แสงรุ่งอรุณแรกแห่งวันส่องสว่างจับขอบฟ้ารังสีแห่งความอบอุ่นทาบทาลงบนลานหินศิลาหยกขาวของเวทีลานประลองหากแต่บรรยากาศโดยรอบกลับไม่อบอุ่นตามแดดยามเช้าเลยแม้แต่น้อยความตึงเครียดอันเข้มข้นจนแทบหายใจไม่สะดวกเข้าปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
วันนี้คือวันที่สายตาทุกคู่ทั่วทั้งเมืองต่างจับจ้องมาเป็จุดเดียว!
เสียงกลองมโหระทึกดังกึกก้องขึ้นเก้าครั้งติดต่อกันสะท้อนกังวานไปทั่วเมืองและผืนฟ้าของเมืองหงส์เหิน ประชาชนนับพันชีวิตต่างหลั่งไหลเข้ามารวมตัวกันจนอัฒจันทร์ชั้นนอกแน่นขนัดทุกคนต่างเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นเพื่อจะได้เป็พยานในศึกตัดสินของเหล่าเยาวชนผู้แข็งแกร่งที่สุด
บนอัฒจันทร์ชั้นสูงสุดที่สร้างจากหยกศิลาขาวอันเลอค่าในจวนเ้าเมือง ‘ท่านเ้าเมือง’ ในชุดเ้าเมืองลวดลายัเมฆาเต็มยศนั่งตระหง่านอยู่บนเก้าอี้ แผ่กลิ่นอายความเกรงขามและบารมีแห่งผู้ปกครองออกมาอย่างเปี่ยมล้นด้านข้างคือเหล่าผู้าุโระดับสูงและตัวแทนจาก ‘สำนักกระบี่ะ’ สำนักกระบี่เคยเป็อันดับหนึ่ง(ในอดีต)แห่งอาณาจักรผู้เปรียบเสมือนเสาหลักแห่งวิชากระบี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรนภา์
สายตาของเหล่าผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะทอดมองลงมาจากเบื้องสูงด้วยความเงียบสงบทว่าประกายตาข้างในกลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง เพราะศึกประลองคัดเลือกในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแข่งขันของเด็กหนุ่มสาวทั่วไปหากแต่เป็การเฟ้นหาอัจฉริยะผู้มีพร์เหนือล้ำ เพื่อก้าวเข้าสู่ประตูของสำนักกระบี่ะและขึ้นแท่นเป็ศิษย์สายตรงผู้สืบทอดเจตจำนงกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในอนาคต!
เก้าอี้พักผ่อนข้างลานประลองปรากฏร่างของยอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั้งสี่ผู้ผ่านศึกเืเมื่อวันวานมาได้:
เมื่อแสงอาทิตย์ส่องตรงกลางลานประลองเ้าเมืองจึงลุกขึ้นยืน ชูมือขึ้นเล็กน้อยเสียงเฮฮารอบสนามพลันเงียบเสียงลงในทันที บารมีอันทรงพลังกดทับไปทั่วทั้งบริเวณก่อนที่เสียงอันทรงพลังเข้มข้นไปด้วยปราณชะลอฟ้าจะประกาศขึ้นอย่างดังกึกก้อง:
"เหล่าดรุณผู้เปี่ยมพร์แห่งอาณาจักร!วันนี้... คืนวันที่จะพิสูจน์ว่ากระบี่ของใครจะได้สลักลงบนแผ่นฟ้าผู้ที่ได้รับชัยชนะในศึกสี่คนสุดท้ายนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ถือครองตำแหน่ง 'ยอดฝีมือรุ่นเยาว์อันดับหนึ่ง'... แต่จะได้ก้าวเข้าสู่สำนักกระบี่ะในฐานะศิษย์ผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค!"
เสียงกลองศึกดังระรัวขึ้นอีกครั้งราวกับเสียงฟ้าคำราม!
"เปิดลานประลองรอบรองชนะเลิศได้!"
“คู่แรกที่ต้องประลอง คือ..... ฉิวฟง ... เจอ... ชิงหยาง!!” กรรมการใหญ่ประกาศหลังจับป้ายในโถ
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!!!! เสียงเฮดังไปทั่วลานประลองเมื่อได้ชื่อของจอมยุทธ์น้อยทั้งสองคน
ลานประลองหินศิลาอันกว้างใหญ่บัดนี้เหลือเพียงสองร่างที่ยืนประจันหน้ากันเสียงพายุหมุนเวียนวนรอบตัวจากแรงอัดปราณดั่งลมพายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัว
บนอัฒจันทร์ประธานเ้าเมืองและเหล่าผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะต่างจดจ้องตาไม่กะพริบทุกคนรับรู้ได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่การประลองของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีทั่วไปแต่เป็การปะทะกันของสองอัจฉริยะผู้มีจิติญญาแห่งกระบี่หยั่งลึก!
“ไม่คิดเลยว่า... ์จะจัดสรรให้ข้าและน้องชายข้าอย่างเ้า!! ต้องมาห้ำหั่นกันเองก่อนถึงรอบชิงชนะเลิศ”ชิงหยางยกกระบี่ไม้ในมือขึ้นจรดระดับอกดวงตาสะท้อนประกายเพลิงสีแดงเข้มที่หมุนเกลียวรอบตัว
ฉิวฟงยิ้มรับเบาๆกระชับด้ามกระบี่ไม้ในมือแน่น ออร่าจิตอาวุธสีม่วงอ่อนนุ่มนวลทว่าหนักแน่นค่อยๆพวยพุ่งออกมาห่อหุ้มคมกระบี่ “นั่นสิ... พี่หยางั้แ่เราเริ่มจับกระบี่ไม้ฝึกซ้อมด้วยกันใต้ต้นศิลาพฤษาที่ป่าหยกดำตอนเยาว์วัยพวกเราประลองกันมานับร้อยนับพันครั้งแต่นี่จะเป็ครั้งแรกที่เราจะได้ปลดปล่อยมันออกมาโดยไม่ต้องออมมือ”
“ดี!” ชิงหยางขานรับ เสียงพละกำลังเข้มข้นจนอากาศรอบข้างสั่นะเื “เช่นนั้นวันนี้... ไม่มีความเป็พี่น้อง ไม่มีคำว่าสหาย มีเพียง‘กระบี่ของเ้า’ และ ‘กระบี่ของข้า’ เท่านั้น!”
สิ้นคำกล่าว คลื่นพลังปราณเข้มข้นระดับ เก้าส่วน ของทั้งสองคนพลันะเิออกพร้อมกัน!
ตึงงงงงงง!
พื้นลานหินศิลาใต้เท้าของทั้งสองปริแตกร้าวเป็วงกว้าง!ฝุ่นควันและละอองไอความร้อนพุ่งทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแรงกดดันมหาศาลม้วนตัวเข้าหากันจนเกิดเสียงคล้ายฟ้าผ่าลงกลางลานประลอง!
ฟุ่บ!
ร่างของทั้งสองหายไปจากสายตาของผู้ชมบนอัฒจันทร์ในเสี้ยววินาที!ก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้ง ณ ใจกลางลานประลองพร้อมกับเสียงกระบี่ไม้ปะทะกันดังกึกก้อง
เคร้งงงงงงงง!
ไม่ใช่เสียงกระบี่ไม้ปะทะกันหากแต่เป็เสียงของพลังปราณเก้าส่วนที่ห่อหุ้มคมไม้ปะทะกันจนเกิดประกายไฟพุ่งกระจาย!
ชิงหยางวาดกระบี่ไม้เฉียงขึ้นจากมุมล่างหมายฟันเข้าที่เอวของฉิวฟงด้วยความเร็วแทบมองไม่ทันทว่าฉิวฟงกลับเอียงกายเบี่ยงหลบไปทางขวาเพียงครึ่งนิ้วพร้อมกับตวัดส้นกระบี่แทงเข้าใส่ลำคอของชิงหยางเป็การตอบโต้ทันที!
ฟึ่บ!
ชิงหยางไม่ได้ตื่นตระหนกแม้แต่น้อยเขาย่อตัวลงหลบส้นกระบี่พร้อมกับหมุนตัวสามร้อยหกสิบองศาใช้แรงเหวี่ยงตวัดกระบี่ฟันเข้าที่ข้อเท้าของฉิวฟง!
ทว่าฉิวฟงรู้ทันอยู่แล้ว!เขาใช้วิชาเบาะโลอยตัวขึ้นกลางอากาศ ละอองปราณสีม่วงอ่อนสอดประสานกับสายลมกระแทกปลายกระบี่ลงมาหมายกดทับหัวไหล่ของชิงหยางจากเบื้องสูง!
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เพียงแค่่เวลาไม่กี่อึดใจทั้งคู่แลกเปลี่ยนกระบวนท่ากันไปแล้วกว่ายี่สิบกระบวนท่า!ทุกท่วงท่าไม่ได้เกิดจากการคิดคำนวณในหัว หากแต่เกิดจาก ความเคยชิน ที่ฝึกซ้อมเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาหลายปี!
ชิงหยางรู้ว่าฉิวฟงจะตวัดกระบี่ไปทางใด... ฉิวฟงก็รู้ว่าชิงหยางจะก้าวเท้าก้าวต่อไปเพื่อสอดแทรกพลังปราณไว้ ณจุดไหน...
ผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตะลึง“เด็กสองคนนี้... ท่วงท่ากระบี่สอดรับและแก้ทางกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ!หากไม่มีใครพลาดพลั้ง การประลองนี้อาจยาวนานถึงร้อยกระบวนท่า!”
