ถึงดาวฟู้ดด้า
กลางเดือนที่7ตามกำหนดการคือการแข่งขันรอบสุดท้ายของรายการ Idol IdentitySS1ที่จัดขึ้นอย่างใหญ่โตเปิดรับแฟนคลับที่เข้าร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ ในที่สุดก็ได้กลุ่มชายหนุ่มมากฝีมือจำนวน10 ที่ได้เดบิวต์ภายใต้ชื่อวงว่า ‘CerTen’ ซึ่งพวกเขาจะได้รับการดูแลภายใต้ค่ายเพลงที่ทางรายการได้ตกลงไว้ สัญญาของวงจะอยู่ที่3 ปีเท่านั้น ทำให้เพียงแค่เริ่มเดบิวต์ก็มีแฟนคลับให้การสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมเพราะรู้วันสุดท้ายของวง แฟนคลับเลยต้องตั้งใจซัปพอร์ตคนที่พวกเขาชื่นชอบให้ตลอดรอดฝั่ง
อีกทั้งเพลงเดบิวต์ของวงก็ยังได้เพวิสและเพเนียสเป็นคนทำให้ ร่วมกับท่าเต้นที่ออกแบบโดยอาจารย์เอสโอเพียงแค่ปล่อย Teaser ออกมา ก็ตกหลายๆคนให้กลายเป็นแฟนคลับและเฝ้ารอการปล่อย Official Music Video อยู่หน้าจอเลยทีเดียว การันตีความสำเร็จตั้งแต่เพลงแรกได้อย่างแน่นอน
เมื่อวงมีชื่อเสียงเพลงดัง ก็ทำให้โยเกิร์ตของบ้านเพเนียสได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไปด้วยยิ่งหลังจากที่ได้พวกเขาทั้งสิบคนของวง CerTen มาอยู่บนหน้าบรรจุภัณฑ์ของสินค้ามันก็ยิ่งได้รับความสนใจและอยากซื้อมากขึ้นไปอีก มีแต่ได้กับได้เลยทีเดียวโดยเฉพาะเพเนียสและพี่ชายยิ้มแก้มบานไปหลายวันเลย สินค้าก็ขายได้เพลงก็ยังได้ค่าลิขสิทธิ์อีก นอนกินไปได้ยาวๆ เลยแบบนี้
ดาวฟู้ดด้า หลังจากผ่านเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เมื่อ 1,000 ปีที่แล้วมา ถือได้ว่าครั้งนี้กลับมาพอมีสีสันและมีผู้คนบ้าง ‘งานระลึกถึงจากการไป 1,000 ปีของชาวดาวฟู้ดด้า’ถือได้ว่าเป็นงานใหญ่ระดับดวงดาวที่มีการประชาสัมพันธ์ออกไปทั่วทั้งกาแล็กซีเซเรนิออสให้งบประมาณมากทีเดียวสำหรับงานในครั้งนี้
แต่เดิมหลังจากเจออุกกาบาตลูกใหญ่โจมตีทำให้ทุกสิ่งในดาวฟู้ดด้าสูญหายแล้วยังทำให้แรงโน้มถ่วงของดาวเปลี่ยนแปลงอีกด้วย เหมือนตอนที่กลุ่มริวโรวออกสำรวจที่ดาวดวงนี้พวกเขาจะต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนที่ ไม่เช่นนั้นก็คงจะลอยเหนือพื้นไปแล้วไหนจะออกซิเจนที่มีอยู่ต่ำกว่าปกติอีก ดังนั้นแล้วเมื่อจะจัดงานใหญ่ขึ้นพวกเขาเลยต้องเตรียมพื้นที่ครั้งใหญ่ ปัดกวาดและกำจัดเศษหินขยะดวงดาวต่างๆ ออกไปเป็นวงกว้างก่อนที่จะวางระบบให้ในพื้นที่กว้างที่พวกเขากำหนดไว้มีแรงโน้มถ่วงใกล้เคียงกับดาวที่อยู่อาศัยอื่นๆจะได้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นในช่วงที่จัดงาน
รูปแบบของการจัดสถานที่ในงานนอกจากจะควบคุมพื้นที่เป็นลานกว้างขนาดใหญ่เป็นพันเอเคอร์ ซึ่งรอบนอกสุดติดกับส่วนที่ไม่ได้ควบคุมแรงโน้มถ่วงจะจัดให้เป็นที่จอดยานบินส่วนพื้นที่งานจริงๆ รอบนอกจะเป็นบูธขายอาหารปรุงประกอบทั้ง 1,000ร้านที่จะตั้งเรียงกันเป็นวงกลม ถัดเข้ามาจะเป็นที่นั่ง จะใช้นั่งชมการแข่งขันหรือนั่งกินอาหารที่ผู้ร่วมงานซื้อมาก็ได้ส่วนใจกลางของงานจะเป็นเวทีกลางที่ใช้เปิดปิดงานแล้วก็ประกวดทำอาหาร
ปกติแล้วดาวร้างหรือดาวที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ จะไม่มีสายการบินไหนลงจอดอย่างแน่นอนแต่เพราะนี่คือช่วงงานเทศกาลอาหารปรุงประกอบ(อีกชื่อที่คนเรียกกัน)ที่ใหญ่มากอีกอย่างหนึ่งทำให้มีหลายบริษัทสายการบินได้เพิ่มเส้นทางบินมาลงจอดที่ดาวฟู้ดด้า ณจุดจัดงานนี้ด้วย ไหนจะมีโรงแรมชั่วคราวที่ตั้งขึ้นให้คนได้พักอีกถือได้ว่ามีหลายกิจการที่ได้ประโยคร่วมกันในครั้งนี้ส่วนผู้จัดงานก็เรียกเก็บค่าเช่าและค่าอื่นๆ ตามความเหมาะสมไปนับได้ว่าไม่มีใครขาดทุนแน่นอน
สายการบินPrimelight ที่เป็นคู่ค้ากันมาอย่างยาวนานถึงกับขนาดเสนอให้เพเนียสและครอบครัวใช้ยานบินส่วนตัวเพื่อบินมายังดาวฟู้ดด้าเลยทีเดียวแน่นอนว่าเพเนียสไม่ขัดศรัทธานั้นแน่ๆ ค่าใช้จ่ายก็คือทางสายการบินออกให้ทั้งหมดเพียงแค่ขอให้เพเนียสแนะนำยานบินและสายการบินให้นิดหน่อยๆ ก็เท่านั้น ดังนั้นแล้วทำให้การเดินทางไปยังดาวฟู้ดด้าของเพเนียสในครั้งนี้ ยิ่งใหญ่และประหยัดได้มากทีเดียว
นอกจากเพเนียสและครอบครัวแล้วยังมีลูกพี่ลูกน้องของเขาจากทั้งสองบ้านอีกด้วย ดีที่เป็นช่วงปิดเทอม พี่ๆ น้องๆ แล้วก็เพื่อนสนิททั้งสามเลยได้ถือโอกาสสมัครเป็นคนงานขายอาหารในบูธของเพเนียสแล้วก็เพื่อไปชิมอาหารจากบูธต่างๆ อีกด้วยดังนั้นทำให้ผู้ร่วมเดินทางในครั้งนี้มีนับ 14 คนเลยทีเดียวอ้อ ยังมียานบินอีกลำที่ขนวัสดุอุปกรณ์ทำอาหารอีกมากมาด้วย
“งานใหญ่มากเลยนะครับเนี่ยต่างจากดาวร้างตอนนั้นอย่างลิบลับเลย”เพเนียสมองผ่านกระจกหน้าต่างของยานลงไปยังจุดที่ใช้จัดงานตอนนี้พวกเขาเดินทางมาถึงแล้ว กำลังหาจุดลงจอดอยู่ เพเนียสและคนอื่นๆเลยถือโอกาสสอดส่องภาพมุมสูงก่อน การจัดสถานที่ถือได้ว่ายอดเยี่ยมมากไม่ให้เสียชื่อบริษัทผู้รับงานตอนนี้มีผู้คนส่วนหนึ่งเริ่มเดินทางมาถึงมากแล้ว ส่วนกำหนดการเริ่มงานวันแรกถืออีก 20กว่าชั่วโมงข้างหน้า งานจัดตลอดทั้งวันทั้งคืน(ดาวฟู้ดด้ามีเวลาหนึ่งวัน 24 ชั่วโมงเท่ากับดาวที่อยู่อาศัยอื่นๆ) พวกเขาคงต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเวลากันให้ดี
“ไม่เป็นไรนะ”มาซินที่ยืนอยู่ข้างกันจับมือเพเนียสที่ทายอยู่กับหน้าต่างอย่างเป็นห่วงทันทีที่ได้ยินเขาว่าออกมาเช่นนั้นคงจะนึกถึงเหตุการณ์ตอนนนั้นสินะ
“อืม ไม่หรอก แค่นึกถึงเรื่องเก่าๆก็เท่านั้นเอง” เพเนียสส่ายหน้า เผยยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วตอบออกไปเพื่อไม่ให้มาซินคนที่ถามและคนอื่นๆ ที่ก็ส่งสายตาเป็นห่วงมาให้เช่นกัน ในหัวของเขายึดคำนี้ไว้แล้วผิดที่คน...สถานที่ไม่ผิด
“งั้นก็ดีแล้ว มางานนี้แล้วเราก็มาทำให้ดีที่สุดเถอะ” ไจบอกออกมาพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่มุมปากให้
“อืมเรื่องเดียวที่น่าเป็นห่วงก็คือเรื่องแข่งทำอาหารก็เท่านั้นล่ะ”เพเนียสว่าออกมาทีเล่นทีจริง ไม่ให้บรรยากาศชวนเคร่งเครียดจนเกินไป
“ฮ่าๆๆสู้ไม่ได้ก็แค่คิดว่าพวกเขาอายุงานมากกว่าก็พอแล้ว”
“แค่ได้มาร่วมงานก็ได้กำไรมากแล้วใช่ไหม?”
“ใช่สิ เรามาเปิดบูธนะ ถ้าขายไม่ได้กำไรก็ห้ามกลับ!”
“ทำงานวันละ 12ชั่วโมงด้วยนะ ไม่มีค่าแรงแล้วก็ไม่มีสวัสดิการใดๆ ทั้งสิ้น”แต่ละคนก็ไม่อยากให้เพเนียสคิดมากเลยเสริมขึ้นมาคนละประโยคให้บรรยากาศในห้องโดยสารมีแต่เสียงหัวเราะตามมาจนกระทั่งนักบินลงจอดนั่นแหละเสียพูดคุยถึงได้จบลง หลังจากนี้ก็ถึงเวลาเดินเตร่ดูงานเสียก่อนไม่สิ พวกเขามาทำงาน ก็ต้องไปจัดร้านเสียก่อนเดี๋ยวนายจ้างไม่ให้ข้าวกินแล้วแย่เลย
เพเนียสพาพรรคพวก(ใช้คำให้ดูน่าเกรงขาม)ที่เสริมอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ เพื่อเพิ่มออกซิเจนในอากาศมาคนละเครื่อง พวกเขามายังบูธที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ให้ระหว่างเดินมามีหลายร้านแล้วที่เริ่มมีคนเข้ามาตกแต่งร้านนับได้ว่าแค่การตกแต่งก็เป็นการแข่งขันแล้วเช่นกันส่วนบูธของเพเนียสตอนนี้มีแค่หลังคาสีขาวและที่กั้นแต่ละร้านก็เท่านั้นความจริงการเปิดบูธไม่จำเป็นต้องกั้นให้มีความเป็นส่วนตัวขนาดนี้ก็ได้ เพียงแต่ว่าการทำอาหารปรุงประกอบยังมีศาสตร์ที่ผู้รู้ยังเก็บงำได้อยู่เลยต้องกันไว้เพื่อเป็นความลับของแต่ละคน แต่ละร้านมีความกว้างในขนาดกำลังดีมีครัวที่พร้อมใช้งานอยู่ด้านข้าง ด้านหลังมีที่พักแล้วก็ห้องน้ำให้ด้วยห้องพักไว้ใช้สำหรับนอนพักชั่วคราวได้อยู่ ส่วนหน้าร้านพวกเขาต้องการแบบไหนก็ต้องลงมือจัดการเอง
“เดี๋ยวเรารอให้หุ่นยนต์ขนของมาถึงก่อนแล้วค่อยลงมือแต่งร้านเลยนะครับ” หลังจากเดินดูร้านจนทั่วทุกมุมดีแล้วเพเนียสและคนอื่นๆ ก็ออกมายืนออกันอยู่หน้าร้านอีกครั้งหนึ่งรอให้หุ่นยนต์ที่ขนย้ายสิ่งของต่างๆ ตามมา สิ่งของที่ว่าก็พวกวัสดุอุปกรณ์รวมถึงวัตถุดิบทำอาหารนั่นแหละ แม้แต่ตู้แช่ของสดก็ต้องเตรียมมาเองเลย
“เอางั้นก็ได้ผมว่าพวกเราไปนั่งพักตรงนู้นดีกว่า อย่ามายืนอยู่ให้เหนื่อยเลยกว่าที่หุ่นยนต์จะขนย้ายเสร็จก็น่าจะสองสามเที่ยว” เพวิสว่าขึ้น ก่อนจะชี้ไปยังฝั่งตรงข้ามของบูธที่จัดเป็นโซนที่นั่งห่างจากบูธแค่ทางเดินกั้นไม่กี่เมตรเท่านั้นโซนที่นั่งนับได้ว่าเตรียมไว้จำนวนมากนับล้านตามที่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าของการมาเยือนของนักท่องเที่ยว
“เอาสิลูกไปทุกคนไปนั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน” เพเรน่าเห็นด้วยเลยเอ่ยปากชักชวนในงานเขาไม่ให้นำยานบินเข้ามาจอดเทียบเพราะจะเป็นการรบกวนผู้อื่นอีกทั้งมันไม่ได้มีที่ว่างมากพอพวกเขาเลยต้องเดินเท้ากันเข้ามายกกลุ่ม จริงๆแล้วบนยานก็มียานพาหนะขนาดเล็กอยู่หรอก แต่ก็เพียงแค่ไม่กี่คันอีกอย่างพวกเขายังไม่รู้ที่ทางดีเลยยังไม่ขับมาดีกว่า
“ดูแต่ละร้านสิเล่นตกแต่งร้านประชันกันขนาดนี้ อย่างกับประกวดการแต่งร้านยังไงยังนั้นเลย”มาซินว่าขึ้นเมื่อสอดส่ายสายตามองทางซ้ายทางขวาดีแล้ว แต่ละร้านไม่มีใครน้อยหน้ากันจริงๆถึงกับขนาดจ้างร้านที่ชำนาญเรื่องออกแบบและตกแต่งโดยเฉพาะ โดยหวังว่าร้านของพวกตนจะต้องโดดเด่นและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวให้ได้มากที่สุด
“อย่าวิจารณ์ตรงๆแบบนั้นสิมันเสียมารยาทนะ”เวนิสต้าคว้าตัวเพื่อนไว้ไม่ให้ทำสายตาจ้องมองผู้คนมากจนเกินไปถึงมาซินอาจจะไม่ได้เสียงดังจนถึงพวกเขาได้ยินก็เถอะ
“แต่พี่ชายเราก็ใช่ย่อยนะคะ ได้ยินว่าจ้างพี่ที่บริษัทออกแบบร้านให้เหมือนกันไม่ใช่เหรอ”โซเฟียหยอกล้อพี่ชายทันที
