บทที่ 16 ดอกบัวขาวที่เบ่งบานสะพรั่ง
เซิ่งิหลินนิ่งฟังอย่างสงบ
จริงอยู่ที่เขาก็รู้สึกว่า ต่อให้เขาเป็คนผลักเซิ่งิจูตกเขาจริง ๆ คนแรกที่ควรถูกลงโทษก็คือบ่าวรับใช้ที่คอยดูแลจูจู
แต่ทว่า พระชายาตวนอ๋องกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น!
นางไม่ได้คิดเลยว่ากุญแจสำคัญของเื่นี้คือ ในยามที่จูจูยังไม่สามารถตัดสินใจเองได้ บ่าวรับใช้ต้องคอยเฝ้าดูอย่างไม่ให้คลาดสายตา และควบคุมการเล่นซนของนางให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด ไม่ใช่ตามใจนางไปเสียทุกอย่าง
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว องค์ชายสี่พูดได้ตรงประเด็นมาก
ชาติก่อน เซิ่งิจูชื่นชอบเขามาั้แ่เด็ก พอโตขึ้นก็เริ่มมีความรู้สึกหวั่นไหวแบบความรัก จึงพยายามเข้าหาและเอาอกเอาใจเขาสารพัด
ทว่าพี่ชายร่วมสกุล มิใช่พี่ชายต่างสกุล คนแซ่เดียวกันไม่สามารถแต่งงานกันได้
อีกอย่าง ยามที่จูจูถึงวัยปักปิ่น องค์ชายสี่ก็มีบุตรชายบุตรสาวครบถ้วนแล้ว ด้วยฐานะของจูจู นางจะแต่งเข้ามาเป็อนุได้อย่างไร?
ดังนั้นเมื่อองค์ชายสี่สังเกตเห็นความรู้สึกเล็ก ๆ นี้ของเซิ่งิจู เขาจึงลงมือตัดไฟแต่ต้นลมด้วยตนเอง และเริ่มห่างเหินกับนางหลังจากนั้น
ในสายตาของเขา องค์ชายสี่มีความเป็ผู้ใหญ่เกินตัว และเห็นจูจูเติบโตมาั้แ่ยังเด็ก จึงมองจูจูเหมือนบิดามองบุตรสาว โดยไม่มีความรู้สึกชู้สาวแม้แต่น้อย
แต่ความใส่ใจที่เขามอบให้ก็นับว่าเปี่ยมล้นยิ่งนัก คอยดูแลปกป้องทุกย่างก้าว ราวกับเป็พี่ชายแท้ ๆ
ดังนั้นในคราแรก เซิ่งิหลินจึงไม่คาดคิดเลยว่า เมื่อองค์ชายสี่รับรู้ถึงความรู้สึกของเซิ่งิจู จะตัดสัมพันธ์ได้อย่างเด็ดขาดถึงเพียงนี้
ประการที่สอง ไม่คาดคิดว่าหลังจากตัดความสัมพันธ์อย่างเด็ดขาดแล้ว เมื่อได้ยินว่าเซิ่งิจูได้รับาเ็ กลับทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อนางถึงเพียงนั้น
ประการที่สาม หลังจากที่เขาสืบหาความจริงด้วยตนเองจนรู้ว่าสิ่งที่เซิ่งิจูอ้างว่าถูกใส่ร้ายนั้นไม่ใช่ความจริง และได้เห็นนิสัยใจคอที่แท้จริงของเซิ่งิจูแล้ว เขากลับเอ่ยปากตำหนิติเตียนเซิ่งิจูด้วยความเ็ปใจอย่างยิ่งยวด ก่อนจะตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิงหลังจากนั้น
เขารู้สึกว่าเซิ่งิจูเกินเยียวยาแล้ว จึงเลือกที่จะตัดขาดกับนาง แม้แต่ความเป็ญาติก็ไม่เอา ไม่ว่าคนอื่นจะว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนใจ
ยิ่งกว่านั้น เขารู้สึกว่า หลังจากถูกตัดความสัมพันธ์ เซิ่งิจูดูเหมือนจะไม่ได้เสียใจมากนัก แต่กลับมีความโกรธแค้นมากกว่า นางด่าทอองค์ชายสี่อยู่ที่เรือนหลายวันว่าไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
ในขณะที่องค์ชายสี่ แม้ภายนอกจะดูเ็า แต่แท้จริงแล้วเป็คนหนักแน่นในความรัก เขาดูเหมือนจะรู้สึกว่าการที่จูจูเติบโตมาในทางที่ผิด เขาก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย จึงเสียใจอยู่พักใหญ่
องค์ชายสี่เป็คนที่เข้มงวดกับผู้อื่นและเข้มงวดกับตนเองยิ่งกว่า ทั้งยังมีหลักการแรงกล้ามาก เขาจึงชื่นชมองค์ชายสี่มาก ทั้งยังเคยตั้งใจผูกมิตรด้วย
ดังนั้น แม้ว่าในชาติก่อนเขาจะขาพิการ และในเื่ที่จูจูตกจากูเาจำลอง เขาจะไม่มีความรู้สึกผิดและยังมีความแค้นหลงเหลืออยู่ แต่เขาก็จะไม่มีวันแสดงออกให้เห็นแม้แต่น้อย
อย่างไรเสียในชาตินี้ เขาก็ยังคงหวังที่จะผูกมิตรกับองค์ชายสี่ให้ดี
ทั้งสองคุยกันไม่กี่ประโยค องค์ชายสี่ก็ปลีกตัวไปคุยกับพระชายาตวนอ๋อง
เขาเป็คนจริงจังเช่นนี้ เมื่อรู้สึกว่ามีปัญหา ก็จะลงมือแก้ไขด้วยตนเอง แทนที่จะเอาแต่บ่น
ในขณะที่ทางนั้นกำลังคุยกัน เซิ่งิหลินก็ลุกขึ้นไปหาจูจู
จูจูกำลังเล่นอยู่กับพี่ชายตัวน้อยหัวโล้นสองคน
ในสถานที่อย่างวังหลัง ยิ่งพระสนมมีตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ ลูกที่เลี้ยงออกมาก็จะยิ่งว่านอนสอนง่ายเท่านั้น
เหมือนอย่างองค์ชายแปด ที่อายุเพียงเจ็ดขวบแต่กลับรู้ความมาก คอยเล่นเป็เพื่อนจูจูตลอด ทั้งสองนั่งบนเบาะโยนลูกบอลผ้า องค์ชายแปดมีรอยยิ้มประดับใบหน้าและดูแลอย่างอ่อนโยน
ส่วนองค์ชายเจ็ดนั่งขัดสมาธิเหม่อลอยอยู่ด้านข้าง เมื่อจูจูโยนบอลให้ เขาก็ขว้างกลับไปอย่างแรงโดยไม่แม้แต่จะมอง
เมื่อเห็นเขา ก็เหมือนเห็นตัวเองเมื่อไม่กี่วันก่อน เซิ่งิหลินจึงเดินเข้าไปถามว่า
"เ้ากำลังคิดอะไรอยู่? ไม่อยากไปที่จวนของพวกเราหรือ?"
องค์ชายเจ็ดมองเขาด้วยสายตาเวทนาเหมือนมองคนโง่ ส่วนเซิ่งิหลินทำหน้าซื่อบริสุทธิ์ ราวกับดอกบัวขาวที่เบ่งบาน จากนั้นองค์ชายเจ็ดก็ตอบว่า
"ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว"
"แล้วอย่างไรเล่า?" เซิ่งิหลินกล่าว "หากเข้าวังมาเรียน แม่ทัพใหญ่เซี่ยจะเข้าออกไม่สะดวก อีกทั้งการฝึกวรยุทธ์ในวังก็ไม่มีอิสระ ไม่มีแม้แต่ที่กว้าง ๆ จวนของพวกเรามีลานฝึกวรยุทธ์ สามารถควบม้าได้ตามใจ อยากเรียนอะไร อยากเรียนเมื่อไหร่ ก็ตามใจเ้า แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ? เ้าไม่อยากเก่งกาจเหมือนแม่ทัพใหญ่เซี่ยที่เป็ยอดขุนพลหรอกหรือ?"
