บทที่ 4 ภารกิจแรก พาร์ท 1
ผ่านไปสองเดือนหลังจากที่อาคอนรับภารกิจตามล่าทายาทัในตอนนี้พวกทายาทัระวังตัวมากขึ้นเช่นเดียวกับทางสมาคมนักล่าที่ระวังและคอยสอดส่องมากขึ้นเช่นกัน นั่นทำให้ในตอนนี้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆจากทางกลุ่มทายาทั
ในตอนนี้บ้านของอาคอนที่อยู่ทางตะวันออกของเมืองในปัจจุบันก็ได้มีบ้านอีกหลังที่พึ่งจะมาปลูกข้างๆมันเป็บ้านหลังใหญ่ซึ่งเล็กกว่าปราสาทเพียงเล็กน้อยนั่นทำให้ภูมิทัศน์บริเวณรอบบ้านของอาคอนถุกบดบังจากบ้านหลังนี้
เป็บ้านของลูน่านั่นเองด้วยเทคโนโลยีในตอนนี้ที่มีทั้งเวทย์มนตร์และวิศวกรรมทำให้ใช้เวลาในการสร้างบ้านหลังโตธรรมดาๆไม่นานมากนักแม้ขนาดจะเล็กกว่าปราสาทเพียงเล็กน้อยแต่ก็ใช้เวลาเพียง 1อาทิตย์เท่านั้นในการทำมันให้เสร็จสมบูรณ์ และย้ายของทั้งหมดของเธอเข้ามา
เนื่องจากภารกิจลับที่คนอื่นปฏิเสธที่จะรับเธอไปด้วยทำให้ความหวังเดียวของเธอในการไปทำภารกิจลับนี้คืออาคอนแต่ทว่าเพราะมันเป็ภารกิจลับที่ถูกกำหนดเพียงว่ามีเพียงสามคนเท่านั้นที่ทำได้ทำให้ หากมีภารกิจดังกล่าวทางสมาคมก็จะไม่ส่งมันไปให้เธออยู่ดีเธอจะไม่รู้ตัวแม้ว่าเธอจะถูกอนุญาตให้ติดตามไปด้วยก็ตาม
นั่นหมายความว่าแม้ว่าอาคอนจะเลือกที่จะไปคนเดียวและไม่บอกเธอ มันก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดมีเพียงเธอเท่านั้นที่เสียผลประโยชน์ แต่เมื่อเธอไปด้วยมันอาจจะสร้างความลำบากให้อาคอนอีกเล็กน้อย
นั่นเป็อีกปัจจัยหลักที่ทำให้อาคอนอาจจะเลือกไปคนเดียวโดยที่ไม่บอกเธอเธอจึงคอยจับตาเขาเสมอเพื่อที่เธอจะไม่พลาดอะไร และบางทีการเฝ้ามองคนที่แข็งแกร่งกว่าอาจจะทำให้เธอได้อะไรเช่นทริคเล็กๆน้อยและมุมมองต่อสิ่งต่างๆของเขา ที่ช่วยเขาในการตัดสินใจและประเมินสถานการณ์ใน่เวลาสำคัญ
ลูน่ามีลูกศิษย์อยู่แล้วสามคนนั่นทำให้ที่พักของเธอจำเป็ต้องมีขนาดใหญ่ด้วยต้องมีทั้งสถานที่ฝึกซ้อมสำหรับเด็กๆ และที่พักสำหรับลูกศิษย์ของเธอลูกศิษย์ของเธอสองคนเป็ผู้ชายคลาสนักสู้และเด็กหญิงอีกหนึ่งคนเป็นักดาบเวทย์มนตร์เช่นเดียวกับเธอแน่นอนว่าพวกเขาทุกคนก็เข้าเรียนในวิทยาลัยนักล่าเช่นกัน
พวกเขาทุกคนเคยได้ยินเื่ของเด็กใหม่ที่เป็ลูกศิษย์ของจอมเวทย์อันดับหนึ่งแห่งมาโทรเดีย แต่พวกเขาไม่เคยประเมินเธอสูงนักเพราะพวกเขาเองก็เป็ถึงลูกศิษย์ของนักล่าอันดับสี่ มีเพียงเด็กหญิงที่เป็นักดาบเวทย์มนตร์เท่านั้นที่สนใจในศิษย์ของนักเวทย์อันดับหนึ่งคนนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงค่อนข้างประหลาดใจที่อาจารย์ของพวกเขาย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆอาคอน
“บางที..บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นกับอาจารย์ของเรา ข้าหมายถึงอาจารย์เราก็เป็สาวสวยใช่มั้ยการที่ไปทำภารกิจกับชายหนุ่มซึ่งแข็งแกร่งและดูดีบางทีพวกเขาอาจจะแอบปิ๊งกันฉันคิดว่างั้น” ลูคัสซึ่งเป็เด็กชายและอายุมากที่สุดกล่าวกับศิษย์คนอื่นๆ ปีนี้เขาก็ 13 แล้วและคาดว่าอีกสองปีเขาจะเริ่มต้นชีวิตนักล่า
“...............ข้าก็ไม่สนใจอยู่ดีนั่นแหละ..”เกเบรียลกล่าว
“.......................................”
