แสงแรกของอรุณรุ่งสาดส่องลงมาจากฟากฟ้าย้อมผืนป่าให้เป็สีทองอร่าม เสียงนกนานาชนิดขับขานบทเพลงยามเช้าอันไพเราะแต่ในใจของ หลี่เฟิ่ง กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันเขายืนอยู่หน้ากระท่อมไม้ซอมซ่อของ ไป๋เฟิง กวาดสายตาสำรวจรอบกายเป็ครั้งสุดท้ายภาพความทรงจำของการฝึกฝนอย่างหนักหน่วง การต่อสู้กับความหิวโหยและการเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเอง ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด
"ข้าไปแล้วขอรับท่านอาจารย์!"หลี่เฟิ่งเอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด แม้จะรู้ว่า ไป๋เฟิ่ง ยังคงนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่ริมลำธารไม่ได้หันมามองเขา แต่เขาก็ยังคงก้มคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด
ไม่มีคำตอบใดๆจากไป๋เฟิง มีเพียงความเงียบสงบที่โอบล้อมรอบกายชายชราผู้นั้นราวกับเขารวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติไปแล้ว หลี่เฟิ่งพยักหน้าเล็กน้อยแล้วหันหลังก้าวเดินออกไปจากกระท่อมอย่างเด็ดเดี่ยว
ทุกย่างก้าวที่เขาเดินออกห่างจากกระท่อมไปเรื่อยๆความรู้สึกที่ผสมผสานกันก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ความตื่นเต้น คือสิ่งแรกที่พุ่งพล่านอยู่ในใจเขากำลังจะได้เห็นโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ไพศาลยุทธภพที่เต็มไปด้วยเื่ราวในตำนานที่ไป๋เฟิงเคยเล่าให้ฟังเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลาย อาคารบ้านเรือนที่สูงเสียดฟ้าและวิถีชีวิตที่แตกต่างจากหมู่บ้านหลินเจียงอย่างสิ้นเชิงภาพเ่าั้ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวดุจกลองศึกราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะได้ไปผจญภัยในดินแดนแห่งความฝัน เขากระหายที่จะเรียนรู้อยากเห็นด้วยตาตัวเองว่ายุทธภพที่แท้จริงเป็เช่นไร
ความมุ่งมั่น เป็อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งมันคือเพลิงแค้นที่หล่อหลอมจิตใจเขาให้กล้าแกร่ง ความแค้นต่อ"พันธมิตรไร้เงา" ที่ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาความมุ่งมั่นที่จะสืบหาความจริง ทำลายองค์กรชั่วร้ายนั้นและทวงคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านหลินเจียงที่ต้องล้มตายทุกย่างก้าวของเขาจึงเต็มไปด้วยจุดประสงค์ที่แน่วแน่ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากลำบากเพียงใด เขาก็จะไม่ยอมแพ้
แต่ภายใต้ความตื่นเต้นและความมุ่งมั่นนั้นยังคงมี ความโดดเดี่ยว ซ่อนเร้นอยู่ลึกๆเขาเป็เพียงเด็กหนุ่มกำพร้าที่ต้องเริ่มต้นใหม่เพียงลำพังในโลกที่ไม่คุ้นเคยไม่มีญาติมิตร ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีใครที่จะคอยช่วยเหลือหรือให้คำปรึกษาทุกการตัดสินใจ ทุกย่างก้าว เขาต้องเผชิญหน้ามันเพียงลำพังความรู้สึกนี้หนักอึ้งอยู่ในใจ แต่เขาก็พยายามเก็บมันไว้ ไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า
หลี่เฟิ่งก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ไป๋เฟิงแนะนำเขาวิ่งบ้าง เดินบ้าง สลับกันไปตามความเหมาะสมร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นมากจากการฝึกฝน แม้จะยังไม่ถึงขั้นยอดฝีมือแต่ก็เพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดในป่าได้แล้ว
เขาเดินเท้ามาได้ครึ่งค่อนวันแสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีส้มแดงอร่ามเขาตัดสินใจหยุดพักใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อเติมพลังงาน เขากินผลไม้ป่าที่เก็บมาได้และจิบน้ำจากกระบอกไม้ไผ่
ยามค่ำคืนมาเยือนบรรยากาศในป่าเริ่มเงียบสงัดลง หลี่เฟิ่งก่อกองไฟเล็กๆ ขึ้นเพื่อไล่สัตว์ร้ายและให้ความอบอุ่นเขาหยิบ มีดสั้นปริศนา ออกมาจากอกเสื้อแสงสีเงินอ่อนๆ ที่เปล่งออกมาจากมีดสั้นเป็ดั่งแสงนำทางในความมืดมิดเขาใช้เวลาทบทวนกระบวนท่ามีดสั้นที่ไป๋เฟิงสอน และโคจรลมปราณตามตำราที่ได้รับมา
