หลังจากที่อาการของชายชราทุเลาลง ดวงตาของเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา และมองมาที่จิ่งเยี่ยนกุย
จิ่งเยี่ยนกุยรีบพูดว่า “คุณตา ไม่ต้องห่วงนะคะ คุณแค่เป็ลมแดด เดี๋ยวหนูจะพาไปโรงพยาบาล”
ถ้าเธอมีทั้งยาและเข็มเงินอยู่ในมือ ด้วยความสามารถทางการแพทย์ของเธอ คงรักษาอาการชักจากความร้อนของชายชราได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้เธอไม่มีอะไรติดตัวเลย ดังนั้นการพาชายชราไปโรงพยาบาลจึงเป็ทางเลือกที่เหมาะที่สุด
จากที่นี่ไปโรงพยาบาลในหมู่บ้านก็ไม่ไกลนัก ระยะทางประมาณหนึ่งลี้กว่าๆ เท่านั้น แต่ชายชรารูปร่างสูงใหญ่ ส่วนเธอเป็แค่เด็กสาวร่างเล็ก คงแบกชายชราขึ้นหลังไปไม่ได้
โชคดีที่ข้างๆ มีคนใจดีลากเกวียนมาช่วยพาชายชราไปส่งโรงพยาบาล เมื่อหมอเห็นอาการของชายชราก็รีบทำการปฐมพยาบาลให้ทันที
เนื่องจากจิ่งเยี่ยนกุยมากับชายชรา หมอก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็ญาติของเขา จึงให้เธอไปจ่ายเงินค่ารักษา
จิ่งเยี่ยนกุยไม่ลังเล เอาเงินสิบหยวนที่หยางหว่านซิ่วให้ไว้เมื่อวานออกมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ชายชรา เมื่อจ่ายเงินเสร็จ เธอก็กลายเป็คนยากจนที่ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียวอีกครั้ง
หลังจากที่เธอจ่ายเงินเสร็จ ก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเร่งรีบเดินเข้ามา มุ่งตรงเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยทันที คาดว่าคงเป็ญาติของชายชราคนนั้น
ตอนนี้คนป่วยได้รับการช่วยเหลือแล้ว จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าคงกอบกู้สถานการณ์ทางการเงินที่ติดลบของเธอไว้ได้แล้ว เธอจึงตามเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยด้วย
พยาบาลที่อยู่ทางด้านนั้นอธิบายอาการของชายชราให้ชายหนุ่มฟังโดยคร่าว และเธอก็เพิ่งได้รู้ว่าจิ่งเยี่ยนกุยไม่ใช่ญาติของชายชรา
ดังนั้นเธอจึงพูดว่า “สุขภาพของคุณตาไม่ค่อยดี พวกคุณประมาทจริงๆ ที่ปล่อยให้คุณตาเดินออกไปข้างนอกคนเดียว แถมยังเป็ลมแดดขั้นรุนแรงอีก วันนี้ถ้าไม่ได้สาวน้อยใจดีคนหนึ่งพาคุณตามาส่งได้ทันเวลา และยังได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนพามาถึงที่นี่ คาดว่าคุณตาน่าจะซี้แหงแก๋แล้ว”
ในขณะนั้นเอง จิ่งเยี่ยนกุยก็เดินเข้ามาพอดี พยาบาลจึงชี้ไปที่เธอแล้วพูดว่า “นี่ไง เธอเป็คนพาคุณตามาส่งที่โรงพยาบาล ต้องขอบคุณเธอคนนี้ให้มากๆ นะคะ!”
เมื่อซูไป่ชิงเห็นจิ่งเยี่ยนกุยก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เขาเพิ่งจะเห็นเธอที่จุดชำระเงินเมื่อสักครู่นี้เอง แต่ไม่ได้สังเกตดีๆ ในตอนนี้เมื่อได้มองดูอย่างละเอียด เขาก็พบว่าเธอหน้าตาสวยมากจริงๆ
เขาร้อนใจพูดว่า “ขอบคุณคุณมากจริงๆ ครับ!”
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นว่าตอนนี้คุณตาซูกำลังนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย บนมือมีสายน้ำเกลือห้อยอยู่ แม้จะหมดสติไปอีกครั้ง แต่สีหน้าก็ดีขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก ดูจากอาการแล้วคงไม่มีอันตรายถึงชีวิต เพียงแค่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลอีกไม่กี่วันก็คงจะดีขึ้น
เธอส่งยิ้มบางแล้วพูดว่า “ไม่เป็ไรค่ะ แค่ช่วยเหลือกันเล็กน้อย นี่คือใบเสร็จที่ฉันเพิ่งจ่ายเงินค่ารักษาไปเมื่อกี้ รบกวนคุณช่วยจ่ายคืนให้ฉันด้วยนะคะ”
ซูไป่ชิงรีบพูดว่า “ได้ครับ ได้เลยครับ!”
