




ในดินแดนต่างโลกที่ชื่อว่าแอสทรัลนั้นการ์ดเกมได้รับความนิยมเป็อย่างมาก
แต่เดิมเทพเ้าสูงสุดของที่นี่ได้มอบการ์ดที่เรียกว่าวิซซึ่งภายในบรรจุพลังเวทมนตร์เอาไว้ให้แก่ทุกๆ ชนเผ่าเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำภายในโลกที่มีด้วยกันหลากหลายเผ่าพันธุ์
หากแต่ท่านเทพเ้าสูงสุดก็ได้สั่งห้ามไม่ให้มีการแก้ปัญหาต่างๆ โดยการใช้กำลังอย่างเด็ดขาดด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้คนจึงได้ใช้วิธี “ดูเอล” หรือการประลองการ์ดในการแก้ปัญหายามเมื่อมีเื่ไม่ลงรอยกันแทน
การดูเอลที่ว่าก็คือการประลองกันด้วยวิซหรือก็คือการดวลการ์ดนั่นเองจึงเรียกได้ว่าทุกคนในแอสทรัลล้วนแล้วแต่เป็การ์ดเกมเมอร์ทั้งสิ้นไม่เพียงเท่านั้นเพราะตามกฎที่ท่านเทพพระเ้าสูงสุดได้กำหนดขึ้นมาได้ระบุเอาไว้ว่าผู้ชนะมีสิทธิ์สั่งให้ผู้แพ้ทำอะไรก็ได้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงดังนั้นสำหรับชาวแอสทรัลแล้วอาจกล่าวได้ว่าความแข็งแกร่งในการประลองการ์ดยังเกี่ยวโยงไปถึงตำแหน่งหน้าตาทางสังคมอีกด้วย
และในหมู่ผู้ใช้วิซทั้งหมดของแอสทรัลเองเขาซึ่งเป็พ่อค้าทาสอันดับหนึ่งในหมู่เผ่าพันธุ์ฮิวรัลก็ถือได้ว่าเป็ผู้ที่ร่ำรวยไปด้วยอำนาจและบารมีหรือแม้แต่กับเหล่าชนชั้นสูงอย่างแอเรียมาสเตอร์เองก็ยังจัดว่าเป็ชนชั้นสูงในหมู่ชนชั้นสูงด้วยเช่นกัน
ทว่าดูเหมือนว่าลำนำของผู้ยิ่งใหญ่เื่นี้เห็นทีจะต้องปิดฉากลงเสียแล้ว
“บ้าน่า! นี่มัน เกิดเื่งี่เง่าพรรค์นี้ได้ไง!!”
เป็ไปไม่ได้
พ่อค้าทาสคนนั้นพูดซ้ำไปซ้ำมาทั้งที่เขามั่นใจมากว่าได้เตรียมการมาเป็อย่างดีเพื่อให้ได้ชัยชนะในครั้งนี้เขาได้นำกองทหารรับจ้างจำนวน 100 นายมายังลานประลองเพื่อปะทะกับคู่ต่อสู้ที่มีอยู่แค่คนเดียว
ถ้าจะพูดให้ถูกจริงๆ แล้วมีกันอยู่ 2 คนชายหญิงต่างหากแต่มีแค่ผู้ชายคนเดียวที่ใช้วิซต่อสู้ส่วนทางฝ่ายหญิงนั้นไม่รู้เป็เพราะเธอไม่มีใจจะสู้หรือว่าไม่ได้พกวิซมาด้วยกันแน่ถึงได้เอาแต่ยืนดูอยู่เฉยๆ จนการต่อสู้จบลง
ไม่สิ…ต่อให้ลงมือกันทั้งสองคนไม่ว่ายังไงทางนี้ก็จำนวนเป็ต่อกว่ามากโข
ทั้งๆ ที่เป็อย่างนั้น…
ทหารรับจ้างจำนวน100 นายที่เขาจ้างมานั้นโดนคู่ต่อสู้ที่เป็เด็กหนุ่มแค่คนเดียวเล่นงานซะยับนี่มันอย่างกับเขากำลังอยู่ในฝันร้ายอยู่อย่างไรอย่างนั้น
พ่อค้าทาสคุกเข่าลงกับพื้น
หากนี่เป็ความฝันล่ะก็ช่วยปลุกให้เขาตื่นทีเถอะ
พ่อค้าทาสอธิฐานอย่างแรงกล้าแต่อาการสำลักกลิ่นเหม็นไหม้ของต้นไม้ใบหญ้าในสนามรบอย่างรุนแรงนั้นยิ่งตอกย้ำให้เขาตระหนักได้ว่าภาพตรงหน้าไม่ใช่เพียงความฝัน
แต่ถ้า…แต่ถ้าเื่น่าอดสูนี่เป็ความจริงแล้วล่ะก็เขาจำเป็จะต้องรีบกลับมาอยู่ในสภาพพร้อมสู้เดี๋ยวนี้เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็จะโดน่ชิงทุกสิ่งทุกอย่างไป
แม้จะสั่นงกด้วยความหวาดกลัวจากแรงกดดันถึงเหตุการณ์ที่ตนไม่คาดคิด แต่พ่อค้าทาสก็ได้ยืนหยัดขึ้นเผชิญกับชายหญิงทั้งสองผู้เป็ต้นเหตุของเหตุการณ์อันน่าเวทนาเหล่านี้พ่อค้าทาสมองตรงไปยังอีกฝั่งของเขม่าควันที่ลอยฟุ้ง
มองตรงไปยังบุคคลทั้งสองที่ดูไม่เข้ากับสนามประลองวิซแห่งนี้
หนึ่งในสองคนนั้นมองกลับมายังพ่อค้าด้วยสายตาเ็า
“ได้ยินมาว่าเป็คนมีฝีมืออันดับต้นๆ ของฮิวรัลไอ้ฉันก็อุตส่าห์คาดหวังไว้ซะดิบดี ที่ไหนได้ฝีมือกากชะมัด น่าเบื่อเป็บ้าฝีมือแบบนี้ก็เป็ได้แค่พวกปลายแถวเท่านั้นล่ะวะ”
ชายที่กำลังสบถด้วยท่าทางสบายๆ นั่นก็คือชายหนุ่มที่คลุมผ้าคลุมสีดำและสวมรองเท้าบูทหนังผมสีออกดำประกอบกับรูปร่างผอมบาง ทว่ากลับไม่ได้ให้ความรู้สึกอ่อนแอเลยแม้แต่น้อยสายตาที่โดนผมหน้าม้ายาวลงมาบดบังนั้นเสมองไปทางอื่น
“เอาน่าก็ไม่ถึงกับแย่อะไรมากมายนี่ ถึงจะอ่อนแอจริงๆ ก็เถอะแต่ถ้าเทียบกับเ้าพวกที่เราสู้ด้วยเมื่อวันก่อนก็ถือได้ว่ามีฝีมือล่ะนะ”
คนที่หันไปพูดกับชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแว่วหวานนั้นมีใบหน้างดงามมากเสียจนแทบไม่อยากเชื่อสายตา
ดูแล้วน่าจะอายุพอๆ กันกับเพื่อนชายของหล่อนน่าจะประมาณซัก 16-17ได้ เส้นผมทอประกายสีเงินปล่อยละยาวลงมาระกับผิวขาวราวหิมะสิ่งที่โผล่พ้นออกมาจากเสื้อคลุมสีขาวปรอดนั่นก็คือหน้าอกใหญ่เต่งตึง
“ที่สู้ด้วยเมื่อวันก่อน?”
ชายหนุ่มละสายตาจากพ่อค้าทาส
“อะไรกันเ้าลืมไปแล้วเหรอ ก็นั่นไงล่ะเ้าพวกที่มาหาเื่เ้าในร้านอาหารที่ผู้หญิงเผ่าบีสต์คนนั้นทำงานอยู่ไง”
“อ้อ…หมายถึงเ้าพวกฝีมือปวกเปียกเมื่อตอนนั้นซินะเพราะว่าอ่อนแอเกินไปก็เลยลืมซะสนิท เ้าพวกนั้นมันก็แค่พวกฝีมือห่วยๆ ที่ดันมีดีแค่ตัวใหญ่เท่านั้นแหละจะหน้าไหนๆ ก็เหมือนกันหมดให้ตายซิ อุตส่าห์คิดว่าจะได้สนุกซักหน่อยแท้ๆ โลกนี้มันมีแต่พวกกากๆ อย่างเดียวหรือไงกันนะ”
“เื่คนพวกนั้นน่ะจะยังไงก็ช่างแต่คู่ต่อสู้ของเ้าในคราวนี้ถือได้ว่าเป็พวกมีฝีมือเชียวล่ะ อย่างน้อยๆ เ้านั่นก็มีวิซไว้ในจำนวนมากเป็อันดับต้นๆ ในโลกนี้เลยนี่จริงไหม”
“มีการ์ดเยอะก็ไม่ได้หมายความว่าจะเก่งสักหน่อยสิ่งสำคัญคือจะใช้การ์ดยังไงต่างหาก น่าเสียดายนะ แต่พวกในโลกนี้ไม่ได้เข้าใจถึงเื่นี้เลยซักนิด”
“โลกเดิมของเ้าอาจจะเป็อย่างนั่นแต่สำหรับแอสทรัลแห่งนี้จำนวนการ์ดที่มีอยู่ในมือมากมายนั้นย่อมหมายถึงความแข็งแกร่งจะให้พูดอีกอย่างก็คือคนพวกนั้นไม่ได้อ่อนแอเลย แต่เป็เ้าต่างหากที่แข็งแกร่งเกินไปไม่ใช่หรือไง”
“โอ้ว! พูดจาเข้าท่าดีนี่ สมกับที่เป็เ้าสาวของฉัน รักนะ ไอริส”
“จะ…จู่ๆ พูดอะไรของเ้าเนี่ย…! อย่าจ้องมองเราด้วยสายตาร้อนแรงแบบนั้นนะ มะ…มันน่าอายออกไม่ใช่หรือไง”
“ใบหน้าตอนเขินก็น่ารักดีนะ”
“นะ...น่ารักอะไรกัน...เ้าคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ?”
“อื้อ คิดๆ”
“เรา...น่ารัก?”
“น่ารักสิ น่ารัก”
“อะ...อะ เอ๋!”
หนุ่มสาวสองคนหยอกเย้ากันไปมาราวกับว่าไม่ได้เห็นพ่อค้าทาสอยู่ในสายตา
อย่ามาล้อเล่นนะ!
ก็อยากจะะโออกไปแบบนั้นอยู่หรอกพ่อค้าทาสคิด
แต่นี่มันโอกาสทองเลยไม่ใช่หรือไง
นั่นก็เพราะว่าเขายังมีวิซระดับ SS-Rank อยู่ในมือยังไงล่ะ วิซ SS-Rank นั้นถือได้ว่าเป็สุดยอดไพ่หายากขนาดที่ถ้านำออกขายก็จะสามารถเอาเงินไปซื้อคฤหาสน์หลังโตๆ ได้เลยทีเดียวขอแค่ร่ายเวทได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวเ้าพวกนั้นก็เตรียมตัวตอกฝาโรงกลับบ้านเก่าได้เลย
ใน่ที่พวกมันสองคนกำลังประมาทอยู่นี่แหละเราก็อาศัยจังหวะนี้ร่ายเวทโจมตีก่อนที่พวกมันจะทันได้ใช้วิซป้องกันแค่นี้เราก็โค่นเ้าเด็กแก่แดดนั่นได้แล้ว
ฉันชนะแน่ชัยชนะจะต้องเป็ของฉัน!!
พ่อค้าทาสที่มั่นใจว่าตนจะต้องคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอนผ่อนลมหายใจออกมาให้เป็ปกติ
“ธันเดอร์โบลต์!!”
พริบตาที่ร่ายเวทเสร็จมนตราที่ถูกใส่เอาไว้ในวิซก็สำแดงเดชออกมา เบื้องหน้าของพ่อค้าทาสปรากฏวงแหวนเวทสีแดงเข้มที่ตรงกลางมีแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา ประกายแสงนั้นสว่างมากเสียจนพ่อค้าทาสแทบอยากจะหลับตาไปเสียแต่ความอยากเห็นใบหน้าอันบิดเบี้ยวไปด้วยความหวาดกลัวของเ้าเด็กอวดดีตรงหน้านั้นกลับมีมากกว่า
ทว่ากลับผิดคาดเขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเ้าเด็กนั่นจะยังหยอกเอินกับหญิงสาวต่ออย่างสนุกสนานหมายความว่าทางนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาเลยซินะ
พ่อค้าทาสยิ่งโมโหมากถึงขนาดไม่สนว่าอะไรเป็อะไร
ไอ้การต่อสู้แบบนี้น่ะเขาจะรีบๆ จบมันซะ!!
เื่ระบายอารมณ์โกธรน่ะเอาไว้หลังจากประลองจบแล้วก็ยังได้เพราะถ้าเขาชนะการต่อสู้ตามกฏที่ท่านเทพเ้าได้บัญญัติไว้เขาจะสามารถ่ชิงเอาทุกอย่างมาจากเ้าเด็กนั่นก็ยังได้
“ตายซะเถอะไอ้เด็กบ้า!!”
แสงที่สว่างขึ้นรวมกันอยู่ที่กลางวงแหวนเวทนั้นแปรเปลี่ยนเป็สาย5 เส้นผ่าฟาดลงมายังเด็กหนุ่ม
“ไม่รู้จักเข็ดจริงๆนะแก! รีเฟล็คท์เวิล์ด!”
ก่อนจะโดนการโจมตีจากอัสนีบาตเพียงเสี้ยววิเด็กหนุ่มก็ร่ายวิซออกมาตอบโต้ด้วยท่าทางใจเย็น
เพียงครู่เดียวกระจกบานใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าผู้ร่ายเวทแล้วสายฟ้าก็ถูกดูดหายเข้าไปในกระจกราวกับจมหายลงไปในผิวน้ำ
“...?!”
ทว่าวินาทีต่อมาพ่อค้าทาสแทบไม่อยากเชื่อสายตาเพราะสายฟ้าที่เขาเสกขึ้นมาเมื่อกี้ดันออกมาจากผิวกระจกนั่นแล้วเล็งเป้าหมายมาทางนี้แทน
ทันทีที่เขาโดนสายฟ้าฟาดอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาไม่คิดว่าตัวเขาจะกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่นพ่อค้าทาสที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงพลังชีวิตกลายเป็ศูนย์แล้วร่างก็หายไปจากสนามแข่ง
◆
“ให้ตายสิดันมาหลงกลลูกไม้ตื้นๆ พรรค์นี้ซะได้ แกนี่มันเกินเยียวยาจริงๆ”
เด็กหนุ่มที่พอตรวจดูแน่ใจแล้วว่าพ่อค้าทาสกระเด็นออกไปนอกลานประลองเรียบร้อยก็หาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
ไอริสพยักหน้าอื้มๆ อย่างเห็นด้วย
“จริงๆ เลยอย่างที่โชมะว่า ดันมาติดกับทริคงี่เง่าพรรค์นี้ซะได้ เราเองก็ใ...อะ! ดะ เดี๋ยวก่อนสิ! ที่คุยกับเราอย่างออกรสเมื่อครู่เป็แผนของเ้าอย่างงั้นเหรอ? เ้าเล่นละครเพื่อจงใจเผยช่องว่างให้เ้านั่นใช้เวทมนตร์แรงๆ โจมตีมาอย่างงั้นสินะ…?”
เด็กหนุ่มนามว่ารินโด โชมะ พยักหน้าหงึกๆไปทางไอริสที่ถามขึ้นอย่างระหวาดระแวงพอทำอย่างนั้นแล้วไอริสก็ช้อนสายตาขึ้นมองมายังโชมะก่อนจะเอ่ยปากถามถึงสิ่งที่ตนข้องใจ
“ถะ...ถ้าอย่างนั้นที่ว่าเรา...เอ่อ...ที่ว่าเราน่ารักนั่นก็เล่นละครเหรอ...?”
ไม่รู้ว่าเป็เพราะคาดเดาถึงสิ่งที่ไอริสติดใจได้หรืออย่างไรกันแน่โชมะถึงได้เผยรอยยิ้มจากใจออกมาให้เห็นเป็ครั้งแรก
“นั่นน่ะฉันไม่ได้โกหกนะ”
“ยะอย่างงั้นเหรอ...ฮ่ะๆๆ อย่างงั้นเหรอๆ…”
ไอริสระบายยิ้มบางออกมาราวกับดีใจในคำตอบ
“ว่าแต่ไอ้การ์ดเกมในแอสทรัลเนี่ยไม่มีใครใช้เทคนิคต่อสู้เจ๋งๆ โผล่มาบ้างเลยแฮะ ไม่มีพวกมีกึ๋นบ้างเลยหรือไงนะ”
ทันทีที่โชมะเผลอบ่นออกมารอยยิ้มของไอริสก็หายไป ก่อนจะหันไปถามพลางมองมาด้วยสายตาเคลือบแคลง
“...อย่าบอกนะว่าเ้าอยากจะกลับไปที่โลกเดิมขึ้นมาแล้ว? เ้าจะหักหลังเราที่อัญเชิญเ้ามายังแอสทรัลแห่งนี้อย่างนั้นเหรอ?”
“จะเป็อย่างนั้นไปได้ยังไงเล่า”
โชมะตอบปฏิเสธออกไปอย่างแทบไม่ต้องคิด
“ถ้าอยู่ที่แอสทรัลนี่ก็จะสามารถใช้วิซต่อสู้ได้ทุกวันเชียวนะ? แถมถ้าชนะยังขอรางวัลอะไรก็ได้เป็ของตอบแทนได้ด้วยแถมยังใช้วิซได้เท่าที่อยากใช้เลยอีกต่างหาก ไม่มีโลกไหนสุดยอดเท่าที่นี่อีกแล้วจริงๆ แล้วฉันรู้สึกขอบคุณไอริสที่เป็คนอัญเชิญฉันมาที่โลกนี้ด้วยซ้ำ!”
พูดด้วยเสียงหัวเราะอย่างซื่อตรงพลางโชมะก็นึกย้อนไปถึงวันที่โดนอัญเชิญมายังโลกนี้เป็ครั้งแรก...