นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายๆปีที่ ‘อธิป’ ต้องโหนรถเมล์โดยสารโดยไม่ได้ตั้งใจนัก เหตุผลแรกคือรถเก๋งคันเก่งของเขาเกิดอุบัติเหตุหักหลบรถคันอื่นจนไปชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทางจนยับเยิน ถึงขั้นแทบดูไม่ออกว่ามันคือรถประเภทไหนเมื่อเดือนก่อน เหตุผลที่สอง คือ บรรยากาศหน้าโรงเรียนรูทเธอร์ฟอร์ด เมมโมเรียลสกูล ช่างน่ากลัวเสียจนไม่อาจจะยืนอยู่ที่นั่นนานเกินไปเพื่อรอรถแท็กซี่ เมื่อรถเมล์เดินทางมาถึงจึงรีบขึ้นใช้บริการอย่างไม่ลังเล เพราะมันคงดีกว่าต้องอยู่ตรงนั้นนานๆ เป็แน่
ชายหนุ่มเดินตรงดิ่งเข้ามาในโรงพยาบาลหลังจากได้รับโทรศัพท์จากหมอที่เป็คนดูแลอาการของ‘สิปาง’คู่หมั้นสาวที่ประสบอุบัติเหตุรถชนพร้อมเขา โชคร้ายที่สิงปางกระแทกเข้ากับคอนโซลหน้ารถจนสลบไสลไปเกือบอาทิตย์ มิหนำซ้ำยังเกิดอาการสมองบวมและความจำบางส่วนหายไป ทำให้เธอจำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ซึ่งคงต้องอาศัยระยะเวลาในการพักฟื้นพักใหญ่ ส่วนอธิปเองนั้นหัวแตกและเคล็ดขัดยอกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ตามทางเดินที่ทอดยาวสู่ตึกผู้ป่วยนั้นเงียบเสียจนน่าแปลกใจ ปกติเวลานี้คนน่าจะพลุกพล่าน แต่กลับร้างไร้ผู้คนราวกับว่ากำลังเดินเข้ามาในโรงพยาบาลร้าง ลมเย็นๆ พัดมาทักทายจนอธิปรู้สึกหนาวขึ้นมาวูบหนึ่ง จึงรีบเดินกึ่งวิ่งให้ไปถึงภายในตัวตึกให้เร็วที่สุด
น่าแปลก...ทำไมวันนี้เจอแต่เื่แปลกๆ แถมยังเห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็นที่โรงเรียนรูทเธอร์ฟอร์ด เมมโมเรียลสกูลอีก สงสัยต้องหาเวลาไปรดน้ำมนต์เสียหน่อย ดวงคงกำลังตก
ชายหนุ่มเลี้ยวเข้าไปในตัวตึก ตัดสินใจเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ เพราะห้องพักของสิปางนั้นอยู่แค่เพียงชั้นสองของตึก การเดินขึ้นจึงรวดเร็วกว่าที่จะมาเสียเวลายืนรอลิฟต์ เสียงรองเท้าหนังดังกระทบกับพื้นปูนยามก้าวขาขึ้นบันไดดังก้องทั่วบริเวณ พาลทำให้นึกถึงเื่ราวในหนังสือนวนิยายแนวสยองขวัญสั่นประสาทที่ผู้เขียนมักจะให้มีผู้ร้ายหรือไม่ก็ิญญาแอบตามมาข้างหลังอย่างเงียบๆ
ถึงแล้ว...ห้อง 206
อธิปเคาะประตูห้องพักผู้ป่วยเบาๆเป็สัญญาณว่าเขามาถึงแล้ว ก่อนจะบิดลูกบิดประตูเข้าไปในห้องพักของสิปาง ภายในนั้นเงียบสนิท บนเตียงไม่มีร่างของสิปางอยู่บนนั้น ผ้าปูที่นอนถูกรวบตึงราวกับไม่มีใครเคยนอนบนเตียงคนไข้เตียงนี้มาก่อน ประตูหน้าระเบียงเปิดอ้าออก ทำให้ผ้าม่านสีขาวผืนยาวปลิวไสวด้วยแรงลมที่พัดเข้ามาในวันอากาศดี
“ปาง...ปางอยู่ไหน อยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า ?” อธิปเอ่ยถามพลางเคาะประตูห้องน้ำเบาๆ ไม่มีเสียงตอบกลับ...เขาจึงตัดสินใจผลักมันออกไป...เพื่อที่จะพบว่ามันว่างเปล่าไม่มีร่างของสิปางอยู่ในนั้น
สิปางไปไหน ?