“กระบี่ไม้ธรรมดาแก้ทางเ้าไม่ได้จริงๆ ฉิวฟง!” ชิงหยางะโก้องดวงตาส่องประกายสีแดงเพลิงอย่างดุดัน
คลื่นความร้อนะเิออกจากร่างของชิงหยางอีกครั้ง! จิตอาวุธกระบี่สีแดงเพลิง พุ่งทะยานขึ้นครอบคลุมกระบี่ไม้จนแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉานราวกับเหล็กร้อนที่เพิ่งออกจากเตาเผา!ลมหายใจของเขาแปรเปลี่ยนเป็เปลวไอความร้อน
“วิชากระบี่ดัชนีดารา ---ดัชนีทลายชีพ
ชิงหยางกระหน่ำแทงกระบี่ไม้ออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วปราณกระบี่สีแดงนับสิบสายพุ่งแหวกอากาศเข้าใส่ฉิวฟงราวกับห่าฝนกระบี่เพลิง!
ฉิวฟงสูดหายใจเข้าลึกดวงตาแปรเปลี่ยนเป็ความนิ่งสงบดั่งมหาสมุทรไร้ระลอกคลื่น จิตอาวุธสีม่วงอ่อน หมุนเวียนวนรอบกระบี่ไม้ของเขาอย่างสง่างามและนุ่มนวล
“วิชากระบี่แปรผันไร้เสียง— แปรผันไร้ลักษณ์!”
กระบี่ไม้ในมือฉิวฟงตวัดด้วยความเร็วกลางอากาศสร้างม่านพลังปราณสีม่วงอ่อนคล้ายเกลียวคลื่นหมุนวนคลื่นเพลิงสีแดงที่ชิงหยางปลดปล่อยออกมาถูกม่านปราณสีม่วงอ่อนสลายและเบี่ยงทิศทางออกไปสลักลงบนลานหินศิลาด้านข้างจนเกิดรอยไหม้และหลุมลึกนับสิบจุด!
ตึง! ตึง! ตึง!
“เข้ามารอบใหม่!” ชิงหยางไม่ปล่อยให้ฉิวฟงได้พักพุ่งกายแหวกม่านควันเข้ามาพร้อมกับเหวี่ยงกระบี่ไม้ฟันตรงลงมาจากเบื้องบนด้วยพลังทั้งหมด!
ฉิวฟงยกกระบี่ไม้ขึ้นรับสลับกับหมุนส้นเท้าถ่ายเทแรงปะทะอันหนักหน่วงของชิงหยางลงสู่พื้นลานประลอง!
ตูมมมมมมม!
แผ่นหินศิลาใต้เท้าของฉิวฟงยุบตัวลงเป็หลุมกว้างกว่าสามเจี้ยง!เศษหินแตกกระจายบินว่อนไปทั่วลาน!
ทั้งสองยืนสบตากันในระยะไม่ถึงหนึ่งศอกใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยเหงื่อไคล และาแเล็กๆจากเศษหินและปราณกระบี่ที่บาดผ่านิัทว่าสายตาของทั้งคู่กลับเปล่งประกายความตื่นเต้นและรักในการประลองอย่างที่สุด!
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานทั้งชิงหยางและฉิวฟงต่างแลกกระบวนท่ากันไปนับร้อยกระบวนท่าสภาพร่างกายของทั้งสองเริ่มสั่นเทาจากความล้าพลังปราณเก้าส่วนที่ปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่องเริ่มส่งผลต่อกล้ามเนื้อและจุดชีพจร
บนกระบี่ไม้ของทั้งสองคนบัดนี้ปรากฏรอยแตกร้าวและรอยไหม้เกรียมจากการปะทะพลังปราณนับครั้งไม่ถ้วน... ทว่ากระบี่ไม้ทั้งสองเล่มกลับยังคงทรงรูปอยู่ได้ด้วยการห่อหุ้มของจิตอาวุธสีแดงและสีม่วงอ่อน!
“ศึกนี้... ต้องตัดสินกันในกระบวนท่าต่อไปแล้ว!” ชิงหยางยิ้มกว้างทั้งที่ลมหายใจหอบกระชั้น
“มาตัดสินกัน!” ฉิวฟงตอบรับ ย่อตัวลงต่ำรวบรวมพลังปราณเก้าส่วนเฮือกสุดท้ายไว้ที่ปลายกระบี่ไม้
วิ้งงงงงงงงง!
เสียงสั่นะเืของอากาศดังก้องไปทั่วทั้งบ่อประลอง!จิตอาวุธสีแดงเพลิงของชิงหยางและจิตอาวุธสีม่วงอ่อนของฉิวฟงพวยพุ่งขึ้นสู่งยอดฟ้าพร้อมกันบรรยากาศรอบด้านคล้ายถูกกดทับด้วยสัจธรรมแห่งกระบี่
ฟุ่บ!
ทั้งสองพุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายจะรับไหว!
ชิงหยางตัดสินใจเลือกกระบวนท่าฟันเฉียงตัดลำตัวซึ่งเป็ท่วงท่าที่ทอดแทรกความดุดันและแข็งแกร่งที่สุดของเขา
ทว่าใน เสี้ยววินาทีมรณะ นั้นเอง...ชิงหยางสังเกตเห็นทิศทางกระบี่ของฉิวฟงที่แทงสวนกลับมาในมุมต่ำที่แปลกประหลาดมันไม่ใช่ท่วงท่ากระบี่เทวะเดิมที่ฉิวฟงเคยใช้ฝึกซ้อม แต่เป็ กระบวนท่าใหม่ ที่ฉิวฟงเพิ่งบัญญัติขึ้นและประยุกต์ใช้ในศึกนี้เป็ครั้งแรก!
จิตสมองของชิงหยางต้องประมวลผลและตัดสินใจในระยะเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆของวินาที! ‘หลบแล้วฟันสวน...หรือจะลุยแตกดับไปพร้อมกัน?!’
หากชิงหยางดันทุรังฟันกระบี่ลงไปกระบี่ไม้ของเขาจะสับเข้าที่หัวไหล่ของฉิวฟงแต่ปลายกระบี่ของฉิวฟงก็จะแทงเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ตรงหน้าอกของเขาเช่นกัน!
การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีนั้นชิงหยางเลือกที่จะ เบี่ยงองศากระบี่ไม้ลงครึ่งมิลลิเมตร เพื่อหลบเลี่ยงการาเ็สาหัสของสหาย...
ฉั๊วะ! เคร้งงงงงง!
ปลายกระบี่ไม้ห่อหุ้มจิตอาวุธสีม่วงอ่อนของฉิวฟงพุ่งแหวกอากาศแตะเข้าที่คอหอยของชิงหยางอย่างนุ่มนวลและแม่นยำ!ในขณะที่กระบี่ไม้สีแดงของชิงหยางเบี่ยงผ่านแก้มของฉิวฟงไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดตัดปอยผมของฉิวฟงขาดสะบั้นลงสู่พื้น!
บรรยากาศทั่วทั้งลานประลองตกอยู่ในความเงียบสงัด...
กระบี่ไม้ของฉิวฟงจ่อหยุดอยู่ตรงคอหอยของชิงหยางรังสีปราณสีม่วงอ่อนค่อยๆ สลายตัวไป คงเหลือเพียงความนิ่งสงบ
ส่วนกระบี่ไม้ในมือชิงหยางสั่นสะท้านเบาๆก่อนที่ละอองเพลิงสีแดงจะค่อยๆ มลายหายไปรอยแตกร้าวบนเนื้อไม้ของกระบี่ทั้งสองเล่มปรากฏชัดเจนขึ้นทว่ามันยังคงไม่หักสะบั้นลงมาแสดงถึงควบคุมพลังปราณอันเหนือชั้นของทั้งสองคนจนถึงวินาทีสุดท้าย!
ชิงหยางถอนหายใจยาวออกแรงลดกระบี่ไม้ในมือลงข้างลำตัว ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มยอมรับความพ่ายแพ้
“จังหวะสุดท้ายนั้น... เ้าคิดค้นท่วงท่าใหม่ขึ้นมาระหว่างสู้สินะ”ชิงหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนับถือ “ข้าพ่ายแพ้แล้ว... ฉิวฟง”
ฉิวฟงลดกระบี่ลงเช่นกันเขาเดินเข้ามาแตะไหล่ของสหายรักด้วยความเคารพ“หากไม่ใช่เพราะเ้าตัดสินใจหลบเลี่ยงในเสี้ยววินาทีนั้นผลลัพธ์อาจจบลงด้วยการาเ็หนักทั้งคู่... ขอบใจเ้ามาก พี่ชิงหยาง”
กรรมการหลักก้าวขึ้นสู่ลานประลองมองดูแผ่นหินศิลาที่แหลกเป็ผุยผงและรอยปราณกระบี่ทั่วลานก่อนจะชูมือของฉิวฟงขึ้นสู่อากาศแล้วประกาศขึ้นด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องสั่นะเืไปถึงขอบฟ้า:
"ศึกรอบรองชนะเลิศคู่ที่หนึ่ง...ผู้ชนะได้แก่ 'ฉิวฟง'! ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ!"
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!
เสียงเชียร์กระหึ่มลั่นลานประลอง!ผู้ชมทุกคนต่างลุกขึ้นปรบมือให้กับศึกอันยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรีของสองสหายรักผู้สู้กันสุดกำลังโดยไม่เสียทีต่อคุณธรรมแห่งกระบี่!
ชิงหยางมองส่งแผ่นหลังของฉิวฟงที่กำลังเดินออกจากลานประลองเขารู้ดีว่าภาระหน้าที่ต่อไปของฉิวฟง คือการเข้าไปเผชิญหน้ากับ ‘เซียวฉินเหอ’ (นายน้อย) ในรอบชิงชนะเลิศ...ศึกที่ทรงเกียรติและอันตรายที่สุดกำลังรออยู่อย่างแท้จริง!
“คู่ที่สอง ...เซียวฉินเหอและถังซู่เหมยขี้นมาลานประลองได้!!!” เสียงกรรมการใหญประกาศบนบลานประลอง บรรยากาศในลานประลองเงียบสงัดลงทันทีเมื่อร่างของ ‘นายน้อยหอสังหารยุทธ์’ ก้าวลงสู่ลานหินศิลาเด็กหนุ่มวัยเพียงสิบสองปีทว่าทั่วร่างกลับทอดเงาแห่งความมืดมิดดวงตาเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง โหดร้าย และมองทุกสิ่งรอบตัวด้วยสายตาเหยียดหยามประหนึ่งโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวเขาแต่เพียงผู้เดียวกระบี่ไม้ในมือถูกถือไว้อย่างไร้ความแยแส
อีกด้านหนึ่ง ถังซู่เหมย เด็กสาววัยสิบสองปีผู้มีนิสัยเงียบขรึมและรักความสันโดษก้าวขึ้นสู่สนามด้วยใบหน้าเรียบเฉยทว่าลึกลงไปในั์ตาคู่สวยกลับมีความกังวลและสั่นคลอนซ่อนอยู่ด้วยความที่เป็คนอ่อนไหวง่ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลิ่นอายสังหารอันดิบโหดของคนตรงหน้า นางจึงต้องข่มความกลัวในใจเอาไว้ด้วยการกำด้ามกระบี่ไม้แน่นจนข้อหดเกร็ง
ถังซู่เหมยรู้ดีว่าหากรอช้านางคงไม่มีโอกาสได้ลงมือ นางจึงโคจร วิชาฝึกจิตอาวุธ‘กระบี่ดรุณวารี’ เร่งเค้นพลังลมปราณขึ้นมา สิบส่วนเต็มกำลัง!
ซ่าาาาาาาาาา!
ไอปราณ จิตอาวุธสีฟ้าคราม พุ่งกระพือขึ้นรอบกายราวกับสายน้ำที่บ้าคลั่งนางทะยานร่างออกไปด้วย วิชาตัวเบา‘ดอกเหมยแปดทิศ’ ร่างเงาของถังซู่เหมยแตกออกเป็แปดสายโอบล้อมรอบตัวนายน้อยหอสังหารยุทธ์ในเสี้ยววินาที!
“วิชากระบี่วารีพิรุณดอกเหมย!”---ดอกเหมยพิรุณสี่ทิศ
ปลายกระบี่ไม้ของถังซู่เหมยกระหน่ำแทงออกไปอย่างรวดเร็วเกิดเป็ละอองกระบี่สีฟ้าครามพร่างพรูดั่งสายฝนพิรุณที่ซัดกระหน่ำลงมาจากดอกเหมยห่อหุ้มทิศทางการเคลื่อนไหวของศัตรูไว้จนหมดสิ้น!นี่คือการทุ่มเทสุดชีวิตของเด็กสาววัยสิบสองปี!
ทว่า...นายน้อยหอสังหารยุทธ์กลับทำเพียงแค่ั์ตากระตุกวูบด้วยความขบขัน
“ไร้สาระ...”
หมับ!
นายน้อยโคจรพลังลมปราณ เพียงห้าส่วนเท่านั้น! แต่กลับใช้ออกด้วย วิชาตัวเบา‘ยมทูตไร้ร่าง’
ร่างของเขาคล้ายกับเลือนหายกลายเป็เพียงเงาสลัวที่สไลด์แหวกผ่านช่องว่างของฝนกระบี่ได้อย่างอัศจรรย์ท่วงท่าหลบหลีกเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและง่ายดายประหนึ่งกำลังเดินเล่นเสียงกระบี่ไม้ของถังซู่เหมยแทงผ่านได้เพียงแค่ไออากาศที่ว่างเปล่า!
ถังซู่เหมยหน้าซีดลงทันทีนางกัดฟันเบี่ยงกายใช้ ดอยเหมยแปดทิศ วนกลับมาแทงซ้ำเข้าที่แผ่นหลังของนายน้อยด้วยความหวังอันริบหรี่
ทว่าครั้งนี้นายน้อยหอสังหารยุทธ์ไม่คิดจะหลบอีกต่อไป!
เขาหมุนตัวกลับมา พร้อมกับโคจร วิชาฝึกจิตอาวุธ ‘กระบี่ยมทูต’ เร่งพลังขึ้นเป็ หกส่วน!
ตึงงงงงงงงง!
จิตอาวุธสีม่วงดำ อันเข้มข้นพวยพุ่งออกจากกระบี่ไม้และร่างของนายน้อยราวกับเงาของยมทูตที่ลุกขึ้นมาจากอเวจี!กลิ่นอายความโหดร้ายและจิตสังหารอันบ้าคลั่งแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง!
อึ่ก!
ถังซู่เหมยที่อ่อนไหวง่ายอยู่แล้วเมื่อถูกจิตสังหารสีม่วงดำกระแทกเข้าใส่ตรงๆ ถึงกับหน้าผากมีเหงื่อผุดซึมลมหายใจสะดุดกึก มือที่ถือกระบี่ไม้สั่นสะท้านด้วยความพรั่นพรึงร่างกายแทบจะชักเกร็งหยุดนิ่งกลางอากาศ!
ไม่เพียงแค่นาง... บรรยากาศบนอทัศนจันทร์ประธานถึงกับดิ่งลงสู่ความเงียบงัน!
เหล่าผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นใเหงื่อกาฬไหลซึมตามหน้าผากแม้กระทั่งท่านเ้าเมืองยังต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความทึ่ง! ‘เด็กอายุแค่นี้... ใช้ลมปราณแค่หกส่วนแต่กลับปลดปล่อยจิตอาวุธสีม่วงดำที่มีจิตสังหารเข้มข้นได้ถึงเพียงนี้!นี่มันตัวประหลาดแท้ๆ!’ ผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะพึมพำเสียงแ่ด้วยความเหงื่อตก
“วิชากระบี่เงายมทูตสลาย์!”– ยมทูตพรากิญญา
นายน้อยหอสังหารยุทธ์แค่นเสียงเ็าสะบัดกระบี่ไม้ฟันสวนกลับไปเพียงกระบวนท่าเดียว!
ตูมมมมมมม!
คลื่นปราณสีม่วงดำรูปมัจจุราชพุ่งสลายละอองน้ำสีฟ้าครามสิบส่วนของถังซู่เหมยจนแตกกระจายกลายเป็ผุยผงในเสี้ยววินาทีแรงอัดปราณมหาศาลกระแทกเข้าที่อกของถังซู่เหมยอย่างจัง!
กร๊อบ!
กระบี่ไม้ในมือของถังซู่เหมยหลุดลอยกระเด็นออกไปร่างของเด็กสาวลอยกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าห้าเจี้ยงก่อนจะกระแทกพื้นลานประลองอย่างรุนแรง!
นางพยายามจะยันตัวลุกขึ้นทว่านายน้อยหอสังหารยุทธ์กลับใช้วิชา ยมทูตไร้ร่าง พุ่งมาปรากฏตัวตรงหน้าั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบปลายกระบี่ไม้สีม่วงดำที่ห่อหุ้มจิตสังหารจ่อแน่นู่ห่างจากคอหอยของถังซู่เหมยเพียงแค่หนึ่งมิลลิเมตร!
สายตาของนายน้อยที่มองลงมาหาถังซู่เหมยนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ไร้ความเมตตา ราวกับมองมดปลวกที่ไร้ค่า
“ขยะ...” นายน้อยพึมพำคำสั้นๆ ออกมาจากปากด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
ถังซู่เหมยที่ทั้งบอบช้ำและสะท้อนขวัญจากจิตสังหารได้แต่น้ำตาคลอเบาๆ ด้วยความอ่อนไหว ก่อนจะขานเสียงสั่นเครือ “ข้า...ข้าพ่ายแพ้แล้ว...” โดยที่มีชายหนุ่มยืนมองอยู่ที่มุมนึงของลานประลองชายหนุ่มคนนี้กำมือแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน พึมพำเบาๆออกมาด้วยน้ำเสียงโมโหปนสงสาร ‘ต่อไปนี้ ข้าชิงหยาง!! จะขอดูแลนางเอง ไม่ให้ใครมาทำร้ายนางได้อีก!!’
ในบนลานประลองนายน้อยชักกระบี่ไม้กลับสะบัดชายคลุมเดินหันหลังกลับโดยไม่แม้แต่จะปัดฝุ่นเสื้อผ้าเขาเดินผ่านหน้าอัฒจันทร์ประธานพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากอันเย่อหยิ่งราวกับประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ตำแหน่งที่หนึ่งในการประลองครั้งนี้เป็ของเขาั้แ่ต้นแล้ว!
กรรมการใหญ่รวมถึงศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์กลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดเกรงก่อนจะขานประกาศขึ้นด้วยเสียงดังกึกก้อง:
"ศึกรอบรองชนะเลิศคู่ที่สอง...ผู้ชนะได้แก่ 'นายน้อยหอสังหารยุทธ์'! ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ!"
หลังจากเสียงขานประกาศผลคู่ที่สองจบลงบรรยากาศรอบลานประลองยังคงตกอยู่ในความอึดอัดจากรังสีสังหารสีม่วงดำของนายน้อยหอสังหารยุทธ์ที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ
กรรมการใหญ่สบตากับผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะบนอทัศนจันทร์ประธานก่อนจะยกมือขึ้นประกาศกร้าว:
"พักการประลองหนึ่งชั่วยาม!เพื่อให้ผู้เข้ารอบชิงอันดับสามและรอบชิงชนะเลิศได้ปรับธาตุลมปราณและรักษาาแอย่างเต็มที่!"
ทันทีสิ้นเสียงประกาศศิษย์ของสำนักกระบี่ะในชุดประจำสำนักสีน้ำเงินสะอาดนับสิบคนก็เร่งเท้าเข้ามายังที่พักผ่อนของผู้เข้ารอบ พร้อมกับนำ ‘ยาลูกกลอนฟื้นฟูปราณดุสิต’ เม็ดยาวิเศษชั้นเลิศของสำนักกระบี่ะมามอบให้แก่เยาวชนทั้งสามคน!
มีเพียง นายน้อยหอสังหารยุทธ์ เท่านั้น...ที่นั่งกอดอกสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้หินกวางในมุมอับของที่พักเขาปัดมือศิษย์สำนักกระบี่ะที่ยื่นเม็ดยาเข้ามาให้อย่างไร้ความแยแสดวงตาสีเข้มฉายแววเหยียดหยาม
"ของกระจอก...ข้าไม่จำเป็ต้องพึ่งพายาขยะพวกนี้" นายน้อยพึมพำเสียงเย็น
สำหรับเขาการประลองสองนัดที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เขาเสียพลังลมปราณไปแม้แต่ส่วนเดียว!ความเย่อหยิ่งและถือดีในฝีมือสร้างความขุ่นเคืองให้เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ะเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากท้าทาย
[:ศึกชิงอันดับที่สาม]
ชิงหยาง vs ถังซู่เหมย
สายลมยามบ่ายพัดผ่านลานหินศิลาหยกชาวนำพาเอาความสดชื่นเข้ามาสลายไอความร้อนและความตึงเครียดจากศึกรอบรองชนะเลิศจนหมดสิ้นลานประลองที่ได้รับการปรับปรุงและบดศิลาหยกขาวจนเรียบเนียนเหมือนเดิมที่ไม่เคยเสียหายบัดนี้ถูกจับจ้องด้วยสายตาของผู้ชมทั่วทั้งสนามที่ปรับอารมณ์มารอชมศึกชิงอันดับสามด้วยความผ่อนคลาย
ชิงหยางก้าวขึ้นสู่ลานประลองพร้อมกระบี่ไม้ในมือชุดจอมยุทธ์สีแดงปนขาวที่ปรับแต่งเข้าทรงส่งให้รูปร่างดูผ่าเผยสายตาของเด็กหนุ่มสบเข้ากับร่างบางของ ถังซู่เหมย ในชุดสีน้ำเงินปนขาวที่กำลังเดินขึ้นมาจากอีกฝั่ง
เด็กสาววัยสิบสองปีที่เคยมีท่าทีเงียบขรึมและเกร็งกลัวจากจิตสังหารของนายน้อยในรอบก่อนบัดนี้เมื่อได้กินยาลูกกลอนฟื้นฟูปราณดุสิตและเห็นว่าคนตรงหน้าคือ ชิงหยาง ใบหน้าหมดจดของนางก็เริ่มมีเืฝาดและเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาอย่างผ่อนคลาย
“สหายชิงหยาง... ในที่สุดเราก็ต้องมาประลองกันเองจนได้นะ”ถังซู่เหมยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าดวงตากลับสะท้อนประกายบางอย่างที่พิเศษซ่อนอยู่เมื่อยามที่สายตานางสบตากับชายหนุ่มชุดสีแดงที่อยู่ตรงหน้า
ชิงหยางถือกระบี่ไม้ในมือด้วยทาท่าทีประหม่าเล็กน้อยเมื่อได้สบตากับนาง ก่อนจะส่งยิ้มแบบเคอะเขินให้หญิงสาว“นั่นสิ แม่นางซู่เหมย... และนี่ก็เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ประมือกับหญิงสาวเช่นกัน แต่ข้าต้องบอกแม่นางไว้ก่อนนะ แม้ข้าจะแพ้ฉิวฟงมา แต่วันนี้ข้าไม่ยอมให้‘แม่นางน้อย’ อย่างเ้ามาเคาะกระบี่ข้าหลุดมือั้แ่นาทีแรกหรอกนะ”
“ย่อมได้ สหายชิงหยาง หวังว่าการประลองของเราสองคนในรอบนี้จะสนุกกว่ารอบที่ผ่านมา !” ถังซู่เหมยตอบกลับไปแต่ว่าแก้มขึ้นสีระเรื่อเบาๆและนางพูดต่อว่า “ถ้าท่านออมมือให้ข้าแม้แต่น้อย ข้าจะฟันชุดสวยๆของท่านให้ขาดจนอับอายคนทั้งสนามเลย คอยดู!”
แม้ว่านี่จะเป็การประลองยุทธ์แต่ท่วงท่าและสายตาที่มองกันและกันกลับดูสนิทสนมเกินกว่าคู่ต่อสู้ทั่วไปจนผู้ชมบนอทัศนจันทร์บางคนถึงกับอมยิ้มตาม
“ถ้าอย่างนั้น... ข้าไม่เกรงใจละนะ!”
ถังซู่เหมยสูดหายใจเข้าลึก วิชาฝึกจิตอาวุธ ‘กระบี่ดรุณวารี’ ถูกปลุกขึ้นมาพร้อมกับ จิตอาวุธสีฟ้าคราม ที่พวยพุ่งทอแสงเป็ประกายงดงามดุจผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์นางใช้ออกด้วย วิชาตัวเบา ‘ดอกเหมยแปดทิศ’ พุ่งทะยานร่างเข้าไปหาชิงหยางด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยทว่ารวดเร็ว!
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ร่างเงาสีฟ้าครามของถังซู่เหมยพลิ้วไหวไปรอบตัวชิงหยาง วิชากระบี่วารีพิรุณดอยเหมย ถูกร่ายรำออกมาราวกับห่าฝนสายน้ำละอองกระบี่ไม้นับสิบสายพุ่งแทงเข้าใส่ชิงหยางจากทิศทางที่ไม่คาดคิด!
ทว่าชิงหยางกลับยิ้มกว้าง จิตอาวุธสีแดงเพลิง อบอุ่นหมุนเวียนรอบกระบี่ไม้ของเขาอย่างนุ่มนวลเขาไม่ได้ใช้ความดุดันบ้าคลั่งเหมือนยามประลองกับฉิวฟงหากแต่ใช้วิชากระบี่เบาหมุนเวียนรับมืออย่างตั้งใจ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เสียงกระบี่ไม้ปะทะกันฟังดูไพเราะราวกับเสียงดนตรี!
ชิงหยางเบี่ยงกายหลบคมกระบี่สีฟ้าครามได้อย่างเฉียบคมทุกครั้งที่กระบี่ของถังซู่เหมยแทงเข้ามาชิงหยางจะตวัดกระบี่เบี่ยงทิศทางออกไปอย่างนุ่มนวลและในจังหวะที่ถังซู่เหมยหมุนตัวสอดแทรกกระบี่เข้ามาในระยะประชิด...ชิงหยางกลับฉวยโอกาสนั้นยื่นหน้าเข้าไปใกล้แก้มเนียนของนางในระยะไม่ถึงสามนิ้ว!
“วิชากระบี่ดอกเหมยของเ้า... วันนี้ก้าวหน้าขึ้นเยอะเลยนะ”ชิงหยางกระซิบเบาๆต่อหน้านางขณะที่กระบี่ไม้ของทั้งสองขัดกันอยู่
ถังซู่เหมยใจนหัวใจกระตุกวูบใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันที “ท่าน... ท่านชมข้า?... ข้าขอบคุณท่านมาก!”
นางสะบัดตัวถอยหลังกลับไปสามก้าวย่นจมูกใส่เขาด้วยความเขินอาย ก่อนจะเร่งเค้นพลังปราณเพิ่มขึ้นเพื่อแก้เขิน!
ถังซู่เหมยไม่ยอมแพ้ นางกัดฟันแน่นบิดเกลียวลมปราณสิบส่วนโชติ่ขึ้นมาอีกครั้ง!แม้ร่างกายของนางจะยังคงบอบช้ำเล็กน้อยจากศึกก่อนหน้าแต่ั์ตาคู่สวยกลับส่องประกายความมุ่งมั่น ความตั้งใจและความพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะพิสูจน์ตัวเองให้นึกถึงเกียรติยศ และไม่อยากเป็ตัวภาระให้ชิงหยางต้องคอยปกป้องเสมอไป นางหมุนกายสามร้อยหกสิบองศาตวัดกระบี่ไม้สร้างคลื่นวนสีฟ้าครามขนาดใหญ่เข้าใส่ชิงหยาง
“กระบี่วารีพิรุณ —เกลียวคลื่นวารีดอกเหมย!”
ปราณสีฟ้าครามหมุนเป็เกลียวม้วนเข้าหาชิงหยางราวกับัน้ำตัวน้อยที่กำลังเย้ายวนคู่ประลอง
ชิงหยางมองภาพนั้นด้วยความทึ่งในพร์ของนางเขาไม่เพียงแต่นับถือในความพยายาม แววตาแห่งความพยายามอันบริสุทธิ์ของนางกระทบเข้ากลางใจเขาอย่างจังชิงหยางมองภาพรอยยิ้มและความมุ่งมั่นของถังซู่เหมยจนในหัวของชายหนุ่มคิดว่านางคงพยายามฝึกฝนวิชากระบี่อย่างหนักหน่วงมาตลอดจนมาถึงวันนี้ได้
‘ถังซู่เหมย...เ้าพยายามมามากจริงๆ ข้าจะช่วยพัฒนาฝีมือเ้าอีกแรง!!’
“วิชาดัชนีดารา— ดัชนีโอบดารา!”
ตูมมมมมม!
ไอเพลิงสีแดงเพลิงเข้าปะทะและโอบล้อมเกลียวคลื่นสีฟ้าครามไว้อย่างพอดี!แทนที่พลังทั้งสองจะกระแทกกันจนแตกกระจายชิงหยางกลับใช้จิตอาวุธสีแดงผสานและประคองจิตอาวุธสีฟ้าครามของถังซู่เหมยหมุนวนไปพร้อมกันกลางอากาศ เกิดเป็ภาพปรากฏการณ์แสงสีแดงและสีฟ้าครามหมุนเกลียวขึ้นสู่งยอดฟ้าดุจดั่งระบำัเพลิงและหงส์วารี!
ผู้ชมบนอทัศนจันทร์ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงในความงดงาม!
“งามเหลือเกิน...” ศิษย์สาวของสำนักกระบี่ะคนหนึ่งพึมพำออกมา
แม้กระทั่งท่านเ้าเมืองยังเผลอยิ้มออกมาเบาๆ“เด็กสองคนนี้... ไม่ใช่แค่ประลองพลังกันอย่างเดียวแต่กำลังประสานจิติญญาแห่งกระบี่เข้าหากันได้อย่างน่าอัศจรรย์”
กลางวงล้อมของคลื่นพลังสองสีถังซู่เหมยสบสายตากับชิงหยางนางรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและเจตนาที่เขา้าช่วยหนุนเสริมวิชากระบี่ของนางความกลัวและความพรั่นพรึงที่เคยได้รับจากนายน้อยมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความเชื่อมั่นและหัวใจที่เต้นรัวเพราะคนตรงหน้า
แต่เพราะความเหม่อลอยและความซาบซึ้งในความตั้งใจและเห็นความพยายามของนาง ทำให้จังหวะการลงมือของชิงหยาง ช้าไปเสี้ยววินาที!
วิ้งงงงงง!
กระบี่ไม้ห่อหุ้มเปลวเพลิงสีแดงของชิงหยางตวัดออกไปหวังจะเบี่ยงทิศทางม่านน้ำทว่าช้าไปเพียงเสี้ยวองคุลี!คลื่นวารีสีฟ้าครามของถังซู่เหมยแหวกผ่านการป้องกันของชิงหยางเข้ามาได้!
ตึงงงงงง!
ปลายกระบี่ไม้ของถังซู่เหมยกระแทกเข้าที่ข้อมือของชิงหยางอย่างจัง!แรงปะทะและลมปราณวารีที่อัดแน่นทำให้กระบี่ไม้ในมือของชิงหยางหลุดลอยกระเด็นออกไปหมุนกลางอากาศก่อนจะตกลงกระแทกพื้นลานประลอง!
ปั่ก!
พร้อมกันนั้นปลายกระบี่ไม้ห่อหุ้มจิตอาวุธสีฟ้าครามของถังซู่เหมยก็หยุดอยู่ห่างจากหน้าอกของชิงหยางเพียงครึ่งนิ้ว!
บรรยากาศทั่วทั้งสนามพลันเงียบกริบด้วยความตกตะลึง!
ชิงหยางมองกระบี่ไม้ของตนเองที่รวงอยู่บนพื้นก่อนจะมองหน้าถังซู่เหมยที่กำลังยืนหอบหายใจด้วยความใเช่นกันถังซู่เหมยจ้องมองเขาด้วยดวงตาตาโตนางเองก็ไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะทำกระบี่ของชิงหยางหลุดมือได้จริงๆ
ชิงหยางคลียิ้มออกมาอย่างอบอุ่นและภาคภูมิใจเขาไม่ได้เสียใจเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกยินดีจากลึกๆในหัวใจที่ได้เห็นนางคว้าชัยชนะด้วยความพยายามของตนเอง
“ข้าพ่ายแพ้แล้ว...แม่นางซู่เหมย” ชิงหยางยกมือขึ้นสองข้างยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยรอยยิ้มจริงใจ“กระบี่วารีของเ้า... ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ถังซู่เหมยลดกระบี่ลงใบหน้าซีดลงเล็กน้อยด้วยความใก่อนจะหลุดยิ้มงดงามออกมาด้วยความตื่นเต้นและดีใจจนตาเป็ประกาย “ข้า... นี่ข้าชนะท่านแล้วจริงๆหรือ สหายชิงหยาง!”
“อื้มเ้าชนะแล้ว ข้ายินดีกับเ้าด้วย” ชิงหยางทำท่าเคารพและยิ้มให้นางด้วยความจริงแต่ในประกายในดวงตาก็แอบมีบางสิ่งเริ่มผุดขึ้นมา
กรรมการหลักที่เพิ่งตั้งสติได้ก้าวขึ้นมาบนลานประลองพร้อมขานประกาศขึ้นด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องสั่นะเืไปทั่วสนาม:
"ศึกชิงอันดับที่สาม... ผู้ชนะได้แก่ 'ถังซู่เหมย'! คว้าตำแหน่งอันดับสามแห่งการประลองยอดฝีมือรุ่นเยาว์!"
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!
เสียงเชียร์และเสียงปรบมือดังะเิขึ้นทั่วทั้งอัฒจันทร์!ผู้ชมต่างประทับใจในความพยายามของเด็กสาววัยสิบสองปี และความน่ารักอบอุ่นระหว่างทั้งคู่ ชิงหยางก้มลงเก็บกระบี่ไม้ขึ้นมาแล้วเดินลงจากลานประลองท่ามกลางเสียงยินดี
และบัดนี้บรรยากาศอบอุ่นพลันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งเมฆมืดเริ่มก่อตัวบนท้องฟ้ายามบ่าย ท้องฟ้าสีทองแปรเปลี่ยนเป็สีเข้มราวกับรับรู้ว่าเวทีต่อไป... คือศึกตัดสินะเิยุทธภพที่ไร้ซึ่งความเมตตา!
[ศึกชิงชนะเลิศอันดับหนึ่ง]
ฉิวฟง vs นายน้อยเซียวฉินเหอ
เมฆอึมครึมบดบังแสงอาทิตย์ยามบ่ายสายลมกรรโชกแรงจนธงทิวรอบสนามประลองโบกสะบัดดั่งเสียงคลื่นกระทบฝั่งบรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของผู้ชมทั่วทั้งอัศจรรย์ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างของสองยอดดรุณผู้ยืนประจันหน้ากันใจกลางลานหินศิลา
‘ฉิวฟง’ ในชุดจอมยุทธ์สีม่วงอ่อนเรียบง่าย ก้าวขึ้นสู่สนามด้วยจิตใจที่สงบยึดมั่นในวิชากระบี่ที่บิดาสั่งสอนมาทว่าในมือที่กุมกระบี่ไม้อย่างแ่ากลับแฝงไปด้วยความระมัดระวังสูงสุด
เบื้องหน้าของเขาคือ ‘นายน้อยเซียวฉินเหอ’ แห่งหอสังหารยุทธ์ชายผู้มาในชุดสีดำขลิปเงินและสวมผ้าคลุมสีดำสนิทบดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่งโดยที่รอบที่ผ่านๆมา ไม่เคยโดนดึงออกเลยแม้แต่ครั้ง เหลือไว้เพียงดวงตาสีดำมืดเหมือนยมทุตอันเรียวคมที่ฉายแววเย่อหยิ่งและดุดันสายตาของนายน้อยมองฉิวฟงดุจดั่งมองมดปลวกที่บังเอิญไต่ขึ้นมาบนลานประลองเดียวกัน
ฉิวฟงจ้องมองท่วงท่าการก้าวเดินท่าทางการจับด้ามกระบี่ และแววตาเ็าใต้ผ้าคลุมครึ่งหน้านั้น...หัวใจของฉิวฟงพลันกระตุกวูบ!
ภาพความทรงจำบางอย่างฉายวูบขึ้นมาในหัวคล้ายกับสายฟ้าแลบท่วงท่าอันเย่อหยิ่ง ไม่สนใคร และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารเช่นนี้เขาแน่ใจอย่างยิ่งว่าเคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน!
“เซียวฉินเหอ...”ฉิวฟงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ท่วงท่าและสายตาของเ้า...เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก? พวกเรา...เคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือไม่?!”
นายน้อยแห่งหอสังหารยุทธ์แค่นหัวเราะในคอ “หึ...” น้ำเสียงที่ส่งออกมาเ็าและเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“มดปลวกชั้นต่ำเช่นเ้ามีสิทธิ์อะไรมาถามไถ่ข้า?” นายน้อยยกกระบี่ไม้ขึ้นพาดไหล่อย่างเย้ยหยันดวงตาสีเข้มจ้องมองฉิวฟงด้วยความทระนง “อยากรู้นักหรือว่าข้าเป็ใคร? เช่นนั้นก็เอาชนะข้าให้ได้เสียก่อนสิ!หากเ้ามีความสามารถพอจะสะกิดแม้แต่ชายเสื้อข้าได้ ข้าอาจจะเมตตาบอกชื่อและแซ่ของข้าให้เ้าฟังเป็ทาน!”
“เ้า...!”ฉิวฟงสูดหายใจเข้าลึก ข่มโทสะในอกลงไป เขาชูกระบี่ไม้ขึ้นจรดระดับอก “ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามา!”
ฟุ่บ!
โดยไม่มีสัญญาณเตือนนายน้อยเซียวฉินเหอใช้ออกด้วย วิชาตัวเบา‘ยมทูตไร้ร่าง’! ร่างกายของเขาลอยละล่องเลื่อนไหวไปบนพื้นศิลาดุจดั่งิญญาร้ายไร้ซึ้งเสียงเท้า ไร้ซึ่งทิศทางที่แน่นอน พุ่งเข้าหาฉิวฟงในเสี้ยววินาที!
ฉิวฟงไม่ตื่นตระหนกเขารีบใช้ออกด้วย วิชาตัวเบาเคลื่อนย้ายไร้เงา พลิ้วกายเอี้ยวตัวหลบเลี่ยงอย่างฉับไว!
เคร้ง! เคร้ง!เคร้ง!
กระบี่ไม้ของทั้งสองปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม!
นายน้อยใช้ออกด้วย ‘วิชากระบี่ยมทูต’ ตวัดกระบี่ด้วยมุมองศาอันพิศดารแทงฉาดเฉี่ยวตามจุดชีพจรสำคัญของฉิวฟงอย่างอำมหิตทุกกระบวนท่ามุ่งเป้าไปที่จุดตาย! ทว่าฉิวฟงกลับใช้ ‘วิชากระบี่แปรผันไร้เสียง’ ร่ายรำกระบี่ไม้อย่างนุ่มนวลและสละสลวย ใช้ความยืดหยุ่นผันแปรและการเบี่ยงทิศทางปัดป้องคมกระบี่อันดุร้ายของนายน้อยออกไปได้อย่างทันท่วงที!
การแลกเปลี่ยนกระบวนท่าดำเนินไปอย่างรวดเร็วและวิจิตรพิสดารทั้งสองเคลื่อนที่สลับตำแหน่งไปทั่วลานประลองเสียงกระบี่ไม้ปะทะกันนับสิบครั้งในหนึ่งลมหายใจ!
เหล่าผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะและเ้าเมืองต่างจดจ้องตาไม่กะพริบ ‘เด็กคนนั้น...รับมือกะทันหันกับวิชากระบี่ยมทูตอันแสนเล่ห์เหลี่ยมของหอสังหารยุทธ์ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ!’
เมื่อการประลองเข้าสู่่กลางนายน้อยเริ่มรู้สึกขัดใจที่ยังไม่สามารถสยบฉิวฟงได้ในทันทีเขาจึงเหยียดยิ้มมุมปากภายใต้ผ้าคลุม ก่อนจะเร่งพลัง จิตอาวุธสีม่วงดำ ขึ้นมาปะทะ!
ฉิวฟงเองก็เร่งพลัง จิตอาวุธสีม่วงอ่อน ขึ้นมาปะทะกันกลางอากาศ!
สีม่วงดำอันเหี้ยมเกรียมและ สีม่วงอ่อนอันนุ่มนวล...พลังจิตอาวุธทั้งสองสายพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศจนเกิดเป็คลื่นพายุหมุนวนะเิขึ้นใจกลางลานประลอง!
ตึงงงงงงง!
นายน้อยผละตัวถอยหลังไปครึ่งก้าวสายตาจ้องมองจิตอาวุธสีม่วงอ่อนของฉิวฟง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆ!” นายน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วโทสะ “์ช่างกลั่นแกล้งที่มอบจิตอาวุธสีม่วงอันทรงเกียรติให้แก่ขยะเช่นเ้า!มีจิตกระบี่สีม่วงเหมือนกับข้า...แต่วรยุทธ์และวิชากระบี่กลับด้อยค่าและงอกง่อยยิ่งนัก!ช่างน่าสมเพชวิชาที่เ้าฝึกฝนมาเสียจริง!”
คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้น...กระแทกเข้ากลางใจของฉิวฟงอย่างแรง!
วิชากระบี่ที่เขาใช้อยู่ทุกวันนี้...คือวิชาที่ ท่านพ่อ ของเขาเคี่ยวกรำสอนสั่งมาด้วยความรักและหยาดเหงื่อ!คือวิชาที่พ่อของเขาใช้ปกป้องครอบครัวและสั่งสอนให้เขาใช้เพื่อคุณธรรม!
“เ้า... เหยียดหยามข้าได้ แต่เ้าไม่มีสิทธิ์มาดูถูกวิชากระบี่ของพ่อข้า!”
ตูมมมมมมมมมมมมมมม!
ดวงตาของฉิวฟงแดงฉานไปด้วยความโกรธเกรี้ยว!ลมปราณในร่างของเขาพวยพุ่งะเิออกมาอย่างบ้าคลั่ง! ฉิวฟงปลดปล่อย พลังลมปราณสิบส่วนเต็มขั้น!
จิตอาวุธสีม่วงอ่อนที่เคยนุ่มนวลบัดนี้หมุนวนบิดเกลียวจนแปรเปลี่ยนเป็พายุเพลิงม่วงอันโชติ่และหนักแน่น!แรงอัดปราณมหาศาลทำให้แผ่นหินศิลาใต้เท้าของฉิวฟงแตกพินาศเป็ผุยผง!
จังหวะที่ 4: การพัฒนาไร้ขีดจำกัด — ปราณแปดส่วนของนายน้อย
นายน้อยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมองดูฉิวฟงที่กำลังโกรธเกรี้ยวด้วยความรู้สึกสนุกสนาน “โอ้? โกรธแล้วหรือ? ดี... แบบนี้ค่อยน่าสนุกขึ้นหน่อย!”
นายน้อยเร่งพลังลมปราณเพิ่มขึ้นเป็ เจ็ดส่วน หมายจะใช้วิชา 'กระบี่เงายมทูตสลาย์' สยบฉิวฟงให้จมดิน!
ฟุ่บ!ตูมมมมมมม!
ทั้งสองพุ่งเข้าห้ำหั่นกันอีกครั้ง!แต่ครั้งนี้ฉิวฟงไม่ได้เป็ฝ่ายตั้งรับอีกต่อไป!
ด้วยความโกรธที่ผสานเข้ากับจิติญญาแห่งกระบี่ฉิวฟงใช้ออกด้วย ‘วิชากระบี่ดัชนีดารา’ ขั้นสูงสุด นั่นคือขั้นธรรมชาติที่เหนือกว่าขั้นเชี่ยวชาญ!กระบวนท่ากระบี่ของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนและยกระดับสูงขึ้นในระหว่างการประลอง!ทุกการตวัดกระบี่ไม้ของฉิวฟงรวดเร็วขึ้น แปรเปลี่ยนกระบวนเร็วขึ้น หนักแน่นขึ้นและเฉียบคมขึ้นอย่างน่าใ!
เคร้ง! เคร้ง!ตูม!
คลื่นปราณสีม่วงอ่อนสิบส่วนของฉิวฟงสามารถแหวกผ่านไอทมิฬสีม่วงดำเจ็ดส่วนของนายน้อยได้อย่างน่าอัศจรรย์!คมกระบี่ไม้ของฉิวฟงแทงเฉียดแก้มของนายน้อยไปเพียงเสี้ยวเล็บ!
นายน้อยเซียวฉินเหอถึงกับชะงักกึก!ในดวงตาดำมืดราวยมทูตเกิดความตื่นใเป็ครั้งแรก!
‘อะไรกัน?! เ้าเด็กนี่... พัฒนากระบวนท่าขึ้นกลางการประลองอย่างนั้นหรือ?! วิชาที่ไร้ช่องโหว่เมื่อครู่ บัดนี้กลับทรงพลังและเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ!’
ความรู้สึกไม่ยินยอมและความพรั่นพรึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนายน้อย!นี่คือสิ่งที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อนตลอดชีวิตอัจฉริยะของเขา!
“อย่ามาสามหาวกับข้า!”นายน้อยคำรามก้อง เขารู้ดีว่าหากไม่ทุ่มเทสุดกำลัง เขาอาจจะเป็ฝ่ายพ่ายแพ้!
นายน้อยกัดฟันเร่งพลังลมปราณขึ้นสู่ระดับ แปดส่วนเต็มขั้น!
วิ้งงงงงงงงงงงงงงงง!
ปราณสีม่วงดำทมิฬพวยพุ่งขึ้นเป็ัั์แห่งความมืดมิดไอสังหารเข้มข้นจนอากาศรอบด้านกลายเป็ความมืดมิดที่กัดเซาะไปถึงจิติญญา
จังหวะตัดสิน:กระบี่แตกพินาศและโฉมหน้าที่แท้จริง
ทั้งสองรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่กระบี่ไม้ในมือ!
ฉิวฟงรวบรวมปราณสิบส่วนผสานจิตอาวุธสีม่วงอ่อนทะยานขึ้นสู่เบื้องสูง... นายน้อยรวบรวมปราณแปดส่วนผสานจิตอาวุธสีม่วงดำแทงสวนขึ้นไปจากเบื้องล่าง...
“กระบี่ดัชนีดารา—เบิกฟ้าสะบั้นมาร !” “กระบี่เงายมทูต— สลาย์!”
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!
เสียงะเิดังกึกก้องกังวานราวกับฟ้าจะถล่มดินจะทะลาย!คลื่นพลังมหาศาลสีม่วงสองสายกระแทกกันจนเกิดแสงสว่างจ้าดับแสงอาทิตย์บนท้องฟ้า!แรงอัดปราณพัดพาเอาฝุ่นควันและเศษหินศิลาพุ่งกระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง!
ผู้ชมบนอัศจันทร์ต้องยกมือขึ้นบดบังสายตาด้วยความตระหนก!
เพล้งงงงงงงงงงง!
ท่ามกลางกลุ่มควันอันคละคลุ้งเสียงไม้แตกสะบั้นดังกึกก้องขึ้น!
เมื่อพายุฝุ่นควันค่อยๆเลือนหายไป ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้คนทั้งสนามประลองต้องตกตะลึงจนลืมหายใจ!
ฉิวฟง นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เสื้อผ้าฉีกขาดร่างกายเต็มไปด้วยาแและคราบเื... ในมือของเขา กระบี่ไม้แหลกสลายกลายเป็เศษไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยไม่เหลือชิ้นดี! พลังปราณสิบส่วนของเขามลายหายไปจนหมดสิ้น
ห่างออกไปห้าก้าว... นายน้อยเซียวฉินเหอ ยังคงยืนตระหง่านอยู่
ทว่า...สภาพของนายน้อยกลับไม่ได้ดูดีไปกว่ากันนัก!
กระบี่ไม้ในมือของนายน้อย หักสะบั้นออกเป็สองท่อน!
และที่น่าใที่สุด... ผ้าคลุมหน้าสีดำที่เคยบดบังใบหน้าของนายน้อยบัดนี้ถูกปราณกระบี่ของฉิวฟงตัดขาดและพัดหายไปในพายุฝุ่นควันเรียบร้อยแล้ว!
เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของนายน้อยเซียวฉินเหออย่างงดงามและเรียบเนียนทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสั่นระริกด้วยความตื่นตะลึงระคนใและอับอายอย่างถึงที่สุด!
นายน้อยจ้องมองเศษกระบี่ไม้หักในมือสลับกับมองฉิวฟงด้วยสายตาที่ไม่คาดคิด...แม้เขาจะเป็ฝ่ายชนะเพราะฉิวฟงลมปราณไม่มีเหลือและไร้กระบี่ในมือแต่การที่เขาต้องเสียกระบี่และถูกเปิดเผยใบหน้าต่อหน้าคนนับพันก็นับเป็การพ่ายแพ้ทางจิติญญาอย่างรุนแรง!
กรรมการหลักกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากก้าวขึ้นสู่ลานประลองที่บัดนี้กลายเป็หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ก่อนจะยกมือขึ้นขานประกาศด้วยน้ำเสียงดังกึกก้องไปถึงขอบฟ้า:
"ศึกชิงชนะเลิศการประลองยุทธ์เมืองหงส์เหิน... ผู้ชนะได้แก่ 'เซียวฉินเหอ' แห่งหอสังหารยุทธ์!คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่ง 'ยอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งยุค'!"
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!
เสียงเชียร์ดังกึกก้องกังวานไปทั่วเมืองหงส์เหิน!แม้นายน้อยจะเป็ฝ่ายชนะ แต่สายตาของผู้ชม เ้าเมืองและเหล่าผู้าุโแห่งสำนักกระบี่ะ ต่างจับจ้องไปที่ ฉิวฟง และ เซียวฉินเหอ ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
หลังจากเสียงขานประกาศชัยชนะดังกึกก้องพร้อมกันนั้นกรรมการหลักได้ประกาศเรียกให้จอมยุทธ์วัยเยบาว์ทั้งสิบคนขึ้นมาบนลานประลองหน้าจวนเ้าเมืองเพื่อมอบของรางวัลกรรมการและศิษย์สำนักกระบี่ะได้ก้าวเข้ามาพร้อมกับถาดทองคำและถาดสีเงินที่รองด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงโดยบนถาดทองนั้นบรรจุ ‘ยาลูกกลอนกระบี่์’ จำนวน 3 เม็ด และ ‘คัมภีร์วิชากระบี่ะขั้นกลาง’จำนวน 1 เล่ม ซึ่งเป็ของรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งของการประลองยุทธ์เมืองหงส์เหิน ส่วนถาดสีเงินบรรจุ ‘ยาลูกกลอนกระบี่์’ จำนวน 1 เม็ด และ ‘คัมภีร์วิชากระบี่ะขั้นกลาง’จำนวน 1 เล่ม ซึ่งเป็ของรางวัลของอันดับที่สองถึงอันดับที่สิบ
“เซียวฉินเหอ...เชิญรับของรางวัลเกียรติยศจากสำนักกระบี่ะ—”
เคร้ง!
ยังไม่ทันที่กรรมการจะพูดจบนายน้อยเซียวฉินเหอใช้หลังมือสะบัดถาดทองคำนั้นออกไปอย่างแยแส!ถาดทองคำและของรางวัลอันทรงคุณค่ากระเด็นตกพื้นหินศิลาต่อหน้าสายตาคนนับ!
นายน้อยเค้นหัวเราะในคอั์ตาอันดำมืดส่องประกายเหยียดหยาม “ของชั้นต่ำจากสำนักเล็กๆ เช่นนี้...ไร้ค่าเกินกว่าจะให้ข้าแปดเปื้อนมือ!”
ความเงียบเชียบอันน่าอึดอัดครอบคลุมไปทั่วทั้งสนามประลองในทันที!
เหล่าศิษย์เอกของสำนักกระบี่ะที่ยืนอารักขาอยู่รอบสนามประลองต่างหน้าเปลี่ยนสีด้วยความโกรธเกรี้ยว!ศิษย์สำนักระบี่คนนึงคาดว่าเป็ศิษย์ที่มีฝีมือมากที่สุดในกลุ่มที่มากับศิษย์ในสำนักฉุนขาดจนเส้นเืบนหน้าผากปูดโปนเขาก้าวออกมาพร้อมกับสืบเท้าแทงกระบี่ออกจากฝักดังกังวาน!
“สามหาวนัก!เด็กเมื่อวานซืนอย่างเ้า กล้าเหยียดหยามเกียรติของสำนักกระบี่ะต่อหน้าผู้คนนับพันรึ!วันนี้หากข้าไม่สั่งสอนเ้าให้รู้ความ ยุทธภพคงได้หัวเราะเยาะพวกข้าแน่!”
ศิษย์มากฝีมือและเหล่าศิษย์ในสำนักอีกสามคนทะยานร่างขึ้นสู่ลานประลองพร้อมกันรังสีม่านกระบี่อันคมกริบของสำนักกระบี่ะพุ่งตรงหมายจะบีบบังคับให้นายน้อยคุกเข่าลงสยบยอม!
ทว่า...นายน้อยเซียวฉินเหอกลับยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะเอี้ยวตัวหลบเขาเพียงแค่ยิ้มมุมปากด้วยความสมเพช
วูบบบบบบบบบบบบ!
พลันเกิดไอเย็นฟ้าสีดำเฮือกใหญ่พัดผ่านสนามประลอง!ท้องฟ้ายามบ่ายที่อึมครึมอยู่แล้วพลันมืดดับลงราวกับถูกสุริยุปราคาบดบัง!ไอสังหารอันเข้มข้นจนส่งกลิ่นคาวเือบอวลไปทั่วลานศิลา!
เคร้ง! เคร้ง!เคร้ง! เคร้ง!
กระบี่ของศิษย์สำนักกระบี่ะทั้งสี่คนหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ!ไม่ใช่เพราะถูกต้านทาน...แต่เป็เพราะแรงกดดันปราณมหาศาลสยบพวกเขาทั้งร่างไว้จนไม่อาจขยับแม้แต่นิ้วเดียว!
เงาร่างของชายชราในชุดคลุมยาวสีดำสนิทปรากฏขึ้นกลางอากาศเื้ัของนายน้อยอย่างเงียบเชียบดุจดั่งภูตผีปีศาจที่หลุดออกมาจากปรโลก!
ชายชราผู้นั้นยื่นมือเหี่ยวย่นออกมาเบื้องหน้าไอหมอกวิชามารทมิฬ สีดำสนิทแผ่กระจายออกจากร่าง ก่อตัวเป็รูป หัวกะโหลกั์ ลอยตระหง่านอยู่เหนือลานประลองจิตสังหารอันมืดมิดคุกคามจนเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ะถึงกับกระอักเืออกมาคำโต!
พรวดดดดด!
“คิดจะลงมือกับนายน้อยของพวกข้า...พวกเ้ามีกี่ชีวิตให้สังเวยกันรึ?”
น้ำเสียงแหบแห้งทว่าทรงพลังกดทับไปถึงแก้วหูของทุกคนแม้กระทั่งเหล่าผู้าุโบนอัฒจันทร์ประธานและท่านเ้าเมืองยังต้องขยับตัวลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก!
‘ปราณมารขั้นสูง!คนของหอสังหารยุทธ์ระดับยอดฝีมือเร้นกาย!’
ผู้าุโชุดดำไม่แม้แต่จะมองผู้คนรอบข้างเขาเพียงประสานมือโค้งให้อยู่เื้ันายน้อยเซียวฉินเหอด้วยความเคารพ“นายน้อย... ภารกิจที่ท่านผู้นำสั่งการนายน้อยตอนนี้เรียบร้อยแล้วได้เวลาเดินทางกลับหอสังหารยุทธ์แล้วขอรับ”
นายน้อยเซียวฉินเหอสะบัดชายเสื้อกวาดสายตามองศิษย์สำนักกระบี่ะที่นอนเกลือกกลั้วอยู่บนพื้นด้วยความเหยียดหยามก่อนจะหันกลับมาสบตาฉิวฟงที่พยายามยันกายลุกขึ้นมองเหตุการณ์ทั้งหมด
“เ้า...ทำได้ไม่เลว ฉิวฟง นี่คือนามของเ้าใช่หรือไม่ ข้าจะจดจำชื่อนี้เอาไว้ วันนี้ข้าชนะเ้า แต่วันหน้า...หากเ้ากล้าสืบหาอดีตของข้า ข้าจะบดขยี้เ้าให้แหลกยิ่งกว่ากระบี่ไม้เล่มนี้!ไปกันเถอะลู่ผิง พวกเรา กลับกันเถอะ”
“จำไว้ฉิวฟง... โลกภายนอกมันกว้างใหญ่และเหี้ยมโหดกว่าที่เ้าคิดไว้เยอะ”นายน้อยเอ่ยเสียงเรียบ
วูบ!
สิ้นเสียงของนายน้อยผู้าุโมารได้ตวัดมือสร้างพายุหมุนทมิฬห่อหุ้มร่างของทั้งสองไว้ก่อนที่เงาร่างของนายน้อยเซียวฉินเหอและผู้าุโจะเลือนหายไปกับความมืดมิดในเสี้ยววินาที...ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด ความหวาดกลัว และปริศนาอันใหญ่หลวงไว้เื้ั!
ฉิวฟงที่ค่อยๆยันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ มองแผ่นหลังนายน้อยหอสังหารยุทธ์ที่บัดนี้ไร้ผ้าคลุมหน้าค่อยๆมลายหายไปจากหมอกดำ...ภาพใบหน้านั้นตอกย้ำความทรงจำของฉิวฟงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น! “ เซียวฉินเหอรึ? ไม่สิ นายน้อย แห่งหอสังหารยุทธ์ ข้าฉิวฟง!! นับจากนี้ต่อไปวันข้างหน้าข้าจะหาเ้าให้เจอและจะชนะเ้าให้ได้”
เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายจบแล้ว กรรมการหลักและเ้าเมืองก็มอบรางวัลให้แก่เหล่าอัฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งเก้าคนต่อไปจนจบพิธีและกล่าวกับทั้งเก้าคนว่าอีกหนึ่งเดือน จะมารับพวกเขาทั้งเก้าคนเข้าสำนักกระบี่ะให้ทั้งเก้าคนมารอที่หน้าจวนเ้าเมืองจอมยุทธ์น้อยเมื่อได้รับรางวัลก็กล่าวลากรรมการและเ้าเมืองและแยกย้ายกลับไป แต่ในขณะที่ฉิวฟงชวนชิงหยางเพื่อกำลังจะกลับเพื่อไปหาบิดาที่โรงเตี้ยมชิงหยางกับบอกน้องชายว่า
“น้องฟง ข้ามีธุระบางอย่างที่ต้องไปทำ เ้ากลับไปหาท่านน้าที่โรงเตี้ยมได้เลยนะแล้วข้าจะตามไปหากทำธุระเสร็จแล้ว”
“ท่านจะไปธุระที่ไหน ไกลหรือไม่ ข้ายังไม่รีบกลับโรงเตี้ยมเท่าไหร่ข้าไปเป็เพื่อนท่านได้นะ พี่ชิงหยาง” ฉิวฟงได้ยินชิงหยางบอกให้กลับไปก่อนแต่ฉิวฟงกลับตอบทันทีว่าจะไปเป็เพื่อน
“เอ่ออ... ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร เ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้าทำคนเดียวได้” ชิงหยางตอบกลับไปทัน อย่างร้อนรน
“ท่านแน่ใจนะ ว่าไปคนเดียวได้ ไม่ต้องให้ข้าไปด้วย เอาตามท่านแล้วกัน ข้าจะไปกินกับข้าวกับพ่อข้ารอท่านละกันกับข้าวหมดแล้วหมดเลยนะ ข้าบอกไว้ก่อน ฮ่า ฮ่าๆ งั้นข้าไปก่อนละ พี่ชิงหยาง ดูแลตัวเองด้วย รีบไปรีบกลับนะ” ฉิวฟงเห็นว่าชิงหยางคะยั้นคะยอให้กลับ ก็ตามใจพี่ชาย
เมิ่อฉิวฟงน้องชายตัวดีกลับไปแล้วชิงหยางก็หันซ้ายหันขวาเมื่อหาใครบางคนในฝูงชน เมื่อเดินไปมองหาไปซักพักก็เห็นใครบางคนกำลังเดินอย่างแช่มช้อยผมสีดำและปลายผ้ามัดผมสีฟ้าครามที่มัดไว้ปลิวไสวสวยงามตามลมพัด ชิงหยางเห็นก็รีบเดินตามทัน เมื่อเดินไปใกล้จิตใจก็สั่นไหว ว้าวุ่นใจว่าจะทักทายคนตรงหน้านี่ยังไงดี แต่ด้วยกลัวที่จะไม่ได้เจอกัน ชิงหยางก็ตัดสินใจทำบางอย่างโดยจากรีบเดินกลายมารีบวิ่งแซงคนที่กำลังเดินอยู่ข้างหน้า เมื่อวิ่งแซงได้แล้ว ประมาณสองสามก้าวแต่เพราะรีบร้อนเกินไป ส้นเท้าของชิงหยางเกือบจะเกาะลานหินจนล้มแต่ก็ยังฝืนตั้งหลักยืดอกหมุนตัวกลับมาได้อย่างเฉียบขาด(แม้หัวใจจะเต้นตึกตักจนแทบหลุดออกมาก็ตาม)" ก็หยุดตัวและหมุนตัวมาอยู่ตรงหน้าคนคนนั้นๆและคนคนนั้นเห็นว่ามีชายที่คุ้นหน้าอยู่ข้างหน้าก็ใ ต่างคนก็ต่างใ
“สะ..สวัสดีแม่นางถังซู่เหมย” เป็คำทักทายครั้งแรกที่แสนจะประหม่าของชายหนุ่ม
“ชะ..เช่นกันท่านชิงหยางงง” คนคนนั้นที่ชิงหยางทักก็คือ ถังซู่เหมย หญิงสาวที่เพิ่งประลองกันมา
“ท่านมีธุระอะไรกับข้างั้นหรือ? ถึงมาพบข้า” ถังซู่เหมยถามกลับไป แต่ใบหน้ากลับดูดีใจอย่างบอกไม่ถูก
“คะ..คือว่า..ข้ามีของจะให้แม่นาง” ชิงหยางพูดจบก็ควักบางอย่างจากอกและยื่นให้กับนางและพูดต่อว่า
“นี่คือเงินทอนของพ่อค้าหน้าเืที่โกงแม่นางเมื่อวันก่อน ข้าไปเอาคืนมาให้และต่อจากนี้ไปพ่อค้าหน้าเืผู้นั้นจะไม่มีวันโกงคนอื่นเหมือนเช่นที่โกงแม่นางอีก แม่นางโปรดรับไว้เถอะนี่คือของที่แม่นางต้องได้คืน” ในมือของชิงหยางที่ยื่นให้นางนั้นเป็เงินส่วนต่างที่ถังซู่เหมยโดนพ่อค้าซาลาเปาโกง
“นี่เงินของข้าหรือ เอ๊ะ หรือว่าท่านอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นที่ข้ากับพ่อค้าซาลาเปาทะเลาะกัน” ถังซู่เหมยใกับสิ่งที่ชายหนุ่มยื่นมาและก็ใอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นได้
“ใช่แล้ว วันนั้นข้ากับน้องชายเห็นเหตุการณ์นั้นพอดีและข้าก็เลยไปเอาคืนพ่อค้าให้แม่นาง แม่นางอย่างลังเล รับไปเถอะ อย่างน้อยนี่คือเงินที่แม่นางต้องใช้นะ” ชิงหยางอธิบายให้นางฟังด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมรีบให้นางรับเงินจากมือไป
“งั้น!! ข้าขอรับไว้แล้วกัน ข้าขอบใจท่านมาก ที่ยื่นมือมาช่วยเหลือข้า น้ำใจนี้ข้าขอรับและหากมีโอกาส ข้าจะช่วยเหลือท่านแน่นอน ข้าถังซู่เหมยขอสัญญา” ถังซู่เหมยยิ้มด้วยความดีใจและรับเงินจากมือชิงหยางไปและให้สัญญากับชายหนุ่มเป็การตอบแทน
“สำหรับข้าแล้ว ไม่เป็ไร นี่คือสิ่งที่ข้าต้องทำเมื่อมีความอยุติธรรมอยู่ตรงหน้า!! เอาล่ะ หากท่านมีธุระ ข้ากลับก่อนนะ อีก 1 เดือนข้างหน้า ค่อยเจอกันที่หน้าจวนเ้าเมืองข้าไปก่อนล่ะ แม่นางถังซู่เหมย” ชิงหยางพูดเร็วและรัว ราวกับกลัวว่าจะมีคนมาปิดปากตน
“งั้นเอาตามท่านละกัน ข้าก็กำลังจะกลับที่พักของข้าแล้วล่ะท่านป้าน่าจะกำลังรอข้าอยู่ งั้นข้าไปก่อนนะ สหายชิงหยาง ไว้เจอกันเ้าค่ะ” ถังซู่เหมยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนหลงใหล ชิงหยางได้ยินประโยคนี้สีหน้าก็เริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเหมือนชุดที่ใส่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองโบกมือลาให้กัน และก็ต่างคนต่างกลับทางที่มา
หลังจากชิงหยางกลับไปไม่นาน ถังซู่เหมยก็เดินเลี้ยงเข้าซอยซอยหนึ่งก็เจอหญิงวัยกลางคนใส่ชุดสีเขียวอ่อน มองนางด้วยความเอ็นดู
“หลานคุยกับใครน่ะ ซู่เหมย ป้าเห็นแว๊บๆ” นางถามถังซู่เหมยด้วยสีหน้าแปลกๆ
“เอ่ออ... ก็แค่คนถามทางเ้าค่ะ ท่านป้า กลับบ้านเรากันเถอะ อย่าไปสนใจเลย” ถังซู่เหมยตอบปัดไปเื่อื่น ท่านป้าของนางได้ยินก็ไม่ตอบก็พยักหน้าและชวนกันกลับบ้าน แต่ในระหว่างเดินกลับ นางก็สังเหตว่าใบหน้าและรอยยิ้มของนางดูสดใสมากกว่าที่เคยเห็นนางนึกในใจว่า "คนถามทางอะไร...หน้าแดงไปถึงใบหูขนาดนั้น" แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ และพากันเดินจนถึงบ้าน
การประลองยุทธ์เมืองหงส์เหินได้ปิดฉากลงอย่างเป็ทางการแล้ว...พร้อมกับการก้าวสู่เส้นทางใหม่ของเหล่าเยาวชนอัฉริยะแห่งยุค!