หลี่หม่าจือพยักหน้าแล้วตอบกลับ "จริงแท้แน่นอน"
ผมเงียบแล้วง่างมือจะตอบหน้าเขา..โชคดีที่พี่หลี่หลบได้เลยตบไม่ทัน
ในทางกลับกันผมทำให้พี่หลี่โกรธเคืองเหมือนกัน เขาจ้องหน้าผมแล้วถาม "จะทำอะไร?"
ผมสบถคำแล้วย้ำกลับ "สารเลว!..จะต้องให้พูดซ้ำอีกกี่รอบว่า 3 สิ่ง ที่ไม่ควรยุ่งกับมัน คือจะไม่ยอมรับสิ่งที่อันตรายต่อชีวิตผู้อื่น พี่จะฆ่าผมใช่มั้ย ถึงพาผมมายุ่งกับเื่นี้?"
"ฮ่าๆๆๆๆๆ ...น้องชาย อย่าบอกนะว่านายคิดว่าเราจะไปขุดหาสมบัติถึงลานปะาเลยงั้นหรอ?" หลี่หม่าจือถาม
ผมตอบกลับอย่างโมโห "เคยบอกไปแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้อีก"
หลี่หม่าจือถอนหายใจ "เห้อ!..นายน่ะยังไม่รู้อะไรเลย พี่ไม่ได้มาเพื่อหาเงินเท่านั้น แต่มาเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นด้วยซ้ำ!"
ผมอึ้งเงียบสักพัก ถามกลับ "แล้วผมจะไปช่วยชีวิตใครได้?"
พี่หลี่กระซิบตอบ "จนถึงตอนนี้พี่ปกปิดความจริงกับนายไว้ แต่นายเอาแต่คิดว่าพี่เอาแต่โลภมากเห็นแก่เงินอย่างเดียว..จริงๆ แล้วทุกอย่างที่ทำให้พี่มาถึงที่นี่ คือพี่กำลังทำเพื่อลูกชาย! ลูกชายพี่กำลังป่วยเป็มะเร็งเม็ดเืขาว ยังไงพี่ก็ต้องหาเงินให้พอสำหรับค่าผ่าตัดครั้งนนี้ และพี่ก็ไม่มีเงินมากพอเพราะค่ารักษาให้พูดว่าแพงจนหูฉีกก็ว่าได้ แต่ตอนนี้พี่ต้องขอบคุณน้อง ที่ช่วยให้พี่มีความหวังที่จะช่วยลูกได้ในเร็วๆ นี้...พี่เองไม่เคยเป็พ่อที่ดีเลย ไม่เคยจะหาของกินดีๆ และให้โอกาสดีๆ กับเขาเลย ความรักของคนเป็พ่อกับเขา ไม่สามารถแม้แต่จะรักษาแม่ของลูกได้ พี่เป็หนี้ลูกชายมากเกินพอแล้ว..ขอร้องนะ ช่วยพี่ด้วย..อย่าปล่อยให้พี่เสี่ยงคนเดียวเลย แต่เพื่อลูกชายพี่ยอมแลกลมหายใจเพื่อให้เขาได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งเท่านั้นพอ"
เมื่อถึงจุดนี้พี่หลี่ก็คุกเข่าลงร้องขอผมเสียงดังลั่น...
ผมใมาก ไม่คิดว่าลูกชายของเขาจะป่วยเป็โรคมะเร็งทั้งๆ ที่ยังอายุน้อย
พ่อแม่ ครอบครัวที่เจอปัญหาแบบนี้ ผมเข้าใจดีว่าเป็เื่ทรมานที่เวลาก็ไม่อาจหยุดให้ พี่หลี่หวังทั้งหมดฝากไว้กับลูกชายได้แค่คนเดียว
ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่หลี่จะดูโลภมากมาโดยตลอด เขาเก็บความลับนี้มาโดยตลอด
ผมเห็นว่าพี่กำลังลำบาก..ผมควรที่จะช่วยด้วยเื่นี้ดีมั้ย?
เพราะสถานการณ์ที่ร้ายแรงมาแล้ว 2 ทริปก่อนหน้านี้..พูดตรงๆ ว่าการหนีตายไม่ใช่เื่ง่าย มันค่อนข้างเสี่ยงมากเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เรากำลังจะไปเจอมันไม่ใช่แค่ลานปะา แต่มันรวมถึงกับผู้คนที่หลายคนก็ไม่ได้รู้เื่อะไรพวกนี้
ถ้าพวกเขารู้ว่าเรากำลังไปทำอะไร พวกเขาต้องมีปากเสียงกับเราแน่นอน
ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับประชาชนในโซนใต้มามาก และยังมีกรณีของผู้ที่ถูกทรมานจนตายไปอีก
ในขณะที่เห็นพี่หลี่ร้องไห้อย่างโศกเศร้าแค่ไหน ผมจึงตอบรับที่จะร่วมมืออีกครั้ง
"ผมจะช่วยพี่เท่าที่ผมทำได้ให้ดีที่สุด เมื่อผมรู้ว่าวัตถุนั้นเกินต้านทานความสามารถของผม ผมจะออกห่างโดยเร็วที่สุด" ผมพูดอย่างเด็ดขาด
หลี่หม่าจือก้มขอบคุณทั้งน้ำตาแล้วตอบกลับ "ทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว"
พี่หลี่แค่อยากต่อสู้เพื่อลูกของเขา ต่อให้เขาล้มเหลวเขาจะไม่เสียใจในภายหลัง
ผมพยักหน้าตอบ
ผมไม่ได้กินอะไรเลยทั้งวัน..ผมคิดวกวนแต่เื่ที่ลานปะา เพราะหลังจากที่ได้เห็น 2 เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็ทำให้ผมเกือบจะชัวร์แล้วว่าิญญาชั่วร้ายจากวัตถุมีอยู่จริง
ยังไงผมก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าวัตถุมันแย่ถึงระดับไหน และไม่ใช่เื่แกล้งเล่นแน่นอน
พี่หลี่บอกผมว่าคืนนี้จะเริ่มอาจจะเริ่มไปที่ลานปะา เพราะฉะนั้นให้ผมเตรียมพร้อมเอาไว้
ผมมองออกนอกหน้าต่าง...ฟ้าเมฆดำปกคลุมทั้งหมู่บ้านั้แ่ไกล
นี่เป็สัญญาณที่แย่มาก ทำให้ผมเริ่มไม่มั่นใจกว่าเดิม
จนถึง่เย็น ผมกับพี่หลี่เตรียมจัดข้างของและรอพี่ชายคนนั้นมารับอย่างใจจดใจจ่อ
แต่รอแล้วรออีก รอจนถึง 5 ทุ่ม ก็ยังไม่เห็นวี่แวว..ผมเริ่มกังวลนิดหน่อย
ระหว่างที่ผมเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ก็ยิ่งทำให้ผมเริ่มไม่สบายใจหนักขึ้น
จนถึงเวลา 5 ทุ่มครึ่ง มีเสียงโทรศัพท์ของพี่หลี่ดังขึ้น
พี่หลี่เข้าไปเปิดข้อความดูจนถึงกับหน้าซีด
มีข้อความจากพี่ชายของเขาส่งข้อความมาว่า "สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไป โปรดออกไปจากโรงแรมโดยด่วน!"
ผมเดินไปเก็บข้าวของโดยไม่พูดจา แล้วเร่งพี่หลี่ "ไม่ต้องในะ รีบออกไปจากที่นี่ก่อนเร็วเข้า!"
ถ้าเราโดนคนอื่นจับได้ ผลที่ตามมาก็จินตนาการได้อยู่
ผมรีบวิ่งออกจากโรงแรมและขับออกไปยังที่ที่เงียบสงบ
หลังจากตรวจสอบว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ ส่วนหลี่หม่าจือตั้งใจจะโทรถามพี่ชายว่ามีใครรู้เื่เกี่ยวกับเราหรือเปล่า
แต่เขาโทรหลายสายติดๆ กัน ก็ไม่มีใครตอบรับเลย
ยิ่งทำให้ผมกลับมาไม่สบายใจอยู่สักพัก..สงสัยอยู่ว่าพี่ชายคนนั้นจะถูกใครรุมกระทืบตายอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้
รอจนกระทั่งเช้าวันต่อมา พี่ชายคนนั้นโทรกลับมาแล้ว พี่หลี่ถามทันที "เกิดอะไรขึ้น"
ปรากฏว่าหัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมกันทั้งหมู่บ้าน
และบอกว่าชาวบ้านบางคนสมรู้ร่วมคิดกับบุคคลภายนอกเพื่อขโมยของในลานปะา ซึ่งเป็อาชญากรรมที่ชั่วร้าย
เมื่อเขาได้ยินก็ใกลัวคิดว่าตัวเองถูกเปิดเผย จึงแอบส่งข้อความมาขอให้เราหนีไป
แต่ต่อมาก็พบว่าสายลับที่หัวหน้าหมู่บ้านพูดถึงไม่ใช่เรา แต่เป็กลุ่มอื่น
ทำให้คนกลุ่มนั้นถูกทุบตีจนเกือบตาย และในที่สุดก็สารภาพผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดของเขา
พี่หลี่จึงถามกลับว่า "แล้วหัวหน้าหมู่บ้านลงโทษพวกเขาต่อยังไง?"
พี่ชายไม่ได้ตอบคำถาม แต่บอกว่า "คงจบได้ไม่สวยสักเท่าไหร่"
ผมถึงกับต้องยอมเเพ้
แต่พี่หลี่ยังยื้ออย่างยืดหยัดอยู่ เพื่อลูกชายของเขาเท่านั้น
ผมก็ทำตัวไม่ถูก แอบรู้สึกได้ว่าผมใจอ่อนเกินไป
พี่หลี่ถามพี่ชาย "แล้วเราควรทำยังไงกันต่อ?"
เขาตอบ "ผมเองก็รอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน เตรียมตัวมาที่บ้านผมคืนนี้ มากินนอนที่บ้านผมชั่วคราวก่อน ไม่ต้องห่วง เราจะไม่ถูกพบอย่างแน่นอน"
หน้าผมมืดทันทีที่ได้ยิน
"ตอนนี้ลมแรงมาก ถ้าพี่เขาขอให้เราไปอยู่ในหมู่บ้านนั้น จะยิ่งไม่แส่หาเื่ตายยิ่งกว่าหรอ?" ผมสะกิดถาม
แม้แต่พี่หลี่ก็สะดุ้งเล็กน้อย แต่เขายังบอกว่า "เราสามารถแอบเข้าไปได้ ก่อนที่ข่าวจะถึงเขา"
พี่ชายคนนั้นเริ่มใจร้อน "พวกคุณเข้าใจอะไรบ้าง..ตอนนี้เพิ่งเกิดเื่ขึ้น ยังไม่มีใครเขามาสนใจว่าจะมีใครกล้าเข้ามาในหมู่บ้านตอนนี้ กลับกันมันทำให้เราสะดวกกว่า..ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ปลอดภัยที่สุด!"
ผมแนะนำว่าให้รอดูอีกสองสามวัน เพื่อสังเกตการณ์
แต่พี่ชายคนนั้นก็เริ่มไม่พอใจ "พวกคุณรอได้ แต่ผมรอไม่ได้ อาคารไม่ซ่อม น้ำก็ไม่มา สำนักงานรัฐบาลก็ไม่ยอมให้ ผมจะเอาที่ของผมมาสร้างใหม่ก็ไม่ได้ ตอนนี้ในที่ของผมจะขุดสักหน่อยก็ยาก ไม่มีพรรคพวกไหนที่จะสนับสนุนผมเลย ถ้าพวกคุณไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา ผมจะหาได้ใครคนอื่นแล้ว"
สิ่งที่เขาพูดทำให้เราอาจจะมีหวัง พี่หลี่เริ่มบ้าทันที และขอให้พี่เขาสงบแล้วคืนนี้เราจะได้เจอกันอีกที
จนกระทั่งตอนนี้ ผมไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงเฝ้าระวัง
ง่ายๆ เลย คือพี่ชายไม่รอ พอถึง่กลางคืนเขาจะพาพวกเราลงมือจนได้
เมื่อเรามาถึงในหมู่บ้านที่ไม่คุ้นเคย พี่ชายคนนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า "ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครรู้หรอก"
ผมกับพี่หลี่ถูกพี่ชาย พาไปซ่อนในกระโปรงหลังของรถสีดำ แล้วขับไปชนอะไรไปตลอดทาง จนมาถึงหมู่บ้าน
เราทั้งคู่เวียนหัวเหมือนบ้านหมุน เมื่อออกจากรถก็อ้วกทันที
พี่คนนั้นได้พาเราเข้าไปในบ้านเล็กๆ ของเขา บอกให้เราไปพักที่ห้องใต้ดินกันก่อน
ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ก็อย่าได้ไปในหมู่บ้านเด็ดขาด
ผมหัวเราะอย่างเ็า "สิ่งที่เขาทำอยู่มันไม่ต่างอะไรกับการถูกกักขังอยู่นะตอนนี้!"
พี่หลี่ได้แต่พูดว่า "อดทนไว้ เื่ใหญ่ก็ไม่ต้องใส่ใจไปหรอก"
หลังจากเอาสัมภาระออกจากกระเป๋าเสร็จ
ผมก็ถามพี่ชายคนนั้นต่อ "แล้วผมไปดูที่ลานปะาก่อนได้มั้ย จะได้ประเมินว่าที่นั่นอันตรายขนาดไหน"
พี่ชายคนนั้นตอบกลับ "ต้องรอก่อน เพราะตอนนี้มีคนเฝ้าอยู่..แต่หลังจากตี 3 ชาวบ้านที่เฝ้าก็จะกลับไปนอนกัน ถึงเวลาแล้วเราค่อยไปกันยังไม่สาย"
ผมพยักหน้าโอเคและบอกให้พี่คนนั้นจับหนูตัวนึงมาให้หน่อย แล้วใช้เข็มเจาะตาและหูไว้ด้วย เผื่อจะได้ใช้
พี่ชายมองหน้าผมด้วยความสงสัย..แต่สุดท้ายก็ทำตามที่ผมบอก
ผมกับพี่หลี่ต่างพากันนอนชิลในห้องใต้ดินระหว่างรอ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปหลังจาก พี่ชายคนนั้นก็มาเรียกเราบอกว่า "พวกเขากลับบ้านกันแล้ว รีบไปตอนนี้เลย!"
ผมถามพี่ชายเขาว่า "แล้วจับหนูได้มั้ย"
พี่เขาก็โยนถุงพลาสติกมาให้ผมทันที เขาสงสัยถามว่า "แล้วทำไมต้องเอาหนูไปด้วย"
ผมหัวเราะแล้วตอบว่า "การเจาะตาและหูหนู ทำให้มันไม่สามารถมองเห็นและได้ยินได้ แต่มันจะพึ่งพาประสาทััทางอื่นของตัวมันเอง หนูมันมีความสามารถในการรับรู้พลังงานด้านมืดได้ดีกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า ทำให้เราสามารถจับตำแหน่งของพลังงานมืดได้ชัดเจน!"
พี่คนนั้นถึงกับชูนิ้วโป้งให้แล้วชื่นชม "อย่างเจ๋ง!"
ผมผูกเชือกที่หางหนูแล้ววางมันลงบนพื้น จากนั้นก็ตามหลังหนูไปพร้อมกับพี่หลี่
ทันทีที่หนูััพื้น มันก็พยายามดิ้นรนเพื่อหนี แต่เพราะผูกหางไว้แน่นมันจึงหนีไม่ได้
สุดท้ายมันก็ยอมเดินต่อไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว หยุดบ้างบางครั้งเพื่อดมกลิ่นพื้น แล้วก็เดินต่อไป
เดินไปหยุดไปประมาณ 5-6 นาที แต่มันก็ไม่ได้เดินไปทางลานปะาเลย