เมืองหลวงวั่งเย่ว์ เมืองเย่
บนถนนหลวงกว้างใหญ่ เงินกระดาษสีขาวปลิวว่อน โลงศพสีดำแปดคนหามค่อยๆ เคลื่อนมาจากที่ไกลๆทหารเทียนหลานห่มเกราะดำเฝ้าอารักขาทั้งสองข้างแน่นหนา ใบหน้าองอาจเย็นเยียบดุจเหล็กกล้าทั้งขบวนแผ่ไอสังหารพวยพุ่งวันนี้เป็วันที่โลงศพกู้เทียนหลานแม่ทัพพิทักษ์แคว้นฮองเฮาวั่งเย่ว์กลับมา
ชาวบ้านทั้งสองฟากฝั่งล้วนคุกเข่า ใบหน้าเศร้าหมองบางส่วนถึงขั้นร้องไห้รวดร้าว บางทีในชั่วขณะนั้น ในหัวพวกเขาอาจปรากฏภาพสตรีองอาจสวมเกราะแดง ทุกครั้งที่นางกลับมาล้วนแต่นำพามาซึ่งข่าวแห่งชัยชนะ ทำให้พวกเขาสงบใจทว่าครั้งนี้ที่กลับมากลับเป็นโลงศพเย็นเยียบจากวันนี้ไปใต้หล้านี้ไร้ซึ่งกู้เทียนหลาน
กู้เทียนหลานไม่ได้เป็นผู้แพ้ศึกราบคาบ ตระกูลกู้และหลี่เย่จิ่นล้วนอยากให้นางไปตาย แต่ชาวบ้านรักเคารพนางยิ่ง นางเป็นแม่ทัพใหญ่ปกป้องความสงบของดินแดน นางยังเป็นฮองเฮาผู้เพียบพร้อม ยุติธรรมและรักปวงประชาหลี่เย่จิ่นและกู้เทียนชิงยืนอยู่บนกำแพงสูง มองฉากภาพนี้ด้วยสายตาเยือกเย็นแววตากู้เทียนชิงฉายแววริษยาชิงชัง เห็นชัดว่าสตรีนางนั้นตายไปแล้วทว่าอิทธิพลกลับรุนแรงถึงเพียงนี้ ทั้งยังได้เข้าสุสานหลวงวั่งเย่ว์และยึดตำแหน่งฮองเฮาเอาไว้
หลี่เย่จิ่นเองก็หงุดหงิดเช่นกันเดิมทีเขาอยากโยนความผิดฐานกบฏขายชาติให้กู้เทียนหลานกับทัพหนึ่งแสนตระกูลกู้ผู้ใดคาดเหล่าขุนศึกเมืองเย่ที่เดิมอยู่ใต้อาณัติกู้เทียนหลานกลับยังภักดีต่อกู้เทียนหลาน ไม่เชื่อถือคำพูดเขาเปล่งวาจาว่าหากไม่ให้กู้เทียนหลานเข้าสุสานหลวง พวกเขาจะก่อกบฏหลี่เย่จิ่นข่มกลั้นโทสะนี้ไว้ ทำได้เพียงรอจัดการขุนศึกขวัญกล้าพวกนี้ช้าๆในภายหลังหลี่เย่จิ่นโอบเอวกู้เทียนชิง “เทียนชิง นางตายแล้วคนที่มีชีวิตอยู่คือเ้า ภายหน้าเ้าจะได้เป็ฮองเฮาวั่งเย่ว์เ้ามีเวลาเพียงพอให้ชาวบ้านเปลี่ยนความคิด”
แววตากู้เทียนชิงค่อยๆ ทอประกายขึ้นมานางต้องแทนที่กู้เทียนหลานได้สักวัน กลบลบร่องรอยที่นางทิ้งไว้ในวั่งเย่ว์ให้สูญสิ้นเมืองเย่ จวนแม่ทัพ
ณ จวนแม่ทัพกู้ คนไม่กี่คนที่มีอำนาจนั่งอยู่ด้วยกัน เมื่อประตูปิดลง ความโศกเศร้าในใจพวกเขาเลือนหายทันใด บนใบหน้าแต่ละคนฉายรอยยิ้มไม่มากก็น้อย กู้เทียนหลานตายแล้วพวกเขาไม่เหมือนสูญเสียญาติสักนิด แต่ท่าทางเหมือนแก้แค้นใหญ่หลวงได้“ทัพหนึ่งแสนสูญสิ้น แม้แต่ชีวิตตนเองยังจบลงนับเป็เทพาประสาอะไร ไม่คู่ควรเป็ลูกหลานตระกูลกู้ด้วยซ้ำ”
