บนโต๊ะเขียนหนังสือในห้องนอนของเคน มีภาพถ่ายใส่กรอบเล็กๆ ตั้งหลบมุมชิดผนังเอาไว้รูปหนึ่ง ภาพออกจะดูซีดจางไปตามกาลเวลา เพราะถ่ายเอาไว้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว เขาเกือบจะลืมมันไปเสียสนิท เพราะความไม่ได้ใส่ใจ ทุกครั้งที่เข้ามานั่งทำงาน ก็ดูเหมือนจะมองข้ามมันไป เสมือนไม่มีตัวตน และที่สำคัญ มันตั้งหลบอยู่หลังปฏิทินตั้งโต๊ะอีกทีหนึ่ง
ในภาพถ่าย เป็ภาพของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง อายุราว 11 ขวบ ถือตุง[*]ร่วมขบวนแห่ช่างฟ้อน เธอมีหน้าตาน่ารักมากทีเดียว เคนหยิบภาพนั้นขึ้นมาจ้องดูใกล้ๆ...แล้วนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคราวนั้น
ครั้งที่เขาอายุย่างเข้า 16 เพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่มดังเปรี๊ยะ…
เป็ปกติของทุกปี ่ปิดเทอมฤดูร้อน เคนมักจะมาเที่ยวไร่ที่ต่างจังหวัดเสมอ และอยู่ยาวไปหลายสิบวัน
จ่อย ลูกจ้างคนใหม่ อายุ 20 ต้นๆ เป็คนไม่ค่อยรู้หนังสือนัก แต่เป็คนซื่อๆ คิดอย่างไร ว่าอย่างนั้น...รีบวิ่งเข้ามาฟ้องเขาซึ่งนั่งอ่านการ์ตูนอยู่ในห้องนั่งเล่นว่า
“แย่แล้วครับคุณเคน! มีคนมาขโมยกินมะม่วงมันในไร่ของเราครับ”
“ว่าไงนะ!”
รั้วคงไม่แ่าพอ จึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ
ด้วยวัยที่ยังไม่บรรลุภาวะทางอารมณ์ เคนเต้นผางไปตามสิ่งเร้าที่ได้ยินทันที เป็เดือดเป็แค้น รีบพับหนังสือการ์ตูนโยนไว้ที่โซฟา วิ่งออกไปยังจุดเกิดเหตุพร้อมกับลูกจ้างคนใหม่บัดเดี๋ยวนั้น
ด้วยความร้อนใจ เคนวิ่งเร็วกว่าจึงไปถึงก่อน แล้วก็พบเด็กผู้ชายสองคน อายุอ่อนกว่าเขาสักสองสามปี กำลังเอาไม้ฟาดลูกมะม่วงเขียวเสวยบนต้นอยู่ เด็กสองคนนี้คงฟาดไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ ใบของมันจึงร่วงเกลื่อนพื้นเต็มไปหมด
เมื่อเห็นมะม่วงที่รักถูกย่ำยี เคนก็เดือดปุด ตวาดออกไปทันที “เฮ้ย! หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไอ้หัวขโมย!”
สิ้นเสียงตวาด เด็กสองคนนั้นก็รีบทิ้งไม้ วิ่งแจ้นหนีออกไป ปล่อยให้เคนที่วิ่งมาไกลจนเกือบหมดแรง ได้แต่มองด้วยอาการหอบอยู่ใต้ต้นมะม่วงแทน ไม่สามารถตามไปเอาเื่ได้
“ฮึ่ม ฝากเอาไว้ก่อนเถอะ อย่าให้เจออีกนะ ฉันเรียกตำรวจมาจัดการกับพวกแกแน่!”
จังหวะนั้น...เด็กคนหนึ่งซึ่งปีนต้นมะม่วงอยู่ ก็ะโลงมา เอาขาคร่อมคอของเคนจากด้านหลัง
โครม!!!
“โอ๊ย!!!”
หัวขโมยยังเหลืออีกคนหนึ่ง!
เคนล้มลงไปนอนคว่ำกับพื้น เจ็บเพราะโดนทั้งกระแทกและโดนทับ เพราะไอ้หัวขโมยเล่นเอาตัวของเขาเป็หมอนรองนั่ง ฝ่ายหัวขโมยตัวน้อยไม่เจ็บเลย เพราะว่ามีเบาะรองอย่างดี ลุกขึ้นและวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เคนเอามือกุมท้ายทอย ยันตัวลุกขึ้นมา สะบัดหน้าด้วยความมึนงง
“อู้ย....สสสส.....”
โชคดีที่หัวขโมยตัวเล็กน้ำหนักเบา และะโลงจากกิ่งไม่สูงมากนัก ไม่งั้นคอของเขาคงหักไปแล้ว
เคนเงยหน้าขึ้นมอง และจำหน้าหัวขโมยคนสุดท้ายนี้ได้แม่น เพราะเธอเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุอ่อนกว่าเขาหลายปี ไว้ผมยาวถึงกลางหลัง ติดกิ๊บไว้เหนือขมับทั้งสองข้าง และที่สำคัญ...ตาคู่โตของเธอนั้น หันมามองเขาโดยไม่มีแววสำนึกผิดเอาซะเลย มือขวาของเธอติดมะม่วงเอาไปด้วยหนึ่งลูก แถมที่ปากก็คาบเอาไว้อีกหนึ่ง!
แน่ะ! ขโมยกินยังไม่พอ ยังห่อกลับบ้านอีก ต่อหน้าต่อตาผู้เป็เ้าของ
“ยัยเด็กบ้า ซนจริงๆ...แค้นนัก!”
เคนะโลั่น พยายามลุกขึ้น ขณะที่ลูกจ้างผู้มาล่าช้า ได้แต่เพียงพยุงเ้านายน้อยให้ลุกขึ้นยืนเท่านั้น
วันต่อมา...มีงานแห่ขบวนช่างฟ้อนไหว้พระธาตุ เคนเตรียมกล้องถ่ายรูปราคาแพงเอาไว้เป็อย่างดี หวังจะเก็บภาพช่างฟ้อนสวยๆ ตามประสาคนเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม ย่อมสนใจเพศตรงข้ามเป็ธรรมดา
เคนเลือกทำเลที่คิดว่าจะเห็นขบวนแห่ได้ชัดมากที่สุด กางขาตั้งกล้องออก และปรับโฟกัส ขณะที่คนดูที่อยู่รอบข้าง ต่างก็หันมามองด้วยความสนใจ เพราะไม่เคยเห็นกล้องที่เลิศหรูอลังการขนาดนี้มาก่อน ในตอนนั้น เคนจึงเริ่มรู้สึกว่าตัวเองนี่...ช่างเท่ห์ซะจริงๆ
ขบวนแรก คือขบวนแห่เ้าภาพ...กำลังจะมา ช่างฟ้อนนำประจำปีจะอยู่บนเกี้ยวของขบวนนี้ และแน่นอน เธอคงจะสวยที่สุดในงาน...
หนุ่มน้อยเร่งปรับโฟกัสเอาไว้รอ เพราะกลัวจะพลาดช็อตสำคัญ เตรียมพร้อมและเอาตาสอดเข้าไปมองในช่องส่องเลนส์ และเมื่อขบวนใกล้เข้ามา...ภาพของกลุ่มเด็กผู้หญิงอายุเฉลี่ยคงไม่เกิน 12 ปี ถือตุงนำขบวน จำนวน 6 แถว แถวละสิบกว่าคน ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมาก่อน...แล้วเขาก็ใ!
“เฮ้ย!”
จนต้องเปลี่ยนจากการมองผ่านกล้อง เป็เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาตัวเองแทน
เพราะว่าเด็กผู้หญิงที่อยู่แถวหน้าทางขวาสุดนั้น...‘เป็หัวขโมยมะม่วงของเขาเมื่อวาน!’
แต่ทว่าวันนี้...เธอใส่ชุดสวย แต่งหน้าและทำผม...ปากแดงแก้มแดง...น่ารักมากทีเดียว!
“โอ้โห....” พ่อหนุ่มน้อยอุทาน...และยืนตาค้างอยู่นาน...ความโกรธแค้นที่ถูกขโมยมะม่วง และโดนะโทับเมื่อวาน หายไปหมดสิ้น บัดนี้...ดวงใจน้อยๆ ของคนที่เพิ่งแตกหนุ่ม ให้อภัยหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น...เคนหิ้วถุงใบใหญ่ บรรจุด้วยมะม่วงมันเต็มถุง เดินถามทางคนโน้นคนนี้มาเรื่อย ปกติเขาไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้ แต่วันนี้...เืหนุ่มมันเร่าร้อง ปลุกให้ตื่นซะั้แ่ตอนตีสี่ ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ หากยังอุตส่าห์มีแรง ลุกขึ้นมาเก็บมะม่วง คัดเอาเฉพาะลูกที่ใหญ่ๆ และสวยๆ ใส่ให้เต็มถุง...เอาไปให้สาว
แม้ถุงจะหนัก แบกแทบไม่ไหว แต่หัวใจกลับพองโต...
และในที่สุด...ข้อมูลที่ถามมาตามรายทาง ก็ทำให้หนุ่มน้อยมายืนเรียกอยู่หน้าบ้านป้าศรี
“ขอโทษครับ...นี่บ้านป้าศรีใช่ไหมครับ”
เรียกอยู่สองครั้ง เ้าของบ้านก็ออกมารับ
“ใช่จ้า...แล้วใครมาน่ะ”
“ผมเป็ลูกของครูใหญ่วิชัยครับ”
เ้าของบ้านทำหน้าแปลกใจไม่น้อย เพราะไม่เคยมีธุระปะปังหรือไปมาหาสู่กับคนที่เอ่ยถึงเลย คล้ายจะเป็คนละชนชั้น คนหนึ่งรวย...มีหน้ามีตา แต่อีกคน เป็ชาวบ้านธรรมดา จึงเอ่ยถามกลับไป “แล้วมาหาใครจ๊ะ”
“เอ่อ...“ หนุ่มน้อยออกจะเก้อเขินพอสมควร เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่มาถึงบ้านสาว พยายามปั้นเสียงไม่ให้ตื่นเต้น ถามว่า “แตงโมอยู่ไหมครับ”
“อ๋อ...” ผู้เป็ป้าพยักหน้า พอจะเข้าใจบ้างแล้ว ที่แท้ก็เสน่ห์สาวน้อยนี่เอง ที่เป็ต้นกำเนิดของเื่เกินความคาดหมายนี้ “แตงโมกลับกรุงเทพฯ ไปแล้วจ้ะ ขึ้นรถรอบสองทุ่มเมื่อคืนนี้เอง”
“ห๊ะ...” ได้คำตอบแบบนั้น เคนก็รู้สึกใจหาย...หลุดลอยไปอย่างเคว้งคว้าง...ประดุจิญญาจะหลุดออกจากร่าง
แม้จะรู้สึกผิดหวังมาก แต่ต่อหน้า...พ่อหนุ่มน้อยก็เก็บอาการไว้ได้ดี สมกับเป็ลูกผู้ดีมีตระกูล
รักครั้งแรกก็อกหักซะแล้ว...มันช่างเป็รักแรกในวัยเด็ก Puppy Love...ที่แห้วแบบชนิดที่ว่า สาวเ้ายังไม่รู้เลยว่ามีคนแอบชอบ เคนเดินคอตกจากออกมาด้วยแววตาละห้อย... โธ่...อุตส่าห์ตื่นั้แ่เช้าเก็บมะม่วงมาให้ หวังจะเอาใจสาวเ้า เพราะเห็นว่าชอบกินนัก แต่โชคร้าย...กลับมาเป็แบบนี้...เลยทิ้งถุงมะม่วงไว้ตรงหน้าบ้านใครไม่รู้แถวนั้น ไม่มีกะจิตกะใจจะถือมันกลับ
เด็กน้อยสองคนเ้าเก่า...เม่นกับแดนเดินผ่านมาเจอถุงมะม่วงเข้าพอดี
“โอ้โห!!! ใครเอาถุงมะม่วงมาทิ้งไว้หน้าบ้านวะ” เม่นกล่าวด้วยความดีใจ “โชคดีจริงๆ! ลาภปากแท้ๆ”
“นั่นสิพี่” แดนปรี่เข้าไปแจม “ถุงเบ้อเร่อเลย แถมลูกใหญ่ๆ สวยๆ ทั้งนั้น ไม่ต้องไปขโมยกินแล้ว ฮี่ๆๆ”
นั่นคือเื่ราวเมื่อ 8 ปีก่อน...มันเป็ความทรงจำที่หลบอยู่ในซอกหนึ่งของหัวใจ จนเกือบจะลืมเลือนไปแล้ว เพราะหลังจากนั้น เขาก็ไม่ได้ติดต่อหรือเจอแตงโมอีกเลย เป็เวลา 8 ปี จนกระทั่งเมื่อเช้า...
“แตงโม...”
หน้าตาของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย นั่นคงเพราะเธอโตเป็สาวเต็มตัวแล้ว...และน่ารักยิ่งกว่าตอนเป็เด็กเสียอีก
ไม่สิ!...ไม่เห็นจะน่ารักตรงไหนเลย...ก็แค่ธรรมดา
เคนส่ายศีรษะ พยายามปฏิเสธถ่านไฟเก่าที่คุโชนขึ้นมาทิ้งไป ตอนนี้...เขาไม่ควรคิดอย่างนั้นกับใครอีกเพราะเวลานี้ เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว นั่นก็คือ ‘ขิง’… เธอเป็คนสวย และเขาก็รักเธอ...เธอก็รักเขามากด้วย เราวางแผนว่าจะแต่งงานกันปีหน้า เราสองคนเหมาะสมกันทั้งด้านฐานะและสภาพครอบครัว ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงกันเอาไว้แล้วเป็มั่นเป็เหมาะ
เรากำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ที่มีความสุข ไม่ควรไปยุ่งกับมือที่สาม...
เคนเม้มริมฝีปาก คล้ายจะสะกดความคิดที่ฟุ้งซ่านก่อนหน้านี้ให้จมลงไป ‘เก็บเอาไว้เป็แค่ความทรงจำที่ดีเถอะ’ เขาบอกกับตัวเองอย่างนั้น ถอนหายใจ...วางรูปไว้ที่เดิม
แต่ทันทีที่มือของเคนผละออกมา… กระจกของรูปก็แตกดังเปรี๊ยะ! ร่วงกระจาย
“เฮ้ย!”
เคนใ...ทำหน้าไม่ถูก ทำไมจู่ๆ กระจกถึงแตกขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ อย่างนี้มันหมายความว่ายังไง
เขายืนตะลึงอยู่นาน...กว่าจะเหลียวมองไปรอบๆ ตัว ซึ่งมีแต่ความเงียบและว่างเปล่า ก่อนจะขยับตัว จัดการเก็บเศษกระจกเ่าั้...
มันคือลางบอกเหตุอะไรหรือเปล่า?
เคยได้ยินมาว่าโบราณเขาถือ ว่านี่คือลางร้าย...คนในรูปอาจมีอันเป็ไปถึงแก่ชีวิตได้
หากสุดท้ายเขาก็สรุปว่า กระจกมันคงเก่ามากแล้ว และอากาศที่ร้อน คงทำให้มันแตก...ก็เท่านั้นเอง
“หลวงตา! หลวงตา!” เม่นะโเรียกอยู่หน้ากุฏิ “หลวงตา! อยู่ไหมครับ?”
“อยู่...” น้ำเสียงสำรวมตอบกลับมา แม้เสียงนั้นจะไม่ดังนักแต่ก็ได้ยินถนัด เพราะบริเวณวัดเงียบสงบ สักประเดี๋ยวหลวงตาก็เดินออกมา “นึกว่าใครมาะโโหวกเหวก ที่แท้ก็เ้าเม่น เ้าแดนนั่นเอง”
เม่นไม่สบายใจเื่คำทำนายของลุงผลิ จึงพาผมมาหาหลวงตาที่กุฏิใกล้ๆ แถมยังอวดสรรพคุณว่าหลวงตาท่านมีญาณแก่กล้าถึงขั้นเห็นผีเห็นเทวดา เห็นหน้าก็รู้ได้เลยว่าใครมีเวรมีกรรมอะไร และนั่นยิ่งทำให้ผมไม่อยากมาที่นี่นัก เพราะไม่รู้ว่าอย่างผมตอนนี้ เขาเรียกว่า ‘ผี’ หรือเปล่า
“แล้วนี่พาใครมาด้วยล่ะ” ถามจบ หลวงตาก็มองมาทางผม
“อ๋อ...คนนี้คือแตงโมไงครับ หลานป้าศรี...ตอนเด็กๆ เคยมาวิ่งเล่นในวัดกับผมบ่อยๆ” เม่นแนะนำ
“หลานป้าศรี? …เ้าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ท่าทางฉลาดแก่นแก้วคนนั้นน่ะเหรอ” หลวงตายิ้ม ทำท่าเหมือนจะจำได้ แต่เมื่อสบตาผมและนิ่งมองอยู่ชั่วครู่ รอยยิ้มของหลวงตาก็กลับสลดลงทันใด พร้อมกับถอนหายใจยาว... ท่าทีของหลวงตาทำให้ผมชักใจหวิว หรือว่า… ท่านจะรู้เื่ทั้งหมดแล้ว
“นี่...ใครนะ” หลวงตาถามย้ำ
“แตงโมครับ ที่เมื่อก่อนชอบติดกิ๊บเต็มหัว หลวงตาจำได้รึเปล่า”
ท่านมองผมอย่างเพ่งพินิจอีกครั้ง ก่อนจะตอบเสียงเรียบว่า “จำได้...แล้ววันนี้มีธุระอะไร”
“อ๋อ...คือ...วันนี้พวกเราอยากจะมาให้หลวงตารดน้ำมนต์หน่อยน่ะครับ”
“รดน้ำมนต์? ใครเป็อะไร”
“เพื่อเสริมสิริมงคลวันปีใหม่ไทยน่ะครับ เผื่อว่ามีเคราะห์ จะได้ให้หลวงตาช่วยปัดเป่า” แดนช่วยตอบ
หลวงตาพยักหน้าเข้าใจ “อื้ม...งั้นก็เข้ามาข้างในก่อนสิ เฉพาะพวกเ้าสามคนเท่านั้นนะ”
ประโยคทิ้งท้าย ทำให้พวกเรามองหน้ากันเลิกลั่ก...ก็เห็นๆ อยู่ ว่ามากันแค่สามคน หลวงตาพูดผิดหรือเปล่า? หรือว่าท่านจะนับผม...เป็บุคคลที่สี่?!
เข้าไปกราบพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชาเสร็จ พวกเราก็คลานเข้าไปหาท่าน
“เอ้า...ก้มหัวลงมาใกล้ๆ เดี๋ยวจะรดน้ำมนต์ให้”
หลวงตาเอาไม้พรมจุ่มลงไปในขัน ผมนั่งใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เพราะไม่มั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองเป็ผีหรือคน โดนน้ำมนต์แล้วจะเป็อะไรหรือเปล่า กลัวโดนแล้วจะร้อนเหมือนในหนังที่เคยดู หรือถ้าโดนแล้วิญญาเกิดหลุดออกจากร่างน้องแตงโมไปจะทำยังไง คิดไปสารพัด และที่สำคัญตอนนี้...ผมเพิ่งคิดได้ว่า “ผมไม่น่ายอมมาที่นี่เล้ยยย...”
“อ่ะ...น้องแตงโมเข้าไปก่อนสิ ตัวเองน่ะมีเคราะห์” เม่นกระซิบ
“ไม่เอา...พี่เม่นก่อนสิ” ผมเกี่ยง เพราะเริ่มรู้สึกหวาดๆ ขอตั้งหลักและหาทางหนีทีไล่แป๊บหนึ่งก่อน
“กลัวอะไร กลัวโดนน้ำมนต์แล้วจะร้องกรี๊ดล่ะซี้...อิอิ”
------------------------------
* หวงก้าง = หวงของที่ตนไม่มีสิทธิ์, กันท่าคนอื่นในสิ่งที่ตนใช้ประโยชน์ไม่ได้