“ฮ่าๆๆ ก็ต้องมีบ้างน่า”เพเนียสยิ้มรับเขินๆ เขาได้ร้านแบบที่ต้องการและดูดี พี่ที่บริษัทก็ได้รายได้เสริมวิน-วิน กันทั้งคู่
“ดูร้านที่อยู่ใกล้ๆร้านของพวกเราสิมีแต่อาหารน่ากินทั้งนั้นเลย” ซึงจินว่าขึ้นพร้อมกับชี้ไม้ชี้มือใหญ่เพราะร้านอื่นเริ่มทำงานไปมากแล้วทำให้พอที่จะเห็นป้ายหน้าร้านที่มีรูปภาพของอาหารประกอบด้วยบ้างแล้วแค่ดูรูปอาหารก็รู้ว่าน่ากิน อีกอย่างหลายๆร้านก็เล่นใหญ่เริ่มติดตั้งและฉายโฮโลแกรมรูปอาหารบนหลังคาร้านกันบ้างแล้วยิ่งโดดเด่นเข้าไปอีก แต่ไม่ต้องห่วง ร้านของเพเนียสก็มีเหมือนกัน เพเนียสลอบยิ้มให้ตัวเองอย่างพอใจที่คิดจะทำมาด้วยตอนแรกคิดว่ามันออกจะเยอะ แต่พอมาเห็นหน้างานจริง งานของเขาก็ไม่ได้เยอะอะไร
“ไว้เวลาพักเราค่อยไปเดินซื้อมาชิมกันเอาแบบนั้นไหมพวกเรา” แซคว่าขึ้นก่อนจะถามหาแนวร่วมอีกหลายๆ คน
“เอาสิ”
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว”
“แต่พี่เพวิสเลี้ยงผมหน่อยนะผมยังไม่มีงานทำเลยค่าขนมก็น้อยนิด”เหล่าชายหนุ่มทั้งหลายล้วนรับคำชวนนี้อย่างง่ายแต่ก็มีเสียงแตกบ้างอย่างซึงจินที่ถือได้ว่าเป็นน้องเล็กอีกคนว่าขึ้นด้วยเสียงออดอ้อนนิดหน่อยเขาถือได้ว่าเป็นฐานของบ้านเลยนะเพราะแม้แต่ลูกพี่ลูกน้องที่อายุเท่ากันอย่างโซเฟียก็ยังหาเงินได้เองแล้วจากการไลฟ์ร่วมกับยูจินพี่สาวเขาเขามันคนจนของบ้านอย่างแท้จริง แต่มาครั้งนี้เขาก็ขอเงินพ่อมาได้หลายเครดิตอยู่
“ได้ยังไงล่ะยังไม่ทำงานเลยจะเอาค่าแรงซะแล้วเหรอ”
“อ้าว พี่เพวิส ไม่ใจดีเลย พี่ๆต้องช่วยผมนะ” ซึงจินโอดครวญทันทีเมื่อได้บอกพี่ชายบอกปัดอย่างไร้เยื่อใย
“ไม่เป็นไรนะซึงจินถ้าทำงานล่วงเวลาอีกก็จะยิ่งได้ค่าแรงเยอะนะ วันหนึ่งนายต้องซื้ออาหารสัก ครึ่งจาน”
“ห๊า! ค่าแรงตั้งสองวันถึงจะได้อาหารแค่จานเดียว”
“ใช่ แต่นี่คือทำงานล่วงเวลาจาก 12เป็น 15 ชั่วโมงนะ”
“นี่มันจะขูดรีดกันชัดๆ เลยนะ” ดูเหมือนว่าแต่ละคนจะสนุกกับการแกล้งเขากันยกใหญ่จริงๆ แล้วซึงจินก็พอรู้แหละถูกแกล้งเล่นนิดหน่อยๆ ก็เท่านั้นเองเขาเองก็ไม่ได้จริงจัง ไม่สิเขาเล่นจนมันเกินจริงไปด้วยซ้ำแต่ก็สามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากทุกคนได้บ้างก็ดีพอดีกับเวลาที่หุ่นยนต์ขนย้ายข้าวของเข้ามานั่นแหละ เขามันน้องเล็กสุดของบ้านนะ ก็ต้องเอ็นดูเขาอยู่แล้ว(โซเฟียที่อายุเท่ากัน แต่ก็เกิดก่อน)