เขาพูดอย่างเรียบง่าย แต่องค์ชายเจ็ดจับประเด็นสำคัญได้แล้ว
เขาพยักหน้าและพึมพำกับตัวเอง "ใช่ ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องเรียนวรยุทธ์ก่อน ส่วนเื่อื่น... ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง"
เขาพึมพำอยู่พักใหญ่ พอเงยหน้าเห็นเซิ่งิหลิน ก็อดไม่ได้ที่จะเตือนประโยคหนึ่ง
"อยู่... อยู่ห่าง ๆ เ้าเด็กนั่นไว้เถอะ มิเช่นนั้น จะกลายเป็คนโชคร้าย"
เซิ่งิหลินทำหน้าประหลาดใจ "คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?"
องค์ชายเจ็ดตอบแบบอ้อมแอ้มและไม่มองหน้าเขา "เอาเป็ว่า เ้าจำคำของข้าไว้ก็พอ"
เซิ่งิหลินไม่อยากพูดต่อ... เ้านี่มันคนโง่ชัด ๆ รู้จักกันดีแค่ไหนถึงกล้ามาเปิดอกเตือนข้า?
ทว่าจุดประสงค์ของเขาก็บรรลุผลแล้ว
เขารู้ว่าความแค้นจากการสูญเสียมารดานั้นไม่อาจปลอบประโลมได้ง่าย ๆ เขาเพียง้าให้องค์ชายเจ็ดสงบลงบ้าง อย่าเอาความรู้สึกมาแสดงออกทางสีหน้า และอย่าบุ่มบ่ามเข้ามาบ่อย ๆ ให้ตั้งใจเรียนวรยุทธ์ ใช้ตาดูให้ดีว่าใช่หรือไม่ใช่ แล้วค่อยตัดสินใจในภายหลัง
เขาจึงยิ้มและพยักหน้า จากนั้นก็ลุกเดินจากไป
องค์ชายเจ็ดมองตามแผ่นหลังของเขาแล้วส่ายหัว เฮ้อ เ้าคนโง่ บอกไปก็ไม่ใส่ใจ! สมควรแล้วที่เ้าจะถูกรังแก!
หลังจากรับประทานอาหารค่ำเสร็จสิ้น จูจูก็เดินทางออกจากวังพร้อมกับพระชายาตวนอ๋อง องค์ชายสี่อุ้มนางไว้ตลอดจนกระทั่งพ้นประตูวัง จึงวางนางลงบนรถม้า
จวนตวนอ๋องอยู่ใกล้กว่าจวนขององค์ชายสี่ เมื่อถึงจวนตวนอ๋อง องค์ชายสี่ยังต้องขี่ม้าเดินทางต่ออีกระยะหนึ่ง
จูจูบอกลาองค์ชายสี่ที่หน้าประตูอย่างอาลัยอาวรณ์ สองมือน้อย ๆ ประคองใบหน้าของเขาไว้ พร้อมให้คำมั่นอย่างจริงจัง
"พี่สี่ ไม่ต้องรีบนะ พรุ่งนี้จูจูมีแรงแย้ว จะไปหาท่านลุงฮ่องเต้เอาพี่สี่มาให้ได้"
องค์ชายสี่รู้สึกขำและจนใจ "เ้าขอมาไม่ได้หรอก พี่สี่โตแล้ว..."
"ขอมาได้!" จูจูมั่นใจสุด ๆ พร้อมตบหน้าอกน้อย ๆ "จูจูมีวิธี!"
คนอื่น ๆ "..."
ทุกคนต่างจินตนาการถึง ‘วิธี’ ของจูจูขึ้นมาในหัวโดยทันที
องค์ชายสี่กุมขมับ เริ่มสั่งสอนนางตามความเคยชิน
"จูจู ต่อไปห้ามทำแบบนี้ มีอะไรต้องพูดกันดี ๆ ห้ามเล่นแง่ และห้ามลงไปนอนดิ้นกับพื้นเด็ดขาด"
จูจูไม่ยอม "แต่พูดดี ๆ ท่านลุงฮ่องเต้ไม่ยอมนี่นา! จูจูไม่มีทางเลือกถึงต้องร้องไห้แง ๆ! เปลืองแรงมากเหมือนกันนะ!"
องค์ชายสี่ "..."
