แม้แต่หวาชิงเสวี่ยผู้ไม่รู้ประสีประสาเรื่องการทหารยังรู้สึกเหลือเชื่อแล้วนับประสาอะไรกับฟู่ถิงเย่?
"น่าจะเป็นแผนถ่วงเวลา"ฟู่ถิงเย่กล่าวเสียงเคร่งขรึม
"พวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?"หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าการกระทำของแคว้นเหลียวครั้งนี้ประหลาดเกินไป
"ระเบิดอสนีบาตที่เราขายให้กับหนานจ้าวไปมีแค่ห้าพันลูก หากกองทัพเหลียวโจมตีอย่างหนัก ใช่ว่าจะตีเอาหนานจ้าวมาไม่ได้ เพียงแต่ว่า..."ฟู่ถิงเย่หยุดชั่วครู่แล้วกล่าวว่า "หากชัยชนะนั้นต้องแลกมาด้วยการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงคงจะดูโง่เขลาเกินไป การฝึกทหารสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาไม่ควรต้องมาตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้การที่ฮ่องเต้ต้าเหลียวทำเช่นนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า"
หวาชิงเสวี่ยฟังดูแล้วเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่าคืออะไรกันแน่?
ทั้งมณฑลซีโจว มณฑลเหอโจวและมณฑลโม่โจวต่างก็ถูกส่งคืนมา การยอมเสียผลประโยชน์มากมายขนาดนี้ จะไปชดเชยคืนกลับมาได้อย่างไร?
"เจ้ากลับไปเตรียมตัวเสียเดือนหน้าไปเซิ่งจิงกับข้า" ฟู่ถิงเย่กล่าว
"ข้าก็ต้องไปด้วยหรือ?"หวาชิงเสวี่ยหน้าตาเลิ่กลั่ก "แต่ว่า...ข้าต้องทำแก้วกับเส้าเหวินนี่"
"ข้าไม่วางใจหากปล่อยให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อ"ฟู่ถิงเย่มองหน้านางด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "การเจรจาสงบศึกครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าต้าเหลียวมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่จะต้องหาโอกาสลงมือกับเจ้าอยู่อย่างแน่นอน"
หัวใจของหวาชิงเสวี่ยกระตุกวูบนางอ้าปากจะพูด แต่ก็ลังเล “เช่นนั้น...เช่นนั้นข้าไปเซิ่งจิงกับท่านก็ได้...”
ไม่ว่าอย่างไร การได้อยู่ข้างกายเขาก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจที่สุดแล้ว
"เตรียมเสื้อผ้ากันหนาวไปให้มากหน่อยระหว่างทางจะใช้เวลาเดินทางยี่สิบกว่าวัน พอถึงเซิ่งจิงก็คงจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้ว"
"แล้วพวกเราจะกลับมาเมื่อใดเจ้าคะ?"หวาชิงเสวี่ยถาม
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือฟู่ถิงเย่ไม่ได้ตอบในทันที แต่กลับเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "จะพักอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่งต้าเหลียวเสนอเจรจาสงบศึกเป็นแค่การเริ่มต้น หลังจากนั้นน่าจะมีทูตเดินทางมายังแคว้นของเราเพื่อเจรจารายละเอียดในการสงบศึกอย่างเป็นทางการ ช่วงเวลานี้ข้าต้องรั้งอยู่ที่เซิ่งจิง"
ก็เหมือนกับบริษัทในยุคปัจจุบันก่อนที่จะตัดสินใจร่วมมือกัน ก็ต้องมีการประชุมหลายครั้ง มีการเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านการเจรจาต่อรองหลายครั้งจนในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้
ต้าเหลียวคงจะไม่ส่งคืนสามมณฑลนั้นมาเปล่าๆอย่างแน่นอน ย่อมจะต้องมีการยื่นข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง ซึ่งข้อเสนอนั้นจะโหดร้ายหรือไม่จะมีผลกระทบต่อฟู่ถิงเย่หรือไม่ ก็ยังไม่รู้แน่ชัด
ฟู่ถิงเย่กล่าวต่อ"หลังจากไปถึงเซิ่งจิงแล้ว ข้าจะพาเจ้าไปที่จวนเว่ยหย่วนโหว เพื่อพบท่านแม่ของข้า"
...ห๊ะ?!
ห๊ะ ห๊ะ ห๊ะ ห๊ะ?!!
หวาชิงเสวี่ยถึงกับอ้าปากค้าง!
นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าฟู่ถิงเย่จะมีแม่ด้วย?!
ฟังดูแล้วก็ตลก เขาไม่ได้เกิดมาจากหินที่ไหนเสียหน่อยต้องมีแม่อยู่แล้วสิ!
แต่ว่า...แต่ว่านางไม่เคยได้ยินเขาพูดถึงมาก่อนอีกทั้งภายในจวนแม่ทัพก็ไม่มีผู้อาวุโสเลย นางจึงคิดไปเองว่า...พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้ว
ที่แท้แม่ของฟู่ถิงเย่ยังมีชีวิตอยู่...
ดูเหมือนฟู่ถิงเย่จะไม่ค่อยอยากพูดถึงคนในครอบครัวและเรื่องราวที่บ้านเขาจึงอธิบายอย่างราบเรียบ "ตอนข้ายังเด็กมากก็ติดตามท่านพ่อออกไปรบแล้ว ใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารเป็นส่วนใหญ่พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้รับความดีความชอบในการทำศึก จึงได้แยกจวนออกมาอยู่คนเดียว"
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือเขาไม่สนิทกับคนในครอบครัว
แยกจวนออกมาอยู่คนเดียวคำพูดนี้ฟังดูเป็นคำพูดธรรมดาๆ แต่ในยุคสมัยเช่นนี้กลับเป็นเรื่องที่ผิดแปลก
คนสมัยโบราณยึดถือการอยู่รวมกันมาหลายชั่วอายุคนผู้เฒ่าย่อมอยากเห็นลูกหลานห้อมล้อม ดังนั้นโดยปกติแล้วจึงมักจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่การแยกบ้านเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ยาก
ฟู่ถิงเย่ก็ดูไม่ใช่คนอกตัญญูเหตุใดต้องแยกบ้านออกมาอยู่คนเดียวล่ะ?
บางที...อาจเป็นเพราะว่าต้องประจำการอยู่ที่ชายแดน?คงไม่ใช่เพราะถูกขับไล่ออกมาหรอกกระมัง...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าตนชักจะคิดมากเกินไปแล้ว
เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งเดือนก็จะถึงกำหนดออกเดินทางในเดือนหน้าแล้วหวาชิงเสวี่ยจึงเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไกลในครั้งนี้
สมัยโบราณไม่ได้เดินทางสะดวกสบายเหมือนปัจจุบันฟู่ถิงเย่บอกว่าระหว่างทางจะใช้เวลาเดินทางยี่สิบกว่าวัน หากระหว่างทางเกิดป่วยไข้ไม่สบายคงต้องเสียเวลาไปอีกหลายวันจนการเดินทางครั้งนี้อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือน
อากาศยังคงร้อนอบอ้าวแม้จะเข้าสู่เดือนกันยายนแล้ว แต่หลังจากเข้าเดือนตุลาคมอุณหภูมิก็จะลดต่ำลงอย่างรวดเร็วและเมื่อไปถึงเซิ่งจิงแล้วยังต้องอยู่ที่นั่นอีกระยะหนึ่ง อาจจะต้องอยู่ที่นั่นจนถึงฤดูหนาวเลยก็ได้
หวาชิงเสวี่ยกลุ้มใจการเดินทางไกลครั้งนี้กลับต้องเตรียมเสื้อผ้าทั้งสามฤดู ทั้งฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาวไปด้วยช่างเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจริงๆ ...
นางเป็นผู้หญิงที่ชอบอยู่ติดบ้านก่อนจะข้ามมิติมาที่นี่ก็มีประสบการณ์เดินทางไกลเพียงไม่กี่ครั้ง เป็นแค่การติดตามศาสตราจารย์ไปประชุมที่ต่างประเทศเท่านั้นเวลาที่เหลือก็ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องทดลองหรือหอพักของตัวเอง
ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองหลังจากที่ฟู่ถิงเย่ไม่อยู่แล้วนางคงไม่อยากไปไหนเลย
แม้ว่าที่แห่งนั้นจะเป็นเมืองหลวงที่ทุกคนต่างใฝ่ฝันอยากจะไปก็ตาม
หวาชิงเสวี่ยกำลังวุ่นวายกับการเก็บข้าวของเครื่องใช้ในบ้านอยู่จ้าวเซิงก็วิ่งเข้ามาแล้วพูดอย่างเอาใจใส่ "ท่านเตรียมชุดเอาไว้เปลี่ยนสักสองสามชุดก็พอแล้วที่เหลือท่านแม่ทัพของเราเตรียมให้พร้อมหมดแล้วขอรับ"
หวาชิงเสวี่ยกล่าวอย่างลังเล"แต่ข้ายังไม่ได้ซื้อเสื้อนวมเลย..."
จ้าวเซิงหัวเราะเสียงดัง"ต้องไปถึงเซิ่งจิงก่อนค่อยซื้อสิขอรับ ลวดลายที่นั่นก็ไม่เหมือนทางเหนือ ต่อให้ตอนนี้ท่านซื้อไปพอไปถึงที่นั่นก็ต้องซื้อใหม่อยู่ดี"
จริงอย่างที่เขาว่าถ้าอย่างนั้นนางแค่เอาเงินติดตัวไปก็คงจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวลแล้ว
เมื่อคิดอีกที การเดินทางไปกับฟู่ถิงเย่ก็คงไม่มีโอกาสได้ใช้เงินหรอกกระมัง?
หวาชิงเสวี่ยหน้าตาเศร้าสร้อยเดิมทีคิดว่าตัวเองยุ่งมาก แต่พอมาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าความจริงแล้วว่างมาก...
จ้าวเซิงมองสีหน้าของนางแล้วพูดลองเชิง"ท่านจะใช้เวลาที่เหลือก่อนออกเดินทางทำสบู่เพิ่มหรือไม่ขอรับ?"
"เอ๊ะ?ข้าก็ให้สบู่ท่านไปเยอะแล้วนี่?" หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความสงสัย
จ้าวเซิงยิ้มประจบประแจง"ขายหมดเกลี้ยงแล้วขอรับ..."
"ไม่น่าจะใช่นะ?!"หวาชิงเสวี่ยตกใจมาก "ข้าเอาสบู่ทั้งหมดในห้องนี้ให้เจ้าไปเลยนะ!"
ของสิ่งนี้ไม่ใช่ของกินเสียหน่อยก้อนหนึ่งใช้ได้นานมาก ยกเว้นว่าคนจากทุกพื้นที่รอบๆ จะแห่กันมาซื้อสบู่กันหมด ถึงจะทำให้สบู่ทำมือหลายพันก้อนของนางขายหมดเกลี้ยงในเวลาอันสั้นได้!
จ้าวเซิงพยักหน้าอย่างกลัดกลุ้ม"ใช่แล้วขอรับ เพราะว่ามีจำนวนน้อยเกินไป ข้าขึ้นราคาไปสามครั้งแล้วก็ยังไม่พอขายอยู่ดีไม่กี่วันก่อนเถ้าแก่สาขามณฑลตวนโจวเริ่มทวงสินค้าแล้วขอรับ"
"..." หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออกไม่น่าแปลกใจเลยว่าจะขายหมด ที่แท้จ้าวเซิงไม่ได้ขายแค่ในเมืองทั้งเจ็ดของมณฑลชิงโจวแต่ยังเอาไปขายถึงมณฑลตวนโจวด้วย
"แต่ว่า แม้ข้าจะเริ่มทำตอนนี้สบู่ก็ต้องใช้เวลาถึงสองเดือนกว่าจะพร้อมใช้งาน"
จ้าวเซิงตอบทันที"พวกเราสามารถให้ลูกค้าจ่ายเงินมัดจำก่อนได้ขอรับ อีกสองเดือนค่อยมารับสินค้า!"
"ท่านพูด...มีเหตุผล"หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าช้าๆ แอบเหงื่อตกในใจ ฟู่ถิงเย่พูดถูก จ้าวเซิงผู้นี้เกิดมาเพื่อเป็นพ่อค้าโดยแท้สมองคิดคำนวณว่องไวเสียจริง
"เอาอย่างนี้ก็แล้วกันท่านหาทาสที่ลงนามในสัญญาขายตัวแบบขายขาดมา ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง เด็ก หรือคนแก่ ขอแค่เป็นคนที่มารยาทดีและมือเท้าคล่องแคล่ว"หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วกล่าวต่อ "ข้าจะสอนวิธีทำสบู่ทำมือให้พวกเขาวันหน้าเมื่อทำกำไรได้ ส่วนของข้าให้นำไปเพิ่มรวมกับเงินเดือนทหาร เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของเหล่าทหารในค่าย"
จ้าวเซิงนิ่งไปชั่วขณะ"นำไปใช้เป็นเงินเดือนทหารทั้งหมดเลยหรือขอรับ?!"
