สือชิงขยับเป็ครั้งแรก
เป็เพียงครึ่งก้าวสั้น ๆ
แต่ครึ่งก้าวนั้นกลับทำให้แรงกดเย็นหนักที่ตรึงอยู่ทั่วลานอิฐสะดุดลงในทันที ราวกับมีเส้นบางสายพาดขวางระหว่างผู้มาใหม่กับลั่วจวินอย่างเงียบเชียบ
น้ำฝนที่ค้างอยู่ตามร่องอิฐหยุดสั่น
แสงตะเกียงใต้ชายคาข้างลานนิ่งลงชั่วอึดใจหนึ่ง
ลั่วจวินรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวเบาลงเพียงเล็กน้อย
เล็กน้อยพอให้เขาหายใจได้
แต่ยังไม่พอให้ยกกระบี่ได้อย่างเดิม
ชายชุดดำเลื่อนสายตามายังสือชิงทันที
“ที่แท้ก็กดระดับเอาไว้”
น้ำเสียงของมันไม่ได้ใ หากเย็นลงกว่าเดิม
“ค่อยน่าสนใจขึ้นมาบ้าง”
สือชิงยิ้มบาง ๆ
“คนเรามักพลาดตรงคิดว่า เพียงมีฝีมือพอก็แตะได้ทุกสิ่ง”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับคนที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่ผู้ใช้เสวียนระดับสูง หากเป็เพียงปัญหาเล็กน้อยที่ควรถูกจัดวางให้เข้าที่
“แต่น่าเสียดาย”
สายตาของเขาหยุดลงบนดาบสั้นในมืออีกฝ่าย
“คืนนี้เ้ากำลังจะแตะของที่ไม่ควรแตะ”
ชายชุดดำไม่ตอบ
แขนเสื้อทั้งสองข้างของมันไหววูบ ดาบสั้นสองเล่มไหลออกมาจากชายแขนเสื้อราวหลุดจากเงา ใบดาบเรียวแคบ สีดำอมเทา เย็นจัดจนแสงตะเกียงจับอยู่บนคมเพียงเสี้ยวเดียว
ลั่วจวินสะบัดกระบี่ขึ้นตามสัญชาตญาณ
แต่เส้นแก่นพลังในอกยังสั่นไม่หยุด
เสวียนที่เพิ่งเปิดออกถูกเขากดกลับลงไปในภาชนะอย่างหยาบเกินไป แรงย้อนจึงตามกัดขึ้นมาจากอกถึงแขนขวาในจังหวะที่เขา้าความเร็วที่สุด
เพียงเสี้ยวเดียว
ร่างของชายชุดดำก็หายไปจากตำแหน่งเดิม
ดาบสั้นคู่พุ่งตรงเข้าหาลั่วจวิน เร็วจนสายตายังจับได้ แต่ร่างกายตามไม่ทัน
ในจังหวะที่คมทั้งสองกำลังปิดช่องหนี มือข้างหนึ่งก็ยื่นผ่านหน้าลั่วจวินเข้ามาอย่างพอดิบพอดี
ไม่ใช่เพื่อดึงเขาถอย
แต่เพื่อคว้ากระบี่ออกจากมือ
น้ำหนักในมือของลั่วจวินเบาหายไปในพริบตา
เงาร่างของสือชิงมายืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว
กระบี่เก่าอยู่ในมืออีกฝ่ายอย่างเงียบงัน
ปลายนิ้วของสือชิงลูบผ่านสันกระบี่เพียงครั้งเดียว เหยียนสีขาวบางก็ไหลเคลือบลงตามแนวคมทันที
ไม่ใช่แสงจ้าฟุ้งตา
หากเป็แสงขาวนวล เรียบ สะอาด และนิ่งลึก จนกระบี่เล่มเดิมพลันให้ความรู้สึกราวกับเปลี่ยนเป็อีกสิ่งหนึ่ง
ดาบสั้นเล่มแรกปะทะเข้ามาก่อน
เสียงโลหะกระทบกันดังสั้นและลึก
แรงะเืจากจุดปะทะพัดฝุ่นในร่องอิฐให้ลอยขึ้นบาง ๆ น้ำฝนที่ขังอยู่ในแอ่งเล็กแตกเป็วงถี่ ลั่วจวินเห็นชัดว่าเสวียนเย็นจัดซึ่งเกาะอยู่บนดาบสั้นของอีกฝ่ายมิได้แตกกระจายออกไปตรง ๆ
แต่มันถูกแนวกระบี่ดึงกลืนเข้าไปบางส่วนอย่างผิดธรรมชาติ
ไม่หมด
แต่พอให้คมแรกซึ่งควรหนักกว่านี้เสียน้ำหนักลงไปชั่วขณะ
ชายชุดดำััได้ในทันที
ดวงตาของมันเย็นลงอีกชั้น
ดาบสั้นอีกเล่มวกเข้ามาจากมุมต่ำ พุ่งเฉียงขึ้นใต้ชายแขนของสือชิงอย่างแเี จังหวะนั้นซ่อนอยู่หลังคมแรกเร็วพอจะทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่าตนรับได้แล้ว ก่อนถูกปิดชีวิตในพริบตาถัดมา
สือชิงพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อย
แนวกระบี่ขาวบางวาดเฉียงลงต่ำอย่างเรียบง่าย พอดาบสั้นเล่มนั้นแตะเข้ากับคมกระบี่ เสวียนบนปลายดาบก็สั่นวูบเหมือนถูกบางสิ่งกัดกิน ก่อนแนวแทงจะเฉออกไปเพียงน้อย
คมดาบพลาดชายแขนเขาไปครึ่งฉุน
แล้วกรีดกำแพงอิฐด้านข้างแทน
รอยเย็นสีเทาดำลากผ่านผิวอิฐเปียก เกิดเสียงซ่าเบา ๆ ราวน้ำฝนบนกำแพงถูกแช่จนแข็งในเสี้ยวหนึ่งก่อนแตกเป็ฝุ่นเปียก
“ดาบซ่อนเล็บ”
สือชิงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ระหว่างที่คมยังครูดผ่านกัน
“จังหวะแรกลวงตา จังหวะสองเอาชีวิต”
ชายชุดดำไม่ตอบ
แต่มือที่กดดาบสั้นหนักขึ้นชัดเจน
มันถอยเพียงครึ่ง่ตัวก่อนพุ่งกลับเข้ามาใหม่ในทันที คราวนี้ดาบสั้นทั้งสองเล่มขยับสลับซ้ายขวา เปลี่ยนมุมรวดเร็วถึงสามครั้งในหนึ่งลมหายใจ เสวียนบนคมลากเป็ริ้วดำเทาเย็นกลางอากาศ ทุกจังหวะสั้น กระชับ และเล็งจุดตายทั้งสิ้น
สือชิงไม่ถอย
เขาเลื่อนปลายเท้าออกครึ่งก้าว แล้วรับทีละครั้ง
กระบี่เก่าของลั่วจวินในมือเขาไม่ได้หนักขึ้น
แต่ทุกครั้งที่ปะทะ เสวียนบนดาบสั้นของอีกฝ่ายกลับถูกกลบ ถูกกด และถูกดึงกลืนลงไปตามแนวคมทีละส่วน จังหวะของดาบคู่จึงเริ่มไม่ต่อเนื่องดังเดิม
อวี้เซียวมองอยู่จากด้านหลังด้วยลมหายใจที่แทบไม่กล้าขยับ
เขาไม่อาจอ่านระดับของสือชิงได้อีกแล้ว
เมื่อครู่ ในััของเขา สือชิงยังเป็เพียงผู้ฝึกระดับััขั้นต้น
แต่บัดนี้แรงกดนั้นหายไป
ไม่ใช่ยกสูงขึ้นให้รับรู้
แต่หายไปจนเหมือนบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น
ยิ่งมอง ยิ่งไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนตรงหน้าอยู่ระดับใด
ความไม่รู้นั้นน่ากลัวกว่าการรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามสูงกว่าตนหลายขั้นเสียอีก
“เปลี่ยนมุมสามคราในหนึ่งลมหายใจ”
สือชิงกล่าวต่อ ราวกับกำลังวิจารณ์ของชิ้นหนึ่งที่ยกขึ้นดูใต้แสงตะเกียง
“ไม่ใช่วิชาที่มือสังหารข้างถนนจะฝึกได้”
มือของชายชุดดำนิ่งไปเพียงเสี้ยวเดียว
เสี้ยวเดียวนั้นไม่พ้นสายตาของสือชิง
อีกฝ่ายหมุนตัวเฉียงหลบแนวกระบี่ด้านนอก ดาบสั้นเล่มขวากวาดสูง ขณะเล่มซ้ายแทงต่ำสวนขึ้นพร้อมกัน เป็ท่าประสานบนล่างที่ตั้งใจฉีกแนวรับในคราวเดียว
สือชิงยกกระบี่ขึ้นรับแนวบน แล้วบิดข้อมือกดแนวล่างแทบพร้อมกัน
ปลายคมทั้งสามเฉือนผ่านกันในระยะประชิดจนประกายพลังสีซีดวาบขึ้นเพียงครู่ ลมจากการปะทะพัดฝุ่นกับเศษใบไม้แห้งริมกำแพงให้หมุนกระจายออกไป
น้ำในร่องอิฐถูกแรงนั้นกวาดเป็เส้นยาวไปตามพื้น ก่อนกระแทกฐานรั้วเตี้ยด้านข้างจนแตกเป็ละออง
“ท่าประสานเช่นนี้”
สือชิงเอ่ยเนิบช้า ดวงตาจับอยู่ที่ข้อมือของอีกฝ่าย
“ฝึกจากสายเดียวไม่พอ ต้องมีคนเกลาจังหวะให้เ้ามาหลายปี”
ดวงตาของชายชุดดำหดลง
สือชิงไม่ปล่อยช่องนั้นหลุดไป
กระบี่ในมือเขากดกลับขึ้นมาอีกครั้งอย่างแม่นยำ เสวียนบนดาบสั้นเล่มซ้ายถูกดูดกลืนไปมากกว่าสองคราก่อนหน้าอย่างชัดเจน จนคมที่ควรทะลุขึ้นมาได้เสียแรงกลางทาง
“ไม่ใช่สำนักเล็ก”
เขากล่าวต่อ
“และก็มิใช่วิชาที่นักฆ่ารับจ้างทั่วไปจะมีโอกาสฝึก”
ชายชุดดำฝืนถอยออกไปหนึ่งก้าวในที่สุด
คราวนี้มันไม่บุกซ้ำทันที สายตาเย็นคู่นั้นจับอยู่ที่กระบี่ในมือสือชิงก่อน แล้วจึงเลื่อนขึ้นไปยังใบหน้าของเขาช้า ๆ
สือชิงกลับไม่เร่งรัด
เขาหมุนกระบี่ในมือเบา ๆ คล้ายเพียงกำลังลองน้ำหนักอาวุธที่ยืมมาใช้ชั่วคราว
“ให้ข้าเดา”
รอยยิ้มบางของเขายังคงอยู่
“เป็ศิษย์สายตรงของสำนักสินะ”
ชายชุดดำยังคงเงียบ
แต่แววตาที่สั่นไหวเพียงชั่ววูบ ไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาของสือชิงได้
“เช่นนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ”
สือชิงกล่าว
“สำนักเพลิงนิลคงคิดไม่ถึงว่า ในเป่ยหลัวยังมีผู้จำกลิ่นของวิชานี้ได้”
ประโยคสุดท้ายนั้นทำให้ชายชุดดำชะงักไปจริง ๆ
แม้เพียงเสี้ยวเดียว
แต่เสี้ยวเดียวนั้นก็พอแล้ว
ลั่วจวินเห็นชัดว่าแววตาของมันเปลี่ยนไป อวี้เซียวเองก็เห็นเช่นเดียวกัน สือชิงไม่ได้พูดลอย ๆ เขาอ่านออกจริง อ่านทั้งวิถีดาบ การลงน้ำหนัก และที่มาของการฝึก
แล้วในวินาทีเดียวกันนั้นเอง สีหน้าของสือชิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
รอยยิ้มยังอยู่
แต่ั์ตากลับเย็นลง
ลั่วจวินเข้าใจทันที
อีกฝ่ายเห็นมากเกินไปแล้ว
ชายชุดดำเองก็ตระหนักได้เช่นกัน มันเปลี่ยนจากตั้งรับเป็ถอยหนีในบัดดล ดาบสั้นทั้งสองเล่มสะบัดกลับเพื่อเปิดทาง ร่างทั้งร่างดีดถอยขึ้นด้านหลัง หมายจะกลับสู่กำแพงในคราเดียว
แต่สือชิงเร็วกว่านั้น
เขาเพียงสืบเท้าเข้าไปหนึ่งก้าว
หนึ่งก้าวสั้น เรียบ และแทบไม่เร่งร้อน
ทว่าในก้าวนั้น เหยียนบนแนวกระบี่กลับนิ่งแน่นขึ้นอีกชั้นจนแสงขาวบางตามคมดูราวกับถูกขัดจนคมจัด เสวียนที่ยังค้างอยู่บนดาบสั้นของอีกฝ่ายถูกกระบี่ดูดกลืนไปพร้อมจังหวะปะทะสุดท้าย จนการถอยของชายชุดดำเสียหลักไปครึ่งเสี้ยว
และครึ่งเสี้ยวนั้นก็เพียงพอ
แนวกระบี่ของสือชิงวาบผ่านอย่างสะอาดตา
ไม่มีเสียงคำราม
ไม่มีแสงพุ่ง
มีเพียงเสียงคมเฉือนผ่านอากาศสั้น ๆ
จากนั้นลมหายใจของอีกฝ่ายก็ขาดห้วงลงทันที
ร่างของชายชุดดำค้างอยู่กลางการถอยหนี
ดาบสั้นทั้งสองเล่มในมือสั่นเพียงน้อย ก่อนคลายหลุดจากนิ้ว
แนวเืเส้นบางค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ลำคอ
จากนั้นร่างทั้งร่างจึงทรุดลงคุกเข่ากระแทกพื้นอิฐ แล้วฟุบลงนิ่งสนิทข้างร่างของคนก่อนหน้า
ความเงียบทิ้งตัวลงมาทันที
อวี้เซียวกลั้นหายใจค้างอยู่เช่นนั้น
ลั่วจวินเองก็ไม่ต่างกัน
สิ่งที่น่ากลัวมิใช่เพียงการที่สือชิงฆ่าคนระดับแก่นแท้ขั้นปลายได้
หากเป็การที่เขาเลือกจะปล่อยให้สู้ต่ออยู่ครู่หนึ่งเพื่ออ่านกระบวนท่าจนพอ แล้วค่อยตัดสินใจจบทุกอย่างลงในกระบี่เดียว
สือชิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกอึดใจหนึ่ง
จากนั้นจึงสะบัดกระบี่เบา ๆ
คราบเืเส้นบางหลุดออกจากคม ตกลงบนพื้นอิฐแล้วถูกน้ำฝนเจือจนจางไป
สือชิงพลิกด้ามส่งกระบี่คืนให้ลั่วจวิน
“กระบี่ดี”
เขากล่าวเพียงเท่านั้น
ลั่วจวินรับกระบี่กลับมา
ทันทีที่ด้ามกระบี่แตะฝ่ามือ แรงะเืที่กดค้างอยู่ในอกก็พลันย้อนขึ้นมาอีกระลอก เสวียนที่เขาเพิ่งพยายามกดกลับลงไปเหมือนถูกกระตุกให้เสียรูป ความเย็นสายหนึ่งบาดลึกใต้กระดูกอก ราวเส้นแก่นพลังที่ถูกบังคับให้กลับทางยังบิดผิดตำแหน่งอยู่ในร่าง
เขากำด้ามกระบี่แน่น
แต่ปลายนิ้วกลับชา
ลมหายใจของเขาขาดห้วงไปครึ่งจังหวะ ใบหน้าซีดลงอย่างยากจะปิด
สือชิงมองเห็นทั้งหมด
“อย่าฝืนกดมันด้วยแรงดิบ”
เสียงของเขาไม่ดังนัก
แต่พอทำให้ทั้งลั่วจวินและอวี้เซียวหันไปมองพร้อมกัน
“เมื่อครู่เ้าสลับเหยียนกับเสวียนเร็วเกินไป เส้นแก่นพลังในอกยังไม่ทันรับรูปเดิม ก็ถูกเ้าบังคับให้เปลี่ยนทางอีกครั้ง”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“ครั้งนี้ยังไม่ร้าว”
ถ้อยคำนั้นเบามาก
แต่หนักพอจะทำให้ลั่วจวินนิ่งไปทั้งตัว
สือชิงทอดตามองเขา
“แต่หากทำเช่นนี้ซ้ำอีก ราคาที่เ้าต้องจ่าย ย่อมไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่”
อวี้เซียวเงียบลงทันที
เขาไม่รู้รายละเอียดของเสวียนในร่างลั่วจวิน
ไม่รู้ว่าคนตรงหน้าซ่อนสิ่งใดมานานเพียงใด
แต่คำว่า ยังไม่ร้าว เพียงคำเดียว ก็พอให้เขาเข้าใจว่า การเปิดพลังเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงการเปิดไพ่ลับ
มันคือการเอาร่างของตนเองไปค้ำจังหวะตายแทนเขา
ลั่วจวินไม่ตอบ
เพียงกดลมหายใจให้ยาวขึ้นทีละน้อย
สือชิงกวาดตามองศพทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาทางพวกเขา รอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าไม่ได้หายไป แต่กลับทำให้สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่น่าหวั่นเกรงยิ่งกว่าเดิม
“ตรงนี้ไม่เหมาะคุยนาน”
เขากล่าว
“ตามข้าไปที่เรือนพักก่อน มีบางเื่สมควรพูดกันให้ชัด”
ลั่วจวินกับอวี้เซียวมิได้ตอบในทันที
หลังจากมองศพทั้งสองบนพื้นอิฐอยู่ชั่วครู่ ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวถ้อยคำปฏิเสธออกมา
สือชิงเองก็ไม่ได้รอคำตอบนั้น
เขาเพียงหันหลังกลับอย่างสงบ แล้วก้าวนำออกจากลานแคบไปก่อนโดยไม่เร่งร้อน
ลั่วจวินกำกระบี่ในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนก้าวตามไป
อวี้เซียวชะงักอยู่เพียงครู่ สายตาเหลือบกลับไปยังร่างไร้ชีวิตทั้งสองอีกครั้งหนึ่ง
“แล้วศพสองศพนั้นเล่า”
สือชิงไม่ได้หยุดเดิน
“คนของข้าจะมาจัดการเอง”
น้ำเสียงของเขาเรียบเกินไป ราวกำลังพูดถึงงานเล็กน้อยที่มีผู้เตรียมไว้แล้ว
อวี้เซียวหรี่ตาลงนิดหนึ่ง
สือชิงจึงกล่าวต่อโดยยังไม่หันกลับมา
“พวกเ้าไม่ต้องห่วง เื่ที่ควรจัดการ ย่อมมีคนจัดการ”
คำตอบนั้นทำให้อวี้เซียวเงียบลงทันที
คำพูดมิได้หนักหน่วงนัก แต่กลับทำให้ความรู้สึกบางอย่างกดลงบนอกชัดขึ้นกว่าเดิม
คนของข้า
คำสั้น ๆ เพียงเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วจะบอกว่า ชายผู้เดินนำอยู่ข้างหน้าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว และมิใช่คนประเภทที่จะลงมือแล้วปล่อยท้ายไว้ให้ยุ่งเหยิงเอง
ลั่วจวินเองก็มิได้เอ่ยอะไร
เขาเพียงก้าวตามสือชิงไปเงียบ ๆ
ถนนยามดึกของเป่ยหลัวเหลือเพียงเสียงหยดน้ำจากชายคา กลิ่นดินเปียก และกลิ่นเืที่ยังติดอยู่ตามชายเสื้อ
สือชิงเดินนำอยู่ข้างหน้า ไม่เร็ว ไม่ช้า และไม่หันกลับมามองเลยสักครั้ง
ยิ่งเป็เช่นนั้น ภาพพ่อค้าที่พูดเก่ง ยิ้มง่าย และวางตัวสบายเกินกว่าจะอ่านใจได้ง่ายในสายตาลั่วจวิน ก็ยิ่งถูกฉีกทิ้งไปทีละส่วน
เหลือเพียงข้อเท็จจริงข้อเดียว
สือชิงไม่เคยเป็คนธรรมดามาั้แ่แรก
ทางเดินคดเลี้ยวอยู่สองสาม่ ก่อนที่สือชิงจะพาทั้งสองหยุดลงหน้าบานประตูไม้สีดำซีดบานหนึ่งในตรอกที่เงียบกว่าเดิมอีกชั้น
สือชิงผลักประตูเข้าไปเอง
บานพับขยับแทบไร้เสียง
ด้านในไม่เหมือนเรือนพักของพ่อค้าทั่วไป
ลานสี่เหลี่ยมแคบปูด้วยแผ่นหินเทาดำ พื้นถูกวางลาดลงร่องน้ำเล็กข้างกำแพงอย่างพอดี น้ำฝนที่ติดรองเท้าจึงไหลหายไปเงียบ ๆ โดยไม่ขังอยู่ตรงทางเดิน กลางลานมีโต๊ะหินเตี้ยกับม้านั่งสองฝั่ง ใต้ชายคามุมหนึ่งแขวนตะเกียงไว้เพียงดวงเดียว แสงถูกบังด้วยแผ่นไม้ฉลุจนไม่ลอดออกนอกกำแพงง่าย
อีกด้านเป็เรือนหลักกับห้องแยกสองห้องต่อกันเป็แนวยาว ประตูทุกบานปิดสนิท ไม่มีของประดับ ไม่มีร่องรอยครอบครัว มีเพียงชั้นวางน้ำชา อ่างหินใบเล็กสำหรับล้างมือ และผ้าสะอาดที่พับไว้เรียบเกินกว่าจะเป็ของวางทิ้งไว้โดยบังเอิญ
ที่นี่ไม่คล้ายบ้าน
คล้ายสถานที่ที่ถูกเตรียมไว้ให้ใครบางคนเข้ามากลางดึก จัดการเื่ที่ไม่ควรมีผู้ใดเห็น แล้วจากไปได้โดยไม่ทิ้งเสียงไว้ข้างหลัง
สือชิงเดินเข้าไปในลานก่อน
แล้วจึงหันกลับมามองทั้งสองเป็ครั้งแรกนับแต่พาออกมาจากตรอก
“เข้ามา”
ลั่วจวินก้าวผ่านธรณีประตูเป็คนแรก
อวี้เซียวตามเข้ามาเป็คนที่สอง
สือชิงปิดประตูตามหลังเบา ๆ
เสียงบานประตูไม้ประกบกันไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ความรู้สึกคล้ายถอยกลับไม่ได้ก่อตัวขึ้นชัดเจนกว่าเดิม
เขามองลั่วจวินทีหนึ่ง มองอวี้เซียวอีกทีหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเดิมที่สุภาพไม่เปลี่ยน
“ข้าเกรงว่าคืนนี้ พวกเ้าคงข่มตาหลับได้ไม่ง่ายนัก”
เขาหยุดเพียงนิด แล้วผายมือไปยังโต๊ะหินกลางลาน
“นั่งสิ”
ลั่วจวินยังไม่ขยับในทันที
อวี้เซียวเองก็เช่นกัน
สือชิงเห็นดังนั้นก็เพียงยิ้มบาง ๆ
“หากข้าคิดทำสิ่งใดกับพวกเ้า ข้าคงไม่ต้องเสียเวลาพามาถึงที่นี่”
อวี้เซียวเป็คนแรกที่ค่อย ๆ ผ่อนแรงในบ่า ก่อนก้าวไปนั่งลงตรงขอบม้านั่งหินด้านหนึ่ง
ลั่วจวินมองเขาครู่หนึ่ง จึงนั่งลงอีกด้าน
ทว่าแม้นั่งแล้ว มือของเขาก็ยังไม่ห่างจากกระบี่
สือชิงมองภาพนั้นแล้วไม่กล่าวอะไร เพียงนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะหิน
“ก่อนจะพูดเื่อื่น ข้าควรบอกชื่อให้พวกเ้ารู้ไว้ก่อน”
ลั่วจวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
อวี้เซียวเองก็มองตรงไปยังอีกฝ่ายโดยไม่กะพริบตา
ชายผู้นั้นจึงกล่าวเรียบ ๆ
“ข้าชื่อ สือชิงเหอ”
เขาหยุดอยู่เพียงนิด
“ส่วนเื่ฐานะที่แท้จริงของข้า วันข้างหน้า พวกเ้าจะรู้เอง”
ความเงียบทอดอยู่ชั่วครู่
สือชิงเหอมิได้เปิดช่องให้ถามต่อในเื่นั้น
เขาเพียงผายมือเบา ๆ เหนือโต๊ะหิน ราวกับตัดบทด้วยท่าทีสุภาพที่สุด
“คืนนี้ ข้าจะถามพวกเ้าพร้อมกัน”
อวี้เซียวขมวดคิ้วน้อย ๆ คล้ายจะเอ่ยบางอย่าง
แต่สือชิงเหอกล่าวต่อก่อน
“บางเื่ ต่อให้ถามจากปากคนหนึ่ง คำตอบจริงอาจอยู่บนสีหน้าของอีกคน”
“ในเมื่อพวกเ้าลงเรือลำเดียวกันมาแล้ว เื่หลายเื่ก็แยกออกจากกันไม่ได้อีก”
เขาทอดตามองทั้งสองคนทีละคน
สายตานั้นมิได้คมกริบอย่างผู้สอบสวน มิได้เ็าดังผู้พิพากษา หากสงบนิ่งเกินไป จนผู้ถูกมองรู้สึกว่าต่อให้ยังไม่เปิดปาก สิ่งที่ควรถูกเห็นก็คงถูกเห็นไปแล้วไม่น้อย
สือชิงเหอจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“ดังนั้น อย่าได้เสียแรงคิดว่าจะซ่อนคำตอบไว้หลังความเงียบของอีกคน”
อวี้เซียวเหมือนจะพูด แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
ลั่วจวินก็ยังนั่งนิ่งดังเดิม
เขาเป็คนเก็บสีหน้าเก่งก็จริง แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้เพียงลมหายใจที่ขาดห้วงไปชั่วขณะ ยังไม่เคยลอดพ้นสายตาของหยวนเหลาโถวได้
แน่นอนว่าสือชิงเหอเห็นอาการนั้น
แต่ไม่ได้พูดอะไร
เขาเพียงเอนตัวพิงพนักหินเล็กน้อย แล้วหันสายตามาที่อวี้เซียวโดยตรง
รอยยิ้มบางที่มุมปากยังคงอยู่ดังเดิม
แต่คราวนี้กลับไม่หลงเหลือความสบายอยู่ในนั้นอีก
“เช่นนั้น”
เขากล่าว
“เริ่มจากเ้า คนหนุ่มแซ่หาน”
อวี้เซียวเลิกคิ้วนิดหนึ่ง
แม้สีหน้าจะยังพยายามนิ่งอยู่ แต่แววตากลับฉายความสงสัยออกมาตรง ๆ
“ท่านรู้แม้กระทั่งแซ่ของข้า ยังจะถามสิ่งใดจากข้าอีก”
สือชิงเหอหัวเราะเบา ๆ
“รู้ว่าเ้าแซ่หาน มิได้แปลว่ารู้ว่าเ้าเป็ผู้ใดในตระกูลนั้น”
“อย่างน้อย ชื่อของเ้าก็ควรบอกให้ข้ารู้ก่อน”
อวี้เซียวนิ่งไปครู่หนึ่ง
ท้ายที่สุดจึงตอบสั้น ๆ
“หานอวี้เซียว”
สือชิงเหอรับข้อมูลนั้นด้วยการพยักหน้าเพียงน้อย
จากนั้นเขาจึงเลื่อนสายตามายังลั่วจวิน
ลั่วจวินรู้ว่าถึงคราวของตนแล้ว
แต่คำถามแรกที่ตกลงมา กลับไม่ใช่เื่เสวียน
“ข้าไม่คิดถามเ้าแล้ว ว่าเหตุใดจึงมีเสวียนอยู่ในตัว”
ลั่วจวินนิ่งไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
อวี้เซียวเองก็เงียบลงกว่าเดิม
สือชิงเหอวางมือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะหิน น้ำเสียงยังเรียบดังเดิม หากคราวนี้กลับไม่เหลือความผ่อนคลายแม้แต่น้อย
“เมื่อครู่ เ้าใช้เสี้ยวทิวา”
ลั่วจวินไม่ตอบ
สือชิงเหอทอดตามองเขา
“และเหยียบเมฆ”
ลานเล็กทั้งลานเงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงตะเกียงสั่นแ่
ชื่อวิชาทั้งสองถูกเอ่ยออกมาอย่างถูกต้อง
ไม่คลาดเคลื่อน
ไม่ลังเล
ราวกับมิใช่เพียงได้ยินผ่านหู หากรู้จักมันดีพอจะหยิบมาวางตรงหน้าเขาได้โดยไม่ผิดแม้แต่ชั้นเดียว
ลั่วจวินรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วที่แตะด้ามกระบี่เย็นลงเล็กน้อย
สือชิงเหอจึงถามต่อ
“ผู้ใดกันแน่”
เขาหยุดไว้เพียงอึดใจหนึ่ง
“ที่สอนวิชาสองอย่างนี้ให้เ้า”
ลั่วจวินนิ่งค้างไปทั้งตัว