บุปผาราชัน

    21 ของกำนัลพิเศษ


    21ของกำนัลพิเศษ
    “นี่ๆ จานิสต้า เจ้ารู้สึกบ้างมั้ยว่าฝ่าบาทเหมือนต้องการให้เจ้าไปข่มขวัญพวกแขกทั้งหลายของพระองค์มากกว่า”
    เสียงของพระสนมจีโอเรียดังขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อสบจังหวะโอกาส ขณะนี้เหล่าพระสนมทั้งสามกำลังเดินกลับไปยังเขตพระราชฐานทิศตะวันออกด้วยกัน หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้รับมอบหมายในวันนี้
    จะบอกว่าเดินไปด้วยกันก็คงจะไม่ถูกนัก เมื่อจีโอเรียกับจานิสต้าเดินเรียงเคียงคู่คุยกันไปเรื่อย แต่พระสนมราญารีนั้นเพียงเดินตามหลังมาห่างๆ อย่างเงียบงัน
    “เจ้านี่ก็พูดไปเรื่อยจริง จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงกัน เราออกไปช่วยฝ่าบาทต้อนรับแขกของบ้านเมืองต่างหาก”
    “ก็หลายวันมานี้ทั่วเขตตะวันตกต่างเล่าลือถึงเรื่องความงามของเจ้าทั้งนั้น เห็นเจ้าแล้วพวกนางคงหมดความมั่นใจลงไปมากโขทีเดียวล่ะ”
    บทสนทนาที่แสดงความสนิทสนมแลดูน่าสนุกสนานดำเนินไป แต่อยู่ๆ ทั้งสองกลับต้องหยุด เมื่อรู้สึกได้ว่าโดนดึงเสื้อไว้จากด้านหลัง
    “นี่จะหาเรื่องกันใช่มั้ยราญารี” จีโอเรียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
    “ขอโทษนะ ที่ข้าเคยพูดไม่ดีกับพวกเจ้า”
    ทว่าประโยคที่หลุดออกจากปากราญารีนั้นทำเอาพระสนมอีกสองคนนิ่งงันไป และเริ่มทำอะไรไม่ถูกขึ้นไปกันใหญ่ เมื่อเห็นหยดน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นจากพระสนมผู้แสนเย็นชา
    “แม้แต่พวกนางกำนัลก็ไม่มีใครคุยกับข้าเลย ข้ารู้ว่าข้ามันปากร้าย ข้าขอโทษจริงๆ”
    จานิสต้ากับจีโอเรียยังคงมองหน้ากันสลับไปมากับมองหน้าราญารี พักหลังมานี้ก็ได้ยินมาว่า หลังซ้อมการแสดงในส่วนของตัวเองจบแล้ว นางก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง ทานอาหารคนเดียวไปไหนมาไหนคนเดียวเสมอ นั่นคงจะทำให้เหงาไม่น้อยเลย
    ฝ่าบาทรับสั่งว่าจะยังไม่ประทานนางกำนัลรับใช้ส่วนตัวให้ จนกว่าพระสนมคนใดจะตั้งครรภ์ แม้จะมีคนเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมเสร็จสรรพ แต่คนในวังทุกคนก็มีหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครว่างพอจะเรียกให้มานั่งคุยเล่น หรือให้อยู่เป็นเพื่อนตลอดได้อย่างแน่นอน
    ยิ่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องออกไปทำงานตามหน้าที่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว นางในพิเศษก็ออกจากวังไปจนหมด คงทำให้หาเพื่อนคุยสักคนยากจริงๆ
    “ข้าก็ขอโทษเจ้าเหมือนกันราญารี สมัยเป็นนางในพิเศษข้าก็พูดไม่ดีกับเจ้าไว้เยอะเหมือนกัน” จานิสต้าที่รู้จักราญารีมายาวนานกว่าจีโอเรียเอ่ยขึ้น เห็นอะไรกันมาเยอะ แม้จะปากร้ายแต่จานิสต้าก็รู้ดีว่าราญารีเองก็ไม่เคยคิดร้ายกับใคร
    “ข้าเองก็ชอบทำปากเสียเหมือนกันนั่นแหละ ไหนๆ พวกเราสามคนก็ได้มาอยู่แบบนี้แล้ว อย่างที่ฝ่าบาทรับสั่งไว้ว่าเราคงต้องเจอหน้ากันไปอีกทั้งชีวิต สงบศึกแล้วมาดีต่อกันไว้เถอะนะ”
    จีโอเรียพูดต่อพร้อมกับยื่นมือออกมาตรงหน้า โดยส่วนตัวแล้วจีโอเรียไม่ได้อคติกับใครเป็นพิเศษนัก หากแม้แต่จานิสต้าที่ปะทะกับราญารีมาตลอดยังยอมอ่อนข้อลงได้ นางก็ไม่มีเหตุที่จะคอยหาเรื่องอีกฝ่ายเช่นกัน
    “ขอบใจพวกเจ้านะ ขอบใจมากที่อภัยให้ข้า” น้ำตาของราญารียังคงไหลออกมาไม่หยุด
    “เรื่องเก่าน่ะช่างเถอะ พวกเราเองก็เป็นพระสนมเหมือนกัน เจ้ายังดีกว่าข้าเป็นไหนๆ เพราะอย่างน้อยฝ่าบาทก็เลือกเจ้าเพราะตัวของเจ้าเอง ไม่เหมือนกับข้า แต่ถ้ามัวแต่นั่งเศร้าชีวิตก็คงสลดแย่ จากนี้ไปพวกเราเป็นเพื่อนกันนะ ข้าสัญญาเลยว่าหากพวกเจ้ามีพระโอรสพระธิดาเมื่อไร ข้าจะคอยช่วยเลี้ยงดูอย่างดีเลย”
    เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ หญิงสาวทั้งสามเริ่มอมยิ้มให้กันแล้วจานิสต้าก็ยื่นมือตรงหน้าอีกคนเพื่อจับมือรวมกันไว้
    “รอดูเถอะว่าราชินีของเราจะเป็นใคร ได้ยินมาว่าทรงโปรดสนทนากับเจ้าหญิงจากคาบันเน่ย์มากนี่นา”
    “...พวกเจ้าคิดว่า ฝ่าบาทจะทรงเลือกเจ้าหญิงมาโมเนตจริงหรือ” ราญารีก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
    “ไม่รู้สิ ใครจะไปรู้พระทัยฝ่าบาท เรื่องราชินีนั้นสำหรับข้าแล้วจะเป็นใครก็ได้เถอะ ขอแค่อย่างสองอย่างคืออย่ามากดขี่รังแกพวกเรา กับขอให้เป็นราชินีที่ดีกับบ้านเมืองก็พอ”
    จีโอเรียเอ่ยปิดท้าย พระสนมทั้งสามมองหน้ากันไปมาอย่างเห็นด้วยกับคำพูดนั้นที่สุดอีกครั้ง ก่อนที่จะเริ่มออกเดินกันต่อเพื่อไปฝึกซ้อมการแสดงต่างๆ ในงานเลี้ยงเต้นรำที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
    “นั่นสินะ ขอแค่อย่ามารังแกเราก็พอ...”
    สุ้มเสียงสุดท้ายของราญารีดังขึ้นแผ่วเบาราวกับกระซิบกระซาบกับตนเอง...

    มื้อเช้าในวันนี้เป็นอาหารพื้นเมืองของจีโอเนราฟา ซึ่งนางกำนัลในห้องเครื่องใหญ่ยกมาถวายอาคันตุกะจากแดนใต้สุดถึงที่ หลังจบมื้อเช้าที่พอเสวยได้แต่ไม่ค่อยถูกพระทัยสักเท่าไรแล้ว เจ้าหญิงจากคาบันเนย์ผู้ได้รับการดูแลเป็นพิเศษกว่าใคร ก็ได้พบหน้าทหารองครักษ์พิเศษเฉพาะกิจที่โผล่มาตอนจบมื้อเสวยดังที่บอกไว้พอดี
    “หลังเสวยมื้อเช้าแล้ว ทรงโปรดจะลองเสด็จไปเยี่ยมชมอุทยานดูไหมพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มเอ่ยปากชักชวนอย่างอารมณ์ดี แม้ตอนที่แยกย้ายกับฟีออนเมื่อคืนจะค่อนข้างดึกมากแล้ว แต่นั่นก็ทำให้ชายหนุ่มนอนอมยิ้มได้ทั้งคืน
    “ก็ดีนะคะ ที่จริงข้าก็อยากไปเดินชมสถานที่อยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าควรจะต้องขออนุญาตฝ่าบาทก่อน”
    “เราปรับปรุงตกแต่งอุทยานใหม่แทบทั้งหมด เพื่อรองรับอาคันตุกะจากต่างแดนทุกท่านอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ หากไม่ล่วงล้ำเข้าไปเขตพระราชฐานตะวันออก ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเพราะเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ก็คงจะไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ”
    “เมื่อสิบปีก่อนตอนได้พบฝ่าบาทที่คาบันเน่ย์ ทรงเล่าว่าภายในวังมีน้ำตกด้วย ข้าอยากไปเห็นจังมันอยู่ที่ไหนหรือคะ”
    “เอ่อ... น้ำตกนั่นอยู่ในเขตตะวันออกพ่ะย่ะค่ะ หากเป็นสิ่งนั้นเกรงว่าพระองค์อาจจะต้องทรงขอพระบรมราชานุญาตจากฝ่าบาทเสียก่อน”
    “ถ้าข้าแอบเข้าไปท่านคิดว่าฝ่าบาทจะทรงกริ้วมากไหม”
    เป็นคำถามที่ทำเอาคาอูลทำหน้าไม่ถูกไปเลย พระนางเป็นเจ้าหญิงสมควรจะต้องรู้ไม่ใช่หรือ ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ
    “ฮะฮะฮะ ข้าล้อเล่นค่ะท่านคาอูล เรื่องแบบนั้นแม้แต่เด็กก็รู้ว่าไม่สมควรทำจริงไหมคะ”
    “พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มรับคำอย่างอ่อนใจ เจ้าหญิงพระองค์นี้คงจะซุกซนขี้แกล้งไม่น้อยทีเดียว
    “ถ้าเช่นนั้นแล้ว...” หลังเกริ่นขึ้นมาได้เล็กน้อยคาอูลก็งับปากลงแล้วคิดใหม่ “ในวันนี้จะมีการรวมกองทหารในเขตเมืองหลวงเพื่อฝึกซ้อมร่วมกันประจำเดือนนี้ หากทรงสนพระทัยกระหม่อมจะนำเสด็จไ...”
    “ไป!” หญิงสาวตอบกลับมาอย่างตื่นเต้นทั้งๆ ที่คาอูลยังพูดไม่จบ เป็นไปตามที่คาอูลคาดการณ์ไว้ พระนางคงชอบอะไรที่ดูเป็นการเป็นงานมากกว่าชมสวนสวยเป็นแน่ “ข้าอยากไปดูค่ะ แต่ตอนแรกนึกว่าพื้นที่ทหารเป็นเขตหวงห้าม”
    “ที่จริงก็เป็นเขตหวงห้ามของสตรีพ่ะย่ะค่ะ แต่พระองค์เป็นแขกพิเศษของฝ่าบาท กระหม่อมเชื่อว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงถือสาอะไร เพราะไม่แน่ว่าในไม่ช้านี้พระองค์คงจะได้เป็นส่วนหนึ่งในราชวงศ์ของเรา”
    ถ้อยคำนี้อาจทำเอามาโมเนตอมยิ้มได้ทั้งวันทีเดียวหากไม่มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ หากไม่มีทหารองครักษ์ผู้สูงศักดิ์คนนี้มาถวายการรับใช้พระนางเป็นการส่วนตัว ซึ่งหญิงสาวคิดว่าองค์แดริสได้ประกาศเจตนารมณ์กับนางอย่างชัดเจน
    “ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น...”

    ลานสนามโล่งกว้างที่ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระราชวังนั้น เต็มไปด้วยเหล่าทหารที่กำลังรวมกองฝึกซ้อมประจำเดือน หลังจากที่เดินข้ามฟากมาจากทิศตะวันตกเป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ได้เห็นตรงหน้าก็ทำองค์หญิงตื่นเต้นเสียจนเอ่ยปากถามโน่นนี่ไม่หยุดทีเดียว
    ทั้งสองยืนมองอยู่ห่างไกลจากลานฝึกพอสมควร แต่อยู่ๆ เมื่อมีบุรุษกลุ่มหนึ่งวิ่งผ่านตรงหน้าไป เจ้าหญิงจากต่างแดนก็ถึงกับมีใบหน้าขวยเขินแดงระเรื่อขึ้นมา ก่อนจะหันไปถามผู้นำทางด้วยน้ำเสียงสั่นเกร็ง
    “มะ... เมื่อครู่นี้คือฝ่าบาทใช่หรือเปล่าคะ”
    ไม่ต้องมองตามไปดูคาอูลก็รู้คำตอบได้อย่างชัดเจน
    “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเองก็เสด็จมาร่วมออกกำลังกายกับเหล่าทหารในทุกๆ สามวันพ่ะย่ะค่ะ”
    มาโมเนตเหลียวมองตามแผ่นหลังนั้นไปอีกครั้ง องค์ราชาแห่งจีโอเนสนั้นกำลังทรงวิ่งอยู่บนทางที่โอบล้อมรอบลานฝึกกับนายทหารอีกสามคน ทั้งหมดอยู่ในสภาพการสวมเพียงกางเกงขายาวสีเข้มที่ดูเลอะคราบดิน
    ยังมีเหล่าทหารอีกมากมายที่ถอดเสื้อเผยแผ่นอกที่อาบด้วยเหงื่อกันไปหมดแล้วตามฐานการฝึกต่างๆ เพราะอย่างนี้หรือเปล่าที่นี่จึงได้เป็นเขตหวงห้ามของสตรี เพราะดูแล้วพวกทหารก็เหมือนจะแค่มาออกกำลังกายกันเฉยๆ ไม่มีสิ่งใดที่น่าจะเป็นความลับห้ามเพร่งพราย
    “ได้ยินมาว่าตระกูลของท่านคาอูลเป็นขุนนางสายบริหาร แล้วทำไมท่านถึงได้มาเป็นทหารล่ะคะ”
    “คงเพราะกระหม่อมชอบที่จะออกแรงมากกว่าต้องมานั่งคิดอะไรที่ชวนปวดหัวพ่ะย่ะค่ะ”
    “แล้วถ้าท่านต้องทำ...ท่านจะทำได้ไหม”
    “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ หากเป็นเรื่องเพื่อบ้านเมืองแล้ว ถึงจะชอบหรือไม่แต่กระหม่อมก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่”
    “ถ้าต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับหัวใจ ท่านจะเลือกอะไรคะ”
    มาโมเนตหันมามองคาอูลด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่ดูจริงจังกว่าครั้งใดที่ผ่านมา และนั่นก็ทำเอานายทหารหนุ่มเหลือบมององค์หญิงด้วยสีหน้าเคลือบแคลงทีเดียว
    “เรื่องบางอย่างหากยังไม่เกิด กระหม่อมก็ไม่อยากคิดล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ เพราะมันอาจบั่นทอนจิตใจทำให้เป็นผลเสียมากกว่าผลดี”
    “...นั่นสินะ” ฟังแล้วมาโมเนตก็ได้เพียงยิ้มเยาะตัวเองในใจ คนที่ต้องตอบคำถามนี้ก่อนใครคงจะเป็นตัวนางเอง
    คำตอบของมาโมเนต... ที่อาจกลายเป็นคำถามเดียวกันส่งต่อไปยังคนข้างกายในตอนนี้