องค์ชายสี่อ้าปากทำท่าเหมือนจะพูดแต่ก็ปิดลง หักห้ามใจที่จะไม่ดุจูจูต่อ ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น
ดังนั้น เขาจึงรู้สึกมาตลอดว่าเสด็จพ่อและท่านอาตวนอ๋องทำแบบนี้ไม่ถูกต้องเลย ทำไมพอนางร้องไห้ อ้อนวอน หรือเล่นแง่ ถึงต้องยอมตามใจนางทุกอย่าง?
สอนเด็กแบบนี้ได้อย่างไร? ทำให้จูจูที่ว่านอนสอนง่ายกลายเป็เด็กเสียคน ทั้งหมดเป็ความผิดของพวกเขา
เซิ่งิหลินเห็นสีหน้าแบบนี้ก็รู้ทันทีว่าเขากำลังคิดอะไร จึงได้แต่แอบขำในใจ
พูดตามตรง องค์ชายสี่โชคดีที่หน้าตาดีมาก มิเช่นนั้นด้วยนิสัยชอบสั่งสอนแบบนี้ จูจูจะไปชอบเขาได้อย่างไร
พระชายาตวนอ๋องยิ้มกล่าว "เอาละจูจู พวกเราต้องกลับแล้ว บอกลาพี่สี่เสีย"
จูจูพยักหน้า แล้วหอมแก้มองค์ชายสี่ฟอดใหญ่ "พี่สี่ลาก่อน! รอฟังข่าวดีจากจูจูนะเพคะ!"
องค์ชายสี่ยิ้มอย่างจนใจ และหอมหน้าผากเ้าก้อนแป้งน้อยเบา ๆ ก่อนจะส่งตัวนางคืนให้พระชายาตวนอ๋อง
ยามที่ก้าวเข้าสู่ประตูจวน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว จูจูยังคงตื่นเต้น เดินไปพลางพูดไปพลาง
"ท่านแม่ ไปเลือกเรือนให้พี่ชายกันเถอะ"
พระชายาตวนอ๋องกล่าว "ไว้เลือกพรุ่งนี้เถิด วันนี้ดึกมากแล้ว"
จูจูหันมาโอบคอท่านแม่ แล้วหอมแก้มดัง จุ๊บ!
พระชายาตวนอ๋องกล่าว "ท่านแม่ไม่หลงกลหรอก เ้ารีบไปนอนเสีย ห้ามไปไหนทั้งนั้น"
จูจูกล่าว "แต่ว่า... แต่ว่า..."
นาง ‘แต่ว่า’ อยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นึกคำพูดจากสมองน้อย ๆ ออก
"เื่ของวันนี้ต้องทำให้จบในวันนี้นะเ้าคะ"
พระชายาตวนอ๋องผู้ไม่มีความรู้ทางตำรากระแอมไอทีหนึ่ง ไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร จึงกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
"แต่จูจูลูกรัก เ้าจะมีพี่เจ็ดแล้ว จะไม่้าพี่ชายของเ้าแล้วหรืออย่างไรกัน"
นางเลียนเสียงที่ลูกสาวชอบใช้ได้เหมือนเปี๊ยบ "พี่ชายของเ้าอยากเล่านิทานให้เ้าฟัง อยากกล่อมเ้าให้นอนหลับ ดังนั้นพรุ่งนี้เราค่อยไปเลือกเรือนกัน ดีหรือไม่?"
จูจูถูกหลอกเข้าเต็มเปา หันไปมองเซิ่งิหลิน
เซิ่งิหลินเมื่อเผชิญหน้ากับผู้มีพระคุณที่เลี้ยงดูมา จะทำอย่างไรได้ จึงทำได้เพียงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวและยิ้มกล่าวว่า
"ใช่แล้ว พี่ชายอยากเล่านิทานให้จูจูฟัง"
จูจูพยักหน้า "ก็ด้ายเ้าค่ะ"
ดังนั้นจูจูจึงกลับไปนอนบนเตียง เซิ่งิหลินจึงหานิทานเื่หนึ่งมาเล่าให้นางฟัง เล่าได้ไม่กี่ประโยค เ้าก้อนแป้งน้อยก็หลับปุ๋ย
พอนางหลับ พระชายาตวนอ๋องก็เปลี่ยนสีหน้าเป็เคร่งขรึมทันที นางลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
"ิหลิน กลับไปก่อนเถอะ... บ่าวรับใช้ทุกคนที่ดูแลจูจู ตามข้าออกมาให้หมด!"