“ตอนนั้นที่นายท่านผู้เฒ่าให้เด็กสตรีเข้าสนามรบข้าไม่เห็นด้วยเลย ตอนนี้ช่างขายหน้าตระกูลกู้นัก”“ตายได้ดีนัก เพื่อเป็ฮองเฮาผู้เพียบพร้อม กู้เทียนหลานถึงกับไม่สนใจผลประโยชน์ตระกูลกู้เราลูกคนเล็กบ้านเ้าสามเพิ่งอายุยี่สิบกว่าๆ เด็กในท้องสะใภ้ยังไม่ทันลืมตาดูโลกกลับถูกนางประทานความตายให้”
“ในเมื่อไม่อยากเป็นลูกสาวตระกูลกู้ เช่นนั้นก็อย่าเป็นเทียนชิงเด็กคนนั้นเหมาะสมกับตระกูลกู้ยิ่งกว่ากู้เทียนหลานเสียอีกถึงเวลาพวกเราสนับสนุนเทียนชิงให้เป็นฮองเฮาสุดกำลัง”ตอนนี้ ตระกูลกู้ยังจมอยู่ในความปีติยินดีที่จะได้กลับขึ้นสู่ตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งของวั่งเย่ว์อีกครั้งไม่รู้เลยว่ากู้เทียนหลานตายแล้ว ตระกูลกู้ก็สูญเสียร่มคุ้มกันคันสุดท้ายที่ตระกูลกู้ต้องเผชิญต่อจากนี้ก็เป็ภัยแห่งการดับสูญ
เมืองหลวงซั่วอวิ๋น จวนอัครมหาเสนาบดีกู้
จดหมายถอนหมั้นฉบับหนึ่งส่งมาถึงจวนอัครมหาเสนาบดี
จวนเสนาบดีหวังถอนหมั้นกู้ชิงอวี้คุณหนูรองจวนตระกูลกู้หวังหลันอวี้ไม่ชอบความด่างพร้อย พอรู้โฉมหน้าแท้จริงของกู้ชิงอวี้แล้วยืนกรานขอถอนหมั้นหัวชนฝา
กู้ชิงอวี้ร้องไห้จนตาบวมดุจมันฮ่อ “ท่านแม่หญิงชั่วนั่นจงใจแน่ ล้วนเป็หญิงชั่วนั่นที่ทำ”
หม่าซื่อมารดากู้ชิงอวี้ อี๋เหนียงสามจวนตระกูลกู้ นิสัยกู้ชิงอวี้ได้มาจากมารดา หม่าซื่อเป็นอนุที่อัครมหาเสนาบดีกู้โปรดปรานที่สุดส่วนกู้ชิงอวี้ก็เป็นบุตรสาวที่เขาโปรดปรานที่สุดเช่นกันแม้เป็นบุตรสาวสายรองและอี๋เหนียง ทว่าอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีสองคนนี้ฐานะไม่ต่ำต้อยดวงตาของหม่าซื่อฉายแววสงสัย “เ้าบอกว่านางโง่นั่นจงใจหญิงสติไม่ดีก่อคลื่นลมอะไรได้”
“ท่านแม่ เป็นความจริงไม่เช่นนั้นเหตุใดถึงบังเอิญเช่นนี้เล่า พอพี่หลันอวี้มา นางก็โผล่มาตรงหน้าข้า ตอนนั้นข้ากำลังมีโทสะลืมเลือนทุกสิ่ง ตอนนี้พี่หลันอวี้ถึงกับถอนหมั้น...” กู้ชิงอวี้พูดแล้วก็ร้องไห้ออกมา หวังหลันอวี้ถอนหมั้น นางขายหน้าถึงขีดสุดภายหน้าอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีจะเงยหน้าได้อย่างไรกัน “ลูกสาวที่รักของข้า อย่าร้อง ข้าเพิ่งไปขอร้องนายท่านมาให้นายท่านไปเจรจากับเสนาบดีหวังอีกครั้ง งานหมั้นหมายนี้ไม่แน่ว่าจะล้มเลิก”หม่าซื่อกอดลูกสาวเข้าอก รีบเอ่ยปลอบโยน“ส่วนกู้สุ่ยเย่ว์ สนทำไมว่านางสติดีไม่ดีแม่จัดการแค้นนี้ให้เ้าเอง” ั์ตาหม่าซื่อฉายแววอำมหิต
อัครมหาเสนาบดีกู้พอกลับถึงจวน ไปที่เรือนอี๋เหนียงสามทันที
อัครมหาเสนาบดีกู้โปรดปรานอี๋เหนียงสามมากอยู่ในจวนอัครมหาเสนาบดีนี้ไม่ใช่ความลับอะไรแต่ก็ยังทำให้หลายคนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
อี๋เหนียงสามล่อลวงอัครมหาเสนาบดีกู้ได้ต้องมีจุดพิเศษอยู่แล้ว นางเกิดในตระกูลพ่อค้า พูดจาฉอเลาะ ประจบเอาใจคนเก่งที่สุด ไม่เหมือนสตรีตระกูลใหญ่ๆ ที่ชอบวางมาด นางเอาอกเอาใจอัครมหาเสนาบดีกู้เก่งเป็นพิเศษอี๋เหนียงสามถอดเสื้อนอกให้อัครมหาเสนาบดีกู้ใช้ผ้าเช็ดมือให้เขา จากนั้นอิงแอบอยู่ในอกอัครมหาเสนาบดีกู้ใบหน้าค่าตาฉายแววกังวล
“เชี่ยนเหนียง เ้าเป็อะไรรึ”
อี๋เหนียงสามเม้มปากเอ่ย “ยังไม่ใช่เื่ชิงอวี้หรือเ้าคะชิงอวี้เด็กคนนั้น หลายวันก่อนถูกทำร้ายเกือบเสียโฉม ตอนนี้ยังถูกถอนหมั้นบัดนี้ขังตนเองอยู่ในห้อง ไม่กินไม่ดื่ม ข้าเห็นแล้วปวดใจยิ่ง”
ยามปกติอัครมหาเสนาบดีกู้เอ็นดูกู้ชิงอวี้ที่สุด ตอนนี้พอได้ยิน ปวดใจเหลือประมาณ “ข้าจะไปดูชิงอวี้สักหน่อย” ผลักเปิดประตูห้องลูกสาวเห็นกู้ชิงอวี้นั่งเหม่อลอยอยู่หน้ากระจก ที่สะท้อนอยู่ในกระจกเป็นใบหน้าขาวซีดเพราะขาว ผื่นแดงด้านบนเลยเด่นชัดยิ่งกว่าเดิม “ท่านพ่อ” ผ่านไปครู่หนึ่ง กู้ชิงอวี้ถึงหันกลับมามองอัครมหาเสนาบดีกู้ เรียกเสียงเบาลูกสาวคนนี้ของเขานิสัยร่าเริงหากเป็แต่ก่อนคงะโมาตรงหน้าตนแล้วกอดแขนเขาออดอ้อน
“คนเขาบอกว่าคนสติไม่ดีมักจิตใจดีทว่าเหตุใดกู้สุ่ยเย่ว์ถึงอำมหิตขนาดนี้ได้ ถึงกับเอาของมีพิษให้ชิงอวี้กิน”อี๋เหนียงสามเอ่ยทอดถอนใจ “นายท่าน ข้ากลัวว่าฮูหยินจะถูกตบตา”
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร”
“นายท่าน ข้าว่ากู้สุ่ยเย่ว์คงไม่ได้สติไม่ดีชิงอวี้นอนอยู่บนเตียงหลายวันแล้ว หากนางสติไม่ดีจริงๆเหตุใดต้องเลือกมาขอโทษวันที่คุณชายหวังมาหาชิงอวี้ด้วย”
อี๋เหนียงสามเอ่ยเติมเชื้อไฟกอปรกับท่าทางน่าสงสารของกู้ชิงอวี้ ไฟโทสะอัครมหาเสนาบดีกู้พุ่งปะทุอยากจะหาที่ระบายอารมณ์
