เวลาล่วงเลยมาจนถึงเช้าวันที่สองในเมืองหยาดตะวัน วันนี้บรรยากาศภายในตัวเมืองดูเปลี่ยนไป ปกติแล้วในฤดูร้อนเช่นนี้ พระอาทิตย์มักจะขึ้นก่อนไก่ขันเสียอีก แต่ท้องฟ้ายามนี้กลับครึ้มสลัวลง หมู่เมฆก้อนแล้วก้อนเล่ารวมตัวกันจนดำครึ้ม แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วเมือง ส่งเสียงร้องครืนๆมาแต่ไกล อันที่จริงจะกล่าวว่าปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองก็คงจะไม่ถูกนัก ในยามนี้ ท้องฟ้าเหนือจักรวรรดิเทพเมฆา ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ที่แผ่ขยายไปจนไม่อาจมองเห็นแสงอาทิตย์ที่เล็ดลอดผ่านเข้ามาได้แม้แต่นิดเดียว
นอกเหนือจากนี้ บนพื้นดินกลับปรากฏหมอกหนาขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ละอองควันสีขาวแผ่ปกคลุมไปทั่วเมือง จนไม่อาจมองเห็นแม้กระทั่งมือของตนเองได้ เสียงเด็กร้องระงมออกมาจากหลายๆบ้าน จนบิดามารดาต้องปลอบกันจ้าละหวั่น ผู้เฒ่าผู้แก่ต่างมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางท่องบทสวดมนต์ บ้างก็ว่าเป็อาเพศ บ้างก็ว่าเป็การสำแดงพลังของทวยเทพทั้งหลาย แน่นอนว่าทุกคนต่างประหลาดใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนอยากรู้ว่าเกิดจากอะไร บ้างก็อยากออกไปดูถนนข้างนอก แต่เพียงออกไปได้ไม่นานก็ต้องกลับเข้ามา เพราะความหนาวเย็นที่สุดจะทานทนจากกลุ่มหมอกภายนอก
ภายในโรงเตี๊ยมคุณชายสามที่เคยครึกครื้นบัดนี้เต็มไปด้วยความเงียบงัน ไม่มีตะเกียงดวงใดในห้องพักถูกจุดขึ้น แต่หากสังเกตดีๆแล้ว มีแสงไฟเล็กๆพลิ้วไปมาอยู่หนึ่งจุดบริเวณชั้นสอง ภายในห้อง เหยียนชิงกำลังเปลี่ยนชุดเป็พรานป่าเช่นเดิม บัดนี้ในดวงตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความแน่วแน่ที่จะมุ่งหน้าไปยังหอลิขิตฟ้า ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นว่าบรรยากาศภายนอกนั้นเปลี่ยนไปและไม่เอื้ออำนวยก็ตามที
“นี่อาจเป็โอกาสสุดท้ายของข้า....ถ้าข้าไม่คว้ามันเอาไว้ ก็คงจะเสียใจไปชั่วชีวิต!”ชายหนุ่มกัดฟันแน่น ก่อนเตรียมตัวเดินลงมาข้างล่าง
ไม่ทันที่เขาจะได้ออกจากห้อง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาทันใด เหยียนชิงหันไปมองก่อนจะเดินไปเปิดประตู
ฮุ่ยเหนิงที่กำลังอยู่ในท่าทางร้อนใจเป็คนมาเคาะประตูเรียกเขา
“น้องชาย! ข้าว่าอากาศวันนี้ไม่เหมาะที่จะออกไปข้างนอกเท่าไร ข้าว่าเ้าระงับการเดินทางเอาไว้ก่อนดีไหม?...............เอาเช่นนี้เป็อย่างไร? ข้าให้เ้าพักฟรีอีกวันหนึ่ง ไว้รอวันมะรืน หากหมอกประหลาดเ่าั้หายไปเ้าค่อยเดินทางไปยังหอลิขิตฟ้าก็ได้” ฮุ่ยเหนิงยื่นข้อเสนอพลางเหงื่อตก เขากังวลใจเป็อย่างมากเกี่ยวกับหมอกประหลาดนี่ ั้แ่ที่เขาเกิดมา นครหยาดตะวันแห่งนี้ปกคลุมไปด้วยแสงแดดตลอดทั้งปี ต่อให้ถึงฤดูฝนหรือฤดูหนาวก็ตาม แสงแดดก็ยังคงสาดส่องไปได้ถึงเจ็ดส่วนของเมือง
