“เฮ้อ ไหนๆฉันก็ได้กลับมาที่จีนในรอบ 10 ปีวันนี้ฉันขอพักค้างคืนที่นี่สักคืนก็แล้วกัน”ปีเตอร์เชาว์พูดพร้อมกับเดินไปนั่งที่โซฟาใหญ่ราวกับไม่ได้สนใจคำตอบของผู้บัญชาการหยาง
เขาหรี่ตามองปีเตอร์ เชาว์อย่างไม่พอใจนัก
“เหอะ เป็ถึงนักการทูตแต่ไม่มีปัญญาหาที่พักหรือยังไงกัน”
เขาหัวเราะออกมาเบาๆราวกับกำลังยั่วยุ
“แล้วยังไงน้องชายจะพักบ้านของพี่ชายไม่ได้หรือยังไงกันเห็นแก่ตัวจริงๆแม้แต่คนรักของน้องชายยังเคยแย่งไปแค่ขอพักค้างแรมสักคืนยังไม่มีน้ำใจ”
“นี่ เชาว์แกพูดอะไร”
เขาปรายตามองดูรูปแต่งงานของผู้บัญชาการหยางกับซ่งเฟยเหรินที่แขวนอยู่ที่ข้างฝาผนังนั่น
“หากเมื่อ10ปีก่อนแม่ไม่ขอร้องให้ฉันยอมหลีกทางให้นายนายคงจะไม่ได้เธอมา”
เขาหันไปมองหน้าของผู้บัญชาการหยางด้วยความน้อยใจ
“เพราะแม่รักนายมากแม่รู้ดีว่าหากนายได้เป็เขยชองตระกูลซ่งตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่คงจะต้องตกเป็ของนายแล้วมันก็เป็อย่างนั้นจริงๆตอนนี้นายได้ทั้งอำนาจและผู้หญิงที่แสนดีมาแต่ทำไมถึงยังได้คิดที่จะนอกใจเธออีก”
“เชาว์ แก”
“ฉันรู้เื่ที่นายแอบไปมีความสัมพันธ์อย่างลับๆกับหญิงสาวชาวบ้านคนนั้นแล้วหากนายไม่้าเฟยเหรินแล้ว งั้นฉันขอเธอคืนก็แล้วกัน”ปีเตอร์เชาว์พูดขึ้นด้วยท่าทางที่ขึงขังก่อนจะเดินจากไป
ผู้บัญชาการหยางถึงกับเอามือกุมขมับในหัวของเขาตอนนี้ดูสับสนและวุ่นวายหนึ่งคนก็รักมากปักดวงใจ อีกคนก็รู้สึกเสียดายหากเสียไป
ค่ำวันนั้น…
ท้องฟ้าเหนือคฤหาสน์เงียบสงัดดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยอยู่ท่ามกลางม่านหมอกบาง ๆซ่งเฟยเหรินนั่งอยู่ใต้ต้นหลิวหน้าเรือนรับรอง มือของเธอวางอยู่บนตักนิ่ง ๆขณะที่สายตาเหม่อมองไปยังสระบัวที่สะท้อนเงาพระจันทร์วาดลวดลายลงบนผิวน้ำ
เธอกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง…หรือใครบางคน
“คุณชอบที่นี่เหรอครับ”
เสียงนุ่มของปีเตอร์เชาว์ดังขึ้นจากทางด้านหลัง แต่ไม่ดังพอจะทำให้เธอใ
เขายืนอยู่ในเงามืดใส่เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวปล่อยชาย กางเกงผ้าธรรมดา ไม่มีความเป็ทางการใด ๆเหมือนเมื่อตอนกลางวัน
“คุณเชาว์นะเองฉันนึกว่าใคร ที่นี่มันเงียบดีน่ะค่ะ” เธอตอบโดยไม่หันไปมอง
“เวลาเงียบ…เราจะได้ยินเสียงของความคิดตัวเองชัดขึ้น”
เขายิ้มบาง ๆก่อนจะเดินมานั่งข้างเธอในระยะที่พอดี ไม่ใกล้เกิน ไม่ไกลเกิน
“บางที…ความเงียบก็ทำให้เราคิดถึงอดีตมากเกินไป”เขาพูดพลางหันไปมองดูสระบัวนั่น
เธอหันไปมองเขาครู่หนึ่งดวงตาคมคู่นั้นสื่ออารมณ์มากกว่าคำพูดเสียอีก
“คุณพูดเหมือนคุณก็กำลังคิดถึงอดีตอยู่เลยนะคะ”ั์ตาของเธอยิ้มให้เขาด้วยความใส่ใจ
ปีเตอร์ เชาว์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อื้มก็ไม่เชิงผมไม่ได้คิดถึงอดีตแต่ผมคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งผู้หญิงที่เป็เหมือนดวงจันทร์ที่คอยส่องแสงสว่างในใจของผมหากไม่มีเธอในวันนั้นบางที่อาจไม่มีผมในวันนี้แล้วก็ได้”
เขาหลุบหน้าลงเล็กน้อยั์ตาของเขาปะปนไปด้วยความน้อยใจ
“…เธอเคยสัญญาว่าจะอยู่เคียงข้างผมแต่สุดท้ายเธอก็ไม่อยู่ตรงนั้นเธอไม่อยู่เป็ดวงจันทร์ให้กับผมแล้ว”
เธอนิ่งงันไปหัวใจสะดุดกับคำพูดของเขา
…มีคนพูดแบบนี้กับเธอครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่กันนะ?
ครู่หนึ่งเธอพูดเสียงแ่ราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหันไปมองหน้าเขาอย่างใ
“คุณอย่าบอกนะว่าคุณคือ.....”
ปีเตอร์ เชาว์เงยหน้ามองท้องฟ้า
“บางทีคุณอาจลืมไปแล้ว…เด็กผู้ชายตาสีฟ้าที่นั่งร้องไห้ใต้ต้นหลิวที่เมืองตงไห่”
เขาหันมาสบตาเธอ
“ผมเห็นคุณครั้งแรกตอนนั้นเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีชมพูราวกับดอกหลิวเธอที่มาพร้อมกับรอยยิ้มและน้ำเสียงที่อบอุ่นหากไม่มีคุณในตอนนั้นบางทีเด็กที่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเพราะรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างไม่มีใครอยากคบหาหรือเข้าใกล้เดินไปไหนก็ถูกสายตาจ้องมองราวกับเป็ตัวประหลาดคงจะมีชีวิตอย่างเดียวดายท่ามกลางโลกที่กว้างใหญ่แต่แล้วมือที่อบอุ่นนั่นของคุณกลับฉุดดึงผมให้ลุกขึ้นจากความโหดร้ายเฟยเหรินคุณรู้ไหมนับจากวันนั้นคุณก็เป็โลกทั้งใบของผม”
ซ่งเฟยเหรินเบิกตากว้างหายใจสะดุด
“คุณ…เด็กชายต่างชาติเมื่อสิบปีที่แล้วคนนั้นแท้จริงแล้วคือคุณงั้นเหรอคะ…”
“ใช่” ปีเตอร์เชาว์พยักหน้า
“และผมไม่เคยลืมสัญญาที่ให้ไว้กับคุณวันนี้ผมกลับมาแล้วแต่ผมไม่สามารถที่จะเป็..................ผู้ชายที่จะอยู่เคียงข้างคุณได้อย่างที่ตั้งใจเพราะคุณมีเขาแล้ว”
เธอก้มหน้าลงดวงตาเริ่มพร่าเบา ๆ
เสียงหัวใจของเธอดังก้องอยู่ในอก…เงียบแต่หนักแน่น
ไม่ใช่เพราะเธอได้กลับมาเจอเขา
แต่เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา…เธอกลับลืมคำสัญญาในวัยเด็กนั่นและดันเผลอไปมอบหัวใจให้กับผู้ชายที่ไม่เห็นค่าเธอคนนั้นแม้อยากจะเริ่มต้นใหม่แต่ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะสายไปเพราะในตอนนี้เธอไม่ใช่หญิงสาวบริสุทธิ์หากแต่เป็หญิงสาวที่ผ่านการมีสามีไม่อาจคู่ควรกับเขาแล้ว