ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 บุรุษตัวใหญ่กับสตรีตัวน้อย

            ตอนที่คำสั่งของแม่ทัพใหญ่มาถึงการโบยไม้กระบองครั้งสุดท้ายจากทั้งหมดสี่สิบครั้งก็เพิ่งจบลงไปพอดิบพอดี

            เพี๊ยะ!

            เหลียงเหวินเฉิงเจ็บจนกัดฟันแทบแตก!

            “เหลียงเหวินเฉิง! ท่านแม่ทัพเรียกเจ้าไปพบที่กระโจม!”

            เหลียงเหวินเฉิงคิดในใจ‘สมกับเป็นท่านแม่ทัพ โบยก่อนแล้วค่อยให้รางวัล ชั้นเชิงไม่ธรรมดา!’

            เหลียงเหวินเฉิงเดินกะเผลกๆเข้าไปในกระโจมของแม่ทัพ—

            เอ๊ะ?ในกระโจมมีสตรีอยู่ด้วย?!

            “เหลียงเหวินเฉิง”

            เขากำลังรู้สึกแปลกใจแล้วก็ได้ยินเสียงทุ้มของฟู่ถิงเย่เรียก

            “ขอรับ ข้าน้อยอยู่ที่นี่ขอรับ”เหลียงเหวินเฉิงรีบก้มหน้าลง

            “หากปรับปรุงธนูตามแบบที่เจ้าว่าจะได้ระยะยิงเท่าใด?” ฟู่ถิงเย่ถามเขา

            เหลียงเหวินเฉิงตอบ“เรียนท่านแม่ทัพ หากสำเร็จ ระยะยิงน่าจะอยู่ที่ประมาณสี่ร้อยก้าวขอรับ”

            ฟู่ถิงเย่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองไปทางหวาชิงเสวี่ย

            สี่ร้อยก้าว...ตรงกับที่นางพูดไว้เลย

            ถึงแม้ว่าฟู่ถิงเย่จะเชื่อคำพูดของหวาชิงเสวี่ยแล้วแต่ยามนี้เมื่อมีคนมาช่วยพิสูจน์ เขาก็ยังอดรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อไม่ได้

            “เจ้ามั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่?”ฟู่ถิงเย่ถาม

            เหลียงเหวินเฉิงคิดว่าฟู่ถิงเย่กำลังถามตนพอกำลังจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินหญิงสาวข้างๆ ตอบว่า “ข้ารู้แต่วิธีทำ แต่ไม่ถนัดเรื่องการสร้างขึ้นมาจำเป็นต้องอาศัยช่างฝีมือ...”

            “เจ้าทำคันธนูเป็นรึ?!”เหลียงเหวินเฉิงอดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความตกใจ

            ตามหลักแล้วการแทรกเช่นนี้ถือว่าเสียมารยาทอย่างมากแต่ฟู่ถิงเย่รู้ว่าเจ้านี่หลงใหลในเรื่องการสร้างอาวุธ จึงคร้านจะไปเอาเรื่องเอาราวอะไรกับเขา

            ฟู่ถิงเย่โยนภาพร่างที่เขาออกแบบกลับไปให้“นี่คือภาพที่แม่นางหวาช่วยแก้ไขให้เจ้า ลองดูสิ”

            เหลียงเหวินเฉิงรับกระดาษมาด้วยความรีบร้อนทันใดนั้นก็พบว่ามีจุดที่ถูกทำเครื่องหมายว่าผิดพลาดอยู่หลายจุดบนโครงธนูที่เขาออกแบบเขาถอนหายใจอย่างใคร่รู้ แล้วพูดว่า “ที่ข้าล้มเหลวทุกครั้ง เป็นเพราะจุดเหล่านี้หรือ...”

            ทันทีที่เขาดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ก็เงยหน้าขึ้นมองหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาเป็นประกาย “เพียงแค่แก้ไขจุดเหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างคันธนูวิเศษที่ยิงได้ไกลถึงสี่ร้อยก้าวได้จริงหรือ?!”

            ฟู่ถิงเย่ไม่ชอบสายตาที่เขามองหวาชิงเสวี่ยเอาเสียเลยมันจะเปิดเผยมากเกินไปแล้วกระมัง?!

            ฟู่ถิงเย่: “แค่กแค่ก!”เจ้าช่วยระวังหน่อย!

            น่าเสียดายที่เหลียงเหวินเฉิงไม่ได้รับสัญญาณจากแม่ทัพใหญ่เลยยังคงทำท่าทางเหมือนเดิม

            หวาชิงเสวี่ยฝืนยิ้ม“คันธนูวิเศษ? ...ไม่ถึงขนาดนั้นกระมังเจ้าคะ หากติดตั้งเพลาลูกเบี้ยว[1] ระยะยิงอย่างน้อยก็น่าจะถึงหกร้อยก้าวได้ สี่ร้อยก้าวนั้นจะนับว่าเป็นคันธนูวิเศษได้อย่างไร...”

            เหลียงเหวินเฉิงยิ่งตกใจ“เจ้าพูดจริงหรือ?!”

            แม้แต่ฟู่ถิงเย่ก็มองไปยังหวาชิงเสวี่ย!

            หกร้อยก้าว นี่ไม่ได้พูดเล่นใช่หรือไม่?!มันเกินจริงไปแล้ว!

            หวาชิงเสวี่ยเห็นสีหน้าตกตะลึงของทั้งสองคนจึงรีบเสริมว่า “ของที่ใช้ทำเพลาลูกเบี้ยวหายากมาก ยังไม่มีทางสร้างได้ แต่ถ้าปรับปรุงตามภาพร่างของ...ของพี่เหลียงได้สำเร็จสี่ร้อยก้าวนั้นย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน”

            ฟู่ถิงเย่ “เรียกเขาว่าเหลียงเหวินเฉิงก็พอ”

            แต่เหลียงเหวินเฉิงกลับสนใจอีกเรื่องสำคัญ“หมายความว่า ถ้ามีวัสดุเพียงพอก็สามารถสร้างอะไรนะ...เพลา เพลาลูกเบี้ยว ที่เจ้าบอกได้อย่างนั้นหรือ?”

            หวาชิงเสวี่ย “...”

            นางจะตอบอย่างไรดี?ความจริงแล้วหากมีวัสดุเพียงพอ มีอะไรบ้างที่สร้างไม่ได้? แม้แต่ปืนใหญ่ก็ยังสร้างได้เลย...

            ปัญหาคือ ไม่มีวัสดุไม่มีวัสดุอย่างไรเล่า!

            ฟู่ถิงเย่พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“หากเป็นเช่นนั้น ก็สร้างคันธนูตามภาพร่างก่อน หากทำสำเร็จ ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทเพื่อเผยแพร่คันธนูนี้”

            เหลียงเหวินเฉิงดีใจจนเนื้อเต้น“ท่านแม่ทัพ! ท่านเห็นด้วยแล้ว?!”

            ฟู่ถิงเย่เหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ“แน่นอนว่าใช้วิธีเดิมของเจ้าไม่ได้ ตอนนี้มีคนแก้ไขให้แล้ว นับว่ายังพอมีค่าให้ลองดู”

            เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “หากระหว่างนั้นมีปัญหาใดๆ เจ้าสอบถามความเห็นจากแม่นางหวาได้”

            เหลียงเหวินเฉิงมีสีหน้าลำบากใจ“ท่านแม่ทัพ...แม่นางหวา นางเป็นเพียงสตรี...การจัดให้นางเข้าไปในค่ายธนูคงไม่เหมาะสมกระมัง?”

            “ไม่มีนาง เจ้ารับรองได้หรือไม่ว่าจะสร้างคันธนูที่ยิงได้ไกลสี่ร้อยก้าวได้?”ฟู่ถิงเย่ถามเขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

            เหลียงเหวินเฉิงพูดตะกุกตะกัก“ตามหลักแล้ว...น่าจะได้ขอรับ...”

            “ตามหลักของเจ้าบอกว่าให้ส่งภาพร่างที่ผิดพลาดเป็นร้อยจุดมาให้ข้าอย่างนั้นหรือ?”

            “...” เหลียงเหวินเฉิงค่อยๆก้มหน้าลงเงียบๆ

            ฟู่ถิงเย่ไม่สนใจเขาอีกหันไปถามหวาชิงเสวี่ย “นอกจากช่างฝีมือผู้ชำนาญแล้ว ยังต้องการอะไรอีกหรือไม่?”

            หวาชิงเสวี่ยทบทวนความทรงจำในหัวอีกครั้งก่อนพูดขึ้นเบาๆ ว่า “ข้าต้องการไม้ไผ่คุณภาพดีมาขึ้นเป็นโครงธนู ให้ช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญผ่าออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน แต่ละส่วนกว้างประมาณสามนิ้ว นำไปอบด้วยถ่านไฟเพื่อไล่ความชื้น จากนั้นขัดเขาควายมาติดกับตัวคันธนูเพื่อเพิ่มแรงดีดของปีกธนู สุดท้ายนำมาประกอบเข้าด้วยกัน ใช้กาวที่ได้จากการเคี่ยวถุงลมปลาทาลงบนตัวคันธนูและเขาควายตากให้แห้งแล้วทากาวซ้ำ ทำซ้ำยี่สิบรอบก็จะได้คันธนูที่สมบูรณ์”

            หวาชิงเสวี่ยพูดจบ นางมองไปที่ฟู่ถิงเย่แล้วมองไปที่เหลียงเหวินเฉิง กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่นว่า “หากทำตามที่ข้ากล่าวมานี้ได้ระยะยิงน่าจะอยู่ระหว่างสี่ร้อยถึงห้าร้อยก้าว”

            เหลียงเหวินเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ“ยังยิงได้ไกลกว่าสี่ร้อยก้าวอีกหรือ?!”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้ม “หากคนยิงธนูเก่งพลังของธนูก็จะยิ่งมากขึ้น”

            พูดไปโดยไม่คิดอะไรแต่ฟู่ถิงเย่กลับคิดว่าหวาชิงเสวี่ยจะต้องกำลังชมเขาอยู่แน่ๆ หากเขาใช้คันธนูนี้ แน่นอนว่าจะยิ่งทรงพลัง...

            ...

            ล้อรถม้าบดลงบนพื้นถนนเสียงดังครืดคราด

            หวาชิงเสวี่ยยกม่านด้านข้างขึ้นหน้าแดงน้อยๆ ยื่นออกมาพูดกับฟู่ถิงเย่ที่อยู่ด้านนอกรถม้า “ท่านแม่ทัพ ไม่ต้องไปส่งแล้วเจ้าค่ะ...”

            หากยังไปต่อ คงจะไปถึงหน้าประตูเมืองผานสุ่ยแล้ว...

            ฟู่ถิงเย่นั่งอยู่บนหลังม้าใบหน้าที่เคร่งขรึมกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาอย่างหาได้ยากยิ่ง “กลับไปพักผ่อนสักสองวันวัสดุเหล่านั้นที่เจ้าต้องการ เมื่อเตรียมพร้อมแล้ว ข้าจะส่งคนมารับเจ้าไปส่งที่ค่าย”

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย“จะไม่เป็นไรจริงๆ ใช่หรือไม่...หรือว่า ข้าควรปลอมตัวเป็นชายดีเจ้าคะ?”

            เหมือนว่าในละครก็มักจะทำกันเช่นนี้

            รอยยิ้มบนใบหน้าของฟู่ถิงเย่หายไปในพริบตา!“สตรีจะแต่งกายเยี่ยงบุรุษได้อย่างไร?! ใช้ได้ที่ไหน!”

            หวาชิงเสวี่ยหดคอเมื่อถูกเขาตวาด

            ฟู่ถิงเย่เห็นว่านางกลัวเขาก็รู้สึกหงุดหงิดร้อนรุ่มอยู่ในใจ ความอ่อนโยนเอาใจใส่พวกนั้นดูเหมือนจะอยู่ห่างไกลจากเขาเสียเหลือเกินจะพยายามเรียนรู้อย่างไรก็ไม่ใช่ทาง!

            เฮ้อ น่ารำคาญเสียจริง!

            “เอาเป็นว่า ข้าจะจัดการเองเจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น” ฟู่ถิงเย่เอ่ยออกมาตามแบบฉบับของบุรุษที่มีความคิดฝังหัวเรื่องชายเป็นใหญ่

            “เจ้าค่ะ...” หวาชิงเสวี่ยตอบรับอย่างภรรยาตัวน้อยผู้เชื่อฟัง

            ฟู่ถิงเย่เห็นท่าทางอ่อนหวานเชื่อฟังของนางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนสักประโยค “ตอนมาอย่าลืมนำของแทนใจมาด้วย”

            หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก

            ขอร้อง...ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่อย่าเอาแต่พูดถึงของแทนใจได้หรือไม่? มันน่าอายมากเลยนะ!

            แต่เพราะเหตุใดนางถึงเอาแต่ยอมเขาอย่างขลาดกลัวเช่นนี้...

            ที่จริงในใจรู้สึกอยากจะเถียงเขาแต่เพราะเหตุใดนางไม่เพียงแต่พยักหน้า ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แสนจะว่าง่าย “เจ้าค่ะ”

            นางถูกแนวคิดแบบศักดินาในสมัยโบราณล้างสมองใช่หรือไม่?!

            โอ้สวรรค์...

            หวาชิงเสวี่ยอยากจะรักษาตัวตนของนางเอาไว้จึงรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “มีดเล่มนั้นประดับด้วยอัญมณีมากมาย หากพกติดตัวไปมาจะทำหายได้ง่ายๆ...”

            “หากทำหายข้าค่อยหามาให้เจ้าใหม่ก็สิ้นเรื่อง”ฟู่ถิงเย่ไม่คิดว่านี่เป็นปัญหา

            “...” หวาชิงเสวี่ยคิดอย่างหดหู่ที่แท้สำหรับเจ้าเคราเฟิ้มแล้ว ของแทนใจอะไรนี่...เป็นของที่ให้กันได้หลายครั้งสินะ...

            ...

            ตอนขาไปเหมือนจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามตอนขากลับดันใช้เวลาเกือบชั่วยามครึ่ง

            ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะฟู่ถิงเย่คอยบอกกับสารถีว่า“ขับดีๆ หน่อย อย่าให้รถสั่นเกินไป”

            สารถีจึงต้องคอยระมัดระวังตลอดทางไม่กล้าขับเร็วจนเกินไป! สุดท้ายรถม้าดีๆ ความเร็วที่ได้ก็ไม่ต่างกับรถเทียมวัว...

            ฟู่ถิงเย่ไปส่งนางถึงหน้าประตูเมืองจริงๆหลังจากที่เห็นคนของจ้าวเซิงรออยู่ที่หน้าประตูเมืองแล้ว เขาก็วางใจ ชักม้าหันหลังกลับไปยังค่าย

            หวาชิงเสวี่ยถูกส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

            ทันทีที่นางเข้าประตูไปป้าเหอก็รีบออกมาต้อนรับ แล้วร้องเสียงดังว่า “เจ้ากลับมาแล้ว! วันนี้มีคนมาหาเจ้าหลายคนเลย!”

            “หาข้า?”หวาชิงเสวี่ยทำหน้างงๆ นางไม่มีญาติมิตรในเมืองผานสุ่ยนะ

            “ใช่! มีแต่คนมาหาเจ้าเพื่อซื้อสบู่ฟอง!”ป้าเหอรู้สึกปวดหัวมาก “ไม่ใช่แค่เพื่อนบ้านเท่านั้นที่ถามหา แม้แต่เจ้าของร้านค้าหลายร้านบนถนนก็มาถามวันนี้ไม่เจอเจ้า ข้าคิดว่าพรุ่งนี้พวกเขาคงจะกลับมาอีก!”

            “อ่า...” หวาชิงเสวี่ยรู้สึกไม่สบายใจระคนขัดเขิน“ทำให้ท่านลำบากแล้ว ท่านป้า ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะมาหาถึงที่บ้าน...”

            “ข้าไม่เป็นไรหรอก”ป้าเหอโบกมือ เตือนนางด้วยความหวังดี “แต่เจ้าต้องระวังตัวไว้ อย่าให้เจ้าของร้านเหล่านั้นหลอกเอาสูตรไปนะเข้าใจหรือไม่?”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าหงึก“เจ้าค่ะ! ขอบคุณท่านป้า ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ”

            ป้าเหอยังคงไม่วางใจจึงเอ่ยตักเตือนไม่หยุดอีกสองสามประโยค

            ช่วยไม่ได้ ทุกครั้งที่เห็นหวาชิงเสวี่ยทำท่าทางใสซื่อและอ่อนแอก็อดไม่ได้ที่จะปฏิบัติกับนางเหมือนเด็กคนหนึ่ง รู้สึกว่าต้องคอยกำชับอย่างละเอียดรู้สึกว่าสาวน้อยคนนี้ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ เกิดความคิดอยากจะช่วยนาง และปกป้องนางขึ้นมา

            ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่ในลานจู่ๆ ประตูเรือนก็ถูกเคาะโดยใครบางคน

            ป้าเหอเอามือปิดหน้าผากถอนหายใจ “ต้องเป็นคนที่มาซื้อสบู่ฟองของเจ้าอีกแล้วแน่ๆ”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มแห้งๆเดินไปเปิดประตู แต่ครั้งนี้เป็นพ่อค้าเร่คนนั้น

            “แม่นางหวา” พ่อค้าเร่เห็นนางก็ยิ้มออกมาทันที

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มตอบถามเขาว่า “มาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ?”

            “แหะๆ ...” พ่อค้าเร่เกาท้ายทอย“คือว่า...ครั้งที่แล้วท่านบอกว่ามีสบู่ก้อนอยู่จำนวนหนึ่ง...”

            หวาชิงเสวี่ยเดาจุดประสงค์ของเขาออกทำได้เพียงยิ้มขออภัย “ขายหมดแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ในมือข้าไม่มีสบู่แล้ว”

            “อย่างนี้นี่เอง...”พ่อค้าเร่มีสีหน้าเสียดาย เมื่อคิดถึงโอกาสทำเงินที่พลาดไปครั้งที่แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเสียดาย!

            “แม่นางหวา ขอบอกตามตรงสบู่ของท่านมีชื่อเสียงมาก คนที่ซื้อไปต่างก็บอกว่าใช้ดี วันนี้ทั้งวันมีคนมาถามหากับข้าหลายคนแล้ว”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มถึงแม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกภูมิใจอะไร แต่ในน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ “อืม ข้าเคยบอกแล้วว่าสบู่ที่ข้าทำดีกว่าสบู่ก้อนทั่วไป”

            พ่อค้าเร่ถอนหายใจยาวๆด้วยความเสียดายและเสียใจ ถามว่า “สบู่แบบนี้ของท่าน เมื่อใดจะมีอีก?”

            หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิด“อืม...เกรงว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้คงไม่มีอีกแล้ว อย่างน้อยๆ ก็คงอีกสองเดือนให้หลัง”

            “สองเดือน?!”พ่อค้าเร่ตกใจ “นานขนาดนั้นเลย?!”

            หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าสบู่ทำมือต้องใช้เวลาในการบ่มจนพร้อมใช้งาน สองเดือนเป็นการคาดการณ์แบบเผื่อเวลาไว้แล้วของนางถ้าหากว่าจากนี้ต่อไปต้องไปช่วยทำคันธนูที่ค่ายทหาร คงจะยิ่งล่าช้าออกไปอีก

            แต่...การที่นางช่วยปรับปรุงคันธนูก็ถือว่าทำเพื่อบ้านเมืองและทำเพื่อประชาชน ถึงจะช้าไปก็ช่างเถิด! เพราะเรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกมีเกียรติจริงๆ!

            พ่อค้าเร่กล่าวว่า“แม่นางหวา อีกสองเดือนหากมีสินค้าแล้ว ท่านช่วยเก็บไว้ให้ข้าบ้าง ได้หรือไม่ขอรับ?”

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มแล้วพยักหน้า

            ...

            ทางด้านหวาชิงเสวี่ยนั้นไม่ขัดข้องแต่ในขณะนี้ ที่กรมสรรพาวุธในค่ายทหารชิงโจว กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายไปหมด!

            “เหลวไหล!” รองหัวหน้าเว่ยตบโต๊ะ“แม่ทัพฟู่เสียสติไปแล้วหรือ?! จะให้สตรีเข้ามาในค่ายได้อย่างไร?!”

            หัวหน้าเสมียนของกรมสรรพาวุธส่ายหน้าพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย “ช่วงนี้แม่ทัพเหมือนจะชอบควานหาผู้มีความสามารถจากกลุ่มชาวบ้านเข้ามาช่างตีเหล็กหลิวก็คนหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ?”

            รองหัวหน้าเว่ยเงียบไปครู่หนึ่งถามว่า “ช่างตีเหล็กหลิวคนนั้นอยู่ในค่ายเครื่องมือเหล็กมาสามวันแล้ว สรุปว่าทำได้สำเร็จหรือไม่?”

            —————————————————————————

            [1]เพลาลูกเบี้ยว(偏心轮)แนวคิดระบบเพลาลูกเบี้ยวนี้มีให้เห็นได้ทั่วไปในระบบเครื่องยนต์ลูกสูบแต่ในที่นี้หมายถึงเพลาลูกเบี้ยวที่บรรจุอยู่กับรอกบนธนูทดกำลังหรือที่เรียกว่าคอมพาวน์ดโบวเป็นธนูสมัยใหม่ที่ใช้ระบบคานงัด รอกนี้จะช่วยทดกำลัง คือมีการสะสมพลังงานไว้ได้มากยิ่งขึ้นทำให้ลูกธนูมีความเร็วสูงกว่าธนูปกติและเมื่อจังหวะสุดท้ายเมื่อดึงสายไปสุดระยะ จะมีการผ่อนแรง ทำให้สามารถดึงธนูค้างไว้ได้นานยิ่งขึ้นและใช้แรงน้อยลงจึงสามารถเล็งได้นานขึ้น ส่งผลให้มีความแม่นยำที่มากขึ้น

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน