ตอนที่ 7 วิกฤตไม่เคยถามความพร้อม
โชคดีที่ท่านลุงหนิงเหอพยุงท่านพ่อออกมาจากป่าได้ก่อนเวลาพลบค่ำ ระหว่างทางพบชาวบ้านบริเวณหน้าทางเข้าช่วยเหลือ และได้ขอยืมเกวียนจากผู้ใหญ่บ้านเพื่อส่งท่านพ่อเข้าเมือง
ที่โรงหมอ ท่านหมอบอกาแน่ากลัวก็จริงแต่สามารถรักษาได้ ต้องนอนที่นี่อย่างน้อยสามคืนเพื่อดูอาการ จากนั้นจะจัดยา และบอกวิธีดูแลผู้ป่วยให้ คาดว่ากว่าจะกลับมาเดินได้น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือน แต่ปัญหาคือค่ารักษา 3 ตำลึงเงิน นี่ยังไม่รวมค่ายาตลอดสองเดือนที่สามารถทยอยจ่ายได้ตอนที่มาเบิกยา
เธอนอนพักที่ข้างเตียงท่านพ่อที่โรงหมอหนึ่งคืน แล้วค่อยกลับมาที่บ้านตอนเช้าพร้อมท่านลุงหนิงเหอที่ช่วยจ่ายค่าเกวียนกลับหมู่บ้าน ชาวบ้านที่พบเห็นเมื่อวานได้ลือไปทั่วว่าท่านพ่อถูกสัตว์ป่าทำร้ายาเ็ทั้งตัวโดยเฉพาะที่ขา คาดว่าจะพิการ
ยามซื่อ[1]
“เขาลือกันว่าพ่อเ้าพิการแล้วจริงหรือไม่ซูมี่” จงไฉ่หง อายุ 13 ปี เพื่อนเล่นของถังจินฮวาถามอย่างอยากรู้อยากเห็นในความโชคร้ายของผู้อื่น
“แล้วมันธุระกงการอะไรของเ้า” การนอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืน ทั้งยังมีเื่ให้คิดมากหลายเื่ เมื่อถูกถามคำถามที่ไม่อยากพูดถึง จากคนที่ไม่สนิทถึงขั้นไม่ชอบหน้า ทำให้เธอรู้สึกได้เจอที่ระบายอารมณ์พอดี
“ลูกข้าถามเ้าดีดี ทำไมต้องพูดหาเื่คนเช่นนี้” อู๋ซินอี๋มารดาของจงไฉ่หง ร้องตอบอย่างไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะปกติเ้าของร่างนี้ไม่เคยจะตอบโต้ใคร
“แล้วข้าถามผิดตรงไหน มัน-ธุระ-กง-การ-อะ-ไร-ของ-พวก-เ้า ” นางเน้นย้ำช้าๆชัดๆแบบยียวน
“พวกข้าก็แค่เป็ห่วง ตามประสาเพื่อนบ้าน กลัวว่าท่านพ่อที่แสนดีของเ้าต้องพิการไป” อู๋ซินอี๋จีบปากจีบคอตอบ
“ดีจริงๆ งั้นถ้าเ้าห่วงจริงข้าจะขอเงินเ้าเป็ค่ารักษาท่านพ่อข้าด้วยสิ” เธอพูดพร้อมแบมือไปด้านหน้า
“มันใช่เื่อะไรของพวกข้าที่ต้องให้เงินเ้าด้วย” จงไฉ่หงร้องตอบเมื่อเห็นท่านแม่ของนางมองมือของนางอย่างงงๆ
“อ๋อ งั้นเข้าใจแล้วสินะว่าไม่ใช่เื่ของพวกเ้า” เธอพูดแล้วเดินผ่านไปพร้อมความสบายใจขึ้นมานิดหน่อย อยู่ดีไม่ว่าดี เธอว่าจะเดินกลับเงียบๆแล้วนะ ปล่อยให้นังสองแม่ลูกขี้อิจฉานั่นยืนมึนไปเถอะ ความจริงเธอก็ไม่เข้าใจว่าครอบครัวเธอมีอะไรให้คนแบบนี้ริษยากัน จนก็จน มีชีวิตแต่ละวันอย่างยากลำบาก หรือเพียงเพราะสองคนนั่นมีนิสัยชอบทับถมคนอ่อนแอ ต่ำต้อยกว่า
เพราะเจอสองแม่ลูกนั่นทำให้เธอต้องถึงบ้านล่าช้า ดีที่บ้านไม่ไกลมากนัก เธอพบท่านแม่และซูเม่ยที่พยายามชะเง้อมองมาที่หน้าบ้าน
ท่านแม่รีบวิ่งมากอดเธอพร้อมกลั้นน้ำตา สีหน้าท่านมีความกังวลอย่างมาก แต่ตอนนี้เธอไม่กล้าพูดอะไรมากนัก เพราะในใจมีแผนการบางอย่าง
“ตอนนี้ท่านพ่อปลอดภัยแล้วเ้าค่ะ เพียงแค่จะไม่เหมือนเดิม” เธอพูดกำกวมบอกท่านแม่และน้องสาว ใช้เสียงทั่วไปที่ค่อนข้างดังหน่อยเพื่อให้คนในบ้านที่แอบฟังได้ยินด้วย “ข้าจึงกลับมาที่บ้านเพื่อมาขอเงินท่านย่าใหญ่ไปจ่ายค่าหมอเ้าค่ะ”
“ท่านย่าใหญ่จะให้หรือเ้าคะ” ถังซูเม่ยที่อายุเพียงห้าขวบ ยังรู้สึกเลยว่าเป็ไปได้ยาก
“ต้องให้เพราะเราอยู่บ้านเดียวกัน อย่างไรก็เป็ครอบครัวมิใช่หรือ” เธอยังคงพยายามเล่นละครต่อไป
“ไม่ได้ ข้าไม่มี เหตุใดข้าต้องไปจ่ายเงินให้คนพิการด้วย พวกไร้ประโยชน์” เสียงแหลมของท่านย่าใหญ่ออกมาก่อนตัวจะค่อยๆเปิดประตูมาที่ลานหน้าบ้าน
“มี่เอ๋อร์ ถัง-ซู-มี่ เ้าอยู่บ้านหรือไม่” เสียงท่านย่าหลี่น่าดังแทรกมาจากหน้าบ้านก่อนที่เธอจะได้โต้ตอบท่านย่าใหญ่
“อยู่เ้าค่ะ” ถังซูเม่ยผู้รู้ความ ตอบรับแทน แล้วรีบไปเปิดประตูหน้าบ้าน ทำให้หน้าท่านย่าใหญ่ยิ่งบึ้งตึง เพราะกลัวท่านย่าหมิ่งหลี่น่ามาวุ่นวายเหมือนตอนที่เธอจมน้ำอีก
“มี่เอ๋อร์ ข้าได้ยินว่าพ่อเ้าาเ็ ตอนนี้เป็อย่างไรบ้าง” ท่านย่าหมิ่งหลี่น่าเดินเข้ามาถามทันทีด้วยความร้อนใจ แต่ท่านไม่ได้มาคนเดียว ครั้งนี้มีผู้ใหญ่บ้านหวังจิ้งสามีของนางตามมาด้วย ทั้งยังมีจีนมุงตามมาดูอีกหลายคน เพราะเื่ท่านพ่อค่อนข้างเป็ข่าวดังเลยทีเดียว
“ตอนนี้ท่านพ่อปลอดภัยแล้วเ้าค่ะ เพียงแค่จะไม่เหมือนเดิม ข้าจึงมาขอเงินท่านย่าใหญ่เพื่อไปจ่ายค่ารักษาท่านพ่อเ้าค่ะ” เธอตอบเช่นเดิมกับที่ตอบท่านแม่
“เ้าไม่ต้องมาอ้างข้า ข้าไม่มีเงิน” ท่านย่าใหญ่ตอบเบาลงกว่าก่อนหน้า แต่เนื้อหายังเช่นเดิม
ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวถังหลักได้ออกมาเกือบทุกคน ยกเว้นท่านลุงรองที่ทำงานเป็เสมียนในเมือง
“ท่านแม่เพิ่งจ่ายค่ารักษาให้เ้าไปตอนจมน้ำ นี่เ้าจะยังมาเรียกร้องเงินอีกหรือ” ป้าสะใภ้ใหญ่ฟางเจินอ้างบุญคุณครั้งก่อน ทำให้ท่านย่าใหญ่หน้าเชิดขึ้นไปอีก
“แต่ตอนนี้ท่านพ่อข้าาเ็ คนที่ทำงานรับใช้พวกท่านมานาน ไหนจะเื่ของป่าที่หามา ขายมาเท่าไหร่ท่านย่าใหญ่ก็เก็บไปหมด พวกท่านจะไม่ช่วยเหลือสักหน่อยเลยหรือ” เธอพูดอย่างเหลืออด พร้อมบีบมือท่านแม่ที่น้ำตาไหลลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่ด้วยความทุกข์ใจ เธอจะยอมไม่ได้ ยิ่งเห็นท่านแม่เป็แบบนี้ เธอจะต้องเป็หลัก วันนี้เธอต้องได้เงินไปรักษาท่านพ่อให้ได้
“นั่นคือสิ่งที่มันต้องทำอยู่แล้ว ข้ารับดูแลมันมาั้แ่ยี่สิบปีก่อน อีกทั้งพวกเ้าด้วย ข้าวที่พวกเ้ากินอยู่ทุกวันไม่ได้ตกมาจากฟ้าหรอกนะ” ท่านย่าใหญ่พูดเหมือนไม่ได้รับความเป็ธรรมมานาน
“มิใช่ท่านพ่อ และท่านแม่ของข้าหรือที่ทำนาทั้งหมด” เธอรีบชี้แจ้งทันที่ ก่อนที่จะมีชาวบ้านรอบๆคล้อยตามท่านย่าใหญ่
“ไม่รู้แหละ ข้าไม่มี เงินข้าหมดแล้ว”
“ต้องใช้เงินเท่าไหร่หรือมี่เอ๋อร์” ท่านย่าหมิ่งหลี่น่าถาม
“ค่ารักษา 3ตำลึงเงินเ้าค่ะ” เธอตอบเบาๆ เพราะสำหรับชาวบ้าน นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆเลย ก่อนหน้าค่าหมอของเธอก็ไม่กี่อีแปะ เพราะเหมือนแค่มาดูๆไม่ได้สั่งจ่ายยาอะไร และตอนนี้นอาการของร่างนี้คือเหมือนตายไปแล้วด้วยซ้ำ ท่านหมอจึงไม่ได้คิดค่ามาดูให้แพงมากนัก
ปกติ 1อีแปะสามารถซื้อซาลาเปาได้5-6ลูก แต่ในเมืองอาจจะแค่ 1-2 ลูก 1000 อีแปะ มีค่าเท่ากับ 1 ตำลึงเงิน 10 ตำลึงเงิน เท่ากับ 1 ตำลึงทอง ดังนั้น 3 ตำลึงเงินนั้น เรียกว่าเป็รายได้ของคนทั่วไปทั้งปีด้วยซ้ำ
“แพงจริงๆ อาเต๋อคงเจ็บมากสินะ” ผู้ใหญ่บ้านหวังจิ้งใค่ารักษาอย่างมาก แต่ครอบครัวเขาก็ไม่ได้มีเหลือพอจะให้ได้ ทั้งอึดอัดใจและทั้งสงสาร
“ข้าจำได้ว่ามีเงินชดเชยให้ท่านปู่ข้าที่เสียชีวิตในาห้าสิบตำลึงเงินมิใช่หรอ”
“ไม่มีเหลือแล้ว เงินนั้นใช้เลี้ยงตัวล้างผลาญแบบพวกเ้าไปจะมีเหลือได้อย่างไร เ้ามีหน้าอะไรมาทวงเงินนั่น เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ” ท่านย่าใหญ่ทำหน้าตาน่าเกลียดทันที่เมื่อเธอถามถึงเื่เงินนั่น
“แต่ทุกคนอยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ทำงานทั้งที่ไร่ที่นา ท่านพ่อข้าก็ทำ น้ำทุกโอ่งที่พวกเ้าดื่มกินพวกข้าก็ตักมา แปลงผัก หมักดอง ท่านแม่กับน้องสาวทำกับข้าวทุกวัน ค่าแรงตรงนี้จะคิดยังไง นี่ยังไม่นับของป่าทุกอย่างที่ท่านพ่อหามาแล้วเ้าก็ขายเอาเงินมาใช้ปรนเปรอกันเอง พวกเ้าแน่ใจนะว่าเลี้ยงดูท่านพ่อและพวกข้าน่ะ ใครกันแน่ที่อกตัญญู เลี้ยงเสียข้าวสุก”
“อกตัญญูแล้ว เ้าข้าเอ้ย หลานที่ข้าเลี้ยงมาช่างอกตัญญู เป็หมาป่าตาขาวเลี้ยงไม่เชื่อง จากนี้พวกเ้าจะไปตายที่ไหนก็เชิญ ข้าอยู่เลี้ยงดูพวกอกตัญญูไม่ไหว” ท่านย่าใหญ่ตีโพยตีพายยิ่งใหญ่ ทำให้รอบข้างใ แต่พวกบ้านใหญ่กลับสะใจที่จะได้ตัดพวกไร้ประโยชน์นี้ จะไม่ต้องเปลืองข้าว
“เพียงเพราะพวกท่านได้ข่าวท่านพ่อาเ็ที่ขาจนต้องพิการ เห็นว่าท่านพ่อข้ากลายเป็แม่ไก่ที่ออกไข่ทองคำไม่ได้อีก หึ! ไม่ให้เงินค่ารักษาไม่เป็ไร ไม่คืนเงินค่าทำศพของท่านปู่ข้าไม่เป็ไร ไม่จ่ายค่าแรงที่พวกค่าทำงานก็ไม่เป็ไร แต่พวกเ้ายังคิดตัดหนทางอยู่รอดพวกข้า จะไล่พวกข้าออกจากบ้านไป นี่หรือคือสิ่งที่ญาติพี่น้องเขาทำกัน “ได้!!! ข้าจะแยกบ้าน”
“มี่เอ๋อร์เ้าคิดดีดี” ท่านย่าหลี่น่ารีบเตือนด้วยความเป็ห่วง
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้ารู้ตัวดีว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ถึงอย่างไรพวกข้าไม่สามารถอยู่ร่วมกับคนเห็นแก่ตัวพวกนี้จริงๆ”
“ข้าจะแยกบ้าน แต่ที่ดินสามสิบหมู่กับบ้านท้ายหมู่บ้านของท่านพ่อข้า เ้าต้องคืนมา”
“ไม่ได้” ท่านย่าใหญ่รีบปฏิเสธ
“งั้นท่านก็คืนเงินมา”
“ไม่ให้ นังเด็กอกตัญญู เ้าข้าเอ้ยย มาดูลูกหลานจะเอาเงินข้าไปแล้ว” ท่านย่าใหญ่ร้องแรกแหกกระเชอโวยวายทันที
“นั่นไม่ใช่ของเ้าสักหน่อย”
“หน้าไม่อายจริงๆ อมเงินลูกหลาน”
“เกิดมาเพิ่งเคยพอเคยเจอ ตระกูลถังบ้านใหญ่ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆ” ชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มวิจารณ์
ท่านปู่ใหญ่และคนในครอบครัวเริ่มรู้สึกร้อนหน้า จะทำอย่างไรก็ได้แต่เื่น่าอายในบ้านจะให้คนนอกมาเห็นไม่ได้
“ได้ เ้าเอาไปเถอะ เราไปคุยกันข้างในดีหรือไม่” ท่านปู่ใหญ่พูดเพราะทนแรงกดดันรอบด้านไม่ได้
คุยข้างในข้าก็เสียเปรียบสิ วันนี้ข้าจะง้างเนื้อออกจากปากหมาป่าจอมโลภให้ได้เลย หึ เธอคิดอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่ได้นั่นมันของข้า” ท่านย่าใหญ่ะโอย่างไม่ยินยอม
“หยุดเดี๋ยวนี้ฮุ่ยเพ่ย ถ้าเ้ายังทำเื่ขายหน้าเช่นนี้อีกต่อไปข้าจะหย่าเ้าซะ” ท่านย่าใหญ่จึงทำได้เพียงฮึดฮัด แต่เพราะกลัวถูกหย่าจริงๆ เนื่องจากท่านปู่ใหญ่ดูจริงจังและเด็ดขาด อีกทั้งชาวบ้านรอบตัวก็ประนามการกระทำของพวกนางอยู่ ด้วยกลัวลูกหลานจะเป็ขี้ปาก แล้วแต่งออกไม่ได้จึงต้องเงียบปากไป
“ท่านปู่หวังจิ้ง ช่วยร่างหนังสือแยกบ้านให้ข้าด้วยเถิดเ้าค่ะ” เธอร้องขอต่อผู้ใหญ่บ้านหวัง
“เ้าแน่ใจนะมี่เอ๋อร์ ตอนนี้พ่อเ้ายังาเ็อยู่พวกเ้าจะยิ่งลำบากนะ” ผู้ใหญ่บ้านหวังจิ้งสอบถามให้แน่ใจ และเตือนเธอด้วยความเป็ห่วง อย่างไรก็เป็ญาติฝ่ายภรรยา ทั้งยังเป็ลูกบ้าน แม้จะก้าวก่ายเื่ในตระกูลคนอื่นเขาไม่ได้ แต่เื่ภายนอกเขายังพอช่วยดูแลให้
“แน่ใจเ้าค่ะ” ความจริงเธอยังไม่ได้แน่ใจขนาดนั้น แต่การที่ยังอยู่บ้านนั้นเธอจะทำอะไรก็ไม่สะดวก รายได้ทุกคนต้องส่งให้ท่านย่าใหญ่ โดยเฉพาะครอบครัวเธอ แต่อย่าคิดนะว่าเธอไม่รู้นะว่ามีใครแอบเก็บเงินไว้ใช้ส่วนตัวบ้าง อย่างไรก็ลูกหลานคนเห็นแก่ตัว จะหาความซื่อสัตย์จากครอบครัวแบบนี้ได้อย่างไร ยกเว้นท่านพ่อของเธอที่ซื่อสัตย์อย่างมาก
การแยกบ้านตอนนี้เรียกได้ว่าเป็จุดต่ำสุดในครอบครัวเธอเช่นกัน มันคือความไม่พร้อม ท่านพ่อาเ็ ค่ารักษาก็ยังไม่มี แต่เหล็กต้องตีตอนร้อน หากไม่แยกบ้านตอนนี้ เธอก็ไม่รู้ว่าเวลาไหนจะออกมาได้ในยุคที่คำว่ากตัญญูสำคัญยิ่งชีวิต
ยามเว่ย[2]
“นี่คือหนังสือแยกบ้านของตระกูลถัง จากนี้ไปบ้านใหญ่และบ้านรองถือว่าเป็คนละบ้านกัน สามารถตั้งป้ายศาลบรรพบุรุษที่บ้านตนเองได้ จากนี้ตัดขาดต่อกัน ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ต้องรับผิดชอบ และไม่มีบุญคุณใดใดให้ต้องทดแทนอีก” เธอส่งสายตาขอบคุณให้แก่ท่านปู่หวังจิ้ง ปกติการแยกบ้านขอแค่มีความสามารถที่จะไปอยู่กันเองก็สามารถทำได้หากบิดามารดาอนุญาติ หรือเสียชีวิต พี่น้องแต่ละครอบครัวสามารถแยกบ้านไปสร้างครอบครัวกันเอง การที่พี่น้องที่มีครอบครัวแล้วแต่ยังอยู่กับบิดามารดาถือเป็การแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงแม้จะแยกบ้านไปแล้วความผูกพันของครอบครัวย่อมไปมาหาสู่ได้ปกติ ยกเว้นกรณีตอนนี้สถานการณ์ที่ครอบครัวถังบ้านใหญ่กระทำกับครอบครัวบ้านรองเป็ที่ประจักษ์แก่คนรอบข้าง ท่านปู่หวังจิ้งจึงมีคำพูดที่เป็ทางการและเน้นย้ำเพื่อปกป้องพวกเธอจากใจจริง
“เ้าประทับลายมือและเขียนชื่อตรงนี้นะอาห่าว จากนั้นข้าจะนำไปให้อาเต๋อลงชื่อที่โรงหมอ และนำส่งทางการ” ท่านปู่หวังจิ้งชี้แจ้ง จากนั้นหันไปมองท่านย่าใหญ่ฮุ่ยเพ่ยอย่างกดดัน
“ข้าจำไม่ค่อยได้ว่าวางโฉนดไว้ที่ใด” ช่างเป็คำแก้ตัวที่ทำให้คนพูดไม่ออกจริงๆ
“ถ้าเ้ายังโอ้เอ้เช่นนี้อยู่ข้าจะ…”
“ได้ๆๆๆ หึ ข้ากำลังจะไปเอามาให้” ท่านย่าใหญ่รีบขัดคำพูดท่านปู่ใหญ่แล้วเข้าเรือนไป จากนั้นนำโฉนดมาให้ท่านปู่หวังจิ้ง
ท่านปู่หวังจิ้งส่งสายตาเอือมๆและมองหน้าท่านปู่ใหญ่ถังห่าวจนต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอายที่มีภรรยาเช่นนี้
“เ้านำโฉนดนี่ไปที่ศาลาว่าการในเมืองชิงเถียง แจ้งเ้าหน้าที่ว่ามาขอประทับตรารับรองเ้าของที่ดิน จากนี้ที่ดิน สามสิบหมู่ และเรือนท้ายหมู่บ้านเป็ของพวกเ้าแล้วนะมี่เอ๋อร์” หลังท่านปู่หวังจิ้งแก้ไขข้อความในโฉนดพร้อมประทับตรารับรองของตนเอง และบอกสิ่งที่ต้องทำต่อไป
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านปู่จิ้ง”
[1]ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.
[2]ยามเว่ย (未:wèi) คือ 13.00 – 14.59 น.