ชายหนุ่มหันหลังกลับไปยังประตูที่เดินเข้ามา ก่อนจะตรงไปยังเคาน์เตอร์ของนางพยาบาลที่อยู่ไม่ไกลจากตัวห้องพักนัก นางพยาบาลสองคนกำลังนั่งคุยกันอย่างเบาๆ คนหนึ่งนั่งสะอึกสะอื้นดวงตาแดงก่ำจนบวมเป่งเนื่องจากผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ส่วนนางพยาบาลอีกคนนั้นกำลังลูบหน้าลูบหลังเพื่อนด้วยความสงสาร แม้ไม่ได้ตั้งใจจะฟังบทสนทนาของคนทั้งคู่ แต่อธิปก็ได้ยินมันเข้ามาในหัวสมองเสียเองอย่างห้ามไม่ได้
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว ไปตามหาที่ไหนก็ไม่เจอ ป่านนี้จะเป็ตายร้ายดียังไงบ้างนะ”
“เอาน่า...เดี๋ยวตำรวจก็ต้องตามตัวยายเฟิร์นเจอ ตำรวจสมัยนี้เก่งจะตาย” เพื่อนสาวปลอบใจเท่าที่จะทำได้...ทั้งๆที่รู้ว่ามันคงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้นมามากนัก
“แต่นี่มันก็ร่วมเดือนแล้วนะที่ยายเฟิร์นหายตัวไป หายไปไหนก็ไม่รู้ ถ้าตายไปให้เจอศพก็ยังดี แต่นี่แม้แต่เงาก็ไม่มีใครเห็น” พูดจบพยาบาลก็ก้อยก็ปิดหน้าร้องห่มร้องไห้ เธอมักจะแอบมาระบายความในใจกับเพื่อนรักพยาบาลที่ทำงานอยู่คนละวอร์ดเสมอ
“เอ่อ...ขอโทษนะครับ”
อธิปตัดสินใจขัดจังหวะการสนทนาของสองนางพยาบาล นางพยาบาลก้อยรีบเช็ดน้ำตาแล้วหันไปอีกทาง ด้วยไม่อยากให้ญาติคนไข้มาเห็นเธอในสภาพนี้ ส่วนนางพยาบาลอีกคนรีบลุกขึ้นมาต้อนรับอธิป เธอจำชายหนุ่มได้ดี เพราะตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมาอธิปเดินทางมาเยี่ยมสิปางแทบจะทุกวันเพื่อมานั่งทบทวนความทรงจำให้เธอ แม้ว่าการกระทำนั้นจะยังไม่ได้รับผลตอบกลับใดใดก็ตามที
“สวัสดีค่ะคุณอธิป...มารับคุณสิปางเหรอคะ”
“ครับผม แต่ปางไม่อยู่ในห้องพัก ผมเลยมารบกวนถามคุณพยาบาลน่ะครับ ไม่ทราบว่าปางไปไหนเหรอครับ หรือว่าเธออาการกำเริบขึ้นอีก” อธิปเอ่ยถาม รู้สึกผิดเล็กน้อยที่มารบกวนเวลาพูดคุยกันของสองนางพยาบาลสาว
“ไม่รบกวนหรอกค่ะ พอดีคุณหมอให้นำตัวคุณสิปางไปแสกนสมองอีกครั้ง ก่อนจะให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านน่ะค่ะ อ้อ คุณหมอฝากบอกให้คุณอธิปเข้าไปคุยกับคุณหมอด้วยนะคะ ยังไงเชิญได้เลยค่ะ” นางพยาบาลกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ ก่อนจะเดินนำชายหนุ่มไปอีกทางหนึ่งของตัวตึก
ห้องพักของนายแพทย์ที่ดูแลสิปางปิดเงียบ เมื่อนางพยาบาลสาวเคาะประตูเบาๆ จึงได้ยินเสียงตอบกลับ
“เชิญครับ”
“หมอคะ...คุณอธิปมาแล้วค่ะ”
“เชิญเข้ามาได้เลยครับ”
นางพยาบาลสาวหันมาพยักหน้าเชิญอธิปให้เข้าไปในห้องพักของแพทย์ ชายหนุ่มกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินเข้าไปในห้องผ่านทางประตูที่นางพยาบาลสาวเปิดอ้าไว้ให้ นายแพทย์ร่างท้วมอายุน่าจะราวห้าสิบปีที่กำลังอ่านเอกสารบางอย่าง รีบเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผู้มาเยือนก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วผายมือเชิญให้อธิปนั่งลง
“สวัสดีครับหมอ”
“สวัสดีครับคุณอธิป เชิญนั่นก่อนครับ”
“ขอบคุณครับ” อธิปเลื่อนเก้าอี้หนังตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของนายแพทย์นั่งลง ไม่วายกวาดตามองดูรอบห้องตามประสา ห้องทำงานของนายแพทย์นั้นจัดอย่างเป็ระเบียบ ทางด้านหนึ่งเป็ตู้หนังสือที่ยาวจากเพดานจรดพื้น มีหนังสือมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น อีกด้านมีโครงกระดูกมนุษย์ห้อยต่องแต่งอยู่ที่ฐานเหล็ก น่าแปลกที่มันไม่ได้น่ากลัวหรืออึมครึมเหมือนโรงพยาบาลรัฐบาลที่อธิปเคยไปมา อาจเป็เพราะตึกนี้เพิ่งสร้างใหม่ได้เพียงสองปีเท่านั้น
“หมอให้คุณสิปางไปตรวจร่างกายเป็ครั้งสุดท้าย นางพยาบาลบอกคุณอธิปแล้วใช่ไหมครับ” นายแพทย์เอ่ยถาม อธิปพยักหน้ารับ
“บอกแล้วครับ คุณหมอครับ...แล้วอาการความทรงจำเสื่อมของสิปางเมื่อไหร่ถึงจะหายครับ นี่ก็เดือนนึงแล้ว เธอยังจำอะไรไม่ค่อยได้เลย ”
“อาการของคุณสิปางไม่ได้ร้ายแรงมากนะครับ ความทรงจำแค่หายไปเท่านั้น มีโอกาสหายได้ ให้หมอเปรียบเทียบง่ายๆ มันก็เหมือนคนไข้ล็อกกุญแจลิ้นชักความทรงจำเอาไว้แล้วทำกุญแจหาย เราต้องหากุญแจดอกที่ถูกเพื่อไขเอาความทรงจำตรงนั้นออกมา ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาสักพัก ถ้าจะให้หมอแนะนำ การนำคนไข้กลับไปยังที่เดิมๆ ไปพบบรรยากาศเดิมๆ ที่คุ้นเคย อาจจะช่วยให้ความทรงจำกลับมาเร็วขึ้น คุณอธิปลองพาเธอไปพักฟื้นในที่ที่เธอชอบหรือเคยประทับใจ อาจจะเป็บ้านที่คุณสิปางเคยอยู่ตอนเด็ก หรือไม่ก็พาไปหาญาติเก่าๆ ดูสิครับ วิธีแบบนี้จะช่วยกระตุ้นความทรงจำของเธอได้มาก” คำแนะนำของหมอทำให้ความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นในความคิดของอธิปแทบจะทันที
สถานที่ที่คุ้นเคย...
บ้านที่สิปางเคยอยู่มาั้แ่เด็ก...
เรือนลั่นทม...
เมื่อคุยกับนายแพทย์เ้าของไข้เป็ที่เรียบร้อยแล้ว อธิปจึงไปนั่งรอสิปางที่หน้าห้องแสกนสมอง ไม่นานนักหญิงสาวก็นั่งรถเข็นออกมาโดยมีเ้าหน้าที่คอยดูแล ชายหนุ่มอาสาจะเข็นรถให้แฟนสาวด้วยตัวเอง จึงล้วงเงินหนึ่งร้อยบาทยัดใส่กระเป๋าเสื้อเ้าหน้าที่คนนั้น ซึ่งเป็อันรู้กันว่ามันเป็หนึ่งในธรรมเนียมที่ต้องทำแม้จะไม่มีกฎบังคับข้อไหนระบุไว้ก็ตาม
“เป็ไงบ้างปาง...น่ากลัวไหม” ชายหนุ่มพยายามหาเื่คุยกับแฟนสาว เขารู้ดีว่าสิปางยังเห็นเขาเป็คนแปลกหน้า แม้จะพยายามทบทวนความทรงจำหลายๆ เื่ให้กับสิปางแล้ว ไม่ว่าจะเป็อัลบั้มรูปถ่ายที่เคยไปเที่ยวด้วยกัน หรือแม้แต่การพาเพื่อนฝูงที่สนิทกันมาเยี่ยม แต่สิปางก็ยังจำใครไม่ได้อยู่ดี ก็อย่างที่หมอว่า...คงต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นคืนความทรงจำ
“ไม่น่ากลัวค่ะ แค่นอนเฉยๆแล้วทำตามที่หมอสั่ง เห็นหมอบอกว่าวันนี้ฉันจะกลับบ้านได้แล้วเหรอคะ” สิปางเอ่ยถาม ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเข็นเก้าอี้รถเข็นของเธอกลับไปที่ห้องพักเพื่อเก็บข้าวของ
“ใช่ครับ หมอให้ปางกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้แล้ววันนี้”
“แล้วฉันมีบ้านไหมคะ?”
“ที่กรุงเทพฯ เคยมีครับ เป็บ้านของพ่อกับแม่ของปางแถวๆ งามวงศ์วาน แต่พอท่านทั้งคู่เสีย ปางก็ขายแล้วย้ายไปอยู่ที่คอนโดฯ กับธิป เดี๋ยวธิปจะพาปางกลับไปที่คอนโดฯ ของเรานะ ที่ที่เราเคยจะเอาไว้ทำเป็เรือนหอไง” อธิปบอกอย่างยิ้มๆ ในขณะที่อีกฝ่ายทำหน้านิ่ง
ทุกครั้งที่ชายหนุ่มย้ำว่าเธอกับเขาเป็คู่หมั้นกัน สิปางมักรู้สึกแปลกๆ ราวกับไม่อยากจะให้เื่ราวเ่าั้เป็เื่จริง
“เดี๋ยวเรากลับไปที่คอนโดฯกัน ไม่แน่ปางอาจจะจำอะไรที่นั่นได้บ้างก็ได้ แล้วอีกสักวันสองวันธิปจะพาปางไปเที่ยว”
“ไปเที่ยว...เที่ยวที่ไหนเหรอคะ?” สิปางเลิกคิ้วถาม อธิปอมยิ้ม
“เดี๋ยวปางก็รู้เองแหละครับ รับรองว่าปางต้องชอบ”
รถแท็กซี่เข้ามาจอดที่หน้าตึกสูงกว่าสิบห้าชั้นที่อยู่ใจกลางเมืองหลวง อธิปล้วงเงินในกระเป๋าเสื้อส่งให้คนขับแท็กซี่ตามมิเตอร์ ก่อนจะหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้าและข้าวของของสิปางลงจากรถ แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้สิปาง ค่อยๆ พยุงเธอให้เดินเข้าไปในตัวคอนโดฯ อย่างระมัดระวัง แม้สิปางจะยืนยันว่าเธอแข็งแรงดีแล้วก็ตาม แต่อธิปก็ยังชอบประคบประหงมเธอจนบางครั้งเธอเองก็นึกรำคาญเขาเหมือนกัน
“เดินระวังๆนะปาง”
“ฉันไม่ได้เป็อะไรแล้วค่ะ...เดินเองได้” หญิงสาวพยายามที่จะดันตัวของอธิปที่ประคองเธอออก แต่ชายหนุ่มไม่ยอม เขายังดึงดันที่จะทำแบบนั้นต่อด้วยความรัก
หญิงร่างอ้วนที่ชื่อ ‘ฝ้าย’ เดินถือนิตยสารดาราสวนออกมาจากคอนโดฯ แต่แล้วหญิงสาวก็ต้องหยุดชะงัก รีบเดินถอยหลังมามองสิปางด้วยความดีใจ โดยที่สิปางเองได้แต่ทำหน้างง
“พี่ปาง ? พี่ปางจริงๆ ด้วย เป็ยังไงบ้างพี่ หายหรือยัง นี่หนูว่าจะตามพี่ธิปไปเยี่ยมตั้งหลายที แต่ไม่มีเวลาว่างเลย ต้องคอยดูแลคอนโดฯอยู่เนี่ย ว่าแต่...พี่ดูผอมไปนะ” ฝ้ายเอื้อมมือไปจับอีกฝ่ายด้วยความดีใจ เธอสนิทสนมกับสิปางมากพอสมควร เวลาว่างมักจะเอาแค็ตตาล็อคเครื่องสำอางไปขายให้หญิงสาวบนห้อง หรือไม่ก็นั่งเม้าท์เื่ดารากันอย่างออกรสออกชาติเสมอ
แล้วรอยยิ้มของฝ้ายก็ต้องหุบลงแทบจะทันที เมื่อสิปางสะบัดแขนของตัวเองออกจากมือของอีกฝ่ายแล้วมองหญิงร่างอ้วนด้วยสายตาไม่ไว้ใจที่มาถูกเนื้อต้องตัวของเธอ อธิปเห็นดังนั้นจึงรีบอธิบายให้ฝ้ายเข้าใจ
“คือปางยังไม่หายดีน่ะฝ้าย ปางยังจำใครไม่ค่อยได้ อย่าไปถือสาเลยนะ เดี๋ยวพี่พาปางขึ้นไปพักบนห้องก่อน ไว้ว่างๆ ค่อยคุยกันนะ” อธิปตัดบทก่อนจะพาสิปางเดินไปที่หน้าลิฟต์แล้วกดเปิดประตูเข้าไป
ฝ้ายมองตามแล้วทำได้แค่ถอนหายใจ...
คนความจำเสื่อมนี่ก็ไม่ต่างจากคนตายทั้งเป็สินะ
เวรกรรมของพี่ปางแท้ๆ
อธิปไขประตูก็อกแก็กอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะเปิดประตูห้อง 806 อันเป็ที่ตั้งของห้องพักที่ทั้งคู่หมายหมั้นปั้นมือว่าจะใช้เป็เรือนหอในอนาคต และทันทีที่ฝ่ายชายเปิดประตูห้องออก กลิ่นดอกไม้ก็ถูกลมโชยพัดมาต้อนรับสิปางกลับบ้าน อธิปแอบซื้อดอกไม้มาจัดใส่แจกันใบสวยไว้ต้อนรับแฟนสาวเพื่อทำให้บรรยากาศดีขึ้น
“เข้ามาสิปาง” อธิปเอ่ยชวน สิปางยังลังเลที่จะเดินเข้าไปในนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอไม่คุ้นเคยกับที่นี่เอาเสียเลย ั้แ่เธอลืมตาตื่นขึ้นมาเมื่อหนึ่งเดือนก่อน...สิ่งที่เธอเห็นก็คือโรงพยาบาล ตอนนี้สิปางจึงเหมือนเด็กอนุบาลที่กำลังจะก้าวเท้าเข้าไปในห้องเรียนใหม่ ที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า
แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก หญิงสาวจึงจำเป็ต้องเดินเข้าไป...อย่างหวาดระแวง ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวดำสไตล์โมเดิร์นทันสมัย ทางด้านหนึ่งนั้นเป็ห้องนอนที่แยกออกไปต่างหากจากห้องนั่งเล่น มีห้องน้ำติดกับประตูทางเข้า ภายในห้องนั่งเล่นมีโซฟาตัวยาวตั้งอยู่หน้าโทรทัศน์จอแอลซีดีขนาดใหญ่ อีกทางเป็ห้องครัวเล็กๆ ที่ดูสะอาดสะอ้านราวกับยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน มีเคาน์เตอร์กั้นระหว่างครัวกับห้องนั่งเล่นอย่างเป็สัดส่วน
“นั่งก่อนปาง...เหนื่อยไหม เดี๋ยวธิปไปเอาน้ำมาให้นะ”
ไม่ต้องรอคำตอบอีกฝ่าย เมื่อชายหนุ่มพาหญิงสาวไปนั่งตรงโซฟาแล้วก็กุลีกุจอรีบไปหาน้ำหาท่ามาเสิร์ฟให้กับคนรักทันที สิปางกล่าวขอบคุณแล้วยกน้ำขึ้นจิบพลางกวาดตามองดูห้องไปเรื่อยเปื่อย ที่ข้างฝาห้องมีภาพคู่ของสิปางกับอธิปในชุดไทยประยุกต์แขวนอยู่ สิปางเคยเห็นภาพนี้แล้วตอนที่อธิปนำไปให้เธอดูที่โรงพยาบาล...มันคือรูปในงานหมั้นระหว่างเธอกับเขา
่เย็น อธิปลงไปซื้ออาหารที่ข้างล่างคอนโดฯ มาให้หญิงสาวทาน ก่อนจะส่งเธอเข้านอนในห้องนอน โดยที่ตัวเองนอนอยู่ที่โซฟาหน้าห้อง สิปางรู้ตัวว่าอาจจะใจร้ายกับชายหนุ่มไม่น้อยที่ทำแบบนั้น แต่จะให้เธอทำอย่างไร...เธอทำไม่ได้หรอกที่ต้องนอนร่วมเตียงกับชายหนุ่ม แม้ว่าจะอยู่ในสถานะคนรักก็ตาม แต่สำหรับสิปาง...ตอนนี้เขาคือคนแปลกหน้าที่สิปางแทบไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ!
ค่ำคืนแรกที่คอนโดฯ ผ่านไปอย่างราบรื่น...
อธิปมาเคาะประตูห้องนอนของสิปางั้แ่เช้าตรู่ หญิงสาวกำลังหวีผมอยู่ที่หน้ากระจกเงาบานสวย มองหน้าตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอย่างกับคนไม่รู้จักว่าผู้หญิงตรงหน้านี้คือใคร เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเธอจึงเดินออกไปเปิดประตูให้เขา...อธิปอยู่ในชุดทำงานแล้ว
“ตื่นแล้วเหรอปาง”
“ค่ะ แล้วนี่คุณอธิปจะไปไหนคะ ไปทำงานเหรอ” สิปางเอ่ยถาม เขายิ้มแล้วพยักหน้ารับ
“ใช่ครับ ปางอยู่คนเดียวได้ใช่ไหม ธิปจะไปลางานแล้วก็ไปเช่ารถ บ่ายๆ คงกลับ ธิปลงไปซื้อโจ๊กไว้ให้ปางแล้วนะ เอาเข้าไมโครเวฟแล้วอุ่นได้เลย ตอนเที่ยงก็โทรสั่งร้านของเ้าบอส เอ่อ...ปางคงจำบอสไม่ได้สิเนอะ เอาเป็ว่าธิปจะพยายามกลับมาไม่เกินเที่ยง ถ้าปางหิวมาก ในตู้เย็นมีข้าวกล่องแช่แข็งอยู่ เอามาเวฟแล้วกินรองท้องไปก่อนนะ อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม?” เขาพูดยาวจนแทบไม่หายใจหายคอ และเน้นย้ำประโยค ‘อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม?’ ถึงสองครั้ง ใจจริงแล้วอธิปอยากจะพาสิปางไปกับเขาด้วย แต่พอนึกถึงความลำบากยามไม่มีรถส่วนตัวแล้วเขาก็เปลี่ยนใจ การให้สิปางพักผ่อนอยู่ที่ห้องคงเป็ทางเลือกที่ดีกว่า
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“งั้นธิปไปทำงานก่อนนะ” อธิปเอี้ยวตัวมาจะหอมแฟนสาวอย่างลืมตัว สิปางรีบหลบทันทีเช่นกัน ชายหนุ่มจึงนึกขึ้นได้ว่าไม่ควรทำแบบนั้นกับสิปาง เพราะตอนนี้เธอยังจำเขาไม่ได้
ไม่มีผู้หญิงคนไหนยอมให้ผู้ชายแปลกหน้าจูบหรอกนะไอ้โง่! เขาแอบด่าตัวเอง
“ธิปขอโทษนะ มันลืมตัวน่ะ งั้นธิปไปก่อนนะปาง อย่าเปิดประตูรับคนแปลกหน้าล่ะ” เขาพูดจบก็รีบเดินออกไปทันที
สิปางรู้สึกผิดอีกแล้ว...ผิดที่ทำให้เขารู้สึกผิด
เมื่ออธิปไปแล้ว สิปางจึงเดินออกมาข้างนอกห้อง จัดการอุ่นโจ๊กที่เขาซื้อไว้ใส่ถ้วย แล้วนำออกมานั่งทานที่หน้าโทรทัศน์ กำลังจะเปิดรายการข่าวเช้าดู แต่สายตาของสิปางเหลือบไปเห็นว่าอธิปต่อสายเครื่องเล่นวิดีโอแบบพกพาไว้กับโทรทัศน์จึงจัดการเปิดมันดูแทนข่าว
ภาพที่เธอเห็นคือวิดีโอที่บันทึกภาพเธอกับเขาตอนกำลังเดินเล่นอยู่ที่ถนนแห่งหนึ่ง ซึ่งดูก็พอรู้ว่ามันคือประเทศญี่ปุ่น สิปางในวิดีโอนั้นดูสดใส แต่งตัวเนี้ยบ เธอะโหอมอธิปกลางถนนแล้วหัวเราะคิกคัก อธิปเองก็หอมหญิงสาวกลับในขณะที่มือกำลังถ่ายวีดีโอคู่รักของตัวเองอยู่
สิปางรีบกดปิดโทรทัศน์ทันที รู้สึกรับไม่ได้กับภาพที่เห็น ทำไมเธอถึงทำแบบนั้นได้นะ...ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆ ให้ตายสิ!