เช้าวันต่อมา
“ฮ้าวววเมื่อคืนนี้ไม่น่าดูซีรีส์จนดึกเลย”
เฌอลัญจ์ขยี้ตาแล้วบิดี้เีก่อนก้าวลงบันไดอย่างเชื่องช้าพอลงมาถึงชั้นล่างก็พบพี่ชายแต่งตัวเรียบร้อยกำลังจะออกจากบ้านด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“อะไรกันพี่ไววัลย์ นี่ยังเช้าอยู่เลยเพิ่งจับคนร้ายได้คดีหนึ่ง จะออกไปทำคดีอีกแล้วเหรอ ไม่เบื่อบ้างหรือไง”
“พี่บอกแล้วว่าอย่าดูจนดึกไง”ไววัลย์ไม่ตอบคำถาม แต่หันมาดุน้องสาวเบาๆ“การบ้านส่วนของวันนี้ที่วางไว้บนโต๊ะนะ”
“ฮะ! อีกแล้วเหรอ ก็บอกแล้วไง…” เฌอลัญจ์เก็บคำบ่นเอาไว้ เมื่อเห็นว่าไววัลย์กำลังจะออกจากบ้านเธอมองตามหลังพี่ชายแล้วพูดเหมือนทุกครั้ง
“ระวังตัวด้วยล่ะ”
ปกติไววัลย์จะต้องตอบเธอทุกครั้งทว่าคราวนี้เขากลับเดินออกไปเฉยๆ
ทำไมต้องรีบขนาดนั้นด้วยนะ
และเธอก็ได้รู้คำตอบในพักเที่ยงวันนั้น ขณะที่กำลังพูดคุยอย่างออกรสกับยูรายุเื่ซีรีส์ที่ดูเมื่อคืน
“...ตลกมากเลยล่ะ ตอนที่พระเอก…”
เฌอลัญจ์ชะงักคำพูด เมื่อรู้สึกได้ว่าจู่ๆบรรยากาศรอบตัวเงียบลง ทั้งที่ปกติแล้วโรงอาหารถ้าไม่ะโก็จะไม่ได้ยินเสียงกันแต่นี่เธอกลับได้ยินเสียงของตัวเองอย่างชัดเจน
“มีอะไรกันน่ะ?”
ยูรายุที่รู้สึกถึงความผิดปกติหันมองรอบตัว
“อ๊ะ ทีวีไง!”
เด็กสาวพูดพลางชี้ไปยังโทรทัศน์ด้านหลังของเฌอลัญจ์
‘จีระจอมเชือดฆ่าตัวตายในคุกเมื่อคืนนี้’
ตัวอักษรพาดหัวข่าวสะกดทุกสายตาเฌอลัญจ์เริ่มได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ข่าวที่เกิดขึ้นดังกลบความเงียบเมื่อครู่บ้างก็ว่าดีแล้วที่ฆาตกรโหดตายๆ ไปซะ บ้างก็ว่าจีระขี้ขลาดชิงฆ่าตัวตายั้แ่ยังไม่ทันชดใช้ความผิดทั่วทั้งโรงอาหารนี้อาจจะมีแค่เฌอลัญจ์คนเดียวที่คิดว่าเื่นี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล
“เฌอลัญจ์ เฌอลัญจ์!” ยูรายุสะกิดเรียกเพื่อน “คิดอะไรอยู่เหรอ ดูหน้าเครียดเชียว”
“อืมแค่สงสัยว่าทำไมตำรวจถึงปล่อยให้จีระฆ่าตัวตายในคุกได้น่ะ” เฌอลัญจ์ตอบ“ทั้งที่น่าจะมีการควบคุมอย่างเข้มงวด…”
“ตำรวจก็คงกลัวจีระเหมือนกันนั่นแหละ”นันทิชา เพื่อนคนหนึ่งในห้องแทรกขึ้นพลางนั่งลงข้างเฌอลัญจ์ด้วยสีหน้าเหมือนกำความลับสำคัญไว้
“จีระน่ะ มีอีกชื่อว่า ‘ฆาตกรคุณไสย’ใช่ไหม เขาสามารถฆ่าคนต่างสถานที่ในเวลาเดียวกันได้แล้วในอินเทอร์เน็ตก็พูดกันให้แซดเลยว่าจีระใช้เืตัวเองเล่นคุณไสยทิ้งเอาไว้ก่อนจะฆ่าตัวตายสภาพที่เกิดเหตุเลยมีแต่เืกับอักขระแปลกๆ เต็มไปหมด”
“จริงเหรอ น่ากลัวชะมัด” ยูรายุหน้าซีด
“นี่ๆ แล้วมีอะไรอีกหรือเปล่าเล่าให้ละเอียดหน่อยสิ” เฌอลัญจ์เร่งเร้า ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนร่วมห้องรวมถึงนักเรียนคนอื่นๆ มาอยู่ล้อมรอบโต๊ะพวกเธอพร้อมกับพูดเื่คุณไสยของจีระอย่างสนุกปาก
“เขาว่ากันว่าจีระลงยันต์คงกระพันเอาไว้ตำรวจใช้ปืนยิงก็ไม่เข้าแหละ!”
“ยังมีอีกนะที่จีระฆ่าคนต่างสถานที่ในเวลาเดียวกันได้น่ะเป็เพราะมีพลังเทเลพาธีไปที่นู่นที่นี่ได้”
ถ้าจะพูดให้ถูกละก็มันคือเทเลพอตต่างหาก เทเลพาธีมันคือการติดต่อสื่อสารผ่านจิต
เฌอลัญจ์นึกแก้อยู่ในใจในตอนที่คิดว่าบทสนทนาไม่เป็วิทยาศาสตร์ขึ้นเรื่อยๆคำพูดของยูรายุก็ทำให้ทุกคนกลับไปสนใจโทรทัศน์อีกครั้ง
“เฌอลัญจ์ พี่เธอออกข่าวอีกแล้วล่ะ”
กล้องจับภาพไววัลย์เดินออกมาจากที่คุมขังจีระบรรดานักข่าวพร้อมใจกันยื่นไมค์และะโถาม
‘ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ คุณไววัลย์’
‘มีสายแจ้งมาว่า จีระสาปแช่งบ้านโฮล์มอนุมานสกุล เป็เื่จริงหรือคะ’
‘มีความเห็นยังไงกับรอยอักขระที่เขียนด้วยเืบนกำแพงที่เกิดเหตุครับ’
ไววัลย์ใช้ปลายนิ้วดันกรอบแว่นประหนึ่งส่งสัญญาณให้เหล่านักข่าวเงียบและรอฟัง
‘เป็ความจริงที่จีระจอมเชือดได้ฆ่าตัวตายเพื่อหนีโทษส่วนเื่การทิ้งสัญลักษณ์บนกำแพงที่เกิดเหตุเป็แค่เื่ไร้สาระอักษรขู่ที่ไร้เหตุผลให้อนุมานแบบนี้ บ้านโฮล์ม อนุมานสกุลไม่สนใจหรอกครับ’
“ว้าว พี่ชายเธอนี่ เท่ไม่เปลี่ยนเลยนะ“นันทิชาพูดเสียงเคลิ้ม
“พี่เธอชอบพูดคำว่าอนุมานบ่อยๆ น่ะมันคืออะไรเหรอเฌอลัญจ์” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้น
เฌอลัญจ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่อยากจะอธิบายเลยด้วยซ้ำถ้าไม่ได้รับสายตาคาดคั้นและคาดหวังจากทุกคนกลับมา
“คำว่า ‘อนุมาน’ หมายถึงการคาดคะเนข้อมูลใช้สำหรับตั้งสมมติฐานและสันนิษฐานหาคำตอบเพื่อไขคดี... แค่วิชาน่าเบื่อของพวกบ้าสืบสวนนั่นแหละ”
ท้ายประโยคเฌอลัญจ์เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสังเกต เพราะหัวข้อสนทนากลับไปที่จีระจอมเชือดอีกครั้ง
เฌอลัญจ์หันมองโทรทัศน์ที่ตัดไปเป็การสัมภาษณ์ชาวบ้านเธอรู้สึกติดใจคำพูดของพี่ชายตอนให้สัมภาษณ์ วิธีพูดแบบยั่วยุคนร้ายให้พุ่งเป้ามาหาตนเองเป็วิธีที่ไววัลย์ชอบใช้เวลาจับคนร้ายซึ่งกำลังหลบซ่อนตัวแต่ในเมื่อจีระฆ่าตัวตายในคุกไปแล้ว
แต่ทำไมถึงยังใช้วิธีพูดแบบนั้นอีก
สังหรณ์บางอย่างกำลังบอกเธอว่าเื่นี้มีอะไรซ่อนอยู่และนั่นทำให้เธอกังวลใจขึ้นมา
พี่ไววัลย์...