล็ดแถวที่สองและสิ่งนั้นนั่นก็คือ...
(...นะ...นั่นมันเกล็ดแถวที่สามอย่างงั้นเหรอ?!)
ใช้แล้วสื่งนั่นก็คือเกล็ดแถวที่สามที่เล็งมาที่ยูโตะที่กำลังหมุนตัวอยู่กลางอากาศ พวกมันนั้นเตรียมพร้อมที่จะยิงเข้ามาใส่ตัวเขาได้ทุกเมื่อ
(ซวยแล้วสิ!ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็หลบไม่ทันแน่...)
จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! จิ้ว! หนามนับสิบถูกยิงออกมาอีกครั้งจากเกล็ดแถวที่สามเป็ล่ะรอบที่สาม แต่ครั้งนี้นั้นไม่เหมือนกันกับสองครั้งที่ผ่านมาเพาะยูโตะนั้นไม่อยูในสถาพที่จะสามารถหลบการโจมตีนี้ได้อีกแล้ว
(ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็แย่แน่...จะต้องป้องกันจุดตายเอาไว้ให้ได้รับความเสียหายให้น้อยที่สุด...)
ยูโตะยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันหนามพวกนั้นที่กำลังจะพุ่งเข้ามาใส่ตัวเขาจากรอบทิศทาง
(คงจะกันไว้ได้ไม่หมด...แต่ก็ไม่น่าจะถึงตายหรอก...ขึ้นอยู่กับดวงแล้วล่ะ...มีแต่จะรองเสี่ยงดูเท่านั้น!)
“ยูโตะ! ป้องกันด้านขวาล่างซะ!”
เสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านขวาล่างของเ้างูั์ เสียงของชายคนนั่นเป็เสียงที่ยูโตะนั้นคุ้นเคยเป็อย่างดี
“เสียงนี่มัน...”
ยูโตะที่จำเสียงนี้ได้ทันทีเมื่อตัวเข้าได้ยิน เขาจึงทำตามเสียงนั่นในทันที่โดยไม่คิดสงสัยอะไร ยูโตะได้เหวี่ยงมือทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันที่ด้านขวาล่างของตนตามเสียงของชายคนนั้น
คลืน--ตึ้ง! หินขนาดใหญ่ที่ถูกขว้างมาด้วยความเร็วสูงได้เข้ามาปะทะเข้าที่แขนของยูโตะอย่างจังจนทำให้ตัวเขานั้นกระเด็นออกไปจากวงล้อมของหนามนับสิบที่กำลังพุ่งเข้ามาใส่ตัวเขา ตัวเขาที่กระเด็นออกมาได้ตกลงไปยังด้านล่างของเ้างูั์ตัวนั้นด้วยความเร็วสูง แถมรอบๆตัวของเขานั้นยังไม่มีอะไรที่จะสามารถเป็ที่ยึดจับได้เลย ถ้ายังคงเป็แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆตัวเขาได้ตกลงไปหัวโหม่งพื้นตายอย่างแน่นอน
(แย่ล่ะสิ! คงจะต้องหาทางไม่ให้หัวลงพื้นให้ได้...ถ้าไม่สำเร็จล่ะก็ได้ตายแน่เลยให้ตายสิ!)
“เ้าหนู่รับนี่ไปซะ!”
เสียงใหญ่ๆของผู้ชายตัวสูงใหญ่ได้ดังขึ้นมาจากทิศทางเดียวกันกับเสียงของชายหนุ่ม
“ฮะ!”
ยูโตะที่หันไปตามเสียงนั่นก็ได้พบกับหินขนาดใหญ่ที่กำลังรอยเข้ามาใส่ตัวเขาที่กำลังตกลงไปยังด้านล่างด้วยความเร็วสูง
(นั่นมัน...ถ้าเป็แบบนี้ล่ะก็ยังพอมีทางรอดได้อยู่...)
ยูโตะที่คิดขึ้นมาได้แบบนั้นตัวเขาจึงเหวี่ยงแขนทั้งสองข้างของเขาแล้วหมุนตัวกลางอากาศในจังหวะที่หินก่อนนั้นรอยเข้ามาพอดี ตัวเขาที่รอยขึ้นเหนือหินที่รอยเข้ามาใส่เพราะการหมุนตัวกลางอากาศได้ใช้มือทั้งสองข้างของตนเองจับไปที่หินก่อนนั้นที่ลอยเข้ามาจับแล้วบิดหินก่อนนั้นเหวี่ยงลงไปที่ด้านล่าง ยูโตะที่อยู่เหนือหินก่อนนั้นได้ใช้ขาทั้งสองข้างของตนเองเหยียบหินก่อนนั้นทรุดตัวลงยืนบนหินก่อนนั้น เขารอจังหวะที่หินจะตกลงถึงพื้น พอได้จังหวะตัวเข้าได้ใช้แรงเหยียบลงไปที่หินก่อนนั้นแล้วะโออกมาจากหินก่อนนั้นในจังหวะที่หินชนเข้ากับพื้นพอดี ยูโตะที่ะโออกมาจากหินก่อนนั้นได้ลงไปแลนดิ้งที่พื้นด้วยท่าฮีโร่แลนดิ้งอย่างงดงาม เป็เพราะได้หินก่อนนั้นรับแรงกระแทกแถนตัวเขาที่ลงสู่พื้นจึงไม่รับาเ็ใดๆเลย
(เฮ้อ~ดูเหมือนว่าตัวขาจะรอดมาได้แล้วแฮะ...ให้ตายสิถ้าไม่ได้หินก่อนนั้นช่วยรับแรงกระแทกแถนล่ะก็คงจะแย่แน่ๆเลย...)
“เฮ้! ยูโตะ!”
เสียงของชายหนุ่มได้ะโเรียกชื่อของยูโตะที่นั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้น ยูโตะที่ได้ยินเสียงเรียกของเขาจึงลุกขึ้นแล้วหันไปทางเสียงของชายหนุ่มและคนที่เขาเห็นว่ากำลังวิ่งเข้ามาหาเขานั้นนั่นก็คือ...
“เฮ้อ~มาได้จังหวะพอดีเลยนะให้ตายสิ ไงวีวแลน!”
ยูโตะได้ตอบกับคำของสหายของตนที่โผล่ออกมาช่วยเอาไว้ได้ถูกจังหวะพอดี ใช้แล้วเขาคนนั้นก็คือวีวแลนที่วิ่งเข้ามาหายูโตะด้วยความดีใจที่ได้พบกันกับเขาอีกครั้ง คลืน-! วีวแลนที่วิ่งเข้ามาได้กระโจนเข้ากอดยูโตะที่ยืนอยู่ตรงหน้าของตนเอง
“เฮ้ย! อย่ามากอดสิเฮ้ย....”
“ฉันดีใจที่นายปลอดภัยนะ! ฉันคิดว่านายจะไม่รอดจากยานตกซะแล้วสิ~~~”
วีวแลนที่กอดยูโตะอยู่ได้พูดออกมาทั้งนํ้าตามันเป็นํ้าตาแห่งความดีใจที่ได้พบกับเพื่อนรักของตนเองอีกครั้ง
“อย่ามาแช่งให้ตายกันสิเ้าบ้า! ให้ตายสินายนี้ยังใจอ่อนเหนือนเดิมเลยนะให้ตายสิๆ”
ยูโตะได้ดันตัววีวแลนออกจากตัวเขาแล้วใช้มือปัดฝุ่นที่ติดอยู่บนหัวของวีวแลนออก
“ยูโตะพวกเราไม่มีเวลาจะมาเสียที่นี่แล้วนะ พวกเราจะต้องรีบไปตามหาลาน่าก่อนที่จะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเธอ…”
วีวแลนที่โดนดันออกไปได้พูดขึ้นมาด้วยความร้อนรน
“ใจเย็นก่อน!ถ้าลาน่าล่ะก็ปลอดภัยดี เธอดูแลอลิชาอยู่ตรงโน้นน่ะ”
เพื่อให้วีวแลนใจเย็นลงยูโตะจึงบอกความจริงให้เขาได้รู้ พร้อมกับชี้นิ้วไปทางที่ลาน่ากับอลิชาซ่อนตัวอยู่
“จริงเหรอ!เฮ้อ~~ดีจริงๆที่เธอปลอดภัยนะ...”
“นายเนี่ยกำวนมากเกินไปแล้วนะให้ตายสิ...”
“ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ! ดูสนิทกันดีนิพวกเ้าหนูทั้งสอง”
ในระหว่างที่วีวแลนกับยูโตะกำลังคุยกันอยู่ก็ได้มีเสียงที่ใหญ่ของผู้ชายร่างใหญ่โต้พูดขึ้นมาขัดพวกเขาทั้งสองคน เขาคนนั้นคือชายร่างใหญ่ผิวสีแทนมีกล้ามเนื้อเหมือนกับพวกนักกล้าม บนใบหน้ามีเคราและผมสีนํ้าตาลที่ยาวเหมือนกับสิงโต แถมยังมีแววตาที่ดูเหมือนกับสัตว์ป่านักล่าที่ดุร้ายอีกด้วย เขาใส่ชุดคลุมสีขาวระดับหัวหน้าหน่วยของกองทัพอาร์คที่เหมือนกันกับของวีวแลนแต่ต่างกันตรงที่แขนเสื้อนั้นถูกชีกจนขาดจนเห็นกล้ามแขนของเขาได้อย่างชัดเจน
“ถ้าจำไม่ผิดเ้าคือหัวหน้าหน่วย...ฮา...อะ...อะไรสักอย่างเนี่ยแหละ”
ยูโตะที่พูดออกมาโดยที่พยายามคิดชื่อของผู้ชายคนนั้นออกมาจากความทรงจําของเขา
“ตัวข้าผู้นี้คือ บีส ฮาบัส หัวหน้าหน่วย ฮาร์ดรัน แห่งกองกำลังอาร์ค เ้าคงจำข้าไม่ได้งั้นสินะแต่ข้าจำเ้าได้นะอสูรสีเท่าเอ้ย ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!”
บีสได้แนะนำตัวของเขาด้วยนํ้าเสียงที่เป็กันเอง
(พอจะจำได้แล้วสิ เ้านี้มันคือหัวหน้าหน่วยผู้มีฉายาสัตว์อสูรสีชาดที่ไม่ค่อยจะมีสมองซักเทาไหลงั้นสินะ ดันมาเรียกตัวข้าด้วยฉายาที่ตัวข้าเกลียดที่สุดซะได้ให้ตายสิพวกเราคงเข้ากันไม่ได้อย่างแน่นอนล่ะนะ)
“จะว่าไปเ้างูั์ตัวนั้นมันอะไรกันเนี่ย งูขนาดมหึมาที่ร่างกายของมันมีรูปร่างและความแข็งแกร่งเหมือนกับศิลาหินที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า แถมยังมีเกล็ดที่ใหญ่และสามารถยิงหนามปลายแหลมออกมาจากด้านใต้ของมันได้อีก เฮ้อ~เป็สัตว์ที่ข้าผู้นี้ไม่เคยเห็นมาก่อนอีกแล้วสินะ!”
(หือ~แค่มองเพียงแค่แป๊บเดียวก็สามารถรู้ถึงความสามารถของมันทั้งหมดได้เลยงั้นเหรอ เป็ผู้ชายที่มีความรู้เื่สัตว์เยอะไม่เปล่าเลยแฮะ)
“แล้วจะเอายังไงกับมันดีครับ พวกเราไม่มีเหตุผลที่จะต้องสู้กับมันด้วย พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเลยดีมั้ย”
“นั้นสินะ นั้นอาจจะเป็ความคิดที่ดีก็ได้นะ”
“ไม่ได้! ถ้าเป็เหตุผลล่ะก็มีอยู่...”
ยูโตะที่พูดขึ้นมาได้ใช้นิ้วของตนชี้ไปยัง้าสุดของเนินดินที่กลายเป็หิน
“เห็นดาบเล่มนั้นมั้ย เปล่าหมายของเ้างูั์คือดาบเล่มนั้น”
วีวแลนกับบีสได้หันไปในทิศทางที่ยูโตะได้ชี้ไป ที่นั่นพวกเขาได้เห็นดาบที่กลายเป็หินเล่มนั้นที่ปักอยู่บนเนินดินที่กลายเป็หิน
“ดาบเล่มนั่นอาจจะเป็สิ่งที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ก็เป็ได้ เป็สิ่งที่เป็เหตุผลที่พวกเรามายังที่นี่...”
“เ้าหนูจะบอกว่าดาบเล่นนั้นอาจจะเป็สิ่งที่พวกเรากำลังตามหาอยู่ก็ได้งั้นสินะ...”
“ก็มีความเป็ไปได้แบบนั้น ถ้างูั์ตัวนั่นได้ดาบไปล่ะก็มีหวังพวกเราหมดโอกาศที่จะได้ดาบเล่มนั่นมาอย่างแน่นอน...”
“งั้นก็แปลว่าถ้าพวกเราหนีไปจากที่นี่ เ้างูั์ตัวนั้นจะเอาดาบไป…”
วีวแลนที่พูดออกมาได้กำมือของตนเองเอาไว้แน่แล้วะโออกมาด้วยความโกรธ
“จะปลอยให้เป็แบบนั้นไปไม่ได้!!!!”
ยูโตะกับบีสที่ได้ยินแบบนั้นจึงหันไปหาวีวแลนที่ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขาด้วยน่าตาที่มีความใเล็กน้อย
“ถ้าดาบเล่นนั้นถูกชิงไปล่ะก็เหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ก็จะหายไป แล้วการตายของทุกคนที่ผ่านมาทั้งหมดมันจะเป็การเสียสละที่สูญเปล่า...จ...จะยอมให้มันเป็แบบนั้นไม่ได้!”
วีวแลนได้ะโความรู้สึกในใจของเขาออกมาด้วยเสียงที่ดังลั่นพร้อมกับเดินไปยังด้านหน้าของยูโตะกับบีสที่มองตัวเขาอยู่ด้วยสีหน้าที่ใเล็กน้อย
“ไปกันเถอะยูโตะ,หัวหน้าบีสพวกเราจะต้องโค่นเ้านั้นลงแล้วชิงดาบเล่มนั้นมาให้ได้ เพื่อที่จะไม่ให้การเสียสละของทุกคนต้องสูญเปล่า!”
วีวแลนพูดออกมาพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าไปซัดกับเ้างูั์ที่อยู่ตรงหน้า
“เฮ้อ~ให้ตายสิ นายเนี่ยมันมักจะเป็แบบนี้เสมอเลยนะ เอาเถอะนั่นอาจจะเป็ขอดีของนายก็ได้”
ยูโตะที่พูดออกมาได้เดินมายืนที่ด้านขวาของวีวแลนแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าไปใส่เ้างูั์ตนนั้นพร้อมกันกับวีวแลนสหายของตน
“ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ! พวกคนหนุ่มเนี่ยมีสปิริตกันดีจริงๆเลยนะ! ข้าผู้นี้ก็คงจะยอมแพ้ไม่ได้ซะแล้วสิ”
บีสที่พูดออกมาได้เดินไปยืนที่ด้านซ้ายของวีวแลนพร้อมกับตั้งท่ากำหมัดหักนิ้วของตนเองดังก๊อบๆเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปปะทะกับเ้างูั์ที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาได้ทุกเมื่อ
“ทั้งสองคน อือ!พวกเรามารวมมือกันจัดการกับเ้านั่นไปด้วยกันเถอะ!”
“เอ้อ!”
“โอ้!”
ทั้งสองคนได้ตอบกลับเสียงของวีวแลนด้วยเสียงที่เต็มเปลี่ยมไปด้วยพลัง
“แล้วพวกเราจะสู้กับมันอย่างไงดีล่ะ”
วีวแลนได้ถามออกมาในขณะที่อยู่ในท่าเตรียมพร้อม
“ให้ตายสิ! นายเนี่ยไม่ได้วางแผ่นอะไรไว้เลยงั้นสินะ”
ยูโตะได้พูดออกมาในขณะที่กำลังมองไปที่้าของโพรงแห่งนี้อยู่
“ไม่เป็ไรหรอกตัวข้ามีแผ่นอยู่ ขอให้พวกนายช่วยถ่วงเวลามันไว้ให้ได้สักประมาณ7นาทีก็พอ”
“7นาทีงั้นเหรอ? แล้วพอผ่านไป7นาทีแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้นกันล่ะเ้าหนู”
บีสหันมาหายูโตะที่มองขึ้นไปที่้าแล้วถามออกมา
“เอาเถอะน่าเดี๋ยวพอถึงเวลาก็จะรู้เองแหละ”
ยูโตะที่ตอบกลับมาได้หันไปหาบีสด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“หือ!ดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจนั่น…”
(ดวงตาแบบนั้นมันคือดวงตาของนักล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ความมั่นใจที่ว่าจะสามารถล่าเหยื่อที่หมายตาเอาไว้ได้อย่างแน่นอน!)
“ได้เลยเ้าหนู!ข้าจะทำตานนั้นก็ได้ 7นาทีงั้นสินะ!”
บีสที่มองเข้ามาที่ในตาของยูโตะได้ตอบเขากลับด้วยท่าทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อใจอย่างถึงที่สุด
“ต้องขอขอบใจที่ยอมเชื่อใจกัน!”
“อะไรกัน ของแค่นี้เองสบายมากน่า ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ!ฮ่าฮะ! ข้าจะดึงความสนใจของมันเอาไว้ให้เอง ส่วนเ้าหนูทั้งสองคนฝากจัดการผนึกการเคลื่อนไหวของมันให้หน่อยจะได้มั้ย”
“ไม่ต้องเป็ห่วงครับ! เื่นั้นเดี๋ยวผมกับยูโตะจะจัดการให้เองครับ”
“ให้ตายสิ! ช่วยไม่ได้นะ”
ซ้า------!!!!!
เ้างูั์ที่เริ่มขยับตัวอีกครั้งหันมาทางที่พวกยูโตะยืนอยู่ มันได้คำรามออกมาเป็เสียงคำรามที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณนี้
“เอาล่ะมาเริ่มต้นการต่อสู้ของพวกเรากันเถอะ!”
“เอ้อ!”
“โอ้!”
หลังจากสิ้นเสียงของยูโตะและเสียงตอบกลับจากทั้งสอง การต่อสู้ยกที่สองกับเ้างูศิลาหินั์ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว