ในที่สุดประตูก็ถูกกระชากเปิดออกเสียงลากประตูเปิดดังสนั่นไปทั่วโกดัง ทันทีที่เห็นเงาดำของผ้าคลุมสีดำในยามวิกาลคาร์ลรู้ทันทีว่าเป็พวกกองทัพะซึ่งมากันสี่คนทั้งสี่คนจึงแยกกันจัดการพวกมันแบบหนึ่งต่อหนึ่งแต่เมื่อแทงมันจนเสียหลักล้มลงไปได้ ก็ไม่ได้ยืนรอดูมันตายแต่รีบวิ่งหนีออกจากโกดังทันที
พวกมือสังหารไม่ได้ล้มลงนานนักพวกมันลุกขึ้นวิ่งได้อย่างรวดเร็วในขณะที่ทั้งสี่คนพึ่งจะวิ่งหนีห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรยังไม่ทันพ้นเขตโกดังดีด้วยซ้ำ มือสังหารวิ่งตามหลังมาติดๆ อีริคคือคนที่วิ่งรั้งท้ายและสะดุดล้มทากัสซึ่งวิ่งอยู่ข้างหน้าจึงถือดาบวิ่งเข้าไปปะทะกับมือสังหารที่กำลังวิ่งมาถึงตัวอีริคในขณะที่มือสังหารอีกสามคนที่เหลือวิ่งกรูเข้าไปหมายจะจัดการกับทั้งคู่
คาร์ลเห็นเข้าก็ใช้พลังควบคุมเปลี่ยนรูปร่างท่อนเหล็กในมือให้กลายเป็ลูกเหล็กกระแทกใส่ขาของมือสังหารทั้งสี่คนให้ล้มลงไปทำให้ทากัสกับอีริคมีโอกาสหนีออกมาและวิ่งต่อไปได้
คาร์ลหยุดวิ่งในที่นี้คนที่มีโอกาสรอดได้มากที่สุดก็คือเขา เขาหันไปกล่าวกับทุกคน
“พวกเ้าไปกันก่อนเดี๋ยวข้าตามไป”
“มั่นใจหรือว่ารับมือได้ไม่ต้องทำเป็เท่หรอก รีบหนีเถอะ” ทากัสะโแทรกขึ้นมา แต่คาร์ลยังยืนยันคำเดิม
“ข้ามีพลังควบคุมโลหะได้ยังไงก็เหนือกว่าพวกเ้า”
ไกอัสได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นของคาร์ลจึงโยนดาบของเขาให้แล้วกล่าวกับคาร์ล
“ดาบนี้ข้าให้ยืมถ้าเ้ามั่นใจว่าจัดการได้”
คาร์ลรับดาบมาแล้วกล่าวตอบสั้นๆ“รีบไปก่อนเถอะ”
หลังจากอีริคทากัส และไกอัสวิ่งหนีไปแล้ว คาร์ลก็ดึงดาบของไกอัสออกจากฝักดาบที่ทำจากโลหะวิสทานัมย่อมมีความคมเหนือกว่าโลหะธรรมดาอยู่แล้วเขาใช้พลังควบคุมดาบให้บินตัดหัวมือสังหารทั้งสี่ในคราวเดียวก่อนจะควบคุมลูกเหล็กให้กระแทกศีรษะของพวกมันลงน้ำแทนที่จะลงพื้น
เมื่อแน่ใจว่าศีรษะจะบินขึ้นมาจากน้ำเองไม่ได้แล้วคาร์ลก็วิ่งไปรวมกลุ่มกับพวกไกอัสซึ่งกำลังยืนคุยกับทหารยามของป้อมปราการเพื่อขอผ่านทางเข้าไปในเมือง
ทหารยามมองเห็นเด็กๆออกมาเดินเล่นกันตอนกลางคืนก็กล่าวตำหนิชุดใหญ่
“ทำไมพ่อแม่ไม่ดูแลเลยพวกเ้าเป็เด็กที่ไหนกันเนี่ย”
ไกอัสรู้สึกหน้าเสียเล็กน้อยไม่กล้าตอบว่าเขาเป็บุตรชายของโรลัน ชาฟเวิร์น เขาได้แต่ตอบเลี่ยงคำถาม
“พวกเราแอบหนีออกมาเที่ยวเล่นก็เลยไม่ได้ดูเวลาน่ะครับ”
คาร์ลพึ่งวิ่งตามมาถึงทำให้ไกอัสอีริค และทากัสหันไปมองเขาเป็ตาเดียว
“เป็ยังไงบ้าง”
“จัดการหมดแล้ว”
คาร์ลตอบพลางโยนดาบคืนให้ไกอัสทหารยามเห็นดาบก็ทำเสียงดุใส่
“เป็เด็กเป็เล็กพกดาบจริงได้ยังไง”
“ดาบของเล่นครับ”คาร์ลโกหกหน้าตาเฉย “พ่อแม่เราน่าจะเป็ห่วงแย่แล้ว ขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนนะครับ”
ทหารยามย่นคิ้วแล้วจึงยอมเปิดทางให้เขาขึ้นเสียงดุนิดหนึ่ง
“รีบๆเข้าไปเลย แล้วอย่าทำแบบนี้อีกล่ะ”
“ขอบคุณครับ”
คาร์ลกล่าวก่อนจะเดินนำทุกคนผ่านประตูด่านเข้าไปในเมืองท่าริเวอร์เวสต์
เมืองท่าริเวอร์เวสต์ในยามกลางคืนนั้นไม่เงียบสนิทมีที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวสามสี่แห่งที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่นอกจากนี้ยังมีโรงเหล้ากับร้านสำหรับผู้ใหญ่ที่แขวนโคมไฟสว่างไสวเอาไว้ที่ประตูหน้าร้านหากเป็่กลางวันจะมีร้านค้าและแผงลอยขายของเปิดให้บริการคึกคักกว่านี้
คาร์ลชี้ไปที่โรงเลี้ยงม้าซึ่งอยู่ด้านข้างที่พักขนาดใหญ่หลังหนึ่งก่อนจะกล่าวกับทากัส
“เราต้องหาม้าจากที่นั่นเพื่อกลับเมืองฟาห์ลันพวกเ้ามีเงินติดตัวกันมาบ้างมั้ย”
ทั้งสามคนก้มคลำหาทรัพย์สินตามตัวอีริคดูเหมือนจะเป็คนที่พกเงินมากที่สุดในที่นี้หยิบเหรียญทองสี่เหรียญออกจากกระเป๋าที่เย็บซ่อนอยู่ตรงขอบกางเกง
“มีติดตัวฉุกเฉินอยู่แค่นี้”
คาร์ลเห็นก็รับมาก่อนจะบ่นพึมพำ“สมเป็ลูกตระกูลขุนนาง”
คาร์ลถือเหรียญทองวิ่งไปคุยกับคนเลี้ยงม้าคนเลี้ยงม้ารับเหรียญก่อนเดินหายเข้าไปในโรงเลี้ยงม้าคาร์ลวิ่งกลับมารวมตัวกับทุกคนก่อนกล่าวขึ้น
“เขาบอกมีม้าว่างอยู่สองสามตัวอาจจะไม่ใช่ม้าดีนัก แต่วิ่งกลับเมืองฟาห์ลันได้ไม่มีปัญหา”
“กว่าจะถึงเมืองฟาห์ลันคงพรุ่งนี้ตอนกลางคืนนั่นล่ะไม่รวมหยุดพักนะ” ไกอัสกล่าว “ไม่รู้ว่าพวกท่านพ่อจะกลับมาที่ปราสาทกันเมื่อไร”
“น่าจะตอนเที่ยงของวันมะรืนนี้ท่านพ่อบอกให้ข้าเตรียมรถม้าเอาไว้” อีริคตอบกลับ
ในระหว่างที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันอยู่หญิงสาวถักเปียยาวถึงกลางหลังเดินจูงม้าออกจากโรงเลี้ยงม้ามาสองตัวเธออยู่ในชุดเสื้อแขนสั้นสีขาวคาดด้วยเอี๊ยมกางเกงสีน้ำเงินแขนขาดูมีกล้ามเนื้อเหมือนคนทำงานทั่วไปเธอกล่าวกับคาร์ลแล้วดึงเชือกม้าตัวเหนึ่งมาใส่ไว้ในมือเขา
“เด็กๆขี่ม้าเป็กันด้วยหรือ”
“พวกข้าเคยฝึกมาบ้างครับ”คาร์ลตอบกลับ
เธอยิ้มน้อยๆก่อนจะจูงเชือกม้าอีกตัวไปใส่ไว้ในมือไกอัส ทันทีที่จับมือเขาไกอัสก็ผละออกโดยสัญชาตญาณทำให้หญิงสาวมองเขาอย่างแปลกใจ
“ข้าทำเ้าใหรือ”
ไกอัสลืมตัวไปว่าไม่ได้อยู่ในปราสาทด้วยมารยาทเขาจึงไม่ได้แตะต้องผู้หญิงบ่อยนัก เขารีบรับเชือกมาจากมือหญิงสาวแล้วลนลานแก้ตัว
“ขออภัยด้วยข้าแค่ไม่ชินเวลาอยู่ต่อหน้าสตรีครับ”
หญิงสาวไม่ได้ถือสาเธอหัวเราะเบาๆ แล้วจึงกล่าวกับเด็กๆ “ข้าแขวนกระบอกน้ำเอาไว้ให้เผื่อใช้ดื่มระหว่างทาง เดินทางกันดีๆ นะ”
หญิงสาวโบกมือลาหลังจากเด็กๆแยกย้ายกันะโขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไปท่ามกลางความมืด
แคเรนเห็นทั้งสี่คนเล่าย้อนถึงความหลังท่าทางสนุกสนานก็นึกถึง่ที่ทั้งสี่คนหายไปจากปราสาทขึ้นมาได้เธอเป็คนแก้ตัวให้คาร์ลโดยบอกว่าไหว้วานให้คาร์ลไปซื้อของในเมืองให้ ตอนนั้นพวกทหารยามที่กำลังจะออกตามหาพวกไกอัสจึงคิดว่าพวกไกอัสออกไปซื้อของกับคาร์ลด้วยและล้มเลิกที่จะออกตามหาพวกเขาทำให้ไม่เกิดความโกลาหลขึ้น
หลังจากคาร์ลไกอัส ทากัสและแคเรนเดินผ่านป้อมปราการเข้ามาหลังประตูด่านก็ได้พบกับเมืองริเวอร์เวสต์อีกครั้ง บรรยากาศไม่แตกต่างจากห้าปีก่อนมากนักเพียงแต่มีร้านค้า่ใกล้รุ่งเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นผู้คนเริ่มเดินผ่านไปมากันขวักไขว่เมืองท่าแห่งนี้เริ่มคึกคักั้แ่เช้ามืดเลยทีเดียว
ไกอัสเห็นโรงเลี้ยงม้าหลังเดิมยังคงอยู่แต่คนเลี้ยงม้าเปลี่ยนหน้าไปแล้ว
“อ้าวใช่เด็กเมื่อตอนนั้นหรือเปล่า”
เสียงทักทายของหญิงสาวดังขึ้นจากร้านขายเครื่องประดับเล็กๆแห่งหนึ่งในละแวกนั้น ใบหน้าของเธอดูคุ้นตาคาร์ลจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงที่จูงม้าออกจากโรงเลี้ยงม้ามาให้พวกเขาเมื่อห้าปีก่อนเธอคงเก็บเงินได้มากพอที่จะเปิดร้านขายเครื่องประดับเล็กๆ ได้แล้วคาร์ลกล่าวถามขึ้น
“จำเราได้ด้วยหรือครับ”
“จำได้สิโดยเฉพาะเด็กผมบรอนด์คนนั้น”
หญิงสาวชี้ไปที่ไกอัสเขาชะงักนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มตอบเธออย่างสุภาพ
“ขออภัยด้วยตอนนั้นข้าเสียมารยาทไป”
“เป็เด็กดีนะ”เธอยิ้มให้ก่อนที่สายตาจะสะดุดเข้ากับแคเรนซึ่งเดินอยู่ข้างๆ กัน “เข้ามาสิสนใจเครื่องประดับชิ้นไหนในร้านก็เลือกได้เลย ข้าจะลดราคาให้”
“ข้าไม่…”ไกอัสกำลังจะตอบปฏิเสธแต่ก็นึกถึงแคเรนขึ้นมาได้เขาจึงเปลี่ยนใจหันไปถามความเห็นของเธอก่อน “ท่านหญิงสนใจแวะดูสักหน่อยมั้ย”
“ก็ดีนะ”แคเรนกล่าวก่อนเดินนำเข้าไปในร้าน
แคเรนเดินดูเครื่องประดับพลอยและไข่มุกรูปแบบต่างๆที่วางอยู่ภายในตู้กระจกอย่างสนใจเธอกำลังมองหาเข็มกลัดที่จะใช้ติดผ้าคลุมกันหนาวเวลาออกเดินทางข้างนอกในระหว่างนั้นเ้าของร้านเรียกให้ไกอัสเดินเข้าไปคุยด้วย
“นี่ลองหาของขวัญให้เธอสักชิ้นสิ”
ไกอัสคิดว่าเป็วิธีในการหาลูกค้าแบบหนึ่งจึงกล่าวตอบ
“แนะนำให้ข้าสักชิ้นสิข้าเลือกไม่เป็ครับ”