วังั
“ฮัดชิ้ว... “เสียงจามของเฟยหลงดังออกมา พร้อมกับความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวพิกลแล้วไอ้ความรู้สึกเสียวสันหลังนี้อีกล่ะมันคืออะไร
“สงสัยข้าจะไม่สบาย”เขาบ่นพึมพำอยู่คนเดียว ข้างกายมีซิ่นเฉิง องครักษ์หน้าตายยืนอยู่ จะว่าไปแล้ว ซิ่นเฉิงองครักษ์ของเขา ก็เป็สหายคนสนิท ที่เติบโตมาด้วยกันกับเขาและอี้เฟย ถือได้ว่าเป็องครักษ์ยามอยู่ต่อหน้าฝูงชน แต่หากอยู่ด้วยกันตามลำพังแล้ว ก็คือสหายสนิทคนหนึ่งนั่นเอง ซิ่นเฉิงเห็นอาการของเฟยหลงเลยถามออกไป
“ท่านไม่สบายรึ”
“ก็คงจะใช่ ข้าครั่นเนื้อครั่นตัวแปลกๆ “
เฟยหลงตอบองครักษ์หน้าตายออกไป
“จะให้ข้าเรียกหมอหลวงหรือไม่”ซิ่นเฉิงถามออกไปด้วยความเป็ห่วง เฟยหลงส่ายหน้าไปมา
“มิต้องข้ามิได้เป็อะไรมากนัก ว่าแต่เ้าเถิด ไม่มีสิ่งใดทำรึ ถึงได้มายืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้”
“ท่านพูดจาไม่น่าฟังเอาเสียเลย ข้าเป็องครักษ์ของท่าน ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ข้าก็ย่อมต้องอยู่ที่นั่น มันเป็หน้าที่ของข้า”
“แม้แต่เวลาที่ข้าเข้าหอด้วยรึเปล่า”
“ก็ได้อยู่หรอก ถ้าท่านยินยอม”ซิ่นเฉิงพูดพร้อมหันมายิ้มเ้าเล่ห์
“เ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่ซิ่นเฉิง”
เฟยหลงหันไปกล่าวคาดโทษองครักษ์ตัวแสบ ที่ชอบพูดจายั่วโทษะเขานัก เดี่ยวเถิดจะเล่นงานให้หัวเราะไม่ออกเลย
“ข้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่ จะรีบตายไปใยยังหาเมียไม่ได้เลย ไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกนะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ “
ซิ่นเฉิงพูดพลางหัวเราะ แต่ก็ต้องหยุดลง เพระได้ยินเสียงของอี้เฟยดังขึ้นมาจากด้านหลัง ซิ่นเฉิงหันไปตามเสียง เป้าหมายของเขาไม่ใช่อี้เฟยหรอก แต่เป็อีกคนที่มีตำแหน่งเดียวกับเขา หากเห็นอี้เฟยที่ใดก็ต้องเห็นอีกคนที่นั่น
“ท่านพี่ พวกท่านคุยอะไรกันอยู่รึ ข้าขอคุยด้วยคนนะ เบื่อจะแย่อยู่แล้ว”
อี้เฟยมาถึงก็เอ่ยกับพี่ชายตน เฟยหลงหันมามองอี้เฟย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองอีกคน ที่ยืนอยู่ด้านหลังน้องชายฝาแฝดของตน พลางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ ถ้าใครที่รู้จักเขาดีอย่างสหายสนิทก็จะรู้ว่า ถ้าหากรอยยิ้มเ้าเล่ห์เช่นนี้ออกมาจากเฟยหลงแล้ว ย่อมต้องถอยให้ห่างเข้าไว้ เพราะอีกฝ่ายกำลังมีอาการ คันไม้คันมือ อยากจะเล่นงานใครคนใดคนหนึ่ง และเป้าหมายครั้งนี้คงหนีไม่พ้น คนที่ยืนทำหน้าตายอยู่แถวนี้ เขาหันกลับไปตอบคำถามน้องชายเบา ๆ
“เปล่าหรอกอี้เฟย มันไม่ใช่เื่สำคัญอันใดหรอก ก็แค่...”
เขาพูดทิ้งไว้แค่นั้น ก่อนที่ดวงตาคมตวัดไปมองหน้าองครักษ์ของตน รอยยิ้มเ้าเล่ห์ทำให้ซิ้นเฉิงกระวนกระวายใจแปลกๆ กับท่าทีของอีกฝ่าย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเฟยหลงน่ะ ร้ายกาจเพียงใด ซิ่นเฉิงหันไปจ้องเฟยหลง สายตาคมวาววับจ้องตอบกลับมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
ไม่มีคำพูดใดๆ ออกจากปากของทั้งคู่ เหมือนจะส่งกระแสจิตออกมาแทนคำพูด ( เฟยหลง ท่านอย่าได้คิดทำสิ่งใดแปลกๆ เป็อันขาด )
เฟยหลงจ้องกลับไป พร้อมกระตุกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง อย่างนึกสนุก ( ไม่มีทาง... เ้าห้ามข้าไม่ได้หรอก)
ต่างคนเหมือนจะรู้ทันกัน ก่อนที่เฟยหลงหันมาพูดอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ซิ่นเฉิงถึงกับนั่งไม่ติด
“ซิ่นเฉิงอยากจะเเต่งเมีย ไม่รู้ไปถูกใจบุตรตรีของขุนนางท่านใดไว้”เฟยหลงกล่าวเช่นนั้นออกมา ซิ่นเฉิงถึงกับทำหน้าไม่ถูก ขยับเข้ามากระซิบข้างๆ หูของเฟยหลงทันที
“ท่านทำอะไรของท่าน คนเ้าเล่ห์อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน จะเล่นให้หนักเชียว” เฟยหลงจึงกระซิบกลับไป
“คิดว่าข้ากลัวรึ หึ หึ “
ซิ่นเฉิงคาดโทษอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะกล่าวแก้ตัวออกไป พลางลอบสังเกตุสีหน้าของซือจิ้นองครักษ์ของอี้เฟย เห็นอีกฝ่ายตีหน้านิ่งเฉย ราวกับไม่รับรู้อะไร เฟยหลงยิ้มมุมปาก ยัง!! เขายังไม่พอแค่นี้หรอก
“ข้าเปล่านะ ไม่คิดจะแต่งบุตรตรีของผู้ใดเข้าจวนหรอก องค์ชายคงจะเข้าใจผิด”
ซิ่งเฉิงแก้ตัวอย่างลนลาน กลัวใครอีกคนจะเข้าใจผิดตามไปด้วย
“ท่านพี่ท่านจะแกล้งอะไรเ้าบื้ออีกหรือ”
อี้เฟยกระซิบถามพี่ชายฝาแฝดของตนขึ้นมา อย่างนึกสนุก เขาไม่ชอบอาการหน้าตายขององครักษ์พี่ชายเอาเสียเลย ไม่ว่าโลกจะถล่ม หรือฟ้าจะทะลายลงมา ก็ไม่อาจเปลี่ยนสีหน้าคนผู้นี้ได้เลยจริงๆ
“เื่นั้นมันไม่สำคัญ แต่เื่สำคัญสำหรับข้าตอนนี้มีเพียง...” เฟยหลงพูดพลาง ก็ตรงดิ่งมาทางคนที่อยู่ด้านหลังของอี้เฟย
หมับ!!
มือแกร่งคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ ซือจิ้นใพยายามชักมือกลับ แต่เฟยหลงมีหรือจะยอม เขายิ้มออกมาเล็กน้อย พร้อมปล่อยคำพูด ที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงตาค้างกันไปตามๆ กัน
“คืนนี้... เ้ามาปรนนิบัติข้าด้วย ซือจิ้น”
“ไม่ได้นะ!! ไม่ได้นะท่านพี่!! “เสียงร้องห้ามของอี้เฟยและซิ่นเฉิง ดังออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“ทำไมจะไม่ได้ หากข้า้า ใครจะห้ามข้าได้”
เขาพูดขึ้น พร้อมคว้าร่างบางมากอดเอาไว้ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปหอมแก้มอีกฝ่ายเสียฟอดใหญ่ พลางหันไปมองหน้าองครักษ์ของตนอย่างผู้มีชัยเหนือกว่า กลิ่นหอมอ่อนๆ ของอีกฝ่าย ทำให้เขาเผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอด ซือจิ้นใจนพูดอะไรไม่ออก ใบหน้าขาวซีดเผือดทันที ไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่จะทำอะไรแบบนี้กับเขา ร่างบางหันหน้าไปมองซิ่นเฉิง ที่ตอนนี้หน้าตาเหมือนั์ก็ไม่ปาน สายตาของอีกฝ่ายที่มองมา บ่งบอกว่าโกรธจัดเพียงใด อาการถือดีเมื่อสักครู่ได้หายไปจนหมด เหลือไว้เพียงสายตา ที่ดูเหมือนว่าจะมีไฟบรรลัยกัลป์สุมอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“องค์ชาย ปล่อยกระหม่อมเถิด อย่าล้อกระหม่อมเล่นแบบนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าไม่ได้พูดเล่น คืนนี้เ้ามาหาข้าที่ตำหนัก แล้วข้าจะรอ”
“ แต่กระหม่อมไม่ เอ่อ... “เขาอ้ำๆ อึ้งๆ พูดอะไรไม่ออก อี้เฟยเลยพูดขึ้นอย่างโมโห
“ท่านพี่ ท่านพูดเล่นใช่หรือไม่! เขาเป็องครักษ์ของข้า ข้าไม่ยกให้ท่านหรอกนะ”
อี้เฟยพูดจบก็ลากร่างบางมาไว้ด้านหลังของตน แสดงให้อีกฝ่ายรู้ว่าอย่างไรเสีย เขาก็ไม่มีวันยอม ซือจิ้นอยู่กับเขามานาน เปรียบเหมือนสหายอีกคนก็ว่าได้
“เ้าห้ามข้าได้รึอี้เฟย”เฟยหลงพูดแค่นั้นก็ออกไปจากตรงนั้น ปล่อยให้คนทั้งสามมองตามด้วยสายตาเดียวกัน
“ไม่นะ นี่ท่านพี่กำลังคิดทำอะไรอยู่”
พอตกกลางคืน ซิ่นเฉิงก็เดินไปมาราวกับหนูติดจั่น อย่างหาทางออกไม่ได้ ส่วนซือจิ้นก็กระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่กล้าไปหาเฟยหลงที่ตำหนักจริงๆ แต่สุดท้ายก็ต้องข่มใจไว้ และเดินไปที่ตำหนักขององค์ชายใหญ่ เพราะเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาไม่มีวันยอม และแอบหวังเอาไว้ว่าใครอีกคนจะยื่นมือเข้ามาช่วยตน ให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ด้วยเถิด
ทางด้านคนที่ก่อเื่กำลังนั่งอยู่บนเตียงอย่างสบายใจ ใบหน้าหล่อเหล่ายกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเช่นที่เขาชอบทำเป็ประจำ เพื่อรอคอยการมาของใครบางคน สมใจเขาแล้วสินะคอยดูเถิด คงได้มีใครบางคนเต้นเร่าๆ กับเื่นี้อย่างแน่นอน เขาจะรอดูอย่างใจเย็น
