ดุจเดือนจงใจเปิดการสนทนาเช่นนี้เป็นนัยโดยเหลือบมองน้องสาวซึ่งเป็นแม่ของเด็กหญิงว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไรหากรู้ว่าลูกสาวของตัวเองกำลังเติบโตเหมือนดอกไม้แรกแย้มที่กำลังหอมและหวานซึ่งขณะนี้กำลังมีเด็กหนุ่มๆเข้ามาหมายปองอันเป็นสิ่งปกติสำหรับผู้ที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น แต่ดูเหมือนนภาจะตกอกตกใจตื่นถามลูกสาวเสียงเข้มทีเดียว
“ป้าเขาพูดถึงใครกันรึ ทำไมฝันไม่เคยเห็นเล่าให้แม่ฟังว่ามีผู้ชายมาจีบ...แล้วตกลงพ่อหนุ่มนั่นเป็นใครชื่ออะไร ลูกเต้าเหล่าใคร พ่อแม่เขาทำงานอะไร บ้านอยู่ที่ไหนแล้วเขาเรียนอยู่ชั้นไหน รู้จักกับฝันมานานหรือยัง...แล้วฝันชอบเขาหรือเปล่า”
ท่าทางอันวิตกเกินกว่าเหตุของนภาทำให้เลอดาวผู้เจนชีวิตมาก่อนถึงกับส่ายหัว เพราะหล่อนเองเข้าใจดีว่าการตั้งคำถามเป็นสิบข้อเพื่ออยากได้คำตอบมันคือการซักไซ้และคาดคั้นซึ่งอาจทำให้เด็กสาวนั้นทำตัวไม่ถูกหล่อนจึงรีบพูดแทรกขณะหันไปยิ้มบางๆให้หลานสาว
“แหม พี่ภาก็ถามเสียเยอะแยะไปหมดเลย ไม่รู้พี่เดือนพูดจริงหรือพูดเล่นแค่อาจจะหยอกๆธรรมดาก็ได้...ใช่ไหมจ๊ะฝัน”
ฟ้าฝันหน้าซีดไปถนัดตาคงหวั่นวิตกที่ได้เห็นสีหน้าของมารดานั้นดูเข้มงวดกว่าปกติ...ซึ่งก็เป็นธรรมดาของผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาก่อนและโลกที่ได้เรียนรู้และสัมผัสมานั้นก็หาใช่ชีวิตที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแต่ชีวิตของนภานั้นเต็มไปด้วยขวากหนามและริ้วรอยอันขมขื่นไม่แพ้ชีวิตหล่อนจึงน่าจะเป็นผลอันเกิดจากความระแวงระวัง
“ภาก็ซักลูกจนหน้าจืดหมดแล้ว...พี่ก็แค่หยอกเย้าตามประสาเล่นนิดหน่อยเท่านั้นแหละ”
ดุจเดือนคงรู้เหมือนกันว่านภาจริงจังเกินไป สิ่งที่คิดแค่หวังหยอกล้อนั้นจึงกลายเป็นเลยเถิดจึงกลบเกลื่อนบรรยากาศอึมครึมด้วยการพูดชวนติดตลก
แต่นภาไม่ฟังเสียงพี่กับน้องสาวที่เบนความสนใจออกไปยังคงมองไปยังลูกสาวพร้อมกับรอคำตอบ
“ว่าไงละฝัน...ได้ยินที่แม่ถามไหม”
ฟ้าฝันจึงตอบเสียงอ่อยๆ “พี่ต่อไม่ได้มาจีบฝันหรอกค่ะคุณแม่เราแค่คุยกันธรรมดาพอดีฝันเล่าให้คุณป้าฟังว่าพี่ต่อเขาเตะฟุตบอลมากระแทกหัวฝันเมื่อเย็น...แค่นั้นเองค่ะ”
“ชื่อต่ออย่างนั้นรึ”
“ค่ะ พี่เขาอยู่ม.หก เป็นนักกีฬาโรงเรียนแล้วก็เป็นประธานโรงเรียนด้วย เรียนเก่ง ใครๆก็รู้จักพี่เขาทั้งนั้นแหละค่ะ ฝันไม่ได้รู้จักพี่ต่อเป็นพิเศษหรอกค่ะ”
นภาดูจะสบายใจขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป”
“พอดีพี่ต่อเขาเปรยๆให้ฝันฟังน่ะค่ะว่าอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าจะไปเที่ยวทะเลกับครอบครัวฝันเลยนึกขึ้นได้ว่าน้าดาวรับปากกับฝันว่าจะพาไปเที่ยวทะเล ฝันก็เลยจะมาทวง”
พูดถึงตรงนี้ฟ้าฝันก็ยิ้มเอียงอายแต่มีนัยยะการทวงถามถึงทะเลในทางอ้อมกับน้าสาว...ทำให้เลอดาวต้องเอื้อมมือไปยีหัวเด็กสาวเบาๆเป็นเชิงหยอกอย่างสนิทสนม
“ที่แท้ก็จะทวงเรื่องเที่ยวทะเลนี่เองพูดไปเสียอ้อมโลก...รับปากแล้วก็จะพาไปแน่จ้ะ แต่ขอเวลาน้าเคลียงานสักหน่อยนะ”
พอฟ้าฝันประจบได้อย่างใจก็ขอตัวไปเปลี่ยนชุดล้างหน้าล้างตาตามที่มารดาเอ่ยปากก่อนหน้า...จึงเหลือพี่น้องสามสาวนั่งจับกลุ่มคุยกันแต่หัวข้อหาใช่เรื่องส่วนตัวของเลอดาวแต่กลับเป็นประเด็นใหม่เกี่ยวกับเรื่องของเด็กหญิง ซึ่งนภานั้นคาดโทษเลอดาวเบาๆว่า
“พี่รู้นะว่าดาวรักหลาน แต่อย่าไปให้ท้ายกันบ่อยนักตอนนี้ฝันกำลังโตเป็นสาวแล้วพี่ก็ต้องระวังเอาไว้บ้างจะได้ไม่ซ้ำรอยของพี่กับดาว...พี่อยากให้ฝันตั้งใจเรื่องเรียนมากกว่าเรื่องความรัก”
เลอดาวแสร้งหัวเราะเพื่อยั่วพี่สาว“ถ้าเป็นสมัยก่อนก็อาจจะบอกว่าเรื่องเรียนสำคัญกว่าความรัก แต่เด็กสมัยนี้เห็นจะตรงกันข้ามแล้วค่ะพี่ภาเรื่องความรักเป็นที่หนึ่ง ส่วนเรื่องเรียนโน่น อยู่รั้งท้ายค่ะ”
“แต่พี่เห็นด้วยกับภานะ...ถึงยุคสมัยสังคมจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เราก็ควรจะเลือกตามเฉพาะสิ่งที่มันดีๆถ้าเป็นไอ้เรื่องความรักความใคร่ พี่ว่ามันก็ยังไม่เหมาะนัก อย่างยายฝันยังเด็กเกินไปพี่ไปบรรยายตามสถาบันมาตั้งหลายที่พี่ก็พูดเรื่องนี้เสมอแหละว่าผู้หญิงควรจะรู้จักรักนวลสงวนตัวเอาไว้บ้างไม่ใช่ปล่อยตัวง่ายๆ เดี๋ยวปัญหาอื่นๆทางสังคมจะตามมาทีหลัง”
เมื่อดุจเดือนได้โอกาสพูดก็แสดงความคิดเห็นชุดใหญ่เป็นความคิดที่เลอดาวมองว่าเหมาะควรแล้วที่พี่สาวของหล่อนคนนี้ยังครองตัวเป็นโสดจนส่อเค้าขึ้นคานรำไรไร้แววว่ารถไฟขบวนสุดท้ายคงหมดโอกาสออกจากชานชาลาแน่ๆ...แต่หล่อนเห็นตรงกันข้ามกลับมองว่าผู้คนควรจะเรียนรู้ให้ทันโลกสมัยใหม่ รู้จักรักให้เป็นและรู้จักการป้องกัน...แต่ขืนหล่อนเถียงหรือออกความเห็นในทางขัดแย้งคงไม่แคล้วถูกสองรุมหนึ่ง จึงเลือกที่จะตัดบท
“ถ้าพี่ภากับพี่เดือนเป็นห่วงยายฝันล่ะก็เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าดาวอาสาไปส่งที่โรงเรียนแล้วกันนะคะจะได้ลองเลียบเคียงถามดูว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน...สบายใจหรือยังคะ”
เมื่อนภาพยักพเยิดอย่างเห็นด้วยความหวังทั้งมวลของพี่สาวสองคนก็เลยตกอยู่บนความรับผิดชอบของหล่อนไปโดยปริยาย
//////////////////////////////////////
ระหว่างทางที่รถแล่นอยู่บนท้องถนนเลอดาวชวนหลานสาวคุยสัพเพเหระจนกระทั่งสบจังหวะจึงเริ่มเลียบเคียงถามถึงเด็กหนุ่มที่ถูกเรียกชื่อเล่นสั้นๆว่า ‘ต่อ’
“เมื่อวานตอนที่แม่เขาถามถึงพี่ต่ออะไรนั่น ฝันไม่ได้โกรธแม่ใช่ไหม”
ฟ้าฝันเอียงคอมอง “ไม่หรอกค่ะ ฝันรู้ว่าแม่เป็นห่วง แต่ฝันก็รู้จักกับพี่ต่อแค่ผิวเผินอย่างที่บอกแหละค่ะ”
“น้าชักอยากเห็นหน้าซะแล้วสิ”
ท่าทางของฟ้าฝันกระตือรือร้นโดยไม่รู้ตัว...เป็นอาการของเด็กสาวที่หลงใหลได้ปลื้มใครสักคนช่างเหมือนกับหล่อนตอนเริ่มแตกเนื้อสาวไม่ผิดเพี้ยนแววตาของเด็กหญิงเป็นประกายยามเอ่ยถึงชื่อพี่ต่อคนนั้น
“ฝันว่าน้าดาวต้องชอบแน่ๆค่ะ พี่ต่อป๊อบปูลาร์ที่สุดในโรงเรียนแล้วค่ะเรียนก็เก่ง เป็นนักร้องนำอยู่ในวงดนตรีของโรงเรียนด้วยนะคะแถมยังเป็นขวัญใจสาวๆข้างสนามฟุตบอลอีก มีสาวๆเอาดอกไม้เอาขนมมาฝากให้ทุกวัน...พี่ต่อนี่มีแฟนคลับเพียบเลยนะคะ”
“ท่าทางจะเป็นเดือนโรงเรียนแน่ๆ”
“แต่ข้อเสียของพี่ต่อก็มีนะคะ พี่เขาเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งน่ะคะพูดน้อยมากๆ จนบางคนอาจคิดว่าพี่เขาหยิ่ง...ตอนฝันคุยกับพี่เขาทีแรกฝันยังไม่ชอบขี้หน้าเลยค่ะ”
เลอดาวแกล้งหยั่งเชิงทันควันเมื่อสบโอกาส
“แล้วตอนนี้ฝันชอบขี้หน้าพี่ต่อหรือยังจ๊ะ”
ผู้เป็นหลานเล่าเพลินปากจึงรู้ไม่ทันความคิดน้าสาว ตอบฉะฉานอย่างใจคิด“ไม่ได้ถึงกับชอบ แต่ก็ไม่เกลียดขี้หน้าแบบแต่ก่อนแล้วค่ะ”
เลอดาวคิดในใจว่าเด็กหนุ่มคนนั้นน่าจะมีอิทธิพลบางอย่างกับจิตใจของเด็กหญิงแน่ๆ...ฟ้าฝันออกอาการปลาบปลื้มอย่างไม่รู้ตัวอาจเป็นแค่นิยมชมชื่นซึ่งยังไม่ถึงขั้นตกหลุมรักแต่ของแบบนี้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า ทุกสิ่งมีการพัฒนาได้ถ้าหล่อนได้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายเมื่อไรก็อาจจะช่วยประเมินได้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดอย่างไรต่อกัน
เมื่อขับรถมาถึงหน้าโรงเรียน...แล้วหล่อนก็ได้เห็น
“นั่นไงคะพี่ต่อ”
แววตาของฟ้าฝันล้นปรี่ไปด้วยความสุขอย่างหนึ่งที่แสดงออกมาตามธรรมชาติของวัยเมื่อหล่อนมองตามสายตาของเด็กหญิงที่จ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้นั้นซึ่งก้าวลงมาจากรถยนต์หรูที่จอดเทียบริมบาทวิถีข้างหน้าเรื่องจริงข้อหนึ่งที่หลานสาวพูดถูกคือเขาเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียนหญิงจริงๆเพราะมีหลายคนทีเดียวที่ยืนบิดตัวขวยเขินมองเขาอย่างชื่นชอบในมือบางคนก็มีดอกกุหลาบ มีกล่องของขวัญมีของกุ๊กกิ๊กตามประสาผู้หญิงที่อยากมอบให้ผู้ชาย
แต่แวบแรกที่เด็กหนุ่มคนนั้นหันมาหล่อนรู้สึกเหมือนวงหน้าของตราบุญลอยมาทับซ้อน...แต่ก็ให้คำตอบว่าตัวเองคงคิดมาก
“พี่เขาคงดังในโรงเรียนจริงๆอย่างที่ฝันว่าแหละจ้ะ”
หล่อนตอบออกไปด้วยใจเลื่อนลอยพอสมควรขณะที่รับไหว้เด็กหญิงจนประตูรถปิดตามเดิม แล้วมีเพียงหล่อนนั่งอยู่ในรถคนเดียวโดยไม่ได้เคลื่อนตัวออกไปสายตาทั้งสองข้างก็จับมองไปยังสตรีผู้หนึ่งซึ่งก้าวลงมาจากฝั่งคนขับรถคันนั้นของเด็กหนุ่ม
สาวใหญ่ผู้นั้นแต่งตัวดีมีฐานะแต่สิ่งที่ตรึงสายตาให้หล่อนจ้องจับโดยไม่วางตานั้นคือสตรีผู้นั้นมีบางอย่างอันคลับคล้ายคลับคลาใครบางคนใครคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญในรอยแปดเปื้อนอันปักธงเป็นตราบาปในใจหล่อนมานานเนิ่นนานเสียจนหล่อนไม่อาจลบเลือนภาพนั้นไปจากใจ
แม้นไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่...แต่หล่อนก็จะไม่ปล่อยให้ความคิดนี้ลอยผ่านไป
//////////////////////////////////////จบตอนที่ 13