ณ ห้องอาหารโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปางดารา ทุกคนกำลังร่วมรับประทานอาหารในงานเลี้ยงต้อนรับครูอาสาคนใหม่ ครูดารัน แม้อาหารจะไม่ได้มีราคาแพง หรือพิเศษอะไรมากมาย แต่ก็เป็มื้อที่อร่อยที่สุดเช่นกันสำหรับดารัน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่ส่งผ่านความเป็มิตรมาให้ มันทำให้เธอรู้สึกมีกำลังใจมีแรงที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
“ครูดารัน เคยไปทำงานอาสาแบบนี้ที่ไหนมาก่อนรึเปล่าครับ” คุณหมอหนุ่มถามขึ้น หลังจากที่เขาเฝ้ามองดารันอยู่นาน เขาแทบไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนนี้จะอาสามาเป็ครูในที่ทุรกันดารแบบนี้ แถมหน้าตาเธอยังน่ารักไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้จะไม่สวยสะดุดตาแต่ก็จัดได้ว่ามองได้ไม่เบื่อ จนเขาต้องแอบมองเธออยู่บ่อย ๆ
“ถ้าครูอาสาบนดอยก็ที่นี่ที่แรกค่ะ แต่ฉันเคยลงไปภาคใต้เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา ไปช่วยจัดงานวันเด็กให้เด็ก ๆ น่ะค่ะ แล้วได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ทั้งความเป็อยู่ที่ลำบาก แถมยังอันตรายรอบด้านจากพวกก่อความไม่สงบอีก แต่เด็ก ๆ ที่นั่นน่ารักมาก รวมถึงคุณครู ตำรวจ ทหาร ที่เสียสละกันมาก ๆ ทุกคนที่นั่นทำให้ฉันนึกอยากทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมบ้าง ก็เลยลองสมัครครูอาสาและได้มาที่นี่เนี่ยล่ะค่ะ” ดารันเล่าถึงความเป็มาที่ทำให้เธออยากสมัครมาเป็ครูอาสาบนดอยแห่งนี้ให้ทุกคนฟัง
“อ๋อ นึกออกแล้ว ครูไปโรงเรียนที่ยะลากับคณะของครูแก้ว แล้วมีเหตุการณ์ะเิในงานวันเด็กใช่ไหมครับ ผมก็อยู่ที่นั่น ถึงว่าดูคุ้นหน้าจัง” ผู้หมวดอาทิตย์รีบพูดเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าเขาเคยเจอดารันที่ไหน
“อ่าว หมวดก็อยู่ที่นั่นด้วยเหรอคะ ฉันจำไม่ได้เลย ก็เล่นปิดหน้าปิดตากันซะขนาดนั้นอะเนอะ” ดารันพูดพลางหัวเราะ “ฉันยังเคยคิดเลยนะคะว่าแต่งตัวกันมิดชิดขนาดนั้นไม่ร้อนกันบ้างเหรอ”
“ไอ้ร้อน มันก็ร้อนอยู่นะครับ แต่เราต้องป้องกันตัวครับเพื่อความปลอดภัย ไม่ควรประมาท แต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องจัดเต็มตลอดเวลาขนาดนั้น จะได้โชว์หน้าหล่อ ๆ บ้าง จริงไหมครับพี่นนท์” หมวดอาทิตย์หันไปถาม รฐนนท์เมื่อเห็นเขานั่งเงียบอยู่นาน แต่รัฐนนท์ก็ยังคงกินต่อไปไม่สนใจที่จะร่วมสนทนาด้วย
“พี่นนท์นี่ล่ะครับตอนอยู่ที่ใต้นะ ขนาดไม่ค่อยได้โชว์หน้าตาเท่าไรแต่สาว ๆ นี่ติดกันตรึมเลยนะครับ โอ๊ย....” คนช่างพูดรีบหุบปากทันทีหลังจากถูกคนที่เขาพูดถึงเหยียบเท้าเข้าให้
“เป็อะไรไปคะ หมวด” ครูพิกุลถามเมื่อเห็นผู้หมวดหนุ่มทำท่าทางเหมือนเจ็บเอามาก ๆ
“มะ...ไม่เป็ไรครับ แค่... รู้สึกปวดท้องนิดหน่อยน่ะครับ” หมวดอาทิตย์หันไปมองคนที่เหยียบเท้าเขา รฐนนท์กระซิบกับเขาว่า “อย่าพูดมาก กินไป” เขาจึงต้องหยุดพูดแล้วหันไปสนใจกับอาหารตรงหน้า
“นี่ผู้กองก็อยู่ในงานวันเด็กที่เกิดเหตุะเิด้วยเหรอคะ แล้วเราเคยเจอกันไหมคะ” ดารันถามออกไปเพราะความสงสัยเมื่อครั้งแรกที่เธอพบเขา เธอคิดว่าเธอคุ้น ๆ กับน้ำเสียงและท่าทาง ของเขามากเหมือนเคยเจอกันมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออก ทั้งที่เขาไม่ได้มีท่าทีว่าเคยรู้จักเธอมาก่อน แต่เธอยังแอบคิดว่าอาจเป็เขาคนนั้นคนที่เธออยากเจอ
“เราคงเคยเจอกันล่ะครับ ถ้าคุณไปที่นั่น แต่คุณอาจจะจำผมไม่ได้” ผู้กองรฐนนท์ตอบแบบเลี่ยง ๆ เขามองสบตาคนถามเพียงครู่เดียวแล้วหันกลับมาสนใจกับอาหารตรงหน้าต่อ
“ครูดารันเคยเจอเหตุการณ์ะเิด้วยเหรอครับ แล้วน่ากลัวมากไหมครับ” คุณหมอ กฤษฏา ถามดารันด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น ส่วนดารันเหมือนโดนขัดจังหวะ เพราะเธออยากจะถามผู้กองต่อมากกว่า เธออยากรู้ว่าเขาจะใช่คนที่เธอคิดเอาไว้หรือไม่ แต่ก็ไม่อยากเสียมารยาท
“ฉันกลัวมากค่ะตอนนั้น ั้แ่เกิดมายังไม่เคยเจออะไรแบบนั้นเลยนี่คะ โชคดีที่มีคน ๆ หนึ่งช่วยฉันไว้ตอนที่ฉันกำลังแย่ แต่ฉันก็ไม่มีโอกาสเห็นหน้าเขาหรอกค่ะ รู้แต่ว่าเขาเป็ตำรวจพลร่ม ตชด.เหมือนกับพวกคุณ” ดารันปลายตาไปมองทางหมวดอาทิตย์และผู้กองรฐนนท์ แต่เห็นผู้กองหนุ่มมีท่าทีเฉย ๆ ดารันจึงคิดว่าเขาอาจจะไม่ใช่คนที่เธอคิดไว้ก็เป็ได้
“เหรอครับ จริง ๆ ตำรวจพลร่มที่อยู่ที่นั่นมีเยอะอยู่นะครับ พวกเราทำงานรับใช้ชาติ กันอย่างลืมเหนื่อย ลืมตายกันเลยล่ะครับ” หมวดอาทิตย์รีบเปลี่ยนเื่ เขาไม่รู้ทำไมอยู่ ๆ ลูกพี่ของเขาไม่อยากให้พูดถึงเื่ตอนอยู่ใต้เสียอย่างนั้น แต่คิดว่าอาจจะมีอะไรที่ลูกพี่ไม่อยากให้ครูดารันรู้ก็อาจเป็ได้เขาจึงได้แต่ตามน้ำไป
จากนั้นครูใหญ่จึงเล่าเื่ที่นี่ให้ดารันฟัง ทุกคนดูจะมีส่วนร่วมไปด้วยยกเว้นพยาบาลสาวสวย ที่ดูจะคอยเอาอกเอาใจผู้กองหนุ่มรูปหล่อเป็พิเศษ จนลืมคนอื่น ๆ ไปเลยทีเดียว แต่คนที่ถูกเอาใจก็ยังทำท่าไม่รับรู้อะไรเหมือนเคย พอหลังจากทานข้าวเสร็จทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับที่พัก โดยมีครูพิกุลพาดารันไปส่งที่บ้านพักที่จัดเตรียมไว้ให้
