ตอนที่ 172 เล่ม 2 การมอบรางวัล
หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือดและน่าตื่นเต้นในรอบชิงชนะเลิศที่ทำให้ทุกคนในสนามประลองต้องหยุดหายใจ การแข่งขันประลองยุทธของนิกายสุริยันแดงก็ได้สิ้นสุดลง โดยมีหลินจุนเป็นผู้ชนะเลิศและเหว่ยเหลียงเป็นรองชนะเลิศ การมอบรางวัลและการประกาศรับลูกเขยของนิกายสุริยัน
แดงจะเป็นสิ่งที่ทุกคนรอคอย
การมอบรางวัลให้แก่รองชนะเลิศ
สนามประลองเงียบสงบลงหลังจากเสียงเชียร์และเสียงโห่ร้องได้จางหายไป ผู้ฝึกฝนและผู้ชมต่างยืนอยู่รอบๆ เวทีกลางที่ถูกเตรียมพร้อมสำหรับพิธีมอบรางวัล ท้องฟ้าโปร่งใสและแสงอาทิตย์ส่องประกายสว่างไสวเพิ่มบรรยากาศแห่งความยิ่งใหญ่ให้กับงานนี้
เหว่ยเหลียงเดินขึ้นไปบนเวทีในชุดนักฝึกที่มีรอยแผลจากการต่อสู้หลายรอบ เขายืนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ ขณะที่ผู้ชมต่างรอคอยการประกาศรางวัล ทันใดนั้น หลิงหลาน ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เขาเคยพบในหุบเขาไฟ ปรากฏตัวขึ้นบนเวทีในชุดที่งดงามและสง่างาม ราวกับเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เธอ
หลิงหลานที่แท้จริงคือธิดาเทพแห่งนิกายสุริยันแดง ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์หลายๆ อย่างในครั้งนี้ เหว่ยเหลียงรู้สึกทึ่งและตกใจเมื่อเห็นหลิงหลานในชุดธิดาเทพ ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวของเขา
"เธอคือนาง...ธิดาเทพแห่งนิกายสุริยันแดง" เหว่ยเหลียงคิดในใจ "ข้าไม่เคยคาดคิดว่าเธอจะเป็นธิดาเทพที่มีอำนาจและยิ่งใหญ่ขนาดนี้"
หลิงหลานยืนอยู่หน้าผู้ชมและเหว่ยเหลียง ด้วยรอยยิ้มที่งดงามและเปี่ยมด้วยความสง่างาม เธอยื่นรางวัลให้เหว่ยเหลียง เป็นอัญมณีวิญญาณที่ส่องประกายสีฟ้าใส ความสวยงามของอัญมณีนี้ทำให้ผู้ชมตื่นเต้นและชื่นชม
"ข้าขอเชิญเหว่ยเหลียงขึ้นมารับรางวัลรองชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้" หลิงหลานกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลและเป็นกันเอง
เหว่ยเหลียงเดินเข้ามาใกล้หลิงหลานด้วยท่าทีที่สงบและมั่นคง เขารับอัญมณีวิญญาณจากมือของหลิงหลานและก้มศีรษะเล็กน้อย
"ข้าขอขอบคุณท่านสำหรับการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมและทักษะที่น่าทึ่งของเจ้า ข้าหวังว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จในอนาคต" หลิงหลานกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความอบอุ่น
เหว่ยเหลียงยิ้มและตอบกลับ "ข้าขอขอบคุณท่านสำหรับโอกาสในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าหวังว่าจะได้นำความรู้และประสบการณ์กลับไปฝึกฝนต่อไป"
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง ผู้ชมต่างตื่นเต้นกับการมอบรางวัลและการพบกันระหว่างเหว่ยเหลียงและหลิงหลาน ท้องฟ้าโปร่งใสและแสงอาทิตย์ยังคงส่องประกายสว่างไสว สร้างบรรยากาศแห่งความยิ่งใหญ่และความสำเร็จ
ในใจของเหว่ยเหลียง เขายังรู้สึกถึงความทึ่งและความยินดีที่ได้พบกับหลิงหลานอีกครั้งในสภาพที่สง่างามและยิ่งใหญ่เช่นนี้ การพบกันครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นของการผจญภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต ซึ่งเขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่จะมาถึง
การมอบรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศ
สนามประลองเงียบสงัดลงเมื่อธิดาเทพแห่งนิกายสุริยันแดงก้าวขึ้นมาบนเวที แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องประกายลงมาทำให้ทั้งเวทีและตัวเธอเปล่งประกายออร่าเหมือนเทพธิดา ผู้ชมและผู้ฝึกตนทุกคนต่างจดจ่อมองไปยังเวทีด้วยความคาดหวัง
เวทีที่ปูด้วยผ้าไหมสีแดงเลือดนกถูกจัดตกแต่งอย่างงดงามด้วยดอกไม้สีทองและผ้าแพรพรรณที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ท่ามกลางเวทีนั้น มีกล่องศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่ประดับด้วยอัญมณีหลายสีวางอยู่
"ข้าขอเชิญหลินจุนขึ้นมารับรางวัลผู้ชนะเลิศในการแข่งขันประลองยุทธครั้งนี้" ธิดาเทพประกาศด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและชัดเจน แต่ในดวงตาของเธอมีประกายแห่งความขมขื่นที่ถูกซ่อนไว้อย่างลึกซึ้ง
หลินจุนเดินขึ้นมาบนเวทีด้วยก้าวเดินที่มั่นคง ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องและเสียงเชียร์จากผู้ชม รอบข้างของเวทีเต็มไปด้วยสีสันของธงและผ้าคลุมที่ผู้ชมยกขึ้นมาโบกสะบัด เสียงเชียร์นั้นสะท้อนก้องไปทั่วสนามประลอง ราวกับเสียงคลื่นที่กระทบฝั่งไม่หยุดหย่อน
หลินจุนแต่งกายในชุดนักรบที่สะท้อนแสงจากอาทิตย์ ชุดเกราะสีเงินเงาและผ้าคลุมสีแดงของเขาดูโดดเด่น เขาก้าวย่างด้วยความสง่างามและความมั่นใจ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความภาคภูมิใจ และความท้าทายใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า
ธิดาเทพยื่นรางวัลให้หลินจุน เป็นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีแสงสว่างส่องประกายและความงดงามที่ไม่มีที่ติ กระบี่เล่มนั้นมีลักษณะงดงาม ด้ามจับประดับด้วยอัญมณีแสงสีฟ้าและสีทอง ใบกระบี่ส่องประกายราวกับแสงดาวในยามค่ำคืน
"เจ้าคือผู้ชนะที่ยอดเยี่ยม หลินจุน ทักษะและความมุ่งมั่นของเจ้าเป็นสิ่งที่น่าประทับใจ ข้าขอมอบกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นี้ให้แก่เจ้า และข้าขอประกาศว่าเจ้าจะเป็นลูกเขยของนิกายสุริยันแดง" ธิดาเทพกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลและความภาคภูมิใจ แต่ในใจเธอนั้นรู้สึกถึงความทุกข์ที่ไม่ได้เปิดเผย
หลินจุนก้มศีรษะและรับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ "ข้าขอขอบคุณท่านสำหรับเกียรติยศนี้ ข้าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและคงความภาคภูมิใจของนิกายสุริยันแดง" เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและมุ่งมั่น
ผู้ชมและผู้ฝึกตนต่างมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยความทึ่งและความตื่นเต้น หลินจุนยืนถือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ไว้สูง ความงดงามและพลังของกระบี่เล่มนี้เป็นที่จดจำสำหรับทุกคนที่อยู่ในสนามประลอง เขาคือผู้ชนะที่แท้จริง และพิธีมอบรางวัลนี้จะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของนิกายสุริยันแดง
แสงอาทิตย์เริ่มลดลง สร้างแสงเงาที่สวยงามรอบๆ สนามประลอง เหตุการณ์ในวันนี้จะคงอยู่ในความทรงจำของทุกคน เหล่าผู้ฝึกตนและผู้ชมต่างกลับบ้านไปพร้อมกับความประทับใจและแรงบันดาลใจใหม่สำหรับการฝึกฝนและการต่อสู้ในอนาคต
ธิดาเทพยืนอยู่บนเวที มองดูหลินจุนที่ยังคงได้รับการยกย่องจากผู้ชม เธอซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใน ความรู้สึกที่เธอมีต่อนักรบผู้ชนะนี้ไม่ได้เป็นความรัก แต่เป็นความรับผิดชอบต่อหน้าที่และเกียรติของนิกายสุริยันแดง เธอรู้ดีว่านี่คือบทบาทที่เธอต้องรับไว้ด้วยความสง่างามและความเข้มแข็ง
เหว่ยเหลียงและสหายกลับเกาะลอยฟ้าจำลอง
แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องลงมาบนเกาะลอยฟ้าจำลองของเหว่ยเหลียง ที่ตั้งอยู่เหนือกลุ่มเมฆ ทัศนียภาพที่งดงามราวกับอยู่ในสรวงสวรรค์ เสียงนกร้องและสายลมที่พัดผ่านให้ความรู้สึกสดชื่นและสงบสุข
เหว่ยเหลียงและสหายของเขาเพิ่งกลับมาจากการแข่งขันในนิกายสุริยันแดง แม้พวกเขาจะไม่ได้ชนะ แต่ประสบการณ์และความรู้ที่ได้รับก็มีค่ามากมาย
บนเกาะลอยฟ้า เหว่ยเหลียงและสหายกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มรื่น ลมพัดเย็นสบายให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พวกเขามองเห็นทิวทัศน์ของท้องฟ้าที่โปร่งใสและทะเลเมฆที่เหมือนผืนผ้าสีขาวพลิ้วไหว
อี้ตงมู่และเจ้าอ้วนกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับการแข่งขันที่ผ่านมา ทั้งสองเล่าถึงความท้าทายและอุปสรรคที่พวกเขาพบเจอ แม้จะสามารถเข้าสู่รอบที่สี่และห้าได้ แต่ก็พบว่าการแข่งขันนั้นยากเย็นกว่าที่คาดคิดไว้
“ข้าไม่คิดเลยว่าการแข่งขันจะเข้มข้นถึงเพียงนี้ ข้าคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว” อี้ตงมู่พูดพลางยิ้ม
เจ้าอ้วนหัวเราะและพยักหน้า “ใช่ ข้าเองก็เช่นกัน แต่ถึงแม้จะไม่ได้ชนะ ข้าก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันกับพวกเจ้า”
เหว่ยเหลียงนั่งฟังเพื่อนๆ ของเขา แต่ในใจเขารู้สึกถึงความหมายของการฝึกตนที่แท้จริง สำหรับเขา การแต่งงานและความสำเร็จในโลกภายนอกไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง การหลุดพ้นจากความทุกข์และการบรรลุถึงความสงบภายในเป็นสิ่งที่เขาต้องการ
“ข้าไม่ต้องการแต่งงาน มันไม่ใช่เส้นทางสู่การหลุดพ้นสำหรับข้า” เหว่ยเหลียงพูดขึ้น
เหลียนฮัวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เสริมด้วยคำพูดตลก “ใช่แล้ว เจ้าเหมาะกับการไปบำเพ็ญเพียรในถ้ำมากกว่า” เขากล่าวด้วยใบหน้าตาย ทุกคนหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของเขา
ฉงเหม่ยนั่งเงียบๆ ฟังทุกคนพูดคุย แต่ในใจเธอกลับคิดถึงเหตุผลที่เหว่ยเหลียงทำทั้งหมดนี้ เธอเชื่อว่าเขาทำเพื่อเธอ เพื่อให้เธอมีความสุขและปลอดภัย แม้จะไม่พูดออกมา แต่สายตาของเธอบ่งบอกถึงความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
“ข้าเชื่อว่าเจ้าทำทั้งหมดนี้เพื่อข้า” ฉงเหม่ยพูดขึ้นเบาๆ พลางมองไปที่เหว่ยเหลียง
เหว่ยเหลียงหันมามองฉงเหม่ยและยิ้มอย่างอบอุ่น “ข้าทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของข้า แต่ข้าก็ห่วงใยและใส่ใจเจ้าด้วยเช่นกัน” เขากล่าวด้วยความจริงใจ
ทัศนียภาพของเกาะลอยฟ้าเต็มไปด้วยความสวยงามและความสงบสุข ทุ่งหญ้าเขียวขจีและดอกไม้ที่เบ่งบานสร้างบรรยากาศที่สดใส เหล่าผู้ฝึกตนรู้ดีว่าการเดินทางและการฝึกตนยังคงดำเนินต่อไป ข้างหน้าเต็มไปด้วยความท้าทายและการผจญภัยใหม่ๆ ที่รอคอยให้พวกเขาได้สัมผัสและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน