สวีหว่านหนิงตบไหล่สวีเม่าหนิงแล้วพูดอย่างหนักใจ
“เม่าหนิงพี่อยากให้น้องเข้าใจว่า น้องชายก็คือน้องชายตลอดไป!”
พูดจบเธอก็พูดคุยยิ้มแย้มกับสวีเม่าถิงระหว่างเดินเข้าไปในบ้าน
สวีเม่าหนิงยืนอึ้งอยู่ที่เดิมคิดทบทวนคำพูดเมื่อครู่นี้ของพี่สาว
น้องชายคือน้องชายตลอดไปฟังผิวเผินเหมือนไม่มีปัญหา แต่พอคิดให้ละเอียดแล้วเหมือนจะไม่ใช่ประโยคที่ดีสักเท่าไร
หรือว่าเขาจะเข้าใจผิด?
ในบ้านแม่สวีเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว สวีเม่าถิงก็ไม่เกรงใจ หลังนั่งกินอาหารเสร็จก็ลากสวีหว่านหนิงเข้าไปคุยเรื่องงานในห้องรับแขก
“ลูกท้อในโหลแก้วที่ส่งมาจากมณฑลเฮยยอดขายไม่เลวตอนนี้ขายหมดแล้วละ”
“ค่ะ เป็นไปตามคาด”
ตอนนี้แม้จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วแต่อากาศยังไม่กลับมาอบอุ่นเต็มที่ ผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดจึงมีน้อยมาก
ขณะที่ลูกท้อในโหลแก้วนั้นมีทั้งความแปลกใหม่ และทำให้ผู้คนมีผลไม้รับประทานดังนั้นการที่มันจะทำยอดขายได้ดีจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร
สวีหว่านหนิงรู้ว่าสวีเม่าถิงไม่มีทางมาหาเธอเพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะดังนั้นจึงนิ่งรอเขาพูดเรื่องต่อไป
สวีเม่าถิงกล่าวตามตรง“เพื่อนคนหนึ่งของพี่อยากเจอน้อง”
“เขากินลูกท้อในโหลแก้วแล้วรู้สึกสนใจมากเลยอยากเจอผู้คิดค้นและวิจัยลูกท้อในโหลแก้วอย่างน้อง อาหนิง เขาคนนี้ไม่ธรรมดาไปเจอกับเขาแล้วไม่มีผลเสียอะไร”
“ค่ะฉันจะทำตามที่พี่รองบอก”
พี่รองของเธอเธอเชื่อใจเขาอยู่แล้ว
“พรุ่งนี้เขานัดเจอพวกเราตอนบ่ายสองโมงที่ภัตตาคารเฉวียนฝูถ้าอย่างนั้นพี่จะไปรับน้องที่โรงพยาบาล”
“ได้ค่ะ”
เช้าวันต่อมาสวีหว่านหนิงเอาน้ำแกงที่แม่สวีตั้งใจตุ๋นให้หลินอันไปที่โรงพยาบาล
ในห้องผู้ป่วยนอกจากหลินอันแล้วยังมีคนอื่นอยู่ด้วยอีกสองคน
สองคนนี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อสวีแม้จะใส่ชุดไปรเวท แต่บุคลิกภาพอันโดดเด่นกลับเผยตัวตนของพวกเขาว่าเป็นใคร
สวีหว่านหนิงไม่อยากรบกวนพวกเขาจึงเตรียมออกจากห้องไปเงียบๆแต่กลับถูกหลินอันเรียกไว้
“หว่านหนิงเข้ามาสิ”
ไม่กี่คำสั้นๆแต่เจือความเด็ดขาด ทำให้สวีหว่านหนิงต้องก้าวเข้ามาในห้อง
“สองท่านนี้คือผู้บัญชาการและเสนาธิการของกองทหารราบที่สามของพวกเรา”
“สวัสดีค่ะท่านผู้บัญชาการสวัสดีค่ะท่านเสนาธิการ”
“สวัสดี”เสนาธิการเสิ่นยิ้มกว้างตอบรับ ส่วนผู้บัญชาการสวี่นั้นแค่โคลงศีรษะเล็กน้อย
“เช่นนั้นพักผ่อนให้ดีพวกเราจะแวะมาเยี่ยมใหม่วันหลัง”
“ฉันจะไปส่งทั้งสองท่านเองค่ะ”
“ไม่เป็นไรๆ”เสนาธิการเสิ่นยิ้มพลางกล่าว “ดูแลหลินอันให้ดีก็พอแล้ว”
หลังออกจากห้องผู้ป่วยเสนาธิการเสิ่นก็หันกลับไปมอง
“เมื่อครู่นี้คือลูกสาวของผู้บัญชาการสวีใช่หรือเปล่า”
ผู้บัญชาการสวี่เหลือบมองเขาแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หลินอันมีผลงานอย่างทุกวันนี้ได้ด้วยตัวเขาเองไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น”
“ผมทราบดีหลินอันมีฝีมือใช้ได้ ทั้งยังกล้าหาญชาญชัย เป็นทหารหนุ่มน้ำดี ถ้าอยู่หน่วยประจำการมณฑลเฮยด้วยผลงานของเขาในตอนนี้เกรงว่าคงจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าแล้วช่างน่าเสียดาย”
เสนาธิการเสิ่นส่ายศีรษะแม้ปากจะบอกว่าน่าเสียดาย แต่ใบหน้ากลับเจือรอยยิ้มบาง
ในห้องผู้ป่วยหลินอันอธิบายสาเหตุที่ผู้บัญชาการและเสนาธิการมาเยี่ยมเขา
“ภารกิจครั้งนี้ของพวกเราอันตรายมากฉันช่วยสหายร่วมรบไว้ได้สองนาย ถือว่าสร้างผลงานได้อีกครั้งหนึ่งทางสังกัดจึงเลื่อนตำแหน่งให้ฉันเป็นหัวหน้ากองร้อยและได้รับบ้านหนึ่งหลังในเขตพื้นที่หน่วยทหาร”
สวีหว่านหนิงขมวดคิ้ว“ฉันจำได้ว่าคุณเป็นหัวหน้ากองร้อยอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“ใช่แต่เพราะคำสั่งย้ายมาที่ปักกิ่ง แม้ชั้นยศจะไม่เปลี่ยนแต่ตำแหน่งก่อนหน้านี้ถูกริบคืน”
การบริหารกิจการภายในกองทัพในยุคนี้แตกต่างจากโลกอนาคต
แม้จะเป็นกองทัพเดียวกันแต่หน่วยทหารที่ปักกิ่งนั้นมีระดับสูงกว่าหน่วยทหารของมณฑลเฮยดังนั้นหลังย้ายสังกัด หลินอันจึงต้องสูญเสียตำแหน่งงานก่อนหน้านี้ไป
ทุกอย่างจะต้องเริ่มต้นใหม่
“หว่านหนิงเธออยากไปดูบ้านไหม”
หลินอันถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ
เขากลัวได้ยินคำพูดปฏิเสธจากปากสวีหว่านหนิง
สวีหว่านหนิงหยุดคิดเล็กน้อยแล้วพยักหน้า“ได้สิ ฉันจะหาเวลาไปดูนะ”
ตอนนี้เธอยังอยู่ที่ปักกิ่งจะได้ถือโอกาสตกแต่งบ้านไปด้วยเลย
ตราบใดที่โรงงานอาหารยังคงดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่นผ่านไปอีกสักระยะ เธอคงหาข้ออ้างมาทำงานต่างถิ่น เพื่อเดินทางมายังกรุงปักกิ่งได้อีกครั้ง
เมื่อถึงตอนนั้นเธอจะพาต้าชุนกับเยาเม่ยมาด้วย
หลินอันดูโล่งใจอย่างเห็นได้ชัดจากนั้นจึงยื่นกุญแจชุดหนึ่งให้กับสวีหว่านหนิง
“นี่คือกุญแจบ้านเธอเก็บรักษาเอาไว้เถิด อยากไปเมื่อไรฉันจะไปเป็นเพื่อน”
สวีหว่านหนิงไม่อิดออดเธอรับกุญแจมาเก็บไว้
บ่ายโมงครึ่งสวีเม่าถิงปรากฏตัวที่ห้องผู้ป่วยตรงเวลาหลังทักทายหลินอันเสร็จแล้วก็พาสวีหว่านหนิงออกไปข้างนอก
ยี่สิบนาทีต่อมาทั้งคู่ก็มาถึงอาคารเฉวียนฝู
นอกจากร้านอาหารของรัฐแล้วภัตตาคารเฉวียนฝูคือหนึ่งในสองร้านอาหารเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการ
แต่ร้านอาหารสองแห่งนี้จะไม่ค่อยเปิดรับลูกค้าทั่วไป
ภัตตาคารเฉวียนฝูมีไว้ต้อนรับข้าราชการเป็นส่วนใหญ่เวลาพวกเขาต้องการพูดคุยงานกัน แต่ไม่สะดวกไปคุยที่ร้านอาหารของรัฐก็สามารถเลือกมาคุยงานที่ภัตตาคารเฉวียนฝูได้
ส่วนร้านอาหารอีกแห่งจะทำการต้อนรับลูกค้าชาวต่างชาติเท่านั้น
นี่ก็คือสถานการณ์ในปัจจุบันของกรุงปักกิ่ง
สวีหว่านหนิงไม่รู้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงยุค 70 เคยมีร้านอาหารแบบนี้อยู่หรือไม่หรือว่าเป็นแค่การสมมติขึ้นในโลกแห่งจินตนาการเท่านั้น แต่มันหาใช่เรื่องสำคัญ
ถึงอย่างไรอีกไม่นานทางรัฐบาลก็จะอนุญาตให้เอกชนค้าขายได้อย่างอิสระแล้ว
สวีหว่านหนิงมองภัตตาคารเฉวียนฝูที่เป็นอาคารสูงสี่ชั้นแล้วให้กำลังใจตัวเองว่าภายในระยะเวลาห้าปีเธอจะต้องมีภัตตาคารที่หรูหราโอ่อ่ายิ่งกว่าภัตตาคารเฉวียนฝูให้ได้
“เหม่ออะไรอยู่เราเข้าไปกันเถอะ”
“อ้อ ค่ะ”
ณห้องส่วนตัวที่ชั้นสาม คนที่อยากพบสวีหว่านหนิงนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ผู้อำนวยการจางนี่คือน้องสาวของผมครับ เธอคือผู้คิดค้นลูกท้อในโหลแก้ว หว่านหนิงนี่คือผู้อำนวยการจางจากโรงงานอาหารลี่หมิ่นของกรุงปักกิ่ง”
“สวัสดีค่ะผู้อำนวยการจางฉันชื่อสวีหว่านหนิง ปัจจุบันเป็นผู้บริหารโรงงานสาขาย่อยของโรงงานอาหารชุนหัวเมืองจี๋มณฑลเฮยค่ะ”
“สวัสดีครับคุณสวี”
ผู้อำนวยการจางอายุไม่เกินสี่สิบต้นๆแต่ผมกลับขาวทั้งศีรษะ สีหน้าแววตาของเขาดูใจดีมีเมตตา และดูเป็นคนอัธยาศัยดี
แน่นอนว่ามันเป็นแค่ความประทับใจแรกของสวีหว่านหนิงเท่านั้นส่วนตัวตนที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คงต้องทำความรู้จักกันก่อน
ผู้อำนวยการจางเลื่อนรายการอาหารมาไว้ตรงหน้าสวีหว่านหนิง“คุณสวีเพิ่งเคยมาภัตตาคารเฉวียนฝูเป็นครั้งแรก อยากทานอะไรสั่งได้ตามใจชอบเลยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะผู้อำนวยการจาง”สวีหว่านหนิงยิ้มพลางกล่าว “พี่รองของฉันบอกว่าคุณเป็นเพื่อนกับเขามานานหลายปีเรียกฉันว่าหว่านหนิงก็ได้ค่ะ”
หากเอาแต่เรียกคุณสวีจะรู้สึกเกร็งกันทั้งสองฝ่าย
ผู้อำนวยการจางไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อยอย่างคำเรียกหลังสวีหว่านหนิงสั่งอาหารเสร็จแล้ว เขาก็บอกจุดประสงค์การนัดพบของตน
“เม่าถิงคงบอกคุณว่าผมสนใจลูกท้อในโหลแก้วที่คุณเป็นคนคิดค้นขึ้นมามาก”
สวีหว่านหนิงเตรียมกล่าวขอบคุณตามมารยาทแต่ประโยคต่อมาของผู้อำนวยการจางทำให้เธอสะอึก
“หว่านหนิงไม่ทราบว่าสนใจจะมาทำงานให้กับโรงงานอาหารลี่หมินของพวกเราหรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงหันไปมองหน้าสวีเม่าถิงทันที
แต่พี่รองของเธอกำลังจิบชาแถมยังยกถ้วยชาบังหน้า ทำให้สวีหว่านหนิงมองไม่เห็นสีหน้าที่แท้จริงของเขา