แต่เมื่อเขาคลำกระเป๋ากางเกงก็ต้องรู้สึกกระดากอาย เมื่อกี้เขารีบร้อนมาที่นี่เกินไปจนลืมพกเงินติดมาด้วย
ดังนั้น เขาจึงดึงหยกที่สวมอยู่บนคอออกมายื่นให้เธอด้วยความรู้สึกประดักประเดิด “ผมรีบร้อนมาที่นี่ ไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วย คุณรับสิ่งนี้ไว้เป็หลักประกันก่อนนะครับ แล้วก็ทิ้งที่อยู่ของคุณไว้ เดี๋ยวผมจะเอาเงินไปคืนให้ทีหลัง?”
จิ่งเยี่ยนกุยเหลือบมองหยกชิ้นนั้น เนื้อหยกโปร่งใส แถมยังมีทองคำประดับอยู่ด้วย แน่นอนว่าไม่น่าจะเป็ของที่ซื้อด้วยเงินสิบหยวน และหยกชิ้นนี้ดูเหมือนจะเป็ของที่พกติดตัวของเขาด้วย เธอจึงไม่ควรรับของชิ้นนี้ไว้
เธอไม่ได้รับหยกชิ้นนั้นของเขาไว้ แต่เขียนที่อยู่ให้เขาแทน “คงไม่ขอรับหยกไว้นะคะ ถ้าคุณอยากจะคืนเงิน ก็เอาไปคืนตามที่อยู่นี้ก็แล้วกันค่ะ”
เมื่อซูไป่ชิงมองดูเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย บนเสื้อผ้ามีรอยปะหลายแห่ง แม้จะมีหน้าตาที่โดดเด่น แต่ใบหน้าก็ยังดูซีดเซียวไปหน่อย เงินค่ารักษาที่จ่ายให้ผู้เฒ่านั้นคงจะเป็เงินทั้งหมดที่เธอมีแล้ว
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่รับหยกของเขาไว้เป็หลักประกัน ภายในใจของเขาพลันรู้สึกชื่นชมเธอขึ้นมาทันที พร้อมกับพูดทั้งรอยยิ้มว่า “ผมจะเอาเงินไปคืนให้เร็วที่สุดครับ”
จิ่งเยี่ยนกุยพยักหน้าแล้วเดินออกจากโรงพยาบาล ซูไป่ชิงมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยความเหม่อลอย แม้ว่าสภาพครอบครัวของเด็กสาวจะดูไม่สู้ดีนัก แต่กลับยิ่งทำให้เขาเคารพเธอมากกว่าเดิม
เงินทั้งหมดที่จิ่งเยี่ยนกุยมีใช้ไปหมดแล้ว คงซื้อหนังสือเรียนไม่ได้ เธอนวดขมับของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้นึกเสียใจที่ช่วยชีวิตคนไว้ แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของเธอจะย่ำแย่ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเื่เกี่ยวกับชีวิตคน ก็ไม่จำเป็ต้องลังเลสักนิด
เธอไม่มีเงินทุนในการทำธุรกิจ ดังนั้นจึงต้องหาเงินใหม่ ที่ด้านหลังของหมู่บ้านอิ๋นซานคือป่าเขา หากไม่มีเงิน เธอก็ขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนูเาลงมาขายก่อนได้
เธอเป็คนที่เน้นลงมือทำจริง เมื่อกลับถึงบ้านเก่าก็เก็บข้าวของ แล้วสะพายตะกร้าพร้อมกับถือจอบเตรียมขึ้นเขา เธอค่อนข้างคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของูเาหลังหมู่บ้านเป็อย่างดี อีกทั้งรู้ว่าสมุนไพรส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ตรงไหน
บริเวณเชิงเขาทางด้านหน้ามีต้นชีเยี่ยอี้จือฮวา [1] หรือที่เรียกกันว่า “ฉงโหลว” เมื่อเดินขึ้นไปบนเนินฝั่งทิศใต้จะมีต้นซานฉือกู [2] ส่วนลึกเข้าไปอีกจะมีต้นซานชีและต้นเทียนหมา [3] ขึ้นอยู่
หมู่บ้านอิ๋นซานไม่มีคนรู้จักสมุนไพร ทำให้สมุนไพรส่วนใหญ่บนูเาไม่ได้ถูกเก็บเกี่ยว แถมยังเจริญเติบโตได้ดีมาก เธอไม่กล้าเข้าไปในป่าลึกมากนัก แต่ก็ยังเก็บสมุนไพรต่างๆ ที่มีมูลค่าไม่น้อยได้เต็มตะกร้า
ตอนที่กำลังจะลงจากเขา เธอก็พบต้นซานชีต้นหนึ่ง เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่าต้นซานชีนี้มีอายุหลายปีแล้ว เมื่อขุดขึ้นมาและลองนับดู ก็พบว่าต้นซานชีต้นนี้แตกยอดออกมาถึงยี่สิบสามหัวแล้ว ถือว่าได้มาตรฐานของต้นซานชี และมีมูลค่าไม่น้อย
เธอเก็บต้นโสมนี้ใส่ตะกร้าด้วยความดีใจ แล้วเดินลงเขาอย่างอารมณ์ดี แต่ระหว่างทางกลับพบต้นเหวยหลิงเซียน [4] อีกต้น ซึ่งเป็สมุนไพรที่มีประโยชน์มาก สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ ถ้าใช้อย่างถูกวิธีก็จะได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง
เธอพลันนึกถึงอาการปวดข้อของหยางหว่านซิ่ว ที่เมื่อมีอาการกำเริบรุนแรง จะทำให้ร่างกายครึ่งหนึ่งเกิดเหน็บชาจนแทบขยับไม่ได้
ส่วนชาติที่แล้ว มีอาจารย์แพทย์แผนจีนคนหนึ่งเห็นว่าเธอมีพร์ในการเรียนแพทย์ จึงสอนเคล็ดลับการใช้ต้นเหวยหลิงเซียนในการรักษาอาการปวดข้อให้ และเธอก็เคยใช้วิธีนี้รักษาผู้ป่วยที่เป็โรคในกลุ่มข้อต่ออักเสบขั้นรุนแรงมาแล้วหลายคน
มุมปากของจิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เธอรีบเก็บต้นเหวยหลิงเซียน เมื่อเก็บสมุนไพรเสร็จแล้วก็ลงจากูเาทันที
ครั้นเธอกลับถึงบ้านเก่า หยางหว่านซิ่วกำลังนั่งนวดขาอยู่ที่หน้าประตู ซึ่งเห็นได้ชัดว่าอาการปวดข้อกำลังกำเริบ
แม้ว่าหยางหว่านซิ่วจะไม่ต้องลงไปในทุ่งนาบ่อยๆ แล้ว แต่ก็ยังช่วยทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง หลายวันมานี้ค่อนข้างเหน็ดเหนื่อย ทำให้ร่างกายเริ่มรับไม่ไหว
จิ่งเยี่ยนกุยที่สะพายตะกร้าเดินเข้าไปนวดขาให้หยางหว่านซิ่ว แล้วพูดว่า “คุณย่า ถ้ามีอะไรที่ต้องทำก็เรียกหนูนะคะ อย่าทำจนเหนื่อยเกินไปเลย”
หยางหว่านซิ่วมองเธอแล้วหยัดยิ้ม “ย่ารู้ว่าปกติแกก็เหนื่อยมากเหมือนกัน นานๆ ทีถึงจะได้พักบ้าง ย่าก็แก่แล้ว ร่างกายไม่เหมือนเมื่อก่อน ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ไหวซะแล้ว”
จิ่งเยี่ยนกุยดึงมือเธอมาจับชีพจร ชีพจรของเธอทั้งลึกช้าและอ่อนแรง สภาพร่างกายเช่นนี้ไม่ดีเอาเสียเลย และการบำรุงร่างกายของหยางหว่านซิ่วก็ไม่ใช่เื่ที่จะทำได้ในวันเดียว ต้องค่อยเป็ค่อยไป
แต่ตอนนี้สามารถบรรเทาอาการปวดข้อให้หยางหว่านซิ่วก่อนได้ เธอจึงจับตัวหยางหว่านซิ่วไว้แล้วพูดว่า “คุณย่าแก่แล้ว จะไปทำงานอะไรได้อีก วันนี้หนูเห็นมีคนรักษาอาการปวดข้ออยู่ในตลาด หนูก็จะลองรักษาให้ย่าดูบ้างนะคะ”
แน่นอนว่าหยางหว่านซิ่วไม่เชื่อว่าเธอจะมีความสามารถขนาดนั้น จึงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “แค่แกมีน้ำใจแบบนี้ก็พอแล้ว เอ๊ะ แล้วในตะกร้านี้ของแกใส่อะไรบ้างละนั่น?”
เชิงอรรถ
[1] ต้นชีเยี่ยอี้จือฮวา (七叶一枝花) หรือต้นตีนฮุ้งดอย มักใช้ส่วนลำต้นใต้ดินตากแห้ง เรียกว่า ฉงโหลว มีรสขมเล็กน้อยและทำให้ลิ้นชา มีสรรพคุณเป็ยาบรรเทาอาการโรคหอบหืด รักษาพิษไข้ พิษจากอาหาร แก้พิษงูกัดหรือแมลงกัด
[2] ต้นซานฉือกู (山茨菇) คือพืชลักษณะเป็กล้วยไม้หอมที่มีเหง้าใต้ดิน มีสรรพคุณบรรเทาความร้อนในร่างกาย ใช้รักษาแผลอักเสบ บวม หรือฝีหนองได้
[3] ต้นเทียนหมา (天麻) เป็สมุนไพรจีนที่จัดอยู่ในกลุ่มยาหยุดสะพัดแก้ชักเกร็ง มีคุณลักษณะเป็กลาง รสหวาน เข้าสู่เส้นลมปราณตับ มีสรรพคุณสงบลมสะพัด แก้ชักเกร็ง สงบตับ ลดหยาง ขับลม ทะลวงเส้นลมปราณ
[4] เหวยหลิงเซียน (威灵仙) ขับลม ขับความชื้น ทะลวงเส้นลมปราณ ระงับอาการปวด สลายก้างปลา เหมาะสำหรับอาการปวดตามข้อ ปวดแขนขา ชาตามตัวหรือกล้ามเนื้อ