“สวัสดีค่ะแม่ รันถึงที่หมายโดยปลอดภัยแล้วนะคะ” ดารันโทรศัพท์หาแม่ของเธอหลังจากแยกย้ายจากงานเลี้ยงต้อนรับเมื่อตอนหัวค่ำ ไปยังบ้านพักที่ถูกจัดไว้สำหรับเป็ที่พักของเธอ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของอาคารเรียน ตัวบ้านเป็บ้านไม้หลังเล็ก ๆ เดิมทีใช้สำหรับนักเรียนที่อยู่ประจำที่นี่ แต่่นี้นักเรียนที่อยู่ประจำมีจำนวนน้อย บ้านหลังนี้จึงไม่ได้ใช้ แต่ห้องน้ำนั้นต้องใช้ร่วมกันซึ่งอยู่ทางด้านหลังอีกฝั่งหนึ่งของอาคารเรียน
“ปลอดภัย ก็ดีแล้วจ๊ะลูก แม่ก็หายห่วงสักที แล้วที่หลับที่นอนเป็ไงบ้าง ทางนั้นเค้าต้อนรับรันดีไหมลูก” คุณสุดาสอบถามบุตรสาวด้วยความเป็ห่วง เพราะั้แ่เกิดมาลูกก็ไม่เคยจะต้องห่างจากเธอไปไหนนานขนาดนี้
“ดีมากเลยค่ะ ดีกว่าที่รันคิดเอาไว้ซะอีก อากาศก็ดีม๊าก... มาก ค่ะ รันว่ารันคิดไม่ผิดเลยที่มาที่นี่ แม่ไม่ต้องเป็ห่วงนะคะ ข้างบนนี้ก็พอมีสัญญาณโทรศัพท์อยู่ รันจะโทรหาแม่ทุกวันเลย ล่ะค่ะ” ดารันพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“จ๊ะ แม่ก็ห่วงลูกกลัวจะปรับตัวไม่ได้ แต่ได้ยินแบบนี้แม่ค่อยสบายใจหน่อย อ้อแล้วก็อย่าลืมห่มผ้าหนา ๆ นะลูกอากาศบนดอยกลางคืนมันหนาว แต่ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเรานะลูก” คุณสุดาพูดเสียงเครือ ๆ น้ำตาคลอเหมือนจะร้องไห้
“โถ่ แม่คะ รันอยู่ได้จริง ๆ ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ อ้อ รันขอไปอาบน้ำก่อนนะคะ เหนียวตัวจะแย่ละ บ๊าย บายค่ะแม่” ดารันตัดบดเพราะรู้ว่าถ้าขืนคุยต่อ แม่ของเธอต้องร้องไห้ออกมาเป็แน่ แล้วเธอเองก็คงอดร้องไห้ตามไปด้วยไม่ได้
“จ๊ะ ๆ อย่าลืมโทรมาหาแม่อีกนะ ดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก” หลังจากวางสายคุณสุดาก็แอบร้องไห้ คิดถึงลูกอยู่พักใหญ่โดยไม่ให้สามีของเธอเห็น เพราะกลัวเขาจะเป็ห่วง แต่เธอทำใจได้ยากจริง ๆ ที่ลูกจะต้องจากไปไหนนาน ๆ แบบนี้
หลังจากคุยกับแม่เสร็จดารันก็เตรียมตัวไปอาบน้ำ ที่โรงเรียนตชด.แห่งนี้มีห้องน้ำอยู่สองห้อง แยกหญิงชาย ใช้ร่วมกันทั้งครู และตำรวจตชด. ส่วนนักเรียน จะมีห้องน้ำที่อยู่ติดกับตัวอาคารเรียนแยกต่างหาก ดารันเตรียมของใช้ส่วนตัวเสร็จ จึงเดินตรงไปยังห้องน้ำที่ครูพิกุลบอกก่อนหน้านี้ว่าอยู่ตรงไหน เธอเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนในห้องน้ำด้วยเลย
ตามทางเดินหลังอาคารที่เดินไปห้องน้ำอีกฝั่งหนึ่งค่อนข้างมืด แต่ก็พอมีแสงไฟจากตัวอาคารออกมาให้เห็นบ้าง อากาศเริ่มเย็นลงดารันจึงเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาเล็กน้อย แต่จะไม่อาบก็ไม่ได้เพราะรู้สึกเหนียวตัวมาก คงนอนหลับทั้งอย่างนี้ไม่ไหวแน่
“น่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย คราวหลังต้องอาบน้ำั้แ่ตอนเย็นแล้วเรา รู้งี้ชวนครูพิกุลมาเป็เพื่อนด้วยก็ดีหรอก” ดารันเดินไปด้วยบ่นไปด้วย พอเกือบถึงห้องน้ำสายตาเธอก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่ม ๆ นั่งอยู่ตรงมานั่งใต้ต้นไม้ทางซ้ายมือของเธอ ดารันรู้สึกกลัวมาก ‘เอาแล้วไง มาวันแรกก็โดนเลยเรา’ เธอพึมพำกับตัวเอง แล้วรวบรวมความกล้า เพื่อจะเดินผ่านไปยังห้องน้ำ โดยพยายามไม่มองไปทางนั้น ขณะที่ปากท่องบทสวดอยู่ แต่ก็ท่องวกไปวนมาเพราะสมองตอนนี้เริ่มมีความกลัวเข้ามาแทนที่สติเสียแล้ว
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสะ นะโมตัสสะ โอ้ยอะไรอีกเนี่ย เอ่อ ... อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยนะคะ คือฉันแค่มาขออาศัยอยู่สอนเด็ก ๆ ที่นี่ ขอช่วยเห็นใจเข้าใจกันหน่อยน้า นะโมตัสสะ ว้าย.....” ดารันร้องขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีมือของใครคนหนึ่งมาจับบ่าของเธอเอาไว้ จนทำให้เธอใสุดขีดจนต้องร้องออกมา
“อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลยน้า แล้ว....ฉะ ...ฉันจะทำบุญไปให้นะ ชอบอะไรก็บอก เฮ้ย.... ไม่ต้องบอกก็ได้เอาเป็ว่าพรุ่งนี้ฉันจะทำบุญไปให้ก็แล้วกัน ตอนนี้ช่วยไปที่ชอบ ๆ นะ ขอร้องล่ะ ไปนะ ๆ ฮือ ๆ ๆ ” ดารันหลับตา พร้อมกับยกมือที่ถือเสื้อผ้าที่เธอนำมาเปลี่ยน ขี้นพนมมือไปด้วย ปากก็พูดไปด้วย
“นี่ คุณ ผมยังไม่ตายนะครับ ไม่ต้องไล่ให้ไปที่ชอบหรอก” รฐนนท์ซึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นนานแล้ว เขาเห็นดารันทำท่าทางแปลก ๆ จึงเดินเข้ามาหาถึงได้รู้ว่าเธอคิดว่าเขาเป็ผีมาหลอกเธอ ท่าทางของเธอเกือบทำให้เขาหลุดหัวเราะออกมาดัง ๆ เสียแล้ว ดีที่เขายังกั้นหัวเราะเอาไว้ได้
“อ่าว ผู้กองเองหรอกเหรอคะ ฉันก็นึกว่าโดนเข้าซะแล้ว เฮ้อ .... ค่อยยังชั่ว” ดารันลืมตาขึ้นมองเมื่อได้ยินเสียงคุ้นหู แล้วก็พบว่าเป็รฐนนท์เอง จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ครูรันจะไปอาบน้ำเหรอครับ” รฐนนท์ถามเมื่อเห็นข้าวของในมือของดารันที่เธอถือมาด้วย
“ค่ะ ฉันกำลังจะไปอาบน้ำ เอ่อ... ถ้าคุณไม่รีบไปไหน ก็ ... รบกวนช่วยอยู่เป็เพื่อนกันก่อนได้ไหมคะ คือ... ฉันไม่ได้กลัวหรอกนะคะ เพียงแต่ ฉันอยากมีเพื่อคุยอะค่ะ อยู่คนเดียวมันเหงาน่ะ” พอนึกถึงความรู้สึกเมื่อกี้นี้ทำให้เธอไม่อยากเสี่ยงอยู่คนเดียวอีก ‘ยังไงสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียวตามคำโบราณพูดไว้ล่ะน่า’ เธอคิด
“เมื่อกี้ที่คุณสวดมนต์ หลับตาปี๋ นี่แค่ซ้อมใช่ไหมครับ ไม่ได้กลัวเท่าไหร่เลยเนอะ”