“น้ำบำรุงชีวิตของฉันดึงดูดสัตว์อสูรเหล่านี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆ”
อวี๋จื่ออวี๋สะบัดกิ่งก้านทว่ายังไม่ยอมหยดน้ำบำรุงชีวิตลงไปทันที
ในเวลานั้นหมาป่าสีเทาที่าเ็สาหัสและอยู่ใกล้กับน้ำบำรุงชีวิตมากที่สุดไม่อาจต้านทานความเย้ายวนเบื้องหน้าได้อีกต่อไป
มันอ้าปากกว้างพุ่งเข้ากัดหมายจะ่ชิงทันที
“เพียะ!”
การฟาดฟันอย่างรุนแรงดังขึ้นก่อนที่หมาป่าสีเทาตัวนั้นจะทันได้ตอบสนองร่างของมันกระเด็นไปไกลกว่าหนึ่งเมตร กระแทกเข้ากับกรงต้นไม้อย่างจัง
“หงืด... หงืด...”
มันส่งเสียงคร่ำครวญแ่เบาหมาป่าสีเทาล้มลงกับพื้น พยายามจะลุกขึ้นยืนโซซัดโซเซ ร่างกายอ่อนแรงไปหมด
ในขณะเดียวกันโลหิตแดงฉานก็ไหลซึมออกมาจากาแของมัน
ชั่วพริบตากลิ่นคาวเืที่เข้มข้นก็กลบกลิ่นหอมหวานของน้ำบำรุงชีวิตจนหมดสิ้น
“ข้าไม่ให้ เ้าก็ไม่สมควรได้ไป”
อวี๋จื่ออวี๋กล่าวอย่างเ็าไม่ว่าหมาป่าสีเทาจะฟังออกหรือไม่ก็ตาม
“นายท่าน...แบบนี้จะไม่โหดร้ายเกินไปหน่อยหรือคะ”
เหอชิงเอ๋อร์ที่นั่งห้อยขาอยู่บนกิ่งไม้เมื่อเห็นหมาป่าสีเทาเลียแผลอยู่ไม่ไกล ใบหน้าเต็มไปด้วยความเ็ปเธอก็อดไม่ได้ที่จะทัก
“โหดร้ายงั้นหรือ”
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆอารมณ์ของเขาดีขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงสะบัดกิ่งก้านอีกครั้ง พลางอธิบายว่า
“สัตว์อสูรกลายพันธุ์นั้นยากจะฝึกฝนโดยเฉพาะพวกหมาป่าที่ดื้อรั้นที่สุด หากข้าไม่ใช้วิธีการโหดร้าย...”
ยังไม่ทันสิ้นคำกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ก็พุ่งทะยานออกไปกลางอากาศอย่างกะทันหันสร้างเสียงโซนิกบูมดังสนั่น
“ตูม!”
ก้อนหินขนาดใหญ่ถูกกิ่งก้านของเขาฟาดจนขาดเป็สองท่อนเผยรอยตัดที่เรียบเนียนดุจกระจก
“หากไม่โหดร้ายจุดจบเดียวที่รอพวกมันอยู่ก็คือความตาย”
เมื่อกล่าวจบอวี๋จื่ออวี๋ก็หันความสนใจกลับไปที่หมาป่าสีเทาที่คร่ำครวญเบาๆ อยู่ไม่ไกล
อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าหลังจากอวี๋จื่ออวี๋ขัดเกลามันมาพักหนึ่ง หมาป่าสีเทาตัวนี้ก็‘ฉลาด’ ขึ้นมาได้เสียที
แม้จะหิวโหยถึงขีดสุดและถูกกระตุ้นด้วยความเย้ายวนของน้ำบำรุงชีวิต แต่มันก็ก้มหน้าลงไม่กล้าแม้แต่จะมองสักครั้งเดียว
แน่นอนว่าไม่ใช่ไม่อยากมองแต่มันไม่กล้ามองต่างหาก
เพราะความรุนแรงของการฟาดด้วยกิ่งก้านอวี๋จื่ออวี๋นั้นไม่ใช่เื่ล้อเล่นเลย
การหวดเพียงครั้งเดียวจนกระดูกแตกละเอียดนั้นใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้
อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะพลางหยอกล้ออีกสองสามครั้ง
ดีนะที่...
หมาป่าสีเทาตัวนี้ไม่ทำให้เขาผิดหวัง
มันรู้จักเจียมตัวขึ้นจริงๆ
“ฉลาดขึ้นก็ดีแล้ว”
พูดพลางอวี๋จื่ออวี๋ก็ควบคุมให้น้ำบำรุงชีวิตหยดลงไป
‘ติ๋ง’
เมื่อน้ำบำรุงชีวิตร่วงหล่นสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ต่างก็เบิกตากว้าง บางตัวที่ใจร้อนถึงกับทำท่าจะพุ่งเข้าใส่
ทว่าขณะนั้นเอง
“ฉึบ ฉึบ ฉึบ...”
รากไม้และกิ่งก้านพุ่งทะยานออกไปเป็เชิงขู่กระทิงป่าที่พุ่งออกไปนอกกรงต้นไม้ต้องเบรกเอี๊ยดกะทันหันจนเกิดรอยลากยาวหลายเมตรบนพื้น
ส่วนลิงทองคำที่ใจร้อนอยู่แล้วก็หน้าคะมำร่วงลงมาจากกิ่งไม้ มันดูจะใไม่น้อย
สัตว์นั้นมีความคิดเรียบง่าย
แม้จะมีสติปัญญาขึ้นมาบ้างแต่หากไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็ระบบพวกมันก็ยากที่จะเรียนรู้การคิดอย่างเป็ระบบในทันที
ตอนนี้พวกมันก็เหมือนทารก เป็เสมือนผ้าขาว
เพราะเข้าใจในจุดนี้อวี๋จื่ออวี๋จึงมั่นใจว่าสามารถฝึกฝนพวกมันจนเชื่องได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมั่นใจแต่หากพวกมันไม่ยอมเชื่อง อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่ลังเลที่จะสังหาร
คิดเช่นนั้นกิ่งก้านของอวี๋จื่ออวี๋ก็พาดผ่านเหนือฮันนี่แบดเจอร์ หรือก็คือพี่หัวราบ
“ฉัวะ ฉัวะ...”
เสียงหวีดหวิวของกิ่งก้านเต้นระบำอยู่เหนือหัวฮันนี่แบดเจอร์ตัวนั้น
“...”
พี่หัวราบหดคอลงอย่างรวดเร็วและมุดกลับเข้าไปในรูทันที
บ้าระห่ำก็ส่วนหนึ่ง แต่พี่หัวราบไม่ได้โง่!
นอกจากนี้สาเหตุที่พี่หัวราบบ้าระห่ำไม่กลัวใครเป็เพราะโครงสร้างดวงตาของมันที่มีลักษณะคล้ายกับเลนส์เว้าทำให้สัตว์ขนาดใหญ่ในสายตาของมัน มีขนาดใกล้เคียงกับตัวมันเอง
ดังนั้นเมื่อประกอบกับการป้องกันที่เหนือชั้น และร่างกายที่สามารถต้านทานพิษร้ายพี่หัวราบจึงกลายเป็จ้าวแห่งความบ้าระห่ำตามธรรมชาติ
มีคำกล่าวถึงมันว่า‘หัวราบผมขาวคลุมหลังเงิน แผ่นดินแอฟริกาข้านี่แหละดุร้ายที่สุดชีวิตนี้ไม่ใช่อยู่ในการต่อสู้ก็อยู่ระหว่างเดินทางไปสู้...’
กล่าวถึงความบ้าระห่ำของพี่หัวราบ
เผ่าพันธุ์ที่บ้าระห่ำเช่นนี้กลับมีจุดจบที่ไม่ดีนักจนเกือบจะสูญพันธุ์ไปด้วยตัวมันเอง
ดังเช่นอีกคำกล่าวหนึ่งที่ว่า‘ไม่กลัวตาย จึงมักถูกฆ่าตาย’
ทว่าความบ้าระห่ำที่พี่หัวราบเคยมีมานั้นดูเหมือนจะใช้ไม่ได้ผลในยุคนี้
เพราะดวงตาเป็ทางหนึ่งในการรับรู้ศัตรูก็จริงแต่ปัญหาคือตอนนี้พี่หัวราบมีวิธีรับรู้ศัตรูเพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่งแล้ว
นั่นคือการรับรู้พลังิญญามันสามารถตัดสินความแข็งแกร่งของศัตรูจากความเข้มข้นของพลังิญญา
เมื่อกลายเป็สัตว์อสูรกลายพันธุ์พวกมันต่างก็มีความสามารถเช่นนี้ไม่มากก็น้อย
และตอนนี้ ตามการรับรู้ของพี่หัวราบความเข้มข้นของพลังิญญาในต้นหลิวที่อยู่ไม่ไกลจากมันนั้น ราวกับเปลวเพลิงร้อนแรงน่าสะพรึงกลัวถึงขีดสุด
ส่วนตัวมันเองก็คงเป็เพียงแค่ประกายไฟเล็กๆเท่านั้น
ความแตกต่างอันมหาศาลเช่นนี้ย่อมทำให้พี่หัวราบหวั่นเกรง
ดังนั้นจึงไม่ต้องคิดมากเลยเื่แรกที่พี่หัวราบจะทำหลังจากถูกจับคือวิ่ง... วิ่งหนีสุดชีวิต!
เ้าต้นไม้นี่... มันเกินกว่าจะรับมือไหว
มันไม่อยากเป็เหมือนบรรพบุรุษที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปหาเื่ท้าทายสัตว์ประหลาดแล้วในพริบตาเดียวก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เสียงร้องก็ยังไม่ทันได้เปล่งออกมา