ณัฐธัญนั่งอยู่หน้ารถอยู่แล้วจึงหันมองออกไปทางขวา ภาพที่เห็นคือพายุทะเลทรายที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ฝุ่นทรายพัดว่อนด้วยความเร็วอย่างกับทอร์นาโดระดับเอฟห้าฟ้าแลบแปลบปลาบเป็ระยะ ๆ ทุกครั้งที่แสงสายฟ้าประกายวูบ ท้องฟ้าก็สว่างจ้าเป็สีแดงอมม่วงมองเห็นทะเลทรายทั้งหมดอย่างกับเวลาเที่ยงวัน
แต่ที่น่าพิศวงคือต้นไม้ในป่าล้วนนิ่งสนิทไม่ไหวติงแม้แต่ต้นไม้ที่อยู่ติดกับทะเลทรายมากที่สุดก็ไม่มีกิ่งก้านสาขาไหนกระดิกแม้แต่นิดเดียว ราวกับมีม่านพลังที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้
“นั่นอะไรน่ะ?ตรงนั้นมีูเาด้วยหรือ เมื่อตอนกลางวันยังไม่เห็นเลย” เสียงของลีโอนีดังขึ้น
พอทุกคนได้ยินก็พากันเพ่งสายตาไปยังเส้นขอบฟ้าท้องฟ้ามืดสนิท ไม่ว่าแผ่นฟ้าหรือแผ่นดินล้วนถูกกลืนเป็สีดำ แต่เมื่อจังหวะฟ้าแลบก็เห็นว่าใจกลางทะเลทรายมีเงาดำตะคุ่มขนาดมหึมาเพราะฝุ่นทรายบดบังจึงมองเห็นไม่ค่อยชัด เห็นเพียงโครงเส้นรอบนอกของเงาเท่านั้น
มาน็องที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดจู่ ๆ ก็เบิกตากว้าง พูดพึมพำว่า “...นั่นแมงป่องหรือ?”
พอทุกคนได้ยินก็ตั้งใจเพ่งพินิจกว่าเดิมณัฐธัญค่อย ๆ มองตามเส้นสายเงานั้น จนเริ่มเห็นเค้าโครง หางชูสูงเสียดเมฆ กล้ามและลำตัวใหญ่โตขนาดมองจากไกล ๆ ยังรู้สึกว่าโอฬาร ไม่อยากคิดว่าถ้าเข้าไปใกล้แล้วจะใหญ่ขนาดไหน
โครงร่างของมันไม่ผิดแน่ดูอย่างไรก็คือแมงป่อง ทว่าต่างกันตรงที่มันมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตึกเสียอีก
เขากลืนน้ำลายรู้สึกถึงคอที่แห้งผาก กล่าวเสียงสั่นว่า “พวกเธอบอกว่านี่คือโลกซอมบี้แล้วไอ้ตัวนั้นนับว่าเป็ซอมบี้หรือเปล่า..?”
แม้แต่ลีโอนียังหน้าถอดสี“ฉันก็เพิ่งเคยเห็นอะไรอย่างนี้เป็ครั้งแรกเหมือนกัน ตอนนี้เรามีข้อมูลน้อยเกินไปคงต้องไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่เมืองนาร็อก”
พอมาคิดดูแล้วไม่มีทางที่โลกจะล่มสลายกับอีแค่ซอมบี้ มันง่ายเกินไป ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน การจะล้างบางซอมบี้มันไม่ใช่เื่ยากมันต้องมีอะไรที่น่าสะพรึงกว่านั้น อย่างเช่นไอ้ตัวนี้..!
ณัฐธัญครุ่นคิดถ้าเจอไอ้ตัวแบบนี้ คงต้องระดับขีปนาวุธอย่างเดียวถึงจะเอามันอยู่ เขารู้สึกว่านอกจากสิ่งจำเป็พื้นฐานแล้วในรถก็ควรติดตั้งอาวุธที่มีพลังทำลายล้าง เผื่อเจอสถานการณ์เลวร้ายซึ่งหน้า
เขามองดูลมพายุที่โหมกระหน่ำมันดูรุนแรงถึงขนาดอาจพัดรถปลิวได้ทั้งคัน พายุทรายเปรียบเสมือนอาณาเขตของมัน โชคดีที่เขาเข้ามาหลบในป่าตามที่อลิเซียบอกมิเช่นนั้นไม่อยากจะคิดต่อเลยว่าเป็อย่างไร
“ถ้าพรุ่งนี้พายุยังไม่หายเราคงต้องเปลี่ยนเส้นทางไปถนนหลักในป่าแทน” ลีโอนีแนะนำ
ณัฐธัญเห็นด้วยต่อให้พายุหายไป เขาก็ไม่มีทางขับลงทรายอีก
“อย่างนั้นพักผ่อนกันเถอะพรุ่งนี้ต้องเดินทาง” ณัฐธัญกล่าว เขาอยากจะรีบนอนไว ๆแล้วตื่นมาพร้อมกับแต้มความสุข เพื่อจะเอาไปอัปเกรดระบบในรถบ้านต่อ
พอปิดไฟในรถทุกคนต่างก็เข้านอน เหลือเพียงเสียงฟ้าร้องดังจากไกล ๆ เป็ครั้งคราวถือเป็เสียงกล่อมนอนได้อย่างดี แม้เขาจะเพิ่งตื่นตอนเที่ยงวัน แต่เหตุการณ์เมื่อตอนบ่ายทำให้เขาล้าไปทั้งกายพอทิ้งตัวลงเตียงก็หลับสนิท
......
ณัฐธัญลืมตาตื่นท่ามกลางความมืดแสงภายนอกยังไม่ปรากฏ บ่งบอกว่ายังไม่เช้า แต่เขาไม่รู้สึกง่วงแล้วและไม่อยากนอนต่อ จึงไปที่หน้ารถเพื่อที่จะอัปเกรดระบบในรถ ระหว่างนั้นเขาก็เหลือบมองด้านขวายังคงมืดสนิทเหมือนเดิม แต่ไม่มีเสียงฟ้าร้อง และไม่มีฟ้าแลบ จึงไม่ทราบสถานการณ์
เขาเลือกอัปเกรดแบตเตอรี่ผลิตไฟฟ้าในตัวให้เป็20 กิโลวัตต์ต่อวัน ราคา 800 แต้มพอกดอัปเกรด ใต้รถก็เรืองแสงสีฟ้า พอเขาดูที่รายการ พบว่าขั้นต่อไปต้องใช้แต้มถึง 2,000แต้ม เพื่ออัปเกรดเป็ 40 กิโลวัตต์ต่อวัน
เขาขมวดคิ้วตอนแรกนึกว่าแต้มจะเพิ่มเพียงเท่าตัว แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่
จากนั้นเขาก็ทยอยซื้อระบบที่จำเป็อื่นๆ อย่างระบบแปรสภาพอากาศเป็น้ำดื่มวันละ 5ลิตร ระบบรีไซเคิลและกรองน้ำ ระบบบำบัดของเสีย รวมถึงรายการที่ลีโอนีขอไว้อย่างปืนพกสองกระบอกะุสองกล่อง มีดพกทหารสองเล่ม ไม่รู้ว่าเธอจะเอาไปทำาที่ไหน
ขณะนั้นเองเสียงของลีโอนีก็ดังมาจากด้านหลัง “ตื่นแล้วหรือ..?”
ณัฐธัญหันไปมองเห็นเธอมุดเข้ามาที่ด้านหน้ารถแล้ว
“มาได้จังหวะพอดีฉันลองซื้อของที่เธอขอบางส่วนแล้ว ดูว่าชอบหรือเปล่า” ณัฐธัญกล่าวพลางส่งปืนพกสองกระบอกให้
ลีโอนีหยิบมาลองจับดูจากนั้นถอดแยกชิ้นส่วนอย่างชำนาญ ก่อนจะประกอบกลับเข้าไปใหม่อย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวชมว่า“อืม ไม่เลว นี่แหละที่เขาเรียกว่าปืนพก”
แล้วณัฐธัญก็ส่งมีดพกทหารให้ต่อเธอหยิบ ๆ จับ ๆ แล้วก็ควงเล่น “อืม ใช้ได้”
เธอคิดว่าณัฐธัญจะส่งปืนกลมาให้เธออีกแต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบ จึงขมวดคิ้วถามว่า “แล้วปืนกลล่ะ?”
ณัฐธัญตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย“ไม่มี”
ตอนนี้เขาเหลือแค่385 แต้ม จะเอาแต้มที่ไหนไปซื้อปืนกลที่ราคาขั้นต่ำอยู่ที่สี่ร้อย..!
“หมายความว่าไง?”ลีโอนีทำหน้าสงสัย ณัฐธัญจึงอธิบายว่าเขาต้องใช้แต้มไปกับสิ่งจำเป็พื้นฐานเพื่อความอยู่รอดในระยะยาวและเมื่อเธอถามว่า ‘จะได้เมื่อไร’ เขาก็ตอบว่า “ขึ้นอยู่กับเธอ”
คำตอบนั้นทำให้ลีโอนีรู้สึกรำคาญใจเธอรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายพยายามพูดให้คลุมเครือ ราวกับจะบอกว่าถ้าอยากได้มากนักก็จ่ายด้วยร่างกายเสียสิจึงกล่าวแบบไม่พอใจว่า “คิดว่าฉันใจง่ายขนาดนั้นเชียว..?”
ณัฐธัญขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกล่าวอย่างจริงจังว่า “ฉันไม่คิดว่าเธอใจง่าย แต่โลกที่สิ้นสลายนี้จะทำให้เธอใจง่าย”
เขาโอบรั้งเอวเล็กบางของเธอเข้ามาจ้องมองั์ตาของเธอ กล่าวว่า “และต่อให้เธอใจง่าย ฉันก็จะไม่ดูแคลนเธอฉันจะยกย่องเชิดชูศักดิ์ศรีของเธอ มอบความรักให้สมเกียรติของเธอ”
ลีโอนีสบตาตอบคำพูดของเขาคล้ายกับสายลมที่พัดความไม่พอใจนั้นหายไป ไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเธอมาก่อนพอณัฐธัญเห็นโอกาส ก็ค่อย ๆ โน้มศีรษะลง จุมพิตริมฝีปากอวบอิ่มของเธอเบา ๆ
เธอชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหลับตาตอบรับจุมพิตของเขา แม้เป็พิษของอารมณ์เพียงชั่ววูบเธอก็ยินยอมพร้อมใจ
จากตอนแรกที่แ่เบากลายเป็รุนแรงจากอบอุ่นกลายเป็รุ่มร้อน ณัฐธัญสอดแทรกชำแรกลิ้น เข้ารัดโรมรันกับลิ้นน้อย ๆ ของเธอเมื่ออารมณ์เริ่มชักนำชี้ทาง มือทั้งสองของเธอก็โอบคอของเขาส่วนมือทั้งสองของเขาอาละวาดไปทั่วเรือนกาย
จากจุมพิตที่ริมฝีปากเลื้อยลงมายังซอกคอ แล้วจบลงบนยอดปลายแดงที่คล้ายเม็ดทับทิมเหยียดชี้ มือหนึ่งไต่เต้าลงยังเบื้องล่างสำรวจตรวจตราช่องโพรงลี้ลับ ลีโอนีโอบกอดทั้งศีรษะของเขาแน่น ราวกับ้าหลอมรวมให้เป็เนื้อเดียวเรียวขาเปิดอ้าราวกับเชื้อเชิญ
ด้วยฝีไม้ลายมือของณัฐธัญร่างของเธอบิดไปมาด้วยท่วงท่าเย้ายวน สีหน้าเปี่ยมด้วยความกระสันรัญจวน ร้องครวญครางด้วยน้ำเสียงแ่เบา
ความรู้สึกสุขสันต์นี้ต่างไปจากเมื่อวานซึ่งเธอเองก็ไม่อาจบรรยายได้ว่าต่างกันอย่างไร ของเมื่อวานราวกับอาหารที่ขาดเครื่องปรุงหนึ่งอย่างแต่วันนี้เหมือนกับอาหารที่ปรุงอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติเตียน เพิ่มความแช่มชื่นหวานฉ่ำอย่างบอกไม่ถูก
ความสุขสันต์ไต่เต้าขึ้นจุดสุดยอดรสชาติความรักที่ชวนให้ลุ่มหลงงมงายหลั่งไหลเข้ามา เอนไซม์ในร่างกายหลั่งไหลออกไป เธอไม่อาจถอนตัวจากความหรรษาของร่างกายได้แล้ว
ลีโอนีร่างอ่อนระทวยซบไปที่ทรวงอกของณัฐธัญ หน้าอกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเหนื่อยหอบ ณัฐธัญมองไปที่ใบหน้าของเธอด้วยรอยยิ้มจัดเผ้าผมของเธอให้ดูเรียบร้อย แล้วประทับจูบลงหน้าผากของเธอ
เธอหลับตาพริ้มหัวใจรู้สึกหอมหวานราวกับลิ้มรสน้ำผึ้งเดือนห้า
ราวกับได้พักหายใจเธอก้มตัวโน้มศีรษะลง เมื่อครู่ได้ลิ้มรสชาติทางใจจนอิ่มหนำ จึงสลับมารับรสทางประสาทรับรสจริงๆ แทน ศีรษะของเธอขยับขึ้นลง ช่วยแบ่งคืนประสบการณ์ที่ได้ไปเยือนสรวง์แก่เขา
ทั้งสองฝ่ายแม้ไม่พูดจาก็ทราบแก่ใจตอนนี้ระดับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ได้เพิ่มไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว
......
รถบ้านสีขาวคันหนึ่งค่อยๆ แล่นลัดเลาะไปตามป่ารกทึบ เสียงเครื่องยนต์ดังท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันเป็ธรรมชาติกลบเสียงหมู่แมลงและเหล่าลูกนกสกุณาทั้งหมด
ณัฐธัญกำลังขับรถโดยมีลีโอนีคอยนั่งดูทิศทางส่วนอลิเซียกำลังฟังวิทยุโดยมีมาน็องนั่งอยู่ข้าง ๆ
“ประกาศจากศูนย์ช่วยเหลือผู้รอดชีวิต: ขณะนี้ใจกลางทะเลทรายกีโบกีเกิดพายุทะเลทรายขนาดใหญ่คาดว่ามีรัศมีประมาณสี่พันกิโลเมตร ความเร็วลมประมาณแปดร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทุกท่านที่กำลังจะไปเขตปลอดภัยโซนหนึ่ง โซนสอง โซนแปด โซนสี่สิบสี่ โซนสี่สิบห้าโซนสี่สิบหก โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางทะเลทราย...”
“แปดร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง...”อลิเซียพึมพำ หน้าซีดเผือด โชคดีที่พวกเธอเลือกมาจอดรถในป่า มิเช่นนั้นคงร่างแหลกไปพร้อมกับรถแล้ว
ณัฐธัญหลั่งเหงื่อเย็นเยียบเขาเองก็รู้สึกโชคดีที่เชื่ออลิเซีย อดชื่นชมสัญชาตญาณของเธอไม่ได้ สมกับเป็เ้าหญิงบุญบารมีแกร่งกล้าจริง ๆ
หลังจากขับรถมาสามชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงถนนใหญ่สายหลัก เป็ถนนสี่เลน มีรถจอดระเกะระกะเรียงรายเต็มไปหมดแต่มีช่องว่างพอให้รถวิ่งแทรกผ่านไปได้ตลอดทาง ราวกับมีรถบรรทุกชนเปิดทางไว้ก่อนแล้ว
พอขับขึ้นบนถนนลาดยางณัฐธัญก็สังเกตเห็นร่างคนคนหนึ่งยืนอยู่กลางถนน ร่างนั้นเดินอืดอาดยืดยาดมีน้ำเืน้ำหนองไหลท่วมตัวและใบหน้า ดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง หากเป็ตอนกลางคืนและอยู่คนเดียวเขาอาจคลุมโปงอีกรอบหนึ่ง แต่เวลานี้เขารู้สึกตื่นเต้นในที่สุดก็ได้เจอตัวเอกของวรรณกรรมสยองขวัญคลาสสิก ‘ซอมบี้’
แม้เขาจะกลัวผีแต่เขาไม่กลัวซอมบี้ เขาดูหนังซอมบี้ได้ แต่เขาดูหนังผีไม่ได้
ณัฐธัญค่อยๆ จอดรถอยู่ตรงหน้ามัน มองลักษณะหน้าตาของมันอย่างถี่ถ้วน ใบหน้าของมันซีดเหลืองเปรอะไปด้วยเืและน้ำหนอง ที่หน้าผากกับคอมีเส้นเืสีน้ำเงินปูดออกมาอย่างผิดธรรมชาติลีโอนีหันขวับมามองเขาทันที กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “นายจะจอดทำไม รีบไปเดี๋ยวนี้ซอมบี้มันไม่ได้อ่อนแออย่างที่นายคิดนะ..!”
ขณะที่ณัฐธัญกำลังจะถามว่าทำไมเสียงตูมก็ดังขึ้นหน้ารถ กลายเป็ว่าซอมบี้ตัวนั้นทุบฝากระโปรงรถจนบุบลงอย่างชัดเจนเห็นเหล็กฉีกออกจนแทบทะลุ คราวนี้เขาเป็ฝ่ายหน้าซีดเหลืองแทนรีบเหยียบคันเร่งชนเข้าใส่ซอมบี้ทันที
ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้นซอมบี้ตัวนั้นพยายามต้านดันรถของเขา ทำให้รถของเขาเร่งเครื่องได้เพียง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ล้อหลังหมุนเกือบจะหยุดกับที่ควันสีขาวจากล้อเริ่มลอยคละคลุ้ง
“อย่าบอกนะว่าซอมบี้มันแรงช้างขนาดนี้ทุกตัว..?!” ณัฐธัญะโ ถ้าซอมบี้มีพลังขนาดนี้ทุกตัวเขาจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโลกนี้ถึงกาลอวสาน
ลีโอนีคว้าปืนพก9 มม. ที่ณัฐธัญเพิ่งให้เมื่อเช้า ลดกระจกลง ลั่นไกดังเปรี้ยงเจาะทะลุศีรษะของซอมบี้หงายหลังล้มทั้งยืนทันที
เมื่อไม่มีแรงภายนอกมายับยั้งรถก็พุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็ว ณัฐธัญถอนหายใจเฮือกใหญ่ปาดเหงื่อเม็ดโตที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก ลีโอนีพูดขึ้นว่า “ระลึกไว้เสมอว่าที่นี่ไม่ใช่โลกเก่าของนายและการที่โลกนี้จบสิ้นเพราะพวกมันก็ไม่ใช่เื่บังเอิญ”
ณัฐธัญยิ้มเจื่อนรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เมื่อครู่เขาประมาทไปจริง ๆ กล่าวยอมรับผิดตามตรง
ลีโอนีทอดถอนใจก่อนจะกล่าวด้วยความไม่แน่ใจว่า“อันที่จริงซอมบี้มันก็ไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้นหรอก แต่ไอ้ตัวนั้นมันผิดปกติฉันก็ไม่เคยเห็นซอมบี้ที่แรงเยอะขนาดนี้มาก่อนเหมือนกัน”
ณัฐธัญใช้หนึ่งร้อยแต้มซ่อมแซมฝากระโปรงรถลำแสงโฮโลแกรมสีฟ้าปรากฏขึ้น ฝากระโปรงรถค่อย ๆ ฟื้นฟูกลับสู่สภาพเดิมลีโอนีเห็นแล้วก็ยังอดทึ่งไม่ได้ ตราบใดที่มีพลังนี้ แทบจะไม่ต้องกังวลเื่อะไรอื่นอีกเลย
ไม่ทราบว่าขับรถมานานเท่าใดท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม เพราะไม่มีจีพีเอสและแผนที่จึงไม่ทราบว่าใกล้ถึงเมืองหรือยัง
“พักก่อนเถอะเริ่มมืดแล้ว” ลีโอนีกล่าวขึ้น
ณัฐธัญไม่ขัดแวะจอดรถที่เป็พื้นที่โล่งข้างทางทันที หากเป็โลกเก่า เขาคงตั้งแคมป์ปิ้งบาร์บีคิวข้างนอกไปแล้วแต่โลกนี้ไม่รู้ว่ามีอันตรายแบบไหนอยู่บ้าง เขาจึงแทบไม่อยากออกจากรถหากไม่จำเป็
ณัฐธัญกำลังซื้ออาหารสดใส่ตู้เย็นเพราะเขาสังเกตว่าอาหารสดถูกกว่าอาหารปรุงสำเร็จเยอะอยู่พอสมควรไม่ว่าจะเนื้อสัตว์ ผักผลไม้ หรือเครื่องปรุงอย่างเกลือหรือน้ำผึ้งล้วนราคาหนึ่งแต้มต่อหนึ่งร้อยกรัมในขณะที่อาหารปรุงสำเร็จรูปทุกชนิดราคาเริ่มต้นก็ 50 แต้มแล้ว
เขาซื้อเนื้อและผักต่างๆ ใส่ไว้ในตู้เย็น และยังซื้อพวกเครื่องปรุงกับผงเครื่องดื่มสำเร็จรูปอย่างกาแฟและโกโก้เก็บไว้บนตู้ในครัวเสร็จแล้วก็บอกสามสาวว่า แต่นี้ไปอยากทำอะไรกินก็ทำได้เลยในตู้เย็นกับตู้ในครัวมีวัตถุดิบพร้อมแล้ว
แน่นอนว่าพอสิ้นเสียงมาน็องเดินมาเปิดตู้เย็นเป็คนแรก แล้วก็ตะลึงตาค้างเป็คนแรก ลีโอนีและอลิเซียที่ตามมาดูก็ตะลึงตามๆ กัน ในตู้เย็นขนาดห้าคิวมีทั้งเนื้อและผักต่าง ๆ อัดแน่นเต็มไปหมดแม้พวกเธอจะทราบว่าณัฐธัญมีพลังที่เสกสรรได้ทุกอย่างแต่เพราะเขาบอกว่ามีเงื่อนไขบางอย่าง พวกเธอจึงคิดว่าเขาอาจสร้างอะไรไม่ได้มากมาย
แต่พอได้เห็นแบบนี้พวกเธอคิดแล้วว่าประเมินพลังของเขาต่ำไป ตราบใดที่มีเขาอยู่ด้วย พวกเธอจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติเหมือนก่อนวันสิ้นโลกหรืออาจจะสะดวกสบายยิ่งกว่า..!
มาน็องแอบชำเลืองมองไปทางเขาแววตาราวกับตัดสินใจบางอย่าง ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
มื้อเย็นวันนี้เป็ฝีมือของมาน็องและอลิเซียตอนแรกมาน็องปฏิเสธไม่ยอมให้อลิเซียช่วย แต่เธอขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าบอกว่าไม่อยากเป็ภาระที่ช่วยอะไรไม่ได้ สุดท้ายจึงใจอ่อนยอมให้เธอช่วยถึงแม้ว่าจะต้องหัดสอนเธอั้แ่เริ่ม ทำให้ทำอาหารล่าช้าไปบ้าง แต่ทุกคนก็ไม่ว่าอะไร
......
18.00 น. ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง
ณัฐธัญขอให้ลีโอนีช่วยสอนการใช้อาวุธซึ่งเธอก็ยินดีช่วย แต่ก็สอนเพียงทฤษฎีอย่างกลไกการทำงานและวิธีใช้ เนื่องจากเสียงดังอาจดึงดูดซอมบี้หรือสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าซอมบี้ เพราะั้แ่ที่พวกเขาได้เจอกับเงาคล้ายแมงป่องกลางทะเลทรายก็ตกลงกันว่าจะไม่เดินทางหรือทำกิจกรรมอะไรที่เสียงดังตอนกลางคืนเด็ดขาด
“คุณนาธานเรามีน้ำพอซักผ้าหรือเปล่า..?” จู่ ๆ มาน็องก็เดินมาถาม
ณัฐธัญพอได้ยินก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมอธิบายเกี่ยวกับระบบพื้นฐานในรถเขาจึงเรียกทุกคนมาอธิบายว่าระบบในรถมีอะไรบ้าง จะได้รู้ว่าควรใช้เท่าไร ควรห่วงอะไรไม่ห่วงอะไรพอสามสาวได้ฟังก็ยิ่งทึ่งไปใหญ่ ผลิตน้ำจากอากาศ? ผลิตไฟฟ้าในตัว? รีไซเคิลน้ำเสีย?นี่รถหรือว่ายานอวกาศ..?
พวกเธอคิดในใจว่าต่อไปถ้ารถคันนี้บินได้ ก็คงไม่ประหลาดใจแล้ว
ณัฐธัญไปที่หน้ารถ ระหว่างนั้นลีโอนีก็ตามมาด้วยเธอบ่นว่า “แล้วนายคิดจะให้พวกเราใส่เสื้อของนายไปถึงเมื่อไรในระบบไม่มีเสื้อผ้าหรือไง..?”
ณัฐธัญเริ่มดูระบบและตอบเธอโดยไม่หันมามอง“เขียนชุดที่อยากได้กับขนาดและส่งมา ไปบอกอลิเซียกับมาน็องด้วย”
ลีโอนีตาเป็ประกายรีบมุดออกไป
ตอนนี้เขามี5,220 แต้ม เขาตัดสินใจอัปเกรดระบบผลิตน้ำจากอากาศให้กลายเป็10 ลิตรต่อวัน ราคา 800 แต้ม ตอนแรกเขากะจะซื้อเครื่องซักผ้าด้วยแต่ลืมไปว่ารถบ้านของเขาอยู่ในระดับซีคลาสที่ยาวเพียงห้าเมตรกว่าจะเอาพื้นที่ตรงไหนวางเครื่องซักผ้า..!
“คงต้องให้มาน็องซักมือไปก่อนแล้วกัน”เขาพึมพำ
ขณะนั้นเองลีโอนีเข้ามาพร้อมกับยื่นกระดาษให้ เขาหยิบมาดูแล้วก็ต้องตะลึง รายการเสื้อผ้ายาวเป็หางว่าวนับรวม ๆ แล้วเกือบห้าสิบชุด..!