ตอนที่ 6 จุดหมายใหม่
"แม่นาง! เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่" เขากระซิบถามนางด้วยท่าทีสุขุม
"ข้าไม่เป็ไร" มู่ตันตอบกลับทันควันด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง เหมือนปลาตะเพียนได้น้ำ
"ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว อายุยังน้อยนัก จากนี้อย่าคิดสั้นอีกเป็อันขาด " เขาค่อยๆััขอดเอวของนางอย่างเบามือ ส่งนางให้ถึงพื้นอย่างปลอดภัย...
ทว่าได้พบพานเพียงผิวเผินกลับตราตรึงตลอดกาล มีหรือที่มู่ตันตัวแสบจะปล่อยให้โอกาสลอยผ่าน นางมือบอนกว่าที่คิด ััผ้าคลุมหน้าของเขาติดมือ เผยให้เห็นโฉมหน้าหล่อเหลาทลายฟ้าทลายดินของชายหนุ่ม และนั่นทำให้หลินมู่ตันแทบจะหยุดหายใจไปชั่วขณะ
"ซนจริงๆ"
"เ้าเด็กโง่"
ถูกเปิดเผยตัวตนในต่างแดนแทนที่จะเคืองโกรธ เขากลับเผยรอยยิ้มออกมา พร้อมยีหัวนางเบาๆด้วยความเอ็นดู บอกใครก็คงจะไม่มีคนเชื่อ ว่ารอยยิ้มนั่นเปี่ยมด้วยพลังทำลายล้างสูงมาก ใบหน้าคมคายปานฟ้าประทาน โฉมงามเป็เลิศสะกดทุกสายตา หากถามว่ามันมากมายเพียงใดคงไม่มีหน่วยวัดได้ กระทั่งทำให้สาวน้อยหลุดพูดสิ่งที่คิดในหัวออกมาได้โดยไม่รู้ตัว... นับว่าไม่ธรรมดาแล้ว
"ทะ ท่านแต่งงานหรือยัง" นี่คือสิ่งที่นางตอบกลับ มันยิ่งชวนให้เขาหลุดขำออกมายกใหญ่
"ผ้าคลุมหน้าของเ้าปักทอด้วยสายดอกโบตั๋นงามนัก เหตุใดยังอยากได้ผ้าคลุมหน้าซอมซ่อของข้าอีกล่ะ?" ชายหนุ่มตอบไม่ตรงคำถาม เบี่ยงเบนความสนใจเข้าหาเื่อื่น เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นชายผ้าคลุมหน้าของนางที่ปักร้อยด้วยด้ายแดงเป็เอกลักษณ์ จึงยกชูขึ้นมาพูด
"เช่นนั้นผ้าคลุมหน้าของข้า... ต้องขอคืน" เขาเอนตัวเอื้อมหยิบผ้าคลุมหน้าที่คามือนาง น้ำเสียงหนักเบามีลูกเล่น บุรุษตรงหน้ารู้จักเลือกสรรคำพูดให้เข้ากับสถานการณ์ เพียงไม่กี่ประโยค คำหวานสะกดนางอยู่หมัด จังหวะโน้มตัวอ่อนไปข้างหน้า จมูกของนางห่างแก้มของเขาแค่คืบมือ กลิ่นหอมคลุ้งติดจมูกราวอาบผการ้อยชนิด
["นี่ต้องเป็รักแรกพบของข้าแน่ๆ รักที่ทวยเทพส่งมาให้ข้า"] มู่ตันพึมพำในใจ ก่อนจะเ้ากี้เ้าการไถ่ถามที่ไปที่มา
"คุณชาย... ท่านมีนามว่าอย่างไร จวนของท่านอยู่มุมเมืองไหนหรือ" นางเอ่ยถามด้วยแววตาเป็ประกาย
"หากไม่รังเกียจ หรือเป็การร้องขอมากเกินไป ท่านรับข้าเข้าจวนได้หรือไม่ ข้ายินดีเป็คนของท่าน ติดตามตัว คอยปรนนิบัติชั่วชีวิตย่อมได้ หากทิ้งข้าไว้ที่นี่ข้านั้นไร้หนทางจะไป ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถิด " มารยาหญิงถูกงัดออกมาใช้เป็ครั้งแรก แน่นอนว่ามันไม่แเีเอาเสียเลย มีหรือที่เขาจะรู้ไม่เท่าทัน ชายหนุ่มทำได้แค่หัวเราะเยาะในใจเท่านั้น
["ข้ามาที่นี่ก็เพื่อสืบราชการลับ เดิมทีจะให้ใครรู้เห็นตัวตนมิได้ แม้นางจะเป็เพียงหญิงไร้เดียงสาก็เถอะ"] เขาครุ่นคิดปิดปากเงียบ ไม่ต่อความยาวสาวความยืดให้เสียเวลา เริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น แววตาแข็งกระด้างข่มขู่ให้หญิงสาวรู้จักหวาดกลัวคนแปลกหน้า
"ข้าไม่ได้มาเพื่อตอบคำถามของเ้าหรอกนะ โชคชะตาบังเอิญให้เราพบกัน นั่นถือเป็ลิขิต์... "
"เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว ไม่มีเวลามาเย้าหยอก..." เขาสวมผ้าปิดหน้าไว้อย่างเดิม ควบอาชาจากไปต่อหน้าต่อตา โดยไม่หวนกลับคืนหลังมามอง
"คุณชาย!! "
"ข้าชื่อมู่ตัน!!"
"มู่ตันที่แปลว่าโบตั๋นงาม!! จำชื่อแซ่ของข้าเอาไว้ให้ดี สักวันข้าจะตามหาท่าน แต่งเป็ภรรยาท่านให้ได้ " นางะโสุดเสียงไม่มีท่าว่าจะเขินอาย เพียงเพราะนางไม่เคยได้รับความอ่อนโยนจากใคร จึงตกเป็ทาสรักโดยง่าย นอกจากแม่นมฟาง ไหนเลยจะมีใครปฏิบัติกับนางอย่างอ่อนโยนเท่านี้
นี่ถือเป็ครั้งแรกที่นางไม่ถูกคนนอกจ้องมองด้วยสายตาเหยียดหยาม "ความรู้สึกเท่าเทียมและได้รับความสนใจมันเป็แบบนี้สินะ" หัวใจดวงน้อยถูกจุดประกาย เกิดหวั่นไหว ก่อตัวเป็รักแรกที่สุดแสนตราตรึงใจจนลืมไม่ลง
"แม่นางผู้นี้พิลึกคนแท้... ใจกล้าขอเข้าจวน ปรนนิบัติคนแปลกหน้า ไร้เดียงสาอย่างนาง คงไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าการที่สตรีปรนนิบัติบุรุษ คือการถวายตัวเป็เมีย หาใช่ว่ามีความหมายเป็ข้าทาสอย่างที่นางเข้าใจ"
"จะแต่งเป็ชายาข้านับเป็เื่ไกลตัวไปหน่อย "แม้จะควบม้าไปไกล แต่ทุกประโยคที่นางเอ่ยนั้นแว่วตามลมติดตัวทวนหูให้เขาได้ยินชัดทุกคำ ไม่วายที่คนเ็าจะหลุดยิ้มออกมา
"แต่ช่างเถอะ แคว้นเซิ้งมีเื่ปกติซะที่ไหน... 15 ปีผ่านไป ก็ยังไม่ต่างอะไรกับเมื่อก่อน ไร้การพัฒนาจริงๆ "แท้จริงแล้ว ชายปริศนาผู้ชะตานำพาให้พบเจอเพียงผิวเผินคือ จางฉืออู้ องค์ชายแห่งเมืองหิมะ ว่าที่ผู้ปกครองทิศประจิม
จวนจะพลบค่ำ... แม่นมฟางเสร็จสิ้นภารกิจของวัน... กลับเข้าเรือนหยุนเซียนพร้อมอาหารคาวหวานชามเล็ก หวังปลอบใจคุณหนูรองเหมือนอย่างเคย... ทว่าทันทีที่ดันประตูด้วยแผ่นหลัง ด้านหน้ามีเพียงความเงียบเชียบไร้เงา... นางพบแค่จดหมายลาที่มู่ตันทิ้งไว้ ด้านในเขียนยาวเหยียดหลายแถว... แต่เพราะความต่ำต้อยน้อยวิชา แม่นมฟางอ่านอักษรไม่ออกสักตัว ถึงจะเป็เช่นนั้น จากประสบการณ์ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดนาย นางก็จะคาดเดาเอาเองได้ว่า คุณหนูรอง้าจะสื่ออะไร
ความหวงแหน สายใยแน่นแฟ้นดุจลูกหลาน ทำให้นางไม่อาจปล่อยผ่าน ทิ้งให้คุณหนูรองทูนหัวของบ่าว ออกไประหกระเหเร่ร่อนนอกจวนมิได้ จิ้นฟางนำจดหมายแผ่นนั้นรายงานนายท่าน มอบให้ตือรุ่ยได้อ่านกับตาตัวเอง
ปึ้ง! ความโกรธจัดไม่ประมาณตน ร่างกายเ็ปอยู่แท้ๆ ดันออกแรงตบข้างโต๊ะจนฝ่ามือแดง
"แค่ก แค่ก ! สร้างเื่ให้ข้าไม่เว้นแต่ละวัน !" ตาเฒ่าไอคลุ้ง ปนเสียงด่าทอ ในใจอยู่ไม่เป็สุข เกรงกลัวเหลือเกินว่าความลับที่เก็บงำไว้จะถูกเปิดเผย
"เร็วเข้าเด็กๆ เกณฑ์คนออกไปตามจับ ไม่ว่าเป็หรือตายลากนางกลับจวนให้ได้" ฮูหยินใหญ่เฟิ้งเหนียงออกหน้าสั่งข้าทาสแทนสามี แสดงให้เขาเห็นละครฉากใหญ่ ว่านางเป็เดือดเป็ร้อนกับเื่ในจวน และจัดการทุกอย่างได้แทนสามีอย่างถี่ถ้วน
"โชคดีที่ข้ามีเ้า มิเช่นนั้นจวนหลินคงยุ่งเหยิงจนควบคุมไม่ได้" ตือรุ่ยหลงเมียหัวปักหัวปำ จากเดิมก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้น
"ท่านพี่ จะไม่ให้ข้าเป็เดือดเป็ร้อนได้อย่างไร หากเื่ที่เราจงใจปิดบัง ถูกเปิดเผยขึ้นมา"
"พวกเราทุกชีวิตจะต้องโทษหลอกลวงเบื้องสูง สกุลหลินถูกบั่นหัวเจ็ดชั่วโคตร ข้าก็ต้องเป็หนึ่งในนั้น "
เฟิ้งเหนียงรู้จักพูดจาเอาใจ พลางประคองสามีกลับเข้าเรือนนั่งสงบอาภรณ์บนพนักพิงไม้
"นายท่านขอร๊าบ!" ยังไม่ทันได้นั่งให้หายเมื่อย พ่อบ้านชุนวิ่งหน้าตั้งมารายงาน
"มีเื่อะไรอีกล่ะ" ตือรุ่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ กุมขมับนั่งเอียงคอรอฟัง
"มีแขกมาขอพบขอรับ " พ่อบ้านชุนเองก็ตอบไม่ถูก เวลาผ่านไปนานขนาดนี้ ใบหน้าของเด็กน้อยย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็ธรรมดา
"ใครกัน... มาเอาป่านนี้ ช่างไม่รู้ความ" ตาเฒ่าตือรุ่ยบ่นพึมพำตามประสาคนแก่
"แขกผู้นี้ภายนอกสง่าผ่าเผยไร้ที่ติ แต่พูดจาเลอะเลือน พร่ำพูดแต่เพียงว่า ในอนาคตพวกข้าต้องโค้งคำนับก้มต่ำ "
"ชื่อเสียงของเขาคือ จางฉืออู้ขอรับ" พ่อบ้านชุนกล่าวรายงานด้วยสีหน้ามึนงง
"จางฉืออู้งั้นเหรอ ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่ไม่น้อย แต่เดี๋ยวนะ ข้าขอนึกก่อน" เพียงหลับตาลงได้ครู่เดียว ตือรุ่ยคิดออกอย่างถ่องแท้ ถึงประโยคอันเจื้อยแจ้วของเด็กชาย ที่เคยกล่าวขานเต็มปาก ว่าจะเป็บุตรเขยจวนหลินในอนาคต
"อย่าบอกนะว่า องค์ชายแดนเหนือ จางฉืออู้ มาเยือนจวนหลิน" เขาเร่งรีบรุดหน้าไปต้อนรับด้วยตัวเองจนลืมป่วย
"คำนับท่านพ่อตา... ฉืออู้แวะเวียนมา ถือโอกาสนี้เข้าเยี่ยมเยือน ไม่มีของกำนัลติดไม้ติดมือมาฝากหวังว่าท่านจะไม่ขุ่นเคือง" ก็ยังเป็เขาที่รู้ธรรมเนียมที่สุด
"เ้าหนุ่มนี่ คิดจริงทำจริง ช่างน่าเลื่อมใสนัก" เขาคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกมาให้ผู้อื่นได้หน้า ผู้าุโเช่นเขาวางมาดเข้มกันท่าไว้ก่อน
...เป็เวลานาน 15 ปี ที่พวกเขาติดต่อกันด้วยจดหมาย สองหนุ่มสาวไม่อาจพบพานเพราะสองแคว้นเป็ปฏิปักษ์... กว่าจะมาเทียบเท้าอยู่หน้าประตูจวนหลินไม่ใช่เื่ง่าย อีกทั้งวันนี้เป็วันเกิดของนาง ฉืออู้เข้าวังหลวงจะพลาดโอกาสนี้ได้อย่างไร ทว่าทันทีที่เข้ามายังด้านใน ผู้เป็แขกไม่สงวนท่าทีชะเง้อชะแง้คอยาวเหมือนหญ้าอ่อนหันหาแดด ท่าทีเช่นนั้นตลกเป็บ้า "องค์ชาย... มาไกลถึงจวนหลิน ก็เพื่อจะทำคอยาวต่อหน้าผู้เฒ่าเช่นนี้น่ะหรือ" ตือรุ่ยมัวรินชาร้อน หันกลับเห็นเช่นนี้ก็อดหัวเราะมิได้
"อะเอ่อ เสียมารยาทแล้ว ข้าก็แค่มองหาป๋ายซู่ หลายปีมานี้... ข้าเฝ้ารอนานเหลือเกินที่จะได้พบนาง " ฉืออู้แปลกใจเล็กน้อย ที่พบว่าทั้งหมดผิดคาด เขาคิดว่าวันนี้จวนหลินจะอยู่กันพร้อมเพรียงเคียงตา ร่วมใจอวยพรวันเกิดให้ป๋ายซู่ซะอีก นั่นจึงเป็เหตุผลที่เขาเลือกเข้าจวนหลินพลบค่ำ แต่เลือกที่จะเก็บซ่อนความขุ่นเคืองเอาไว้ในใจไม่แสดงออก เปิดปากพูดอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยกหีบสีแดงตุ่นอันหนักอึ้งวางไว้เบื้องหน้าให้ตือรุ่ยเป็ของขวัญ
"นี่มันอะไรกัน?" หลินตือรุ่ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าฉงน
"เชิญท่านเชยชมด้วยตาเถิด... " จางฉืออู้ผายมือเชื้อเชิญ
"ห่ะ!! นี่มัน!" ทันทีที่เปิดออกมอง แสงสีทองสะท้อนแยงตา ความโลภครอบงำ จนตาเฒ่าตือรุ่ยแทบจะเก็บน้ำลายเอาไว้ไม่อยู่
"ทองหนึ่งพันชั่ง หลอมรวมประณีต นำมาเป็สินสอดเพียงหนึ่งเสี้ยวจากสิบส่วน หวังว่าท่านพ่อตาจะรับน้ำใจนี้" แม้มูลค่าจะมากมายซื้อที่ดินได้ถึงร้อยผืน แต่สำหรับฉืออู้แล้ว มันเป็เพียงเศษเล็กเศษน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับรักลึกซึ้งที่บ่มจนสุกงอม
"สกุลหลินขึ้นชื่อว่านอบน้อม รู้ธรรมเนียม มีหรือที่ผู้าุโเช่นข้าจะปฏิเสธสินสอดบรรณาการ จนทำให้องค์ชายเสียหน้า " ผู้าุโยิ้มจนแก้มปริ มองจากดาวอังคารก็ดูออกว่าเห็นแก่เงิน
"ขอบคุณท่านพ่อตา เช่นนั้นท่านพอจะให้ฉืออู้พบป๋ายซู่ได้หรือยัง" คนคลั่งรักแบบเขาไม่อยากรีรอแม้แต่วินาทีเดียว ชิงเอ่ยปากร้องขอกดดันตือรุ่ยทางอ้อม
"แต่ทว่า... ตาเฒ่าอย่างข้าร่างกายมิสู้ดี ลำบากป๋ายซู่ ให้ออกเรือนยามพลบค่ำ เป็ตัวแทนจวนหลิน เข้าวังร่วมงานเลี้ยงที่ฝ่าาทรงจัดขึ้นแทนข้า " ตือรุ่ยคงคิดไม่ถึงว่า... ฉืออู้จะกล้าบุกเข้าวังหลวง ประเมินความสามารถของเขาต่ำไป จึงเลือกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา มิได้เล่าความเท็จ แต่นี่เสมือนเป็หนึ่งในจุดบกพร่อง นำพาไปสู่เส้นทางแตกหัก