“เรียกกู้สุ่ยเย่ว์มา”เสียงอัครมหาเสนาบดีกู้เต็มไปด้วยไฟโทสะยากข่มกลั้น
ไม่นานกู้สุ่ยเย่ว์ถูกพามาตรงหน้าอัครมหาเสนาบดีกู้
กู้สุ่ยเย่ว์มองบุรุษตรงหน้าที่เกี่ยวพันทางสายเลือดกับร่างกายนี้ของนางด้วยสายตาเย็นชา อัครมหาเสนาบดีกู้มีนามว่ากู้เชียน เขาสวมชุดสีขาวมีราคา ท่าทางสง่าสุภาพ มีมาดสุภาพบุรุษแต่กู้สุ่ยเย่ว์รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่สุภาพบุรุษแท้จริงอะไร ตรงกันข้ามเขาเป็นพวกใจแคบ เป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์ ความทรงจำเดิมของร่างนี้ไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อบุรุษผู้นี้เลยสักนิดในจวนตระกูลกู้นี้ ที่เจ้าของร่างเดิมชิงชังที่สุดก็เป็นอี๋เหนียงสามและกู้เชียนเพราะสองคนนี้ทำให้มารดานางตาย อี๋เหนียงสามรู้จักนายท่านกู้นานแล้วก่อนหน้ามารดาเจ้าของร่างเดิมแต่งเข้าจวนมา ทั้งสองลอบคบหากันแล้วติดที่ฐานะบิดาอี๋เหนียงสามเป็นแค่พ่อค้าปลายแถว ตำแหน่งฐานะไม่คู่ควรกับตระกูลกู้ ด้วยเหตุนี้ นายท่านกู้จึงแต่งมารดากู้สุ่ยเย่ว์เป็นภรรยา ด้วยเหตุนี้เช่นกัน นายท่านกู้รู้สึกผิดต่ออี๋เหนียงสามมาก ไม่ถูกชะตาภรรยาที่แต่งเข้ามาอย่างถูกต้องเท่าไรวันรุ่งขึ้นหลังจากนายท่านกู้แต่งมารดาเจ้าของร่างเดิมแล้วก็รับอี๋เหนียงสามเข้ามาเป็นอนุให้ความโปรดปรานหาใดเปรียบ วันเวลาที่มารดาเจ้าของร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่เป็นช่วงที่กู้สุ่ยเย่ว์ใช้ชีวิตได้ดีที่สุดแม้นายท่านกู้จะไม่ชอบนาง แต่ยังเกรงอิทธิพลบ้านมารดานาง ไม่กล้าขาดเสื้อผ้าอาหารมารดานางจับนางแต่งตัวสะสวย สอนนางอ่านหนังสือ ทว่าสมองนางช้า แต่มารดานางไม่เคยบีบคั้นนาง ทำเพียงกอดนางไว้ในอก เอ่ยเสียงอ่อนโยน ‘นานนานฉลาดยิ่ง’ภายหลังมารดานางตาย...การตายของมารดานางไม่ใช่เื่บังเอิญ ตอนมารดานางป่วยอี๋เหนียงสามตั้งครรภ์ลูกคนที่สามพอดี นางอ้างว่าครรภ์ตนอ่อนแอให้หมอทั้งจวนอัครมหาเสนาบดีไปดูแลนางกู้สุ่ยเย่ว์ขอร้องอยู่นอกประตูเรือนนางหนึ่งคืนเต็มแต่ไม่มีหมอคนไหนไปตรวจอาการมารดานางสักคน
ในความทรงจำกู้เชียน กู้สุ่ยเย่ว์ผอมบางสีหน้ายังฉายแววโง่บื้อ ทว่าตอนนี้สายตาเย็นเยียบนั่นทำให้เขานึกถึงคำกล่าวอี๋เหนียงสาม กู้สุ่ยเย่ว์กำลังเสแสร้ง