น่าประหลาดใจที่แม้พวกเขาจะมีอาจารย์คนเดียวกันแต่พวกเขาก็ไม่ได้สนิทกันมากนักอาจเป็เพราะต่อให้มีอาจารย์คนเดียวกันแต่ผู้สืบทอด”ฉายา”นั้นก็ยังคงมีได้คนเดียวอยู่ดีทำให้พวกเขามีบรรยากาศแห่งการแข่งขันต่อกันและอาจถึงขั้นเป็ศัตรูกัน
ผู้สืบทอดฉายาของนักล่าระดับS นั้นหลังจากที่กลายเป็นักล่าพวกเขาจะถูกจัดอยู่ในระดับ B ทันที ในกรณีที่พวกเขาศึกษาอยู่ในวิยาลัยนักล่ามาก่อนพวกเขาอาจถูกจัดเป็ ระดับ A หรือ S ขึ้นอยู่กับการประเมิน
ซึ่งในระดับที่ต่างกันเพียงระดับเดียวสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ก็ถือว่าห่างชั้นมากและในระดับดังกล่าวการเข้าถึงข้อมูลยังอาจถูกแบ่งจากลำดับของแต่ละคนเพื่อจำกัดสิทธิในการเข้าถึงดังนั้นพวกเขาทุกคนที่มาอาจารย์เป็นักล่าระดับ S จึงมัก้าสืบทอดฉายาของอาจารย์ด้วยกันทั้งสิ้น
ว่ากันว่าในหมู่ของเหล่าลูกศิษย์นักล่าระดับS นั้น แจ็คและสโตน(ลูกศิษย์ของคาลี่ย์และดาลัส) จะถูกจัดอยู่ในระดับ Sในอันดับเลขหลักเดียวทันทีที่พวกเขากลายเป็นักล่าอย่างไรก็ตามในปัจจุบันมีอีกคนที่คาดว่าจะถูกจัดเป็อันดับ S ในอันดับเลขหลักเดียวเดียวเช่นกันคืออาเรีย ศิษย์ของอาคอน
แม้ว่าศิษย์คนอื่นจะไม่ได้สนใจอาเรียมากนักอย่างไรก็ตามมันแตกต่างกันสำหรับอานิต้าเพราะเธอถูกวางตัวโดยลูน่าให้เป็ผู้สืบทอดฉายา “ประกายสีคราม”ของอาจารย์ของเธอแม้เธอจะมีองค์ประกอบธาตุไฟก็ตาม
เธอได้รับข้อมูลมากมายจากลูน่าและเธอเข้าใจดีว่านักล่าสามอันดับแรกนั้นห่างชั้นกับอาจารย์ของตนขนาดไหนเธอจึงไม่เคยประเมินอาเรียต่ำแม้อาเรียจะเป็เพียงเด็กห้าขวบ
ตอนนี้อานิต้าเป็นักดาบเวทย์มนตร์อายุ7 ขวบ ผู้ใช้องค์ประกอบธาตุไฟ ดังนั้นจึงมีอีกเหตุผลให้เธอยอมรับในตัวอาเรีย เพราะแชลเทียร์ คู่แข่งคนสำคัญของเธอที่ว่ากันว่าเป็รองเพียง แจ็คและสโตนในสถาบันนักล่านั้นปัจจุบันพยายามเป็คู่แข่งกับเด็กหญิงคนนี้และยังยอมรับอีกด้วยว่าตนด้อยกว่า
บวกกับความจริงที่ว่าอานิต้ามักจะตามอาจารย์ของเธอเพื่อไปดูอาคอนสอนเวทย์มนตร์ให้กับอาเรียทำให้เธอเข้าใจหลายสิ่งได้ดีกว่าคนทั่วไป
ในครั้งแรกที่เธอไปดูการฝึกสอนเวทย์มนตร์นั้นอาจารย์ของเธอกล่าวกับอาคอนว่า“ไปสอนเธอแบบไหนถึงได้เสียพลังไปกว่าครึ่ง” และอาคอนดันตอบกลับมาว่า”ยัยหนูนี่ควบคุมพลังตัวเองไม่ได้ ข้าเลยต้องช่วยคุม”นั่นทำให้อานิต้าตีความได้ว่าพลังของเด็กหญิงนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด
ยิ่งไปกว่านั้นลูน่าเคยหลุดปากออกมาว่าแม้ว่าอาคอนจะพลังหายไปกว่าครึ่งแต่เธอก็ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้และเป็ได้เพียงตัวถ่วงเมื่อตอนที่ไปทำภารกิจแม้ว่าเธอจะไม่เล่ารายละเอียดภารกิจแต่เธอก็สามารถเดาได้ว่ามันเป็ภารกิจที่หนักหนานั่นทำให้เธอยิ่งประเมินอาเรียสูงขึ้นไปกว่าเดิม
‘เธอยังอายุแค่ห้าขวบก็มีพลังมากมายขนาดนี้จะเป็อย่างไรถ้าเธอโตขึ้นกว่านี้’ อานิต้าคิด
ในความเป็จริงปัจจุบันอาเรียอายุหกขวบปีแล้วหลังจากสองเดือนที่ผ่านมา แต่แม้จะเป็เช่นนั้นเธอก็ยังอายุน้อยกว่าแจ็คและสโตนเกือบเจ็ดปีปีนั่นทำให้ผู้คนหลายคนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของเธอในอนาคต
“ท่านอาจารย์ข้าพึ่งจะไปรับภารกิจมาจากหอภารกิจของวิทยาลัย”อาเรียกล่าว
“แล้ว..”
“ข้าควรจะไปคนเดียวมั้ย..ภารกิจนี้มันทำได้ตั้งสามคน”
“ภารกิจของวิทยาลัยเป็ภารกิจที่อยู่รอบเมืองในรัศมีไม่เกิน10 กิโล ในรัศมี 10กิโลรอบเมืองนี้พวกสัตว์อสูรที่เกินกำลังของเธอส่วนใหญ่จะถูกกำจัดทิ้งไปแล้วเหลือเพียงอสูรอ่อนแอที่ยังสามารถอยู่อาศัยได้เพื่อให้พวกนักเรียนได้ฝึกฝนเอาล่ะตอนนี้เธอคิดว่าควรทำไง” อาคอนอธิบายสิ่งต่างๆก่อนที่มอบจะการตัดสินใจให้เธอ
“ข้าว่าข้าควรพาคนอื่นไปด้วย”
“ทำสิ่งที่เ้า้า” อาคอนยิ้มให้กับการตัดสินใจของเธอ
ในความคิดของอาคอน ถือว่าเธอพัฒนาขึ้นมากความประมาทและเย่อหยิ่งมักจะนำมาซึ่งหายนะ และเขาไม่อยากให้เธอติดนิสัยประเภทนั้นเขาไม่กลัวว่าเธอจะขาดความมั่นใจเพราะคนแน่วแน่เช่นเธอจะไม่ขาดมันและการไปกับคนอื่นเช่นนี้จะยิ่งทำให้เธอมั่นใจยิ่งขึ้นเพราะความรู้ที่เธอได้รับจากหนังสือที่mad alchemist เขียนนั้นมันเกินกว่าเด็กทั่วไปมากแม้เธอจะขาดความรู้ระดับต่ำไปบ้างก็ตามแต่เขาเชื่อว่าเธอจะสามารถจัดการปัญหาระดับต่ำพวกนั้นได้
วันนี้ก็เป็อีกวันที่ลูน่ามานั่งเฝ้าอาคอนและอานิต้าก็ติดสอยห้อยตามมาด้วยเช่นกัน เธอได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ทำให้เธอคิดว่าบางทีนี่อาจจะเป็โอกาสได้เปิดหูเปิดตา
“ฉันสามารถไปกับเธอได้” อานิต้าเสนอตัว พร้อมกับหันหน้าไปมองลูน่าว่าเธอจะคัดค้านหรือไม่อย่างไรก็ตามเหมือนว่าลูน่าจะเห็นด้วย
“เยี่ยมไปเลย..” อาเรียะโออกมาและส่งยิ้มน่ารักเป็การแสดงออกว่าเธอดีใจขนาดไหน
ทั้งคู่ไปเก็บของเตรียมตัวและออกเดินทาง
ไม่นานพวกเขาก็มาพบกันที่ประตูทางฝั่งตะวันออกซึ่งอยู่ห่างจากที่พักของพวกเขาไม่กี่สิบเมตรเพียงเท่านั้นอาเรียยังคงนั่งเครื่องจักรเวทย์มนตร์เช่นเคยเพราะคทาที่หลังของเธอมันสูงกว่าตัวเธอจนเธอไม่สามารถห้อยมันไว้ที่หลังได้หากเธอเดินต่างจากใน่วันแรกๆที่เธอเข้าเรียนปัจจุบันนี้เธอไม่ได้มีหูแมว รองเท้าไอพ่นหรือถุงมือไซบอร์ก เหลือแค่เพียงอุปกรณ์บางอย่างที่ติดอยู่กับคทาของเธอแว่นเลนส์เดียวและเตาปฏิกรณ์บริเวณหน้าอกเพียงเท่านั้น
