ทุกอย่างเป็ไปตามที่หญิงสาวบอก เมื่อหนูตัวนั้นเข้าไปเลียน้ำชา เพียงครู่เดียวมันก็เกิดอาการกระสับกระส่าย ะโหนี หายใจเร็ว เกร็งตัว และหยุดหายใจ แน่นิ่งไปภายในชั่วเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น พ่อบ้านรีบปิดฝาหม้อแล้วทิ้งเอาไว้ จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป พ่อบ้านจึงเปิดฝาออก เพื่อให้ทุกคนได้ชะโงกหน้ามาดมกลิ่นที่ค่อนข้างชัด และทั้งองค์ชายและลู่เจ๋อต่างก็ยืนยันว่าเป็กลิ่นเดียวกันกับที่ได้จากศพของท่านเสนาบดี
“เพราะฉะนั้น เื่นี้ให้ท่านหมอสมุนไพรมาช่วยยืนยันอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือก็จะพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งแล้วค่ะ”
“แล้วหนูอีกตัวนี่ เ้าเอามาทำอะไร” องค์ชายทรงหันมาถาม
หญิงสาวทำหน้าเบ้ แล้วค่อยตอบว่า “ปะาเพคะ” ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันไปพูดกับเหม่ยลี่
“เ้าไปเอาผ้าที่ข้าให้ช่วยเย็บดามกับตะเกียบมาหน่อย”
แล้วหญิงสาวก็จัดการให้พ่อบ้าน เหม่ยลี่ รวมถึงองค์ชาย ให้ถือฉากผ้าขาวที่เหม่ยลี่เย็บติดกับตะเกียบซ้ายขวาให้เป็เสมือนผนังจำลองของห้องทรงสี่เหลี่ยมทั้งสามด้าน โดยเปิดด้านหนึ่งว่างเอาไว้ และเธอไปหยิบก้อนกรวดเล็ก ใหญ่ สามสี่ก้อน มาวางด้านใน ก่อนจะอธิบาย
“สมมุติว่าฉากขาวทั้งสามด้านนี้คือกำแพงห้องของท่านเสนาบดี แล้วก้อนกรวดพวกนี้ก็คือเฟอร์นิเจอร์ เอ้ย..เครื่องเรือนที่มีอยู่ในห้องนะคะ” หญิงสาวหยุดมองหน้าชายหนุ่มทั้งสอง จนไป๋หลงหลานพยักหน้า แสดงความเข้าใจ เธอจึงหันไปทางลู่เจ๋อ
“ท่านลู่เจ๋อ ข้าจะรบกวนท่าน...เอ่อ...นำหนูตัวนั้นมาวางไว้กลางห้องจำลองนี้ แล้ว...แล้ว..”
“ใช้มีดแทงไปที่ตัวมัน ห้าแผล...ใช่หรือไม่” ไป๋หลงหลานช่วยต่อประโยคให้ เพราะรู้ว่าหญิงสาวเริ่มใจอ่อน
“ก่อนเริ่ม ข้าจะบอกสิ่งที่อยากให้ฝ่าา ท่านลู่เจ๋อ และท่านพ่อบ้านช่วยกันสังเกต ก็คือเกิดอะไรขึ้นที่แผลที่ถูกมีดแทงเข้าไป เืไหลออกมาแบบไหน สังเกตให้ดีนะคะ กับการแทงในแต่ละครั้ง ให้ห่างกันครึ่งลมหายใจ”
ขณะที่ลู่เจ๋อจับหนูมา แล้วเริ่มจ้วงแทง หญิงสาววิ่งมาหลบด้านหลังองค์ชาย โผล่เพียงแค่หน้าที่แสดงความหวาดเสียวเป็ที่สุด แต่ก็ทำใจแข็งดูไปด้วย ...ขอโทษเ้าจริงๆ เลยนะเ้าหนูน้อย ข้าไม่รู้จะหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้อย่างไร
เมื่อลู่เจ๋อแทงครบห้าครั้ง เ้าหนูเคราะห์ร้ายนั้นก็แน่นิ่งไป ไป๋หลงหลานได้ยินเสียงสะอื้นเล็กๆ จากด้านหลังจึงหันมามอง ใจเขาก็อ่อนยวบไปด้วย เขาจึงเอื้อมมือลูบศีรษะเธอคล้ายปลอบเด็ก พร้อมเช็ดน้ำตาให้
“ไม่เป็ไรนะ เ้าหนูสองตัวนี่มันไป์แล้ว มันทำความดี ์ย่อมเมตตามันแน่นอน”
หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะสะบัดความรู้สึกอ่อนไหวไปก่อน เพื่อจะทำงานตรงหน้าต่อ
“ขอบคุณท่านลู่เจ๋อมากที่ทำแทนข้า แต่ยังไม่จบนะคะ”
“ทีนี้ รบกวนท่านพ่อบ้านนำหนูในหม้อออกมาหน่อยค่ะ”
พ่อบ้านจึงทำตาม เขานำหนูตัวนั้นมาวางอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ
“ต้องรบกวนท่านลู่เจ๋อทำเหมือนเดิมค่ะ กับหนูตัวนี้ แล้วขอให้ทุกคนสังเกตเหมือนเดิมนะคะ”
เมื่อลู่เจ๋อแทงมีดเข้าไปในร่างเ้าหนูที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว ทุกครั้งก็มีเพียงเืที่ปริไหลออกมาจากาแ แต่ไม่มีการ ‘พุ่ง’ กระฉูด เหมือนตัวที่ถูกแทงตอนยังมีชีวิต
เมื่อเสร็จการทดลอง หญิงสาวจึงอธิบายสรุปให้กับองค์ชายฟัง
“ฝ่าาเห็นความแตกต่างของการแทง และแพทเทอร์น ...เอ่อ...รูปแบบการไหลหรือการพุ่งของเื ของหนูทั้งสองตัวไหมเพคะ”
“ตัวแรกที่ยังไม่ตาย แผลแรกเืพุ่งกระฉูดแรงจนไปเลอะผ้าสีขาวรอบด้าน และมีรอยเืเปรอะเปื้อนกระเซ็นเป็จุดเล็กใหญ่ กระจายเต็มไปหมด แล้วแรงพุ่งก็ค่อยๆ ลดลงในแผลถัดๆ ไป ส่วนตัวที่สองที่ตายแล้ว ทุกแผลเป็เพียงการเปิดเนื้อให้เืไหลออกมาจากร่าง ไม่มีการพุ่งของเื”
“ถูกต้องเพคะ นั่นก็เพราะว่า เมื่อเรายังมีชีวิต ยังหายใจ นั่นแปลว่าหัวใจเรายังทำงานสูบฉีดเืให้ไหลเวียนในกาย เมื่อมีาแฉกรรจ์เช่นมีดแทง ด้วยแรงสูบฉีดของเืทำให้เืพุ่งออกมา และกระจายไปรอบๆ เพคะ ในทางกลับกันเมื่อเราตายแล้ว สิ้นลมหายใจ หัวใจไม่ทำงานแล้ว ก็ไม่มีการสูบฉีดเืให้ไหลเวียนในกาย ร่างเราจะเป็เสมือน...ถุงที่ใส่เืเอาไว้ เืที่อยู่ในถุงนิ่งๆ เมื่อมีรอยเจาะผ่านให้ไหลออก มันก็แค่ไหลออกตามรอยแผลนั้นๆ...” หญิงสาวยกอุ้งมือขึ้นเพื่อช่วยอธิบายให้เห็นภาพ “...นั่นจึงอธิบายได้ว่าท่านเสนาบดีต้องเสียชีวิต หัวใจหยุดทำงาน ‘ก่อน’ ที่จะได้รับาแเ่าั้ เช่นนั้นบริเวณห้องที่เกิดเหตุถึงได้มีรอยเืแค่บริเวณที่ท่านนอนอยู่เท่านั้น หากท่านถูกแทงตอนยังมีชีวิต จะต้องมีรอยเืสาด แม้ไม่เลอะเทอะเท่าที่เราทดลองกับหนู เพราะความที่ห้องท่านมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่อย่างน้อย เครื่องเรือนรอบๆ บริเวณนั้นเช่น พื้นรอบๆ หรือพวกโต๊ะ เก้าอี้ ต้องมีรอยเืกระเซ็นบ้าง แต่นี่ไม่มีเลย นอกจากบริเวณที่ท่านนอนตาย ทุกอย่างสะอาดเป็ปกติมาก แล้วหากท่านเสนาบดีสิ้นใจแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะจ้วงแทงท่านอีก แล้วการทิ้งมีดที่มีสัญลักษณ์ชัดเจนที่ชี้มาที่องค์ชาย ก็เห็นได้ชัดว่าเป็การใส่ร้าย หม่อมฉันอธิบายแบบนี้ ฝ่าากับท่านลู่เจ๋อพอจะเข้าใจ และนำไปอธิบายต่อหน้าพระพักตร์ได้ไหมเพคะ”
“ช่วยได้มากเลยทีเดียว ถ้าได้หมอสมุนไพรมาช่วยยืนยันเื่พิษเป่ยซิ่งอีกแรง ข้าเชื่อว่าเสด็จพ่อน่าจะเชื่อ” เขาไม่พูดต่อว่าเขาคงต้องไปสาธิตแบบนี้ต่อหน้าพระพักตร์ เพราะนั่นหมายความว่าต้องฆ่าหนูอีกสองตัวแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้น วันนี้เราพอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน เ้าก็ควรไปพัก สีหน้ายังซีดเซียวอยู่เลย ยังเวียนศีรษะ คลื่นไส้อยู่อีกหรือไม่”
“ขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วงเพคะ หม่อมฉันไม่เป็อะไรแล้วจริงๆ เพคะ เดี๋ยวนั่งให้ลมโกรก สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปล้าง กับดื่มน้ำเยอะๆ ก็ไม่เป็อะไรแล้วเพคะ”
ชายหนุ่มส่ายหัวในความกล้าบ้าบิ่นของหญิงสาว แต่ก็ดีใจที่ในที่สุดก็หาหนทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้แล้ว
“หม่อมฉันขอนำศพหนูทั้งสองตัวไปฝังด้านนอกวัง กับขอผลไม้ในครัวสักสองสามอย่างไปเซ่นไหว้พวกมันหน่อยได้หรือไม่เพคะ”
จากที่คิดจะกลับไปหารืองานกับลู่เจ๋อ ได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนี้ เขาจึงเปลี่ยนใจ
“งั้นเดี๋ยวข้าไปกับเ้าเอง เพราะเ้าหนูสองตัวนี่มันสละชีวิตเพื่อช่วยข้า ควรเป็ข้าที่ให้ความเคารพกับพวกมันนะ เหม่ยลี่ เ้าไปตรียมผลไม้ ดอกไม้ แล้วก็ธูปให้หน่อย เดี๋ยวข้า พระสนม และลู่เจ๋อจะนำมันไปฝังด้านนอก”
--------------------------
องค์ชายเค้าอบอุ่นจังนิ ... อิอิ คอมเมนท์เป็กำลังใจให้หน่อยน้า ~ เลิฟๆ