ตอนที่ 2 (4)
หานิซิวย่างเท้าเข้าประตูบ้านตระกูลหานก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งล้อมวงอยู่ที่ห้องนั่งเล่น รอคนกลุ่มนั้นสังเกตเห็นเขาก็ถลึงตาใส่เขาอย่างขุ่นเคือง
“…” หานิซิวเหนื่อยใจแทบแย่ ประธานหานนั่งอยู่บนเก้าอี้ประจำตัวลั่นเสียงถามราวกับะเิลง “กลับมาได้สักทีนะ ดูสิว่าแกก่อเื่อะไรไว้…”
คนที่เหลือย่อตัวนั่งเบียดกันเป็วงเล็กๆ พูดโอ๋คนที่เป็จุดศูนย์กลางกันจ้าละหวั่น “เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะ พ่อของหนูกลับมาแล้ว”
หานิซิวปวดหัว พยายามที่จะอธิบาย “พ่อครับ แม่ครับ ฟังผมพูดก่อน นั่นไม่ใช่…” ยังไม่ทันพูดจบ เด็กชายที่ทำท่าหวาดกลัวคนหนึ่งถูกคนผลักมายืนตรงหน้าเขา แหงนหน้ามองเขาด้วยสีหน้าคาดหวัง
“…” หานิซิวก้มมองเด็กเล็กที่ยืนอยู่ตรงหน้า ตะลึงจนแทบพูดไม่ออก ในสายพวกเขาบอกว่าเด็กหน้าเหมือนเขา เขาหลงคิดว่าคนพวกนี้อยากมีหลานมากจนเสียสติไปแล้ว เพราะเห็นเด็กหลงมาที่บ้าน ทั้งยังเป็เด็กที่หานิซิวสั่งให้คนพากลับไป ถึงได้พากันคิดไปเองเป็ตุเป็ตะ
แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กจะหน้าเหมือนเขาขนาดนี้
เขายืนมองหานิซิวฉบับจิ๋วตรงหน้าจนตาค้างปากอ้า
เด็กน้อยตื่นมาไม่เห็นเซี่ยเหยี่ย ไหนจะถูกพามาบ้านหลังใหญ่โดยคุณลุงแปลกหน้า ความกลัวก็เข้าครอบงำจิตใจั้แ่แรกแล้ว ทว่าเซี่ยเหยี่ยเคยสอนให้เขาต้องกล้าหาญ เขาถึงข่มความกลัวเอาไว้ไม่ให้ตื่นตูม เหล่าคุณปู่คุณย่าที่ล้อมวงมุงเขาก็ดูไม่ใช่คนใจร้ายอะไร เดี๋ยวก็ป้อนแอปเปิล เดี๋ยวก็ถามว่าดื่มนมไหม ซึ่งเขาตอบปฏิเสธไปทั้งหมด ร้องหาแต่ปะป๊า ตอนนี้ปะป๊ากลับมาสักทีเขาก็คิดแต่จะกระโจนใส่อย่างนึกดีใจ พอแหงนหน้ามองถึงเห็นว่าคนคนนี้ตัวสูงจัง! นี่ไม่ใช่ปะป๊าของเขา
เสี่ยวหลีเริ่มเบะปากจะร้องไห้อย่างเหลืออด “ไม่ใช่ปะป๊า เขาไม่ใช่ ปะป๊า…”
หานิซิว “…” เด็กคนนี้ใจตรงกับเขาดีแฮะ ถึงได้ต่างฝ่ายต่างปฏิเสธความเป็พ่อลูก
“หึ” คุณพ่อหานแค่นเสียงอย่างนึกโกรธอยู่ข้างๆ “ตอนนี้แกคิดจะยอมรับเขาเป็ลูก เขายังไม่ยอมรับแกด้วยซ้ำ! เลว!”
หานิซิวไม่สนใจใครอื่น เขาเห็นเด็กร้องไห้ก็รีบอุ้มมาปลอบ ทั้งที่หน้าตาเหมือนตนอย่างกับถอดพิมพ์กันมา แต่ดวงตาคู่นั้นคือดวงตาของเซี่ยเหยี่ย เห็นดวงตาคู่นี้ร้องไห้ทีไร หานิซิวก็เจ็บแปลบไปทั้งหัวใจ
เขาอุ้มเด็กมาตบหลังปลอบประโลมอย่างเงอะงะ เสี่ยวหลีที่ตอนแรกยังต่อต้านพลันสงบลง ค่อยๆ เอียงหน้าซบไหล่หานิซิว แม้เ้าตัวจะยังกระซิกร้องไห้ขาดห้วง แต่ท้ายที่สุดก็สงบลงช้าๆ ไม่กี่นาทีก็เหลือแต่เสียงสะอื้นเป็ระยะๆ
หานิซิวเห็นว่าเด็กหยุดร้องก็โล่งอกไปชั่วขณะ เขาอุ้มเด็กด้วยท่วงท่าแข็งทื่อเต็มที ทว่าก็พยายามปลอบโยนสุดชีวิต ด้วยมือข้างเดียวที่คอยตบหลังเด็กน้อยอย่างแ่เบา เด็กน้อยซบหน้าลงบนตัวหานิซิวพร้อมปากที่ขยับเสียงพึมพำเบาๆ
“อะไรนะ” หานิซิวถามเสียงอ่อน “เธอว่าอะไรนะ”
เด็กน้อยเงยหน้ามองหานิซิว เปล่งเสียงออกมาคำหนึ่ง “เ้าหมู”
“หืม” หานิซิวทำหน้างง คุณพ่อหานที่อยู่ข้างๆ กลับพูดตอกย้ำ “เด็กด่าว่าแกเป็หมู! ด่าได้ดี!”
“…”
“เ้าหมู!” เด็กน้อยพูดย้ำอีกที ก่อนจะดิ้นไปมาขอลงจากอ้อมแขน หานิซิวกลัวเด็กจะร่วงก็ผวารีบหย่อนตัวอีกฝ่ายลงไป เด็กน้อยวิ่งตึงตังมาข้างโซฟาหยิบกระเป๋าสะพายรูปไดโนเสาร์ใบจิ๋วขึ้นมา เปิดซิปล้วงผ้ากันเปื้อนเด็กจากข้างในมาดม ก่อนจะวิ่งกลับมายื่นผ้ากันเปื้อนเด็กให้หานิซิว
หานิซิวย่อตัวลงรับผ้ากันเปื้อนเด็กมาอย่างงงงวย ตรงกลางผ้ากันเปื้อนเด็กถูกมัดไว้เป็ลูก ทิ้งผ้าสี่มุมลงมาหย่อนคล้อยคล้ายตุ๊กตาไล่ฝน
“เธอเรียกมันว่าเ้าหมูเหรอ” หานิซิวกลัวทำเด็กใ เขาพยายามยิ้มอย่างเป็มิตร จับคอเ้าตุ๊กตาไล่ฝนส่ายไปมาตรงหน้าเสี่ยวหลี
“อื้อ เ้าหมู” เสี่ยวหลีพยักหน้าแรงๆ สูดจมูกดังฟึ่ดๆ ชี้นิ้วไปที่หัวกลมดิ๊กของตุ๊กตาไล่ฝน
หานิซิวบีบหัวกลมของเ้าตุ๊กตาอยู่หลายที รู้สึกว่ามันแข็งแปลกๆ ถึงอยากดูให้ดีอีกหน่อย ถึงเห็นว่าเชือกผูกคอของเ้าตุ๊กตาไล่ฝนสามารถดึงออกได้ เขาพลิกตัวมันก่อนเลิกกระโปรงขึ้น ปรากฏว่าเห็นลูกปัดไม้ขนาดใหญ่กลิ้งตกลงจากเชือกที่ถูกคลายออก
เสี่ยวหลีวิ่งตามลูกปัดไม้ไป ปากก็พร่ำเรียกไปตลอดทางว่า “เ้าหมู เ้าหมู…” กระทั่งลูกปัดไม้กลิ้งไปหยุดตรงข้างเท้าคุณนายหาน ถูกเธอเก็บมายื่นให้เสี่ยวหลี เสี่ยวหลีรับลูกปัดไม้อย่างเคอะเขินและส่งรอยยิ้มน่ารักให้กับคุณย่าท่าทางใจดีตรงหน้า ปากก็พูดขอบคุณเบาๆ ก่อนยกลูกปัดไม้ลูกนั้นขึ้นมาสูดดม ถึงถอยกลับไปหาหานิซิวอย่างเชื่องช้า พลางยื่นลูกปัดไม้ให้เขาดู “ลูกปัด หอม เหมือนกันเลย” เขาโถมตัวใส่หานิซิวสูดดมให้เต็มปอดอย่างอิ่มเอมใจ
หานิซิวใช้มือหนึ่งรับตัวเด็กไว้ อีกมือรับลูกปัดไม้เอาไว้ อาการตื่นใตีตื้นขึ้นจนเขานึกอยากจะร้องไห้ เขากะพริบตาถี่หมายจะไล่หยาดน้ำในตาออก เพื่อให้เขาได้เพ่งตาดูของตรงหน้าให้ชัดอีกสักหน่อย ทว่าไม่จำเป็เลย เขาจำได้ั้แ่แวบแรกที่เห็น ลูกปัดไม้ในมือเขาคือพวงลูกปัดที่เซี่ยเหยี่ยเคยขอคืนในวันนั้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาอาศัยกลิ่นที่หลงเหลืออยู่บนลูกปัดไม้สนนี้ปลอบประโลมเด็กอย่างนั้นเหรอ