“ซิ่นเฉิง เ้าอยากท้าทายข้าเอง มันช่วยไม่ได้ที่ข้าจะเอาคืนเ้าเสียบ้าง”
เขานั่งรอได้สักพักก็มีใครบางคนที่เขารอคอยเดินเข้ามาช้าๆ เฟยหลงรีบตรงไปคว้าร่างบางของซือจิ้นได้ก็เหวี่ยงไปที่ฟูกนอนของตนเองทันที เพราะรู้ว่าอีกไม่นานใครอีกคนก็ต้องตามมา
“โอ๊ย!! องค์ชายอย่าทำอะไรกระหม่อมเลย ปล่อยกระหม่อมไปเถิด... “
ซือจิ้นร้องออกมาด้วยความใ เขาโดนอีกฝ่ายจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว เลยหันมาขอร้องอีกฝ่าย ให้ละเว้นเขาด้วยความหวาดกลัว
ซือจิ้นเป็องครักษ์ฝีมือก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าซิ่นเฉิงเลย ถึงตัวเขาจะบางกว่ามากก็ตาม หากเฟยหลงไม่ใช่องค์รัชทายาทละก็ คงได้ลงไม้ลงมือกันบ้างเป็แน่ แต่ตอนนี้เขายังไม่อยากตาย
เฟยหลงจ้องมองเขานิ่ง ก่อนจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงคุกคาม
“ทำไม! หรือเ้ามีคนรักอยู่แล้ว”
ซือจิ้นไม่ยอมตอบอะไรออกมา เฟยหลงเลยก้มหน้าลงไปที่ซอกคอของอีกฝ่าย พร้อมใช้จมูกซุกไซร้ซอกคอขาวของร่างบางอย่างบังคับ เพราะร่างบางดิ้นรนขัดขืน ไม่ยินยอมท่าเดียว
ผ่านไปได้ไม่นาน ไหล่หนาก็ถูกกระชากจากด้านหลัง ด้วยฝีมือขององครักษ์คู่กายตน เขาหันไปมองหน้าองครักษ์ตน ที่เอ่ยอะไรบางอย่างออกมา
“ใช่พ่ะย่ะค่ะเขามีคนรักแล้ว ปล่อยเขาเถิด”
ซิ่นเฉิงพูดกับเฟยหลงด้วยใบหน้าที่เรียบนิ่ง แต่สายตากลับลุกวาว เฟยหลงเห็นดังนั้นจึงถามออกไปด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
“มันเป็ผู้ใดกัน”
ซิ่นเฉิงจึงตอบออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เขาคือคนรักของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ พระองค์โปรดปล่อยเขาไปเถิด”
“ฮ่ะ ๆ ๆ ก็แค่นั้นเอง มันจะพูดยากอะไรนักหนา หึ หึ ซิ้นเฉิงเ้าแพ้ข้าแล้ว”เฟยหลงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ยอมปล่อยซือจิ้นไปแต่โดยดี เมื่อทุกอย่างเป็ไปอย่างที่คาดหวังไว้ เ้าสหายจอมปากแข็งคนนี้ ถ้าหากเขาไม่ทำเช่นนี้ ซิ่นเฉิงจะกล้าบอกอีกฝ่ายหรือไม่ คงไม่มีทาง ซิ่นเฉิงหันมามองเฟยหลงตาขวาง ประมาณว่า (ฝากไว้ก่อนเถิด) ก่อนจะรวบตัวซือจิ้นกลับจวนตนไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนเฟยหลงหลังจากที่แกล้งสหายของตนเสร็จแล้ว ก็ล้มตัวลงนอนบนฟูกอย่างอารมณ์ดี พลางคิดว่า ถ้าเขาไม่ช่วยให้อีกฝ่ายได้รู้ใจตนเองเร็วขึ้น
และเลิกปากแข็ง ป่านนี้ก็คงได้แต่มองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหมือน หมาถูกผู้เป็เ้าของทอดทิ้ง เขาเลยยื่นมือเข้าไปช่วย โดยการแกล้งยั่วโมโหอีกฝ่าย แล้วมันก็ได้ผลเกินคาดจริงๆ ซิ่นเฉิงกระโจนเข้าใส่กับดักของเขา อย่างบ้าคลั่ง
เป็ผู้อื่นมีรึ จะกล้าเข้ามากระชากเขาเช่นนี้ แค่นั้นยังไม่พอ อีกฝ่ายยังจะส่งสายตาอาฆาตมาให้เขาประมาณว่า (ถ้าแตะ เ้าตาย)
เห็นท่าทางของซิ่นเฉิงเหมือนกลัวว่าเขาจะแย่งของรักไป ยิ่งคิดก็ยิ่งสะใจเขายิ่งนัก เพราะแอบหมั่นไส้อีกฝ่าย ที่ปากแข็งขนาดเอาอะไรมาง้างก็ไม่ออก เขาดูออกว่าซิ่นเฉิงองครักษ์หน้านิ่งของเขาหลงรักซือจิ้นจะเป็จะตาย แต่ก็ยังมิวาย ตีหน้านิ่ง ปากแข็งอยู่ได้
“ฮ่า ๆ ๆ เป็อย่างไรละซิ่นเฉิง ร้อนใจเสียยิ่งกว่าไฟไหม้จวนเสียอีก ข้าคงช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ คราวนี้มันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเ้าเอง ว่าเ้าจะสามารถเอาชนะใจอีกฝ่ายได้หรือไม่”
เขาพูดกับตัวเอง ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนสุข
ทางด้านซิ่นเฉิง
“ปล่อยข้านะซิ่นเฉิง เ้าไปบอกองค์ชายแบบนั้นได้อย่างไร”
“หรือเ้าอยากจะเป็เมียขององค์ชายกันห๊ะ! “เขาตะคอกใส่ซือจิ้นด้วยความโมโห
“เ้าไม่รู้หรือว่าข้ารักเ้า เ้าเคยรู้อะไรบ้างไหมซือจิ้น! “เขาพูดพลาง จับอีกคนเขย่าจนหัวสั่นหัวคลอน
“ท่านพูดอะไรออกมา รู้ตัวหรือไม่ซิ่นเฉิง”
“ข้าสติดีทุกอย่าง มีแต่เ้านั่นล่ะที่ไม่เคยรับรู้อะไรเลย”
“ก็ท่านไม่เคยบอกอะไรข้าเลย จะให้ข้าคิดเช่นไรได้อีก”ซือจิ้นตอบออกไปอย่างโมโห ที่อีกฝ่ายเอาแต่จะโยนความผิดมาให้เขาผู้เดียว
ดวงตาโตมีหยาดน้ำเอ่อคลอ และก็ไหลลงมาพร้อมเสียงสะอื้น ที่เ้าตัวพยายามห้ามแล้ว แต่ก็ห้ามไม่อยู่ ซิ่นเฉิงเห็นดังนั้นก็ใจอ่อนยวบ รวบร่างบางเข้ามากอดไว้แนบอก ซือจิ้นเลยก้มหน้าซบลงบนแผ่นอกกว้างของอีกฝ่าย ปล่อยเสียงสะอื้นออกมาเบาๆ
“เ้ามันบ้าที่สุดซิ่นเฉิง ข้าเกลียดเ้า ฮึก ฮือ... “
“ข้ารู้ เ้าหยุดร้องเถิด เสียงร้องของเ้า มันทำให้ข้าเจ็บ ที่ข้าเป็เหตุให้เ้าต้องทุกข์ใจเช่นนี้ ข้ารักเ้านะซือจิ้น รักมานานเหลือเกิน”
“ข้าจะเชื่อใจท่านได้หรือ ที่ผ่านมาท่านไม่เคยแสดงอะไรออกมาเลย เช่นนี้แล้วจะให้ข้าเชื่อใจท่านได้อย่างไร”
“ข้าพูดจริง ข้ารักเ้า ข้าจะทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าา”
ซิ่นเฉิงกล่าวออกมาอย่างเอาแต่ใจ โดยไม่ถามความคิดเห็นของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ซือจิ้นได้ยินเช่นนั้นก็โวยวายออกมาทันที ผละตนเองออกจากอกแกร่งของอีกฝ่าย
“ท่านจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ถามข้ารึยังว่าเต็มใจหรือไม่”
“หรือเ้าอยากให้ข้าแต่งกับคนอื่น ก็ได้ หากเป็ความ้าของเ้า”ด้วยความโมโหที่ซือจิ้นเอาแต่ปฏิเสธท่าเดียว เลยพูดออกไปแบบนั้น แต่มันกลับทำให้อีกฝ่ายร้อนใจจนนั่งไม่ติด
“ถ้าท่านทำเช่นนั้น ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เข้าใกล้ข้าอีกเลย!”
ด้วยความที่กลัวว่าอีกฝ่ายจะทำอย่างที่พูดออกมาจริงๆ เลยพลั้งปากพูดอะไรแบบนั้นออกไป คำพูดที่ปล่อยออกไปแล้ว มิอาจเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ซือจิ้นเลยทำได้เพียงหันหน้าหนีอีกฝ่าย
เพื่อซ่อนความเขินอาย ที่ตนเผลอปล่อยความในใจออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ ว่าความจริงแล้วซือจิ้นก็พอใจอีกฝ่ายไม่น้อย เขาดีใจเป็อย่างมาก เมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกเช่นเดียวกับตน
ซิ้นเฉิงถึงกับยิ้มกว้างออกมา เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายมีใจให้ตนเช่นเดียวกัน มือหนาเอื้อมไปรวบมือบางของอีกฝ่ายเอาไว้ อย่างทะนุถนอมสายตาคมมองมายังร่างบางด้วยความรักใคร่
“ข้าแค่ล้อเ้าเล่น ข้ารักเ้าคนเดียวเท่านั้น ออกเรือนกับข้านะซือจิ้น”
“อื้อ... “เขาพูดพร้อมพยักหน้ารับ แก้มใสขึ้นสีระเรื่อด้วยความเขินอาย
“เ้าลองพูดใหม่อีกครั้งได้หรือไม่ เมื่อสักครู่ข้าได้ยินไม่ชัด”
“ก็บอกว่าตกลงอย่างไรเล่า ขืนท่านยังถามข้าอีกข้าจะไม่ออกเรือนกับท่านแล้วนะ”ซือจิ้นพูดออกไปด้วยความโกรธ ที่อีกฝ่ายไล่ต้อนให้เขาจนมุม ซิ่นเฉิงเลยเลิกแกล้งอีกฝ่าย
“เ้าพูดจริงนะ เ้ารับปากข้าแล้วห้ามคืนคำเชียว ฮ่า ๆ ๆ ข้าจะมีเมียแล้วโว้ย... “ะโออกไปด้วยความดีใจ จึงโดนอีกฝ่ายหยิกเข้าให้
“ท่านจะะโทำไมกัน”
“โอ๊ย... ยอมแล้ว ๆ ๆ ข้ายอมเ้าทุกอย่างไม่ะโแล้วก็ได้ ก็ข้าดีใจนี่นา”ซิ่นเฉิงยิ้มไม่หยุดมองใบหน้าคนรักที่บัดนี้ใบหน้าขาว กลายเป็สีแดงระเรื่ออย่างกับลูกตำลึงสุก คราวนี้เขาคงได้มีความสุขจริงๆ เสียที
คงต้องขอบใจสหายจอมเ้าเล่ห์ของเขาสักหน่อย ที่อีกฝ่ายช่วยกระตุ้นความกล้าให้เขา
เช้านี้อากาศดียิ่งนัก อี้เฟยเลยออกมาเดินเล่นเพื่อสูดอากาศ บริสุทธิ์ยามเช้าพร้อมกับองครักษ์คู่ใจ ซึ่งบัดนี้เหมือนกับว่าอีกฝ่ายมองโลกใบนี้เป็สีชมพูไปเสียแล้ว ซึ่งมันดูออกจะขัดใจเขาเล็กน้อย
“นี่ซือจิ้น เ้าถูกซิ่นเฉิงจอมซื่อบื้อมันทำเสน่ห์ใส่เ้ารึ ข้าไม่เคยจะรับรู้ ว่าเ้าชอบพอกับเ้านั่นมาก่อนเลย มันเกินจะเชื่อจริงๆ “
อี้เฟยกล่าวออกมาเหมือนรำพันกับตนเอง มากกว่า้าคำตอบของอีกฝ่าย ซือจิ้นไม่ได้พูดอะไรนอกจากส่งรอยยิ้มอ่อนๆ มาให้
“หึเ้านั่นมันร้ายเหมือนกับพี่ชายข้าไม่ผิด เ้านายกับลูกน้อง ช่างเข้าใจกันดีเหลือเกิน เอ่อ... ข้าจะไปหาท่านพี่สักหน่อย”
พูดจบอี้เฟยก็ตรงไปพบพี่ชายตนที่ห้องอักษร เฟยหลงกำลังนั่งตรวจฎีกาอยู่เขาแหงนหน้าขึ้นมามองผู้ที่มาเยือนตนแต่เช้า
“ท่านพี่ ทำอะไรอยู่รึ”
“ก็เห็นอยู่ ยังจะถามข้าอีก”
“ท่านพี่ ข้าก็แค่ถามดู ท่านเลิกกวนข้าเถิด”
อี้เฟยกล่าวออกไปพลางเหลือบตาไปมององครักษ์หน้าตาย ที่ยืนอยู่ข้างกายพี่ชายตน ซึ่งตอนนี้อีกฝ่ายหาได้สนใจใคร สายตาคมเอาแต่จ้องมองซือจิ้น พร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นไปให้ อี้เฟยมองอย่างขัดใจ
“เ้าจะมองคนของข้าอีกไปถึงเมื่อไหร่กัน เ้าบื้อ”
ความหมั่นไส้มาเต็มกำลัง อี้เฟยเกลียดอาการหน้าตายของอีกฝ่ายมานานแล้ว วันนี้ได้ทีเลยเล่นงานไปเล็กน้อย เฟยหลงส่ายหน้าไปมาอย่างนะอา ก็พอจะรู้ว่าน้องชายตนไม่ค่อยจะถูกกับอีกฝ่าย ยิ่งตอนนี้รับรู้ว่าซิ่นเฉิง ชอบพออยู่กับองครักษ์ตนอีกยิ่งแล้วกันไปใหญ่
“เ้าจะอะไรกันนักหนากับองครักษ์ของข้ารึอี้เฟย”
“ก็ท่านพี่ดูเ้านั่นสิ มองคนของข้าอย่างกับจะจับกลืนลงท้องเสียให้ได้ ข้าไม่ยกให้เ้าหรอกเ้าบื้อ”
ซิ่นเฉิงไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่ยกยิ้มให้อีกฝ่ายเท่านั้น
“ก็คนของเ้า... มันน่ามองมิใช่รึ ข้าพูดถูกหรือไม่ซิ่นเฉิง”เฟยหลงมิวายหันมาถากถางอีกคน เลยได้รับเพียงแค่สีหน้าเรียบเฉยกลับมา
“เ้ามีอะไรก็รีบพูดมา ข้ามีงานที่จะต้องสะสางให้เสร็จโดยเร็ว”
เฟยหลงหันไปพูดกับน้องชาย ก่อนเลื่อนสายตากลับมามองซือจิ้นที่ยืนอยู่ข้างๆ อี้เฟย ปากหนายกยิ้มพลางจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ซือจิ้นเห็นดังนั้น ก็เกิดอาการเสียวสันหลังขึ้นมาเมื่อย้อนกลับไปคิดถึงเื่เมื่อคืน พาลเกิดอาการกลัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ จึงถอยกลับไปหลบด้านหลังอี้เฟย อี้เฟยสังเกตเห็นอาการขององครักษ์ตน เลยหันไปกล่าวกับพี่ชายฝาแฝด
“ท่านพี่ เมื่อคืนท่านทำอะไรกับคนของข้า”
“เปล่า... “เฟยหลงตอบออกมาพร้อมยักไหล่
“ข้าไม่เชื่อ ทำไมคนของข้าถึงได้กลัวท่านขนาดนี้ ถ้าท่านไม่ได้ทำอะไรเขา”
“เ้าคิดว่า เ้านั่นมันจะยอมให้ข้าทำอะไรคนของมันได้รึ เ้ามีอะไรจะพูดกับข้าก็รีบพูดมา ข้าเสียเวลากับเื่ไร้สาระมานานมากพอแล้วอี้เฟย”
“มันไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดหรอก ก็แค่อยากจะคุยกับท่านพี่ เื่คู่พันธะของเรา ท่านพี่ว่าคู่พันธะของเราหน้าตาจะเป็เช่นไร จะงดงามเหมือนเสด็จแม่รึเปล่า”
“ข้าไม่รู้”
“แต่อะไรก็ไม่สำคัญ ขอแค่... นมใหญ่ๆ ก็พอ ข้าชอบ... “
แฝดผู้น้องกล่าวขึ้นพร้อมกับทำท่าทางประกอบ เฟยหลงส่ายหน้าระอากับความทะลึ่งตึงตังของอี้เฟย ทิ้งอาการหวงคนของตนเหมือนเสือแม่ลูกอ่อน ออกไปเสียอย่างสิ้นเชิง
“หึ หึ ก็ขอให้เ้าสมหวังแล้วกัน เ้าออกไปได้แล้ว ข้าจะสะสางงานไม่มีเวลามาพูดเล่นกับเ้า หรือถ้าเ้าว่างมากนักล่ะก็ มาช่วยข้าสะสางงานที่ค้างอยู่บ้างก็ดี”
“โอ๊ย... ไม่เอาหรอกท่านพี่ ข้าน่ะมันโง่จะตาย คงไม่รู้เื่หรอกกระมัง ฝืนทำไปคงปวดกบาลแย่ ข้าไปดีกว่าเชิญท่านพี่ตามสบายเถิด ข้าไม่กวนท่านแล้ว”อี้เฟยพูดจบก็เผ่นหนีทันที เฟยหลงสายหน้าระอากับนิสัยของน้องชาย ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าที่จริงแล้ว อี้เฟยเก่งไม่แพ้เขาเลย เพียงแต่อี้เฟยเป็คนรักสนุกคงไม่ชอบงานแบบนี้ เลยโยนมาให้เขารับผิดชอบเสียส่วนใหญ่ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงความสุขใส่ตัวไป
ก่อนที่จะต้องหันมาจริงจังกับตนเองสักที หลังจากเข้าพิธีอภิเษกพร้อมกับเขา อีเฟยจะต้องทิ้งนิสัยเดิม และจะต้องช่วยเฟยหลงดูแลอาณาจักรัต่อจากบิดา จะมาทำตัวเหลวไหลเหมือนเดิมคงไม่ได้อีกแล้ว ซึ่งข้อนี้อี้เฟยก็รู้และยอมรับแต่โดยดี เขานิ่งคิดถึงคำพูดของน้องชายที่เพิ่งผ่านมาเข้าหูเขา
“คู่พันธะรึ หึ ๆ ๆ เราคงได้เจอกันในเร็ววัน ชายาข้า”
เฟยหลงยิ้มออกมา ย้อนนึกไปถึงความฝัน ที่เพิ่งจะผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ เขาแน่ใจว่าคู่ของเขาเป็บุรุษ ในฝันมันช่างชัดเจนเสียจริง พาลให้นึกถึงใบหน้างาม ที่ดูจะหวาดกลัวเขาอยู่ไม่น้อย อาการตัวสั่นเทา ดวงตากลมโตคลอเคล้าไปด้วยหยาดน้ำตา ปลายจมูกและริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อ นึกขึ้นมาแล้วพาลให้ความรู้สึกอยากรังแกคนในฝันยิ่งนัก มันช่างทรมานใจเขาเหลือเกิน
“เ้าทำให้ข้าคลั่งั้แ่ยังไม่ได้พบเจอ เช่นนี้แล้ว อย่างไรเสียเ้าต้องรับผิดชอบ”
เฟยหลงคาดโทษคนตัวเล็กไว้ในใจ ก่อนก้มหน้าก้มตาสะสางงานที่ค้างไว้อย่างอารมณ์ดี อยู่ต่อหน้าขุนนางหรือฝูงชนเขาต้องแสดงสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ เพราะตำแหน่งรัชทายาทของเผ่าั
มันค้ำคอเขาไว้จนมิอาจทำอะไรตามใจตนได้ วันข้างหน้าเขาจะถูกสถาปนาให้ขึ้นเป็กษัตริย์หลังจากจบพิธีอภิเษก
ส่วนคู่ของตนจะถูกสถาปนาขึ้นเป็องค์ราชินีเคียงคู่บัลลังก์ เพราะภาระหน้าที่ที่ตนแบกรับไว้ เฟยหลงจึงจำเป็ต้องทำหน้าตาเ็า ดุดันอยู่ตลอดเวลาและจะดูผ่อนคลายลงไปมาก เวลาที่อยู่กับคนใกล้ชิด เช่น น้องชายและสหายของตนก็จะแสดงออกมาอย่างที่เห็น