เมื่อสองสัปดาห์ก่อนหลังจากที่อาคอนเห็นลูกศิษย์ของตนในสภาพแปลกๆเขาจึงได้แนะนำเธอเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เธอติดกับตัวทั้งหมดทำให้เธอรู้ว่ามีอุปกรณ์บางชิ้นที่มันไม่ได้ช่วยอะไรแถมยังเป็ภาระอีกด้วยเช่นหูแมว และถุงมือ หูแมวนั้นไร้ประโยชน์ ส่วนถุงมือมันก็หนักเกินกว่าที่เธอจะควบคุมมันไปพร้อมกับการใช้คทาที่ขนาดใหญ่กว่าตัวเธอเช่นกันสำหรับรองเท้ามันควบคุมสมดุลยากเกินไปเมื่อมีไอพ่นที่ฝ่าเท้าดังนั้นเธอจึงไม่สามารถใช้มันได้และหากเธอใส่มันไปโดยไม่ใช้งานมันก็หนักตัวเปล่าๆเพราะน้ำหนักมันมากกว่ารองเท้าทั่วไป
ทางอานิต้านั้นดูปกติกว่ามากเธอมีดาบสองเล่มที่พาดที่หลังของเธอแต่ต่างจากลูน่าตรงที่เธอพกดาบมือเดียวเพราะสำหรับเด็กเจ็ดขวบดาบมือเดียวนั้นก็ใหญ่พอที่จะใช้ด้วยสองมือ เธอสวมเกราะหนังและรองเท้าบูทตรงปกเสื้อเกราะหนังของเธอนั้นถูกทำให้แข็งและดัดให้งอให้เข้ากับรูปคอและเสริมเหล็กแผ่นบางเล็กน้อย
นั่นทำให้เกราะหนังบางส่วนนั้นปกคลุมใบหน้าด้านล่างของเธอชุดของเธอนั้นเป็สีเทาประกอบกับผิวสีแทนและผมสีเงินของเธอมันทำให้เธอดูมีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่แม้ตอนนี้เธอจะยังอายุแค่เจ็ดขวบก็ตาม
อาเรียประหลาดใจเล็กน้อยหลังจากที่สังเกตเห็นเธอเพราะอานิต้านั้นมีองค์ประกอบธาตุในร่างกายเพียงธาตุเดียวนั่นคือธาตุไฟดังนั้นจึงน่าประหลาดใจที่เธอพกดาบสองเล่ม
“มีอะไรงั้นเหรอ”อานิต้าถามเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของอาเรีย
“ฉันประหลาดใจเล็กน้อยที่เห็นเธอพกดาบสองเล่มเพราะเธอมีองค์ประกอบธาตุไฟเพียงอย่างเดียว” อาเรียตอบ
“มันเป็ความลับของฉัน..ไปกันเถอะ”เธอกล่าวก่อนที่จะเริ่มออกเดินทาง ‘อย่างที่คิด เธอสังเกตเห็นมันในทันที’ อานิต้าคิดในใจเธอประเมินอาเรียไว้สูงและคาดว่าเธอคงจะสามารถสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ไม่ยากและมันก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง
ผู้คนทั่วๆไปมักจะไม่สงสัยสิ่งนี้เพราะแม้จะมีเพียงองค์ประกอบธาตุเดียวแต่นักดาบเวทย์มนนั้นสามารถใช้ดาบมือเดียวสองเล่ม(*ถือดาบเบาด้วยมือเดียวเล่มละข้าง*)พร้อมกันได้และนักดาบเวทย์มนตร์ส่วนใหญ่ก็ทำเช่นนั้น
อย่างไรก็ตามลูน่านั้นต่างจากนักดาบเวทย์มนตร์ทั่วไปที่จะเน้นความรวดเร็วจากการกวัดