ถึงโลกจะเปลี่ยนจากเื่ราวสงบสุข เป็นรกบนดินเพราะการเสด็จเยือนของเทวทูต สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับมนุษย์และผืนดิน แต่ถึงกระนั้นอาวุธปืนย่อมเป็หนึ่งในอาวุธสังหารที่ไม่สามารถดูถูกได้
ในกรณีนี้หมายถึงราชันและเทวทูต
หากยังอยู่ในระดับต่ำ แม้แต่ปืนพกธรรมดาก็อาจฆ่าคุณได้
ดังนั้นสำหรับเย่หยาง ใน่แรกของการเสด็จเยือน การได้ฐานทัพทางการทหารหรืออาวุธปืนย่อมมีข้อได้เปรียบกว่าคนทั่วไป
หลังจากเฉินคุนกล่าวจบ ก็ถึงคิวของเป่ยเจียว
เนื่องจากไม่กี่นาทีก่อนเย่หยางได้ฆ่าหนึ่งในนักเรียน หม่าหู ต่อให้เขาคนนั้นจะเป็หนึ่งในเบี้ยก็ถูกฆ่าตายทันทีเพียงเพราะไร้ประโยชน์ ดังนั้นสำหรับเป่ยเจียว เธอไม่มีทางเลือกนอกจากทำตัวเข้มแข็งและแสดงให้เห็นว่าไม่ไร้ค่า
“จากที่เฉินคุนบอก ก่อนที่จะไปถึงสถานีตำรวจตรงแยกไฟแดง จะมีซอยเล็กๆ ให้รถหนึ่งคันขับเข้าไป เมื่อก่อนตอนที่ฉันมาสมัครงานร้านสะดวกซื้อเคยหลงเข้าไป จึงรู้ว่าที่นั่นมีร้านขายอุปกรณ์สำหรับเดินป่า
เอ่อ...คือว่าฉันไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะมีพวกมีดหรือหน้าไม้ไหม แต่ที่รู้ๆ มันต้องมีเต้นท์และเชือก ของจำเป็หลายอย่างที่...เอ่อ น่าจะช่วยเราจากสถานการณ์แบบนี้ได้”
“เยี่ยม งั้นเราจะแวะที่นั่นก่อนไปสถานีตำรวจ มีใครจะคัดค้านอะไรไหม” เย่หยางมองทุกคน และแน่นอนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“เอาล่ะ ครั้งนี้ไม่เหมือนกับตอนที่เพิ่งออกมาจากร้านสะดวกซื้อ เราต้องวิ่งไปข้างหน้า เกาะกลุ่มกันไว้ดีๆ หากใครตามไม่ทันฉันไม่หันกลับมาช่วยแน่ เพราะถือว่าเป็ตัวถ่วงและอ่อนแอของทีม เข้าใจไหม!”
ั้แ่แรกเย่หยางไม่ใช่คนดีหรือมีน้ำใจ ที่เขายอมให้เหวินหลิงติดมาด้วยเพราะเธอเสนอตัวเอง ส่วนหากเธอจะตกอยู่ในวงล้อมของเทวทูตแล้วเสียชีวิตนั่นมันก็เื่ของเธอ
ส่วนเป่ยเจียวเธอถือเป็คนคุ้นเคย และมีบุญคุณ ดังนั้นเย่หยางจึงได้ให้ตามมาด้วย
ในขณะที่ป๋อฉานเป็ส่วนเกินที่แท้จริง การจะมีหมอนี่หรือไม่มีก็ไม่สำคัญ เพราะถึงยังไงเขาก็ไร้ประโยชน์โดยสมบูรณ์
ส่วนเฉินคุน...มีไว้ระบาบอารมณ์
ก่อนเดินทางไปร้านขายอุปกรณ์สำหรับเดินป่า หวงหลงไม่ลืมที่จะคืนมีดพกให้กับเหวินหลิง
เมื่อเธอรับมีดเล่มเล็กกลับมาใบหน้าถึงกับยิ้มเจื่อน
ให้ตายเถอะมีดอันนี้มันไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกครั้ง เนื่องด้วยิัของเทวทูตหนามาก ที่หวงหลงสามารถใช้มีดเล่มเล็กฆ่ามันได้ก็เป็เพราะเขาคือ 'เบี้ย' ไม่งั้นหากเปลี่ยนเป็มนุษย์ธรรมดา คงไม่มีแรงเจาะเข้าิัด้วยมีดเล็กๆ เพียงเล่มเดียว
เหวินหลิงเก็บมีดไว้กับตัวเงียบๆ เธอไม่กล้าตำหนิหวงหลง เพียงรีบตามติดเย่หยางไม่ให้ห่าง
.........
บนถนนใหญ่มีรถจอดระเกะระกะ แถมยังมีเทวทูตเดินเตร่และส่งเสียงอันน่าขนลุกขนพอง
พวกมันมีฟันอันแหลมคม และร่างกายสูงใหญ่ 2.เมตร เมืุ่์เผชิญหน้ากับมันจึงไม่ต่างจากเห็บหมัดตัวเล็ก
เย่หยางใช้เส้นทางเลี่ยง เป็ซอยแคบๆ ในการผ่านเส้นถนน แต่อย่างไรก็ดีมันยังมีเทวทูตบางตนอยู่ในเส้นทางเล็กๆ
เมื่อััได้ถึงมนุษย์ที่ใกล้เข้ามา หนึ่งในเทวทูตสองตัวแสยะยิ้ม
ดวงตาสีดำไร้ก้นบึ้งหันมาจับจ้องเย่หยางและกลุ่มด้านหลัง ทันใดนั้นมันวิ่งเข้ามา
ใช่มันวิ่ง ไม่เหมือนกับซอมบี้ในภาพยนตร์ที่เคลื่อนไหวเชื่องช้า เหลาะแหละ แต่ถึงจะเป็แบบนั้นก็ไม่ได้เร็วกว่าคนปกติทั่วไปวิ่งเท่าไหร่
มือของมันเอื้อมมาด้านหน้า หวังจะกระชากศีรษะของเย่หยางให้หลุด แล้วกัดกินอย่างช้าๆ แต่ชายหนุ่มไหวตัวทัน อาศัยประสบการณ์จากโลกแห่งความเสื่อมทรามเขาแฉลบตัวไปอีกด้าน ทำให้มือของมันคว้าได้เพียงอากาศ วืดจากหน้าเหวินหลิงเพียงไม่กี่คืบ
เย่หยางรวบรวมพลังความมืดไว้ที่หมัด ชกเข้าที่ชายโครงมันทีหนึ่ง
ทันใดนั้นหมัดที่ถูกส่งออกไปได้สร้างรอยบุบไว้ ทำเอาเทวทูตกระเด็นไปตกถังขยะ แล้วกลิ้งอีกสองสามครั้งก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมา
พวกเขาไม่มัวเสียเวลา เนื่องจากหากหยุดอยู่ต่อแล้วจัดการกับมัน ก็เท่ากับรอความตายเพราะพวกมันจะเข้ามาเรื่อยๆ โดยเฉพาะการต่อสู้ในมุมอับ สภาพการณ์ค่อนข้างเลวร้ายหากถูกปิดล้อมจากทั้งสองด้าน ดังนั้นถึงจะน่าเสียดายที่ไม่ได้ฆ่าเทวทูต แต่ก็ดีกว่าอยู่รอให้มันเรียกเทวทูตตนอื่นเข้ามา
พละกำลังของเย่หยางย่อมตกอยู่ในเป้าสายตาของพวกเขา
ในขณะเดียวกันมันได้สร้างภาพลักษณ์ของเย่หยาง ทำให้เขาดูน่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น
“ช่วยด้วย ได้โปรดช่วยผมด้วย อ๊ากกก!”