“พี่ฮุ่ย ข้าขอบคุณท่านมากต่อความเมตตาของท่าน แต่ข้าได้สัญญากับท่านลุงเอาไว้แล้วว่าจะกลับไปภายในวันนี้ หากไม่กลับไปพวกท่านย่อมจะต้องร้อนใจเป็อย่างยิ่ง อีกอย่าง เท่าที่ข้าเห็นหมอกพวกนี้ก็เพียงปกคลุมใน่เช้าเท่านั้น คล้ายจะเป็หมอกทั่วๆไปที่เคยเจอในป่า เมื่อเข้า่สายก็น่าจะค่อยๆหายไปเป็ธรรมดา”
เหยียนชิงไม่คิดว่าหมอกนี้ประหลาดแต่อย่างใด เขาเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วนใน่ที่ล่าสัตว์ในป่า
แต่ฮุ่ยเหนิงรู้สึกตรงกันข้ามกับชายหนุ่มสิ้นเชิง หมอกนี่ไม่เคยปรากฏขึ้นมา....ก่อนหน้านี้เขาได้เข้าไปอ่านบันทึกประจำตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี ก็ยังไม่มีบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดนี้แม้เพียงนิดเดียว อีกอย่าง การจะปล่อยให้เด็กวัยสิบเจ็ดปีออกไปข้างนอกในตอนนี้นั้นอันตรายเกินไป บางทีพวกโจรผู้ร้ายอาจใช้่นี้เข้าปล้นทรัพย์คนที่หลงทางอยู่ก็ได้
ฮุ่ยเหนิง้าโน้มน้าวให้ชายหนุ่มอยู่ต่ออีกสักวัน เขารู้ดีว่าเด็กคนนี้นั้นพิเศษ คนที่“นาง”ส่งมาให้เขาดูแลเป็คนแรกนั้นย่อมจะต้องพิเศษเป็อย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าตัวฮุ่ยเหนิงจะไม่รู้ว่านางมองเห็นอะไรในตัวชายหนุ่ม แต่เขาเองก็มีความรู้สึกที่ดีกับมัน คล้ายกับเจอญาติสนิทคนละสายเืที่จากหายไปนาน และเขาก็รู้ได้ว่าหากปล่อยให้ชายหนุ่มเป็อะไรไปเขานั้นย่อมจะเสียใจด้วย
เหยียนชิงเห็นว่าฮุ่ยเหนิงนั้นเป็ห่วงเขา ก็อดซาบซึ้งขึ้นมาไม่ได้ “พี่ฮุ่ย ข้าแค่ไปที่ใจกลางเมืองเท่านั้น ไม่ได้ไปรบเสียหน่อย ไม่เกิน่บ่ายก็น่าจะได้กลับบ้านข้าแล้ว ขอท่านอย่าได้เป็ห่วง ข้ารับรองว่าจะปลอดภัยแน่นอน”เขากล่าวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับฮุ่ยเหนิง
“กรอด........อ๊าา!! ก็ได้ๆ ข้าไม่ห้ามเ้าแล้ว แต่จงรอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่ เดี๋ยวข้ามา” ฮุ่ยเหนิงกัดฟันพลางพูดออกมา เขารีบวิ่งเข้าไปในห้องส่วนตัว คว้าหยิบสิ่งของบางอย่างติดมือกลับมาด้วย
“นี่...ถ้าเ้าจะไปยังหอลิขิตฟ้า ก็จงเอาสิ่งนี่ติดไปด้วย!”ฮุ่ยเหนิงยื่นหลัวผาน(เข็มทิศจีน)ให้กับเขา มันดูเก่าแก่เป็อย่างมาก
“นี่คือเข็มทิศประจำตระกูลของข้า ข้าใส่พิกัดใจกลางเมืองไว้แล้ว เ้าต้องใช้มันเวลาอยู่ในหมอกนั่น มันจะช่วยนำทางเ้าไปยังหอลิขิตฟ้าที่อยู่ใจกลางเมืองได้ แน่....แน่นอนว่าข้าแค่ให้เ้ายืมเท่านั้น! เมื่อเ้าจะกลับหมู่บ้านก็จงนำมาคืนข้าด้วย!” ฮุ่ยเหนิงกัดฟัน นี่คือการเดิมพัน! ถึงเขาจะดูทำอะไรมากเกินจริงไปบ้าง แต่เ้าหนูนี่ต้องไม่เป็ไร และนำมันมาคืนให้กับเขา!
“นี่......ไม่มากไปหน่อยหรือพี่ฮุ่ย? ข้าก็แค่ไปยังใจกลางเมืองเท่านั้น” บัดนี้ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความสงสัยปนตื่นตะลึง เขาแค่เดินทางไปเขตใจกลางเมืองเท่านั้น นั่นจำเป็จะต้องใช้เข็มทิศด้วยหรือ?
“ฮึ่ม! เ้าไม่ต้องพูดมาก ถ้าเ้าอยากจะไปก็จงนำมันติดไปด้วย หากเ้าไม่เอาไปข้าจะให้บ่าวสาวทั้งสองลากเ้ากลับเข้าไปในห้องแล้วขังเ้าไว้ซักวันหนึ่งซะ!” ฮุ่ยเหนิงคำราม เขาอุตส่าห์หวังดีกับเ้าเด็กนี่ ยังจะมาบอกว่ามากเกินไปอีก?
“โอ้!.....ถ้าเช่นนั้นข้าก็ขอรับมันไว้ละกัน ขอบคุณท่านมาก!” เหยียนชิงเอื้อมมือไปรับหลัวผานอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธน้ำใจผู้อื่นเท่ากับหักหน้าเช่นกัน เพราะฉะนั้น รับเอาไว้ก็ไม่เสียหาย เขาไม่ได้กลัวที่จะถูกสองสาวฉุดลากเข้าไปในห้องแต่อย่างไร......ไม่ได้กลัวจริงๆ
เหยียนชิงออกมาข้างนอกใน่สาย ข้างหลังเขามีฮุ่ยเหนิงและภรรยาโบกยืนอยู่ ทั้งคู่ต่างโบกมือล่ำลาชายหนุ่ม ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“.......ดูทำเข้าเถอะ ทำยังกับว่าข้าจะไม่ได้กลับมาอีกแล้วอย่างนั้นแหละ” ชายหนุ่มถอนหายใจ เขาเริ่มก้าวขาเข้าไปในหมอกที่เริ่มลงหนาขึ้นทุกที ชุดพรานป่าบัดนี้ถูกคลุมทับด้วยผ้าขนสัตว์ผืนหนาที่ฮุ่ยเหนิงมอบให้เขาก่อนจากมา
“แต่จะว่าไป หมอกนี่ก็แปลกจริงๆนั่นแหละ นี่ก็ยามสายแล้ว ทำไมมันยังไม่หายไปอีก? แถมดูคล้ายจะลงหนักขึ้นด้วย” ชายหนุ่มคิดพลางสูดหายใจเข้าเต็มปอดเขาหันกลับมาโบกมือลาทั้งสองคน ก่อนจะค่อยๆก้าวหายไปในสายหมอก
“พี่....ข้ารู้สึกไม่ดีแปลกๆ คล้ายกับว่าหมอกเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับหนุ่มน้อยผู้นั้น เห็นตอนที่มันหายไปหรือไม่ หมอกเ่าั้กระเพื่อมหนักขึ้น เหมือนต้อนรับการมาของเขา.....” ภรรยาฮุ่ยเหนิงกล่าว
“บางทีมันอาจไม่ได้ต้อนรับ หรือยินดีหรอก.....มันอาจกำลังหาใครบางคนอยู่”ฮุ่ยเหนิงถอนหายใจ เขาและภรรยาเดินกลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม
ทันใดนั้นเอง สาวใช้ของเขาก็วิ่งเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ในมือถือกระดาษแผ่นเล็กที่มีข้อความไม่กี่ตัวเขียนอยู่
“เกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่ว่าเ้าต้องดูแลห้องพิเศษชั้นบนรึ?” ฮุ่ยเหนิงถามบ่าวที่วิ่งมาหาเขา
“นายท่าน....มีสารมาจากนางเ้าค่ะ!” นางตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ นี่เป็ครั้งแรกที่คนๆนั้นส่งสารมายังโรงเตี๊ยมแห่งนี้
“ว่าอะไร? เอามาให้ข้าดูเร็ว!” ฮุ่ยเหนิงหยิบม้วนกระดาษที่ห่อเอาไว้ออกมาอ่าน ั์ตาเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะวิ่งออกไปยังหน้าโรงเตี๊ยมทันที
“พี่ฮุ่ย เกิดอะไรขึ้น?!” ภรรยาของเขาและบ่าวคนเมื่อครู่วิ่งตามมาด้วยความตื่นตระหนก
ฮุ่ยเหนิงไม่ได้ตอบคำถามภรรยา เขามองเข้าไปในกลุ่มหมอกหนาข้างหน้า พยายามมองหาเงาคนที่อาจเคลื่อนไหวอยู่
“บัดซบ.......ไม่ทันแล้ว”
ในมือของฮุ่ยเหนิงกำกระดาษจนยับยู่ยี่ แต่ยังคงเห็นข้อความที่ถูกเขียนไว้ไม่กี่คำอย่างชัดเจน
“อย่าให้มันออกไป”
บัดนี้เวลาล่วงเลยมาถึงยามเที่ยงวัน แต่หมอกที่ปกคลุมเมืองนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไปแต่อย่างใด เหยีนชิงกำลังสาวเท้าเดินตามแผนที่เมืองที่ได้มาจากฮุ่ยเหนิง อีกมือถือหลัวผานเดินตามที่เข็มชี้ไปด้วย
“อา........สุดท้ายข้าก็ไม่ได้เดินเที่ยวเมืองให้สบายใจเพราะหมอกประหลาดนี่ อีกทั้งยังต้องใส่ชุดกันหนาวหนาเตอะนี่อีก ตกลงนี่มันหมอกหรือพายุหิมะกันล่ะเนี่ย” ชายหนุ่มบ่นกระปอดกระแปดกับตัวเอง ความจริงวันนี้เขาควรจะได้เดินเที่ยวเมืองให้สนุกสนานแล้วค่อยมุ่งหน้าไปหอลิขิตฟ้าที่อยู่ใจกลางเมือง กลายเป็ว่าเมื่อเขาตื่นมากลับเจอหมอกประหลาดนี่ปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาว ไม่เจอผู้คนแม้เพียงคนเดียว ทำให้เขาไปได้เพียงแค่หอลิขิตฟ้าเท่านั้น
“ข้าเดินมาตั้งนานแล้ว กลับไม่พบผู้คนแม้เพียงนิด นี่มันเหมือนกับว่ากำลังอยู่ในเมืองร้างเลย ฮะฮะ....” เหยียนชิงหัวเราะขึ้นอย่างขมขื่น เนื่องจากเขาเองเดินมาได้เกือบจะถึงหอลิขิตฟ้าแล้ว แต่กลับไม่ปรากฏวี่แววของคนเลยแม้เพียงคนเดียว คล้ายกับว่าเขาเข้าไปอยู่อีกโลกโดยสิ้นเชิง โลกที่มีเพียงเขาคนเดียว....
หลัวผานนำเขามาหยุดอยู่ที่หอคอยสีดำใจกลางเมือง มันสูงจนไม่สามารถมองเห็นยอดได้ รอบๆหอคอยประดับประดาไปด้วยหน้าต่างสีดำสนิทที่สะท้อนแสงออกมา ตัวหอคอยส่งกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณ คล้ายกับว่ามันดำรงอยู่ก่อนหน้าเมืองแห่งนี้เสียอีก
“หอลิขิตฟ้า.......” ชายหนุ่มพึมพำเบาๆ ขณะที่กำลังก้าวขาตรงไปยังประตูนั้นเอง เขาได้ยินเสียงหวีดร้องอย่างแรงดังก้องไปในอากาศ ทำให้หนังศีรษะของชายหนุ่มด้านชาขึ้นมาทันที
เหยียนชิงหันกลับไปมองข้างหลังเขาอย่างรวดเร็ว เขาเห็นบางสิ่งบางอย่างสลัวๆมันคือเงาคน! เงาร่างหลายร่างค่อยๆปรากฏขึ้นมา นับดูแล้วมีมากกว่าสิบเงากำลังค่อยๆเดินมาล้อมรอบตัวเขา
หนึ่งในเงาทั้งสิบค่อยๆโผล่หน้าออกมาให้เห็น เหยียนชิงแทบะโออกมาด้วยความหวาดกลัว เหงื่อเม็ดใหญ่ค่อยๆไหลผ่านกระหม่อม เขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว อีกทั้งยังรู้สึกได้ว่าไม่สามารถขยับตัวหรือหันหน้าหนีพวกมันไปได้ เขาทำได้แต่เพียงจ้องมองไปยังข้างหน้าเท่านั้น เมื่อมองไปก็เห็นได้ว่าหนึ่งในพวกมันรูปร่างคล้ายกับคนแต่ไม่ใช่คน มีสามหัวอยู่บนคอเดียวกัน หัวทางซ้ายมีอยู่ครึ่งซีกเน่าเฟะบิดลงจนไม่รู้ว่าเป็ศีรษะของบุรุษหรือสตรี ทางขวาเป็หัวของบุรุษผู้หนึ่งที่จ้องตรงมาทางเขา ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าปูดโปนเต็มไปด้วยน้ำเหลือง ส่วนหัวตรงกลางนั้นเต็มไปด้วยเส้นผมคล้ายกับว่า.....เป็ด้านหลังศีรษะของมัน ร่างกายบิดเบี้ยวไปมา ดูคล้ายกับกระดูกที่หัก เท้าของมันเป็มือที่หันไปด้านหลัง หัวตรงกลางค่อยๆบิดกลับมาช้าๆ พร้อมทั้งวิ่งมาหาเขา!