ทว่าตอนมองไปอีกครั้งกู้สุ่ยเย่ว์กลับกลายเป็บื้อใบ้ตามเดิมแล้ว กำลังมองเขาอย่างขลาดกลัวโง่มาสิบกว่าปีจะกลายเป็ฉลาดได้อย่างไร กู้เชียนคิดว่าตนเองตาฝาดไป
“กู้สุ่ยเย่ว์ เ้าคุกเข่า”
กู้สุ่ยเย่ว์ยืนบื้ออยู่ตรงนั้น เหมือนฟังคำพูดเขาไม่เข้าใจ
แม้แต่หญิงสติไม่ดีนางหนึ่งเขายังจัดการไม่ได้แล้วรึไฟโทสะกู้เชียนพุ่งปะทุ “กู้สุ่ยเย่ว์ ในตาเจ้ายังมีบิดาอย่างข้าอยู่หรือไม่”ฝ่ามือกู้เชียนวาดออกไปก่อนหน้านี้ ตอนที่กู้ชิงอวี้กับกู้ชิงเหลียนสนุกกับการเล่นใส่ร้ายหญิงสติไม่ดีกู้สุ่ยเย่ว์ถูกกู้เชียนตีไม่น้อย ตอนนั้นกู้สุ่ยเย่ว์ถูกตีรอบหนึ่งแล้วโยนกลับไปที่เรือนมุงฟางปล่อยให้นางเป็นไปตามยถากรรมในจวนแห่งนี้ไม่มีผู้ใดกล้าขัดนายท่านจวนตระกูลกู้ที่มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายพวกเขาเพื่อหญิงสติไม่ดีนางหนึ่ง
แต่ครั้งนี้...
“อ๊า” ตัวกู้สุ่ยเย่ว์ล้มลงไป กรีดร้องขึ้นเสียงดัง
กู้เชียนนิ่งอึ้งไป เขาเป็ขุนนางบุ๋นมือไม่มีทางมีแรงขนาดนั้น แต่สีหน้ากู้สุ่ยเย่ว์คงไม่อาจเสแสร้งได้และเมื่อเห็นร่างผอมบางของกู้สุ่ยเย่ว์ก็กลายเป็ดูสมเหตุสมผล
“เจ็บ! ท่านพ่อ อย่าตีข้า ข้าผิดไปแล้ว ข้าโง่เองข้าทำให้น้องรองไม่สบาย” กู้สุ่ยเย่ว์ร้องเสียงแหลม “ท่านอย่าตีข้า ข้าจะตายแล้วข้าทรมานยิ่ง”
ชั่วขณะนั้น ทั้งตัวเรือนสะท้อนเสียงกรีดร้องของสตรีดังขึ้นเสียงกรีดร้องของกู้สุ่ยเย่ว์ดึงดูดความสนใจคนหลายคนในจวนในนั้นรวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าจวนตระกูลกู้
ร่างบอบบางของกู้สุ่ยเย่ว์ขดอยู่ในมุมเรือน กุมหน้าตนไว้เอ่ยร้องตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทาเพราะความกลัว
ตอนฮูหยินผู้เฒ่ามาถึงก็เห็นฉากภาพนี้
ในตอนที่เห็นฮูหยินผู้เฒ่ากู้มาเสียงกู้สุ่ยเย่ว์จากแหลมกลายเป็แหบแห้ง ร้องมานานขนาดนี้ นางเองก็เหนื่อยแล้วยังดีที่เรียกคนที่ควรเรียกมาได้
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้เป็คนเพียงหนึ่งเดียวในจวนตระกูลกู้ที่จัดการนายท่านกู้ได้เื่นี้ไม่ใช่เพราะนายท่านกู้กตัญญูอะไร แต่เพราะเขาต้องแสร้งทำตัวเป็สุภาพบุรุษนี่เป็ขั้นแรกของการเป็ลูกกตัญญู