    “ท่านพบกับนางได้ยังไงคะ คนรักของท่านน่ะ”
    “กระหม่อมพบนางครั้งแรกตอนที่ฝ่าบาทเสด็จไปยังบ้านของนางพ่ะย่ะค่ะ บิดาของนางเคยเป็นพระอาจารย์เพียงคนเดียวของฝ่าบาทในสมัยที่ยังทรงเป็นเจ้าชาย ทรงเคารพนับถือท่านอาจารย์ฟาอินเป็นอย่างมาก เมื่อท่านฟาอินจากไปอย่างกะทันหัน ฝ่าบาทจึงรับฟีออนมาดูแลต่อพ่ะย่ะค่ะ”
    “อย่างนี้นี่เอง ฟีออนคือชื่อของนางงั้นหรือ พวกท่านคบหาดูใจกันมานานเท่าไรแล้ว”
    “เมื่อไม่นานมานี้เองพ่ะย่ะค่ะ”
    “กับคนระดับท่านคาอูลแล้ว แม้เป็นสาวงามปกติทั่วไปยังยากที่จะกล้าคาดหวังเลย สงสัยจริงว่าท่านชอบอะไรในตัวนางงั้นหรือ”
    คาอูลเพียงยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะทูลตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ หลายวันมานี้เขาเจอคำถามพวกนี้รุมเร้าอยู่แทบตลอด แต่ชายหนุ่มก็ไม่รู้สึกเบื่อที่จะต้องคอยตอบเลยสักนิด
    “นางเป็นหญิงสาวที่วิเศษที่สุดเท่าที่กระหม่อมเคยพบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมต่างหากที่ดีใจจนแทบบ้าเมื่อนางยอมตกลงรับความสัมพันธ์นี้ หญิงสาวอย่างฟีออน นางคงไม่มีวันยอมตกลงปลงใจหากชายผู้นั้นไม่ใช่คนที่นางรัก พระองค์อาจคิดว่านั่นเป็นเรื่องตลก ที่คำพูดแบบนั้นออกมาจากหญิงสาวที่มีใบหน้าแบบนั้น แต่นางเป็นคนแบบนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
    “นั่นแปลว่านางเองก็รักท่านสินะ ถึงได้ยอมตกลง”
    “กระหม่อมก็คิดว่าเป็นเช่นนั้น”
    ยิ่งพูดถึงหญิงสาวคนรักมากเท่าไร สีหน้าแววตาของชายหนุ่มก็ยิ่งทอแววประกายออกมาอย่างอ่อนโยนมากเท่านั้น มาโมเนตเห็นดังนั้นแล้วก็ได้แต่ลอบถอนใจ หญิงหน้าบากผู้นั้นเป็นนางฟ้านางสวรรค์ที่ไหนกลับมาเกิดหรือเปล่านะถึงได้มีวาสนาเพียงนี้ ไม่สิ... ที่จริงมันอาจกลายเป็นวิบากกรรมซ้ำซัดเสียมากกว่า
    ดูเหมือนชะตากรรมของคู่รักคู่นี้จะอยู่ในกำมือของนางเสียแล้ว
    “พวกท่านช่างโชคดีเหลือเกินที่รักใครใครคนนั้นก็รักตอบ ได้พบเจอคนที่รักกันและกัน ข้าน่ะ...ฝ่าบาทไม่เคยเหลียวมองข้าเลยแม้แต่น้อย อาจด้วยเพราะอายุที่ต่างกัน สิบปีก่อนข้าก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กอายุสิบขวบให้พระองค์เอ็นดู และมันก็มีเพียงแค่นั้น”
    “อย่าได้ทรงเป็นกังวลเลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทแสดงออกอย่างชัดเจนว่าให้ความสำคัญกับพระองค์มากกว่าสตรีคนใดที่เชิญมาร่วมงาน”
    “ได้ยินมาว่าฝ่าบาททรงมอบหมายให้พระสนมทั้งสามเป็นตัวแทนพระองค์ เพื่อไปมอบของกำนัลพิเศษให้กับหญิงสาวตามเทียบเชิญทุกคนที่เดินทางมาถึงแล้ว ทุกคนได้รับของกำนัลเป็นสิ่งเดียวกันเหมือนกันหมด ยกเว้นข้าเพียงคนเดียวที่ไม่ได้”
    “นั่นอาจมีความหมายอื่นแฝงอยู่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกลับคิดว่ามันมีความหมายที่ดีต่อองค์หญิงมากกว่า ของกำนัลที่เหมือนกันซึ่งมอบให้ผู้อื่นนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นน้ำพระทัยแทนความขอบคุณของฝ่าบาท เพราะทรงมีคำตอบเรียบร้อยแล้ว”
    “ใครหลายคนคงพากันพูดว่าข้าได้ท่านมาเป็นของขวัญ”
    “หากทำให้สบายพระทัยก็ทรงคิดเช่นนั้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
    “...ท่านคาอูล ท่านไม่รู้จริงๆ หรือว่ากำลังมายืนทำหน้าที่อยู่ตรงนี้ด้วยเหตุผลอันใด”
    เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ หัวคิ้วของคาอูลขมวดเข้าหากันอย่างแปลกใจที่เจ้าหญิงต่างเมืองรับสั่งเช่นนั้น เพราะรับสั่งของฝ่าบาทเขาจึงได้ยืนอยู่ตรงนี้ และไม่เคยคิดว่ามันมีความหมายอื่นใดมากไปกว่านี้เลย
    หากฝ่าบาทจะทรงเลือกอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงมาโมเนต นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสักนิด กับการที่ให้คนสนิทอย่างเขามาคอยติดตามดูแลอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษ ตอบทุกคำถามที่พระองค์ทรงอยากทราบ พาไปเยี่ยมสถานที่ที่ทรงอยากเสด็จไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการถวายอารักขาเพื่อความปลอดภัย เพราะยิ่งพระนางเข้าใกล้คำว่าราชินีมากเท่าไร อาจมีผู้ที่ประสงค์ร้ายคอยรอจังหวะโอกาสอยู่ก็อาจเป็นได้
    แม้จะทรงมีองครักษ์ส่วนพระองค์ติดตามมาด้วยจากคาบันเน่ย์ แต่อย่างไรการที่มีผู้ที่รู้จักภูมิศาสตร์ในวัง และในเมืองหลวงแทบทั้งหมดคอยป้องกันเพิ่มเติมนั้น ย่อมเป็นการดีกว่าอย่างแน่นอน
    การกระทำขององค์ราชาทำให้คาอูลค่อนข้างแน่ใจว่า เจ้าหญิงมาโมเนตแห่งคาบันเน่ย์ พระนางคือว่าที่ราชินีในอนาคตของจีโอเนราฟาเป็นแน่ และเหตุผลที่ทรงเลือกเขามาก็อาจเป็นเพราะเรื่องชาติกำเนิดของตัวเขา ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่นในกอง นี่จึงเป็นการให้เกียรติกับว่าที่ราชินีอย่างสูงสุดเท่าที่จะพึงทำได้ต่างหาก
    “ปกติที่นี่เป็นเขตหวงห้ามของผู้หญิง เจ้าทำให้ทหารครึ่งกองทัพของข้าแตกตื่นจนต้องรีบกลับไปหาเสื้อมาสวมใส่ทีเดียว”
    เสียงทักทายนั้นดังขึ้นจากด้านหลังของผู้ยืนสังเกตการณ์ทั้งสอง องค์แดริสที่ทรงวิ่งผ่านไปและไม่ได้แวะทักทายนั้น วิ่งกลับมาอีกครั้งพร้อมการแต่งกายที่สุภาพต่อหญิงสาวมากขึ้น โดยการสวมฉลองพระองค์กลับเข้าที่เข้าทาง
    ทั้งเจ้าหญิงต่างแดนทั้งนายทหารคนสนิทต่างก็รีบหันหลังกลับแล้วถวายความเคารพในทันที
    “ถ้าข่าวนี้รั่วออกไป สตรีทั้งวังของฝ่าบาทจะต้องอิจฉาหม่อมฉันอย่างที่สุดเป็นแน่เลยเพคะ”
    เสียงหัวเราะขององค์แดริสและเจ้าหญิงมาโมเนตดังขึ้นอย่างสดใส คาอูลขยับก้าวถอยออกมาทิ้งระยะห่างไว้พอสมควร เมื่อได้เฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ก็พบว่าทั้งสองพระองค์ทรงทักทายกันด้วยรอยยิ้ม มีการพูดคุยและตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างดูอารมณ์ดีทั้งคู่ คาอูลแทบไม่เคยเห็นองค์เหนือหัวของตนเป็นแบบนี้มาก่อนเลย ทรงมีปฏิสัมพันธ์กับพระนางดีเหลือเกิน ดูท่า...ว่าที่ราชินีแห่งจีโอเนสคงกำลังประทับอยู่ตรงหน้านี้แล้วจริงๆ
    จากนั้นไม่นานนักทั้งสองพระองค์ก็ทรงล่ำลากัน ฝ่าบาทอาจไม่มีเวลามากนักเพราะต้องกลับไปสรงน้ำและเตรียมเข้าว่าราชกิจประจำวัน ในระหว่างทางที่คาอูลนำเสด็จเจ้าหญิงมาโมเนตกลับที่พำนัก พระนางก็เล่าให้นายทหารหนุ่มฟังอย่างอารมณ์ดี ว่าในช่วงเย็นวันนี้พระนางมีนัดดื่มชากับฝ่าบาทในเขตพระราชฐานตะวันออก และจะทรงพาไปเยี่ยมชมน้ำตกที่เคยเล่าให้ฟังนั่นด้วยพระองค์เอง
    “ถ้าเช่นนั้นกระหม่อมจะนำเสด็จไปหลังจากฝ่าบาททรงว่าราชกิจเสร็จพ่ะย่ะค่ะ”
    คาอูลตอบกลับไปแต่ไม่มีคำพูดใดๆ จากเจ้าหญิงตอบกลับมา ทรงยืนประทับนิ่งอยู่กับที่อย่างกะทันหัน ขณะทอดสายพระเนตรมองตรงไปยังเบื้องหน้าที่ห่างออกไป
    “นั่นคือ...พระสนมทั้งสามใช่ไหม”
    ในระยะห่างออกไปไม่ไกลนัก มีหญิงสาวสามคนกำลังเดินรวมกลุ่มไปด้วยกัน ดูจากเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดสวยงามทั่วไปในโทนสีสดใสอย่างชมพูเขียวเหลืองแล้ว ก็คงจะเป็นใครอื่นไม่ได้อย่างแน่นอน
    “พ่ะย่ะค่ะ นั่นคือพระสนมทั้งสามของฝ่าบาท พระสนมจานิสต้า พระสนมราญารี และพระสนมจีโอเรีย”
    สีพระพักตร์ขององค์หญิงดูแปลกไปอย่างไม่ยินดีสักเท่าไรนัก เมื่อได้ฟังชื่อทั้งสามจนครบ
    “ฝ่าบาททรงโปรดใครมากที่สุด”
    แม้จะหนักใจที่ต้องตอบคำถามเหล่านี้เล็กน้อย แต่คาอูลก็ตอบออกมาตามตรงในที่สุด เพราะนี่ไม่ใช่ความลับและเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้กัน ที่จริงองค์หญิงอาจจะทรงทราบมาบ้างแล้ว แต่แค่ถามเพื่อยืนยัน
    “พระสนมจานิสต้าพ่ะย่ะค่ะ”
    มาโมเนตจ้องมองตามแผ่นหลังของหนึ่งในหญิงงามเหล่านั้นอย่างไม่วางตา