ในตอนนั้นเองเขาได้ยินใครบางคนแค่นเสียงออกมาจากหอลิขิตฟ้า มันเป็เสียงที่เต็มไปด้วยเจตจำนงอันเก่าแก่พัดผ่านชายหนุ่มกระแทกไปยังเงาร่างทั้งสิบตนนั้น จนพวกมันไม่อาจขยับเขยื้อนได้ เหยียนชิงหันกลับไปมองที่หอลิขิตฟ้าอย่างุนงง ประตูเหล็กสีดำที่ปิดอยู่ก็ค่อยๆเปิดออกพร้อมกับเสียงชายชราที่ดังอยู่ข้างหูของเขา
“รีบเข้ามา!”
เหยียนชิงไม่ทันได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เขาพุ่งตัวไปยังประตูใหญ่ทันที เงาร่างทั้งสิบที่ถูกโจมตีจนถอยไปหันมามอง เมื่อเห็นชายหนุ่มกำลังจะหนี มันก็รีบพุ่งทะยานมาหาเขาพร้อมทั้งกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มพุ่งถลาล้มเข้าไปในหอลิขิตฟ้า ก่อนจะลุกขึ้นมามองออกไปข้างนอก เขาเห็นพวกมันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง คล้ายกับ้าจะจับตัวเขาให้ได้ ทันใดนั้น ประตูหอคอยก็ปิดลงอย่างรุนแรงพร้อมทั้งเสียงสวดคาถาบางอย่างดังก้องออกมา สะกดไม่ให้พวกมันรุกล้ำเข้ามายังภายใน
เสียงกรีดร้องโหยหวนจากภายนอกดังขึ้นกว่าเดิม เสียงเล็บขูดกับผนังหอคอยดังเข้ามาต่อเนื่องจนข้างในก้องไปด้วยเสียงร้องและเสียงพวกมันขูดผนัง
เหยียนชิงกำลังใกลัวงุนงงกับสถานการณ์ เขาไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนในชีวิต แม้กระทั่งตอนที่เขาเข้าไปในป่าก็ตาม มันคล้ายกับว่าพวกมันเป็ิญญาอาฆาตที่ตามจองเวรเขามาเนิ่นนาน เสียงกรีดร้องกระแทกเข้าในิญญาเขาจนอกสั่นขวัญแขวน ชายหนุ่มได้แต่ยกมือขึ้นอุดหู จนกระทั่งสลบไสลไป
เวลาผ่านไปสองชั่วยาม เสียงกรีดร้องจากภายนอกค่อยๆเลือนหายไปพร้อมๆกับหมอกประหลาดที่ปกคลุมเมืองทั้งเมืองก่อนหน้านี้ แสงแดดค่อยๆแทนที่ความมืดมิด เมืองทั้งเมืองค่อยๆกลับมาสว่างไสวขึ้น
เหยียนชิงค่อยๆลืมตาขึ้น เหมือนว่าเขาจะสลบไปตอนที่เสียงกรีดร้องและเสียงขูดเล็บดังเข้ามาในหอคอย
“พวกมัน.....คือตัวอะไร?” สีหน้าชายหนุ่มบัดนี้ซีดขาวลงด้วยความหวาดกลัว
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงชายชราดังก้องไปทั่วทั่งหอคอย
“ถ้าเ้าอยากรู้....ก็จงขึ้นมาที่ชั้นเก้าของหอคอย...”