ในความเงียบสงัดของป่าหลี่เฟิ่งััได้ถึงพลังงานลึกลับที่ไหลเวียนอยู่ในมีดสั้นปริศนามันเป็ความรู้สึกที่คุ้นเคยและให้ความรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาดราวกับมีดเล่มนี้เป็ส่วนหนึ่งของเขาไปแล้วเขารู้สึกได้ว่ามันกำลังตอบสนองต่อลมปราณของเขาทำให้การควบคุมลมปราณลื่นไหลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หลายวันผ่านไปหลี่เฟิ่งยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่อง เขาเผชิญหน้ากับสัตว์ป่าบางชนิดแต่ด้วยวิชาตัวเบาและฝีมือการใช้มีดสั้นที่พัฒนาขึ้นทำให้เขาสามารถหลบหนีหรือต่อสู้ได้อย่างปลอดภัยเขาเรียนรู้ที่จะอ่านร่องรอยสัตว์ป่าและใช้ภูมิปัญญาที่ไป๋เฟิงสอนในการหาอาหารและน้ำ
ในเช้าวันที่สามของการเดินทางสายตาของหลี่เฟิ่งก็พลันจับจ้องไปที่จุดๆ หนึ่งเบื้องหน้า
เบื้องล่างของหุบเขาที่เขากำลังยืนอยู่มี ถนนดินแดงกว้างใหญ่ ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาสองข้างทางเต็มไปด้วยร่องรอยของการสัญจรของรถม้าและผู้คนที่บ่งบอกว่านี่คือเส้นทางหลักที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองต่างๆ
หัวใจของหลี่เฟิ่งเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นนี่คือสัญลักษณ์แรกของการได้ก้าวเข้าสู่โลกภายนอกอย่างแท้จริง!
เขารีบลงจากเนินเขาอย่างรวดเร็วและเมื่อเท้าัักับถนนดินแดง เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ััถึงกลิ่นดินกลิ่นควัน และกลิ่นอายของผู้คนที่แตกต่างจากกลิ่นป่าที่คุ้นเคย
เขาเริ่มเดินไปตามถนนดินแดงมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกตามที่ไป๋เฟิงแนะนำ ไม่นานนักเขาก็เริ่มเห็นร่องรอยของมนุษย์ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มีบ้านเรือนหลังเล็กๆปรากฏขึ้นห่างๆ มีเสียงผู้คนพูดคุยกันแว่วมาตามสายลมและมีกลิ่นควันจากการหุงหาอาหารลอยอบอวล
"เมืองหลัวหยาง...ข้ากำลังจะไปถึงแล้ว" หลี่เฟิ่งพึมพำกับตัวเอง
แม้จะยังคงมีความโดดเดี่ยวเกาะกุมอยู่ในใจแต่ความตื่นเต้นและความมุ่งมั่นกลับมีมากกว่า เขาก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ลดละด้วยจิตใจที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่รออยู่เบื้องหน้า
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำหลี่เฟิ่งก็มองเห็นเค้าโครงของ กำแพงเมืองสูงใหญ่ ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้ากำแพงเมืองนั้นแข็งแกร่งและสูงเสียดฟ้า ราวกับกำแพงที่แบ่งแยกระหว่างโลกสองใบ:โลกของธรรมชาติที่เขาเพิ่งจากมา กับโลกของมนุษย์ที่เขาไม่เคยรู้จัก
เสียงผู้คนจอแจดังมาจากภายในเมืองแสงไฟจากโคมระย้าส่องสว่างไสว บ่งบอกถึงความคึกคักและชีวิตชีวาของเมืองใหญ่
หลี่เฟิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังจะหลุดออกมาจากอกนี่คือ "ก้าวแรกในโลกกว้าง" ของเขาอย่างแท้จริงมันคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัย การเรียนรู้ และการเผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รอคอย
เขากำมีดสั้นปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเสื้อแน่นความรู้สึกมั่นใจไหลเวียนเข้ามาในร่างกาย ราวกับมีดเล่มนั้นกำลังบอกว่า"ไม่ต้องกลัว ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ"
ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหลี่เฟิ่งก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ สู่ประตูเมืองที่เปิดอ้าต้อนรับเขาสู่โลกของยุทธภพที่เต็มไปด้วยความลับและอันตรายและสู่เป้าหมายแห่งแค้นที่รอคอยการชำระ
การผจญภัยครั้งใหม่ของ หลี่เฟิ่ง กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงแล้ว...