ในระหว่างวิ่งตามเย่หยางในตรอกซอกซอย ้ามีเสียงร้องของชายหนุ่มขอความช่วยเหลือ
เนื่องจากที่นี่เป็เขตพื้นที่อาศัยราคาถูก จึงดูไม่ต่างจากสลัม อพาร์ทเม้นท์ของคนที่ส่งเสียงจึงมีสภาพไม่ต่างจากเล้าหมู และเมื่อเป่ยเจียวเงยหน้าขึ้นไปมอง จะพบว่าเขาคนนั้นกำลังถูกกัดกินโดยเทวทูตสองตน
พวกมันกัดกินเนื้อหนัง กระโหลกศีรษะ ตับไตไส้พุงที่ทะลักออกมาจากรอยฉีกกระชากเพราะอุ้งมือสีดำ ช่างเป็การกระทำอันบ้าคลั่ง และเต็มไปด้วยความหิวกระหายที่เห็นแล้วแทบจะอาเจียน
เป่ยเจียวสำลอกอาหารเช้าราคาถูกออกมาทั้งหมด แข้งขาสั่นเทาแทบไม่สามารถก้าวเดินได้ และคนอื่นๆ เองก็มีสภาพไม่ต่างกัน โดยเฉพาะป๋อฉาน หมอนี่แทบไม่สามารถขยับตัวได้
“อย่าหยุด แล้วก็อย่าวอกแวกไปทางอื่น” เย่หยางเตือนสติ ใบหน้าของเขาปราศจากรอยยิ้ม มีเพียงแรงกดดันอันเสื่อมทรามที่ถูกปลดปล่อยออกมา และนั่นเป็เหมือนประกาศิตที่ไม่สามารถขัดข้อง
ทุกคนเร่งฝีเท้าตามเย่หยางไปเรื่อยๆ
ในขณะที่กำลังวิ่งหน้าตั้ง เทวทูตจาก้าตึกเก่าๆ ได้ะโลงมาขวางหน้าหวงหลงและอู๋เฟย
เมื่อลงมาถึงพื้น มันไม่รู้ถึงคำว่าเจ็บ ทิ้งไว้เพียงพื้นที่ยุบไปเล็กน้อย และต่อยด้วยหมัดที่สามารถคร่าชีวิตคนได้
หวงหลงมีประสบการณ์ก่อนหน้า บวกกับเป็อันธพาลเก่า จึงหลบหมัดได้อย่างฉิวเฉียด แต่ถึงอย่างนั้นแก้มของเขาก็ถลอกปลอกเปิกเป็รอยเื
“ไอ้เวรนี่ แกอยากตายนักใช่ไหมฮะ!” ดูเหมือนการโจมตีเมื่อครู่จะสะกิดต่อมเข้าให้ หวงหลงจึงยืนประจันหน้ากับเทวทูต ในสภาพแก้มซ้ายมีาแ
“อู๋เฟย!” ในขณะที่กำลังจัดการกับเทวทูตตรงหน้า เย่หยางะโบอกหนึ่งในเพื่อนสนิท ไม่งั้นต่อให้หวงหลงที่กลายเป็เบี้ยแล้ว ต่อสู้ตัวต่อตัวกับเทวทูต ก็อาจตายได้ง่ายๆ
“เข้าใจแล้วน่า” อู๋เฟยมีสายตาเคร่งขรึม แค่มองตาก็รู้ใจ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้แผนเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเขาเป็ตัวล่อ ส่วนคนที่โจมตีคือหวงหลง
แผนการนี้ค่อนข้างบ้าบิ่น เพราะถ้าหากพลาดนั่นหมายความว่าอู๋เฟยตาย แต่ถ้าหากไม่ทำแบบนี้การสู้กับเทวทูตซึ่งหน้าก็ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดอยู่ดี
อู๋เฟยพยายามล่อหลอกสุดความสามารถ และอาจเป็เพราะประสบการณ์ยังน้อยจึงได้รับาแ แต่ก็แค่ถากๆ ช่วยสร้างจังหวะให้หวงหลงเข้าประชิดตัว แล้วทำลายดวงตามันได้ที่สุด
เมื่อปราศจากดวงตาคู่นั้น เทวทูตเริ่มเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ โจมตีแทบจะไม่โดน ทำให้หวงหลงมีวิธีรับมือได้ง่ายขึ้น สุดท้ายอาศัยจังหวะที่เทวทูตมองไม่เห็น ฆ่ามันได้ในที่สุด
“ฉันฆ่ามันได้แล้ว!” หวงหลงหันกลับไปมองอู๋เฟย ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน
ถึงพวกเขาจะอ่อนแอกว่าเย่หยางอย่างเห็นได้ชัด แต่ฝีมือก็ไม่ได้แย่ ถึงขนาดที่จัดการเทวทูตด้วยมือเปล่า ดังนั้นในมุมมองของป๋อฉานจึงยิ่งมองว่า พวกเขาไม่ใช่คนปกติ แต่เป็เทวทูตอันน่ารังเกียจ
.....
“พี่ชายเก่งมากเลย ขึ้นมาชั้น 4 ช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉันอยู่ที่นี่คนเดียว ได้โปรดอย่าทิ้งฉันไว้คนเดียว!”
ไม่คิดเลยว่าในขณะที่พวกเขาฆ่าเทวทูตไปเมื่อครู่ จะดึงดูดผู้หญิงคนหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง และนอกจากเธอดูเหมือนชั้นอื่นๆ ก็มีคนติดอยู่ในนั้นเหมือนกัน
พวกเขาไม่กล้าออกมาข้างนอก หลังจากที่วิ่งหนีตายบนถนน บางคนกลับถึงบ้านทัน ในขณะที่บางส่วนเสียชีวิตหรือไม่ก็เป็เทวทูต ส่วนบางคนขอเข้าไปหลบอยู่ในห้อง จนกว่าสถานการณ์หรือรัฐบาลจะเข้ามาเคลียร์พื้นที่
“หุบปากน่านังบ้า เธอจะทำให้เราตายกันหมด จริงอยู่ที่หมอนั่นแข็งแกร่ง แต่ถ้าหากเทียบกับไอ้ตัวบ้าข้างนอกนั่นมันต่างกันเห็นๆ” ลุงที่อยู่ข้างห้องดูไม่พอใจ ถึงขนาดโยนกระทะข้ามไปอีกฟาก
เย่หยางไม่เหลือบมองคนเ่าั้หรือให้ความสนใจ เพียงเดินต่อไปข้างหน้า
“นี่เย่หยาง จะไม่ขึ้นไปช่วยเธอหน่อยเหรอ เธอเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวนะ ขืนปล่อยไว้ไม่แน่อาจจะถูก...” อู๋เฟยดูเป็ห่วงเธอจนเห็นได้ชัด ใช่นี่คือด้านที่อ่อนโยนของเขา ซึ่งไม่เข้ากับบุคลิกภายนอกเลยสักนิด
“หุบปากน่าอู๋เฟย นายทำให้เย่หยางลำบากใจนะ” หวงหลงเตือน
“แต่ว่า...”
เย่หยางที่นำหน้าไม่แม้แต่หันมามอง เพียงพูดขึ้นว่า “อู๋เฟย ฉันรู้ว่านายเป็คนจิตใจดี แต่ในสถานการณ์แบบนี้ความมีจิตใจดีของนายจะทำให้คนอื่นตาย นายคิดว่าตัวเองเป็ฮีโร่หรือไง ช่วยเธอแล้วจะได้อะไร คำขอบคุณเหรอ? ลองมองดูรอบๆ สิ ว่ามีเทวทูตอยู่กี่ตน เมื่อครู่หากไม่เป็เพราะช่วยกันสู้กับหวงหลง นายคิดว่าจะเอาชนะมันได้เหรอ”
“ฉันรู้ แต่ว่า...ฉันให้ผู้หญิงตัวคนเดียวรอความตายอยู่แบบนั้นไม่ได้จริงๆ”
“งั้นก็ไปช่วยซะสิ”
“อะไรนะ...”
“ถ้านายอยากไปก็ไป แต่ฉันไม่ไปหรอกนะ”