"ไม่ใช่ทั้งหมดเสียหน่อยคน สถานที่ และวัตถุดิบก็มาจากจวนแม่ทัพ อย่างน้อยก็ต้องแบ่งให้ท่านแม่ทัพครึ่งหนึ่งสิ"
นับว่าหวาชิงเสวี่ยยังเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ดีนางถือเป็นคนที่มีความสามารถในการลงทุน ส่วนจ้าวเซิงเป็นผู้จัดการโครงการ เมื่อคิดถึงความดีความชอบของจ้าวเซิงนางก็เสริมว่า "แล้วก็แบ่งผลประโยชน์ให้ท่านอีกสองส่วน"
จ้าวเซิงรีบโบกมือ"ไม่ต้องๆ ข้าน้อยเป็นแค่คนไปวิ่งเต้น จะเอาสองส่วนไปได้อย่างไร แค่ครึ่งส่วนก็ไม่กล้ารับแล้วขอรับ!"
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผิด"แต่ว่าที่ผ่านมาท่านก็ลำบากมาตลอด..."
"ไม่ลำบากเลยขอรับ!"จ้าวเซิงยิ้มหน้าบาน "ข้าน้อยช่วยทำงานแทนท่านหญิง เสร็จแล้วข้าน้อยก็จะไปร้องขอรางวัลจากท่านแม่ทัพเองขอรับท่านวางใจเถอะ!"
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยแดงระเรื่อไม่รู้ว่าคำเรียกท่านหญิงที่จ้าวเซิงเรียกนั้นหมายถึงซือปิงฟูเหริน หรือหมายถึงท่านหญิงภรรยาท่านแม่ทัพกันแน่...
นางหน้าแดงแล้วเดินเข้าห้องไปเขียนรายชื่อวัสดุต่างๆ ที่ต้องใช้ทำสบู่ทำมือลงบนกระดาษแล้วส่งให้จ้าวเซิงไปจัดการ
ความจริงร้านค้าที่จ้าวเซิงนำสบู่ไปขายนั้นกำลังต้องการสินค้าอย่างเร่งด่วนเพียงแต่ว่าหวาชิงเสวี่ยยุ่งอยู่กับเรื่องค่ายอาวุธไฟ จ้าวเซิงจึงไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกมาเกรงว่าแม่ทัพจะรู้แล้วถูกลงโทษ วันนี้เห็นว่าหวาชิงเสวี่ยกำลังจะไปแล้ว เขาถึงกล้าพูดออกมา
"ท่านอย่าบอกว่าข้าเป็นคนพูดเรื่องนี้นะขอรับ"จ้าวเซิงขอร้องหวาชิงเสวี่ยซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนที่จะจากไป "หากท่านแม่ทัพรู้ว่าข้าเร่งให้ท่านทำงานข้าต้องโดนโบยแน่!"
"เขายุ่งขนาดนั้นจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร" หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ คิดว่าจ้าวเซิงพูดเกินจริงไป
ฟู่ถิงเย่เป็นผู้ชายอกสามศอกโดยแท้จะใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ได้อย่างไร
จ้าวเซิงทำหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดในใจคิดว่า ท่านไม่รู้หรอก เรื่องของท่านไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ท่านแม่ทัพก็จะถามทุกอย่างละเอียดเป็นพิเศษ!ไม่อย่างนั้นเขาจะสั่งให้เตรียมเสื้อผ้าให้ท่านเผื่อใช้ได้ทั้งสี่ฤดูได้อย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยส่งจ้าวเซิงกลับไปแล้วก็เข้ามาเก็บข้าวของในบ้านต่อ
อย่างอื่นไม่เท่าไหร่แต่กระดาษที่นางใช้เขียนใช้บันทึกนั้นยากที่จะจัดการ
ในกระดาษพวกนี้ได้บันทึกวิธีการผลิตคันธนูแบบผสมอาวุธจำพวกดินปืน และอื่นๆ ไว้มากมาย เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ความรู้บางส่วนเป็นสิ่งที่นางได้มาจากชิปในสมองหากชิปเกิดความผิดพลาดอีกครั้ง นางเกรงว่าจะจำมันไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นหวาชิงเสวี่ยจึงเขียนความรู้เหล่านี้ออกมา
เมื่อนางกับฟู่ถิงเย่ออกไปแล้วภายในบ้านทั้งด้านนอกและด้านในก็จะไม่มีใครอยู่ หากว่ามีคนขโมยไปจะทำอย่างไร?
เอาไปซ่อนไว้ในจวนแม่ทัพดีหรือไม่?
ภาพของช่างตีเหล็กหลิวที่ถูกลักพาตัวไปก็ผุดขึ้นมาในใจของนาง
เพราะมีหยกติดตัวจึงมีความผิด[1] นางไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกแล้ว
หวาชิงเสวี่ยนำกระดาษเหล่านี้มาม้วนแล้วห่อด้วยหนังวัวมัดให้แน่นหนาเตรียมพกติดตัวเอาไปที่เซิ่งจิงด้วย
หากมีใครต้องการสูตรลับพวกนี้จริงๆก็ให้พุ่งเป้ามาที่นางเถิด อย่าได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีกเลย!
นางจดจ่ออยู่กับการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไกลอีกทั้งยังวุ่นอยู่กับการฝึกฝนทาสที่จ้าวเซิงพามา จึงลืมเหลียงเหวินเฉิงและซูเส้าเหวินที่ค่ายอาวุธไฟไปเสียสนิท
...
ในโรงงานทำแก้วที่อบอวลไปด้วยความร้อนซูเส้าเหวินจ้องไปยังแก้วที่อยู่บนท่อเป่าโดยไม่กะพริบตา
เขาค่อยๆ เป่าลมเข้าไปพยายามใช้ลมแต่ละครั้งให้ราบเรียบและพอดี เป่าลมหนึ่งครั้งหมุนท่อเป่าหนึ่งรอบ ไม่รีบร้อนแล้วเป่าลมครั้งต่อไป
หยาดเหงื่อเม็ดใหญ่ไหลรินลงมาจากหน้าผากไหลเข้าไปในตา ทำให้แสบร้อน แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเช็ด กลัวว่ารูปทรงของแก้วตรงหน้าจะเสีย
เหลียงเหวินเฉิงถือกาน้ำเดินเข้ามาจากด้านนอกเห็นสภาพของเขาแล้วก็ส่ายหน้าถอนหายใจ "ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้เร่งเจ้าเสียหน่อยข้าว่า เจ้าพักผ่อนบ้างเถอะ...อย่าให้ร่างกายเหนื่อยล้าไปมากกว่านี้เลย จะได้ไม่คุ้มเสียเอา"
ซูเส้าเหวินหายใจเข้าออกช้าๆบนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม แววตาสีดำขลับเป็นประกาย สื่อให้เห็นถึงความดีใจ "ศิษย์พี่ดูสิ! แก้วใบนี้เหมือนที่ท่านอาจารย์บอกหรือไม่? ตรงท้องใหญ่คอคอดเล็ก ใสราวกับน้ำ"
เหลียงเหวินเฉิงอึ้งงันไปกับรอยยิ้มของเขา
ศิษย์น้องของเขาคนนี้อาจจะเป็นเพราะว่ายังเด็ก เวลาที่ยิ้มออกมาแต่ละครั้งจึงมักจะรู้สึกเหมือนว่าเป็นเด็กสาวที่น่ารัก...
โชคดีที่เขาไม่ได้ยิ้มบ่อยนักเวลาส่วนใหญ่ก็เงียบขรึมแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ในโรงงานแก้ว
"ศิษย์พี่?"ซูเส้าเหวินเรียกเขาอีกครั้ง
——————————————————————
[1]เพราะมีหยกติดตัวจึงมีความผิด(怀璧其罪)มาจากสำนวนที่ว่าราษฎรเดิมไม่มีความผิด เพราะมีหยกติดตัวจึงมีความผิด (君子无罪,怀璧其罪) เป็นการเปรียบเปรยถึงว่าคนมีความสามารถมากจนเกินไปจึงถูกทำร้ายเพราะความสามารถนั้น