ภายในห้องบรรทม…
รัศมีพลังรอบกายของจูโฮ่วจ้าวพุ่งทะยานไม่หยุด!
ชั้นสามขั้นต้น... ขั้นกลาง... ขั้นสูงสุด — เขาทะลวงระดับพลังยุทธ์อย่างต่อเนื่องโดยยังไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนกำลังลงเลยแม้แต่น้อย
"บูม!"
เสียงพลังปะทุจากภายในร่าง ราวกับะเิพลังปราณครั้งใหญ่
เขาก้าวเข้าสู่ “ชั้นสอง” อย่างสมบูรณ์แล้ว!
แม้กำลังภายในเริ่มลดลง แต่พลังยุทธ์กลับยังทะยานขึ้นไม่หยุด!
ชั้นสองขั้นต้น…
…….
ตูม!
เสียงพลังแตกกระจายดังขึ้นอีกระลอก—พลังของจูโฮ่วจ้าวพุ่งทะยานจนแตะระดับพลังยุทธ์ ชั้นหนึ่งขั้นสูงสุด!
"โฮก!"
เหนือศีรษะของเขา ร่างเพลิงของอสูรที่เหมือน “กิเลนเพลิง” แผ่พุ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน ก่อนจะส่งเสียงคำรามสะท้านและค่อย ๆ จางหายไป
"ฟู่! ฮึด!"
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก หมอกควันสีแดงที่ห้อมล้อมร่างกายถูกดูดกลับเข้าสู่ร่างกายจนหมดสิ้น
“ชั้นหนึ่งขั้นสูงสุด… ช่างน่าเสียดายที่เส้นเหรินม่ายกับตูม่ายยังไม่เปิด” ในใจของจูโฮ่วจ้าวรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
“แคร่ก แคร่ก—”
จูโฮ่วจ้าวนั้นรู้สึกได้ถึงพลังอันไร้ที่สิ้นสุดที่อยู่ภายในร่างกาย เมื่อเขาลองกำหมัดแน่น เสียงของกระดูกก็สะท้อนดังก้องออกมา
จากนั้น…เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ — ดวงตาคู่นั้นเฉียบคมดั่งสายฟ้าฟาด แฝงพลังอันน่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
“คันชะมัด...!”
ในวินาทีนั้น จูโฮ่วจ้าวรู้สึกคันไปทั้งร่างจนทนไม่ไหว มือเผลอปัดลงไปที่แขน ก่อนจะพบว่าที่ฝ่ามือมีเศษตะกอนดำคล้ำเกาะติดอยู่หลายส่วน
“ใครก็ได้! จัดเตรียมน้ำอาบให้ข้า!”
เพียงครู่เดียว จูโฮ่วจ้าวก็เข้าใจทันที — นี่คือผลของการทะลวงระดับพลังยุทธ์ครั้งใหญ่ ทำให้เกิดกระบวนการ “อี้จิงสี่สุ่ย” หรือเรียกอีกอย่างว่า การฟอกปราณเปลี่ยนเส้นเอ็น ชำระไขกระดูก ร่างกายจะทำการขับสิ่งสกปรกออกมาโดยอัตโนมัติ!
เขาก้มลงสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วก็ต้องขมวดคิ้ว — กลิ่นเหม็นฉุนทะลวงจมูกราวกับโดนฝังเข้าสู่ส่วนประสาทในสมอง
ครึ่งหนึ่งของเวลาหนึ่งธูปผ่านไป…
“แอ๊ด…”
ประตูห้องบรรทมถูกเปิดออกอย่างแ่เบา สี่นางกำนัลในชุดประจำวัง หน้าตางดงามหมดจดช่วยกันยกอ่างอาบน้ำเข้ามาอย่างยากลำบาก
ด้านหลังพวกนางยังมีนางกำนัลอีกสิบกว่าคนตามเข้ามา พร้อมกับตักน้ำอุ่นใส่ลงไปทีละถัง
“โครม!”
อ่างอาบน้ำที่กระทบพื้นกระเบื้องหินสีคราม ส่งเสียงดังไพเราะออกมา ตามด้วยเหล่านางกำนัลร่วมแรงกันเทน้ำทีละคน จนระดับน้ำเต็มอ่างพอดี
หลังจากนั้น นางกำนัลผู้หนึ่งหยิบตะกร้าดอกไม้ แล้วโปรยกลีบดอกหอมลงไปในน้ำช้า ๆ กลีบดอกกระจายลอยละลาน ก่อนจะโค้งตัวถอยกลับไป
“ซ่าาา…”
นางกำนัลผู้นำกลุ่มลองจุ่มมือลงเพื่อตรวจอุณหภูมิน้ำ เมื่อเห็นว่าอุณหภูมิเหมาะสมดีแล้ว ก็หันมาก้มตัวทำความเคารพจูโฮ่วจ้าวอย่างงดงาม
“ขอฝ่าาทรงเปลื้องอาภรณ์เพคะ”
จูโฮ่วจ้าวเดินมายืนข้างอ่างน้ำ ก่อนยกแขนขึ้นเป็สัญญาณ จากนั้นนางกำนัลด้านหลังจึงก้าวเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว ค่อย ๆ ปลดผ้าคาดเอวลายัทอง และถอดเครื่องแต่งกายทีละชั้นอย่างนอบน้อม
ขณะเดียวกัน นางกำนัลหลายคนก็ยกฉากผ้าโปร่งมาตั้งล้อมรอบอ่าง เพื่อบังสายตาจากภายนอก
“อืมม…”
จูโฮ่วจ้าวก้าวลงอ่างอาบน้ำ เสียงน้ำกระเพื่อมเบา ๆ เขาเปล่งเสียงครางในลำคออย่างพึงพอใจ แล้วหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยตัวให้แช่อยู่ในอ่างอุ่น ๆ
ไม่ทันไร ก็รู้สึกได้ถึงัันุ่มนวลเข้ามาล้อมรอบ
นางกำนัลสี่นางเดินเข้ามารอบอ่าง—คนหนึ่งนวดบ่าด้านหลังอย่างแ่เบา อีกคนใช้ฝ่ามือขาวเนียนถูหลังให้เบา ๆ ส่วนอีกสองคนนั่งลงตรงปลายอ่าง ช่วยกันนวดฝ่าเท้าอย่างเบามือ
“ช่างสบายเสียจริง...”
“เป็จักรพรรดินี่มันดีจริง ๆ…”
จูโฮ่วจ้าวบ่นพึมอยู่ในใจด้วยความรู้สึกสบายใจ
เขาหลับตาลง ปล่อยตัวให้ดื่มด่ำไปกับการปรนนิบัติอย่างพิถีพิถัน แสนอ่อนโยนจากเหล่านางกำนัล ทว่าไม่นาน…เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
ใน่ท้องน้อยของเขา คล้ายมีเปลวเพลิงบางอย่างลุกไหม้ขึ้นมา
มือเล็กเรียบนุ่มข้างหนึ่ง…ค่อย ๆ ลูบวนผ่านต้นขาของเขา และพลัน…ััโดน “จุดสำคัญ” เข้าอย่างจัง ทั้งยังทำทีเหมือน “ไม่ได้ตั้งใจ” อีกด้วย
ร่างกายของเขาเริ่มเกิดปฏิกิริยา ดั่งเหล็กที่ร้อนจัดจนแดงในเตาไฟ
เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ก็พบว่า…ใบหน้าของเหล่านางในทั้งหลายเริ่มแดงระเรื่อ ดวงตาเปี่ยมด้วยเสน่หาอันยั่วยวน
เมื่อได้ผสมรวมเข้ากับไอน้ำร้อนปนกลิ่นดอกไม้ เหงื่อซึมบนแก้มใสสะท้อนแสง...
ผิวเนื้อที่ขาวผ่อง ริมฝีปากแดงสด เหมือน“ผลแอปเปิ้ลสุกงอม”ที่เชื้อเชิญให้ลิ้มลอง
แต่จูโฮ่วจ้าวกลับเลือกที่จะ "นิ่งเฉย" โดยทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ในตอนนี้... เขาคือจักรพรรดิ หญิงงามระดับไหนก็หาได้หมด อยากได้เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็ต้องลดตัวไปหลงใหลในรสแห่งราคะเพียงชั่ววูบ
หากเขายอมพลาดท่าให้ “ความยั่วยวนตรงหน้า” เพียงเพื่อสนองความใคร่ แล้วเกิดเื่อื้อฉาวขึ้นมาในวังหลวง… นั่นจะกลายเป็ตราบาปที่ยากจะลบล้าง
เมื่อเห็นว่าจูโฮ่วจ้าวไม่มีทีท่าตอบสนอง เหล่านางกำนัลก็ได้แต่ส่งสายตาอาลัยมาอย่างน้อยใจ
...
“ฟู่...”
หลังอาบน้ำเสร็จ จูโฮ่วจ้าวก็ได้ถอนหายใจยาวออกมา ในการปรับลมหายใจ แล้วหมุนเวียนกำลังภายในของเขา เพื่อสยบความร้อนรุ่มในอก สักพักหนึ่งจึงกลับสู่สภาวะปกติ
“ระบบ ใช้ร่างเงาลวง!”
เขาสั่งการผ่านจิตสำนึกทันที
ในพริบตา พลันมีแสงการ์ดสีดำสนิทใบหนึ่งลอยออกมาจาก “คลังของระบบ” หมอกควันสีดำเริ่มปกคลุมบางเบา และในชั่วพริบตา ก็ปรากฏ “ใครบางคน”
ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ยืนอยู่เบื้องหน้า!
“ไร้ที่ติจริง ๆ…” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างทึ่ง ขณะพิจารณาร่างเงาลวงตรงหน้า
"วูบ"
เขาขยับจิตอีกครั้ง ร่างเงาลวงหายวับไป แปรเปลี่ยนกลับไปเป็การ์ดสีดำ และลอยกลับเข้าไปยังช่องจัดเก็บในคลังระบบอย่างเรียบร้อย
หลังจากทดสอบเสร็จร่างเงาลวงเรียบร้อย จูโฮ่วจ้าวก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นก็เปิดคลังระบบขึ้นอีกครั้ง— เขาเรียกการ์ดอีกใบขึ้นมาด้วยจิตสำนึก... บัตรอัญเชิญขุนพล พลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา!
“ติ๊ง ตรวจพบ ‘บัตรอัญเชิญขุนพล’ หนึ่งใบขอเรียนถามผู้ใช้ระบบ—้าใช้งานหรือไม่?” เสียงเ็าของระบบดังขึ้นในหัว
“ใช้!” จูโฮ่วจ้าวตอบทันที
ระหว่างที่ออกคำสั่ง เขาเองก็ลุ้นในใจไม่น้อย—หวังว่าจะได้ขุนพลระดับตำนานที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มาสักคน เพราะในตอนนี้...เขายังไม่มีใครที่สามารถไว้ใจได้เลยแม้แต่คนเดียว
“ติ๊ง ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับยอดขุนพลแห่งราชวงศ์ถัง— เสวี่ยหลี่!”
“เยี่ยม!” จูโฮ่วจ้าวกล่าวอย่างมีความสุข
ในชาติที่แล้ว เขาเคยดูซีรีส์ประวัติศาสตร์มาไม่น้อย แน่นอนว่าชื่อ เสวี่ยเหรินกุ้ย หรือ “เสวี่ยหลี่” นั้นคุ้นเคยเป็อย่างดี
เสวี่ยเหรินกุ้ย ยอดขุนพลยุคราชวงศ์ถัง นามเดิมเสวี่ยหลี่ แห่งแคว้นหลงเหมิน มณฑลซานซี เข้ารับราชการทหารมานานนับสิบปี มีผลงานการรบอันลือลั่นนับไม่ถ้วน—
ไม่ว่าจะเป็ปราบเก้ากองกำลังเผ่าเถี่ยเล่อ ปราบโคกูรยอ ตีแตกตั้วเจวี๋ย และโดยเฉพาะเื่เล่าที่โดดเด่นของเขาอย่าง... “สามธนูพิชิตเทียนซาน” ที่กลายเป็ตำนานจนถึงทุกวันนี้
“ระบบ เสวี่ยเหรินกุ้ยอยู่ที่ไหน?” จูโฮ่วจ้าวถามด้วยเสียงกดต่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง
“ติ๊ง เสวี่ยเหรินกุ้ย ปัจจุบันแฝงตัวอยู่ในหน่วยทหารองครักษ์หลวง ผู้ใช้ระบบสามารถเรียกตัวมาอยู่ข้างกายได้ในทันที”
เสียงตอบของระบบยังคงเรียบเย็นเหมือนเคย แต่สำหรับจูโฮ่วจ้าวในตอนนี้—มันกลับกลายเป็ดั่งเสียง์
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตาจึงหันกลับไปมอง “กระบี่เซวียนหยวน” ในคลังระบบ
ตัวกระบี่ด้านหนึ่งแกะสลักเป็ภาพ สุริยัน จันทรา และดวงดารา อีกด้านหนึ่งแกะสลักเป็ภาพ ภูผา วารี พฤกษาและพืชพรรณ—เสมือนเป็สัญลักษณ์แห่งการรวบรวมใต้หล้ามาเป็หนึ่งเดียว
“กระบี่เซวียนหยวน... กระบี่แห่งจักรพรรดิ” เขาเอ่ยเบา ๆ
หลังจากการพิจารณากระบี่เซวียนหยวนแบบพอประมาณแล้ว เขายังไม่มีความคิดที่จะใช้มันตอนนี้ กระบี่ระดับตำนานเช่นนี้ ต้องรอให้ถึง่เวลาที่สำคัญที่สุด เพื่อประกาศศักดา... ในการข่มขวัญศัตรู!
…
“แอ๊ด…” เสียงประตูห้องบรรทมถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ
“ถวายพระพรฝ่าา!”
เหล่าทหารและนางกำนัลที่อยู่ด้านนอกต่างพากันคุกเข่าลงทันที
“ลุกขึ้นเถอะ” จูโฮ่วจ้าวเอ่ยเรียบๆ
“ขอบพระทัยฝ่าา!” เหล่าทหารและนางกำนัลต่างกล่าวพร้อมกันเป็เสียงเดียว ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหันไปมองจักรพรรดิหนุ่มตรงหน้า
จูโฮ่วจ้าวในยามนี้—สวมอาภรณ์ัเก้ากรงเล็บ รัดเอวด้วยสายคาดหยก สวมรองเท้าประจำองค์จักรพรรดิ
ใบหน้าคมเข้มราวกับสลักด้วยมีด ชัดเจนในทุกมุม ผิวขาวเนียนละมุนราวหยกสว่าง ดวงตาสุกใสดั่งดวงดารา ที่เปล่งประกายลึกล้ำและทรงพลัง เส้นผมสีดำขลับ มัดรวบแบบเรียบง่าย… แต่กลับเปี่ยมด้วยอำนาจอันน่าเกรงขาม และสง่างาม
ภาพของเขายืนอยู่ตรงนั้น…ไม่ได้แผ่เพียงแค่ “อำนาจของจักรพรรดิ” แต่ยังมีบางอย่างที่ให้ความรู้สึก “เหนือโลก” อย่างประหลาด
“ฝ่าา...งามสง่าเหลือเกินเพคะ!”
“ถ้าได้อยู่เคียงข้างพระองค์สักคืน…แม้จะต้องตายวันพรุ่งนี้ก็ยอม!”
...
บรรดานางกำนัลพากันหลงใหลจนกลายเป็ภาพละลานตา หลายคนหน้าแดงซ่าน บางคนถึงกับแอบส่งสายตาหวานเยิ้ม หวังเพียงได้สะดุดตาแม้เพียงแวบเดียว…ก็ยังดี!
“ลักษณะท่ทางของพระองค์ดูเปลี่ยนไป!”
“เหตุใดจึงรู้สึกว่าพระองค์นั้นช่างลึกลับเกินหยั่งถึงยิ่งนัก!”
“ทำไมพระองค์ถึงดูแตกต่างจากเดิมเสมือนกับว่าเป็คนละคนกัน?”
แม้แต่เหล่าทหารองครักษ์หลวง ก็พากันพูดในใจอย่างตกตะลึง เพราะตอนนี้...จูโฮ่วจ้าวในสายตาของพวกเขานั้น ให้ความรู้สึกถึงพลังที่น่าเกรงขามและอำนาจที่ยากหยั่งถึง..
ราวกับ “จักรพรรดิ” ผู้เปี่ยมด้วยบารมีดุจพญาัที่กำลังหลับใหล—และพร้อมจะทะยานขึ้นสู่ฟ้าในชั่วพริบตา
“เอาอาหารมา!”
จูโฮ่วจ้าวเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ไม่แม้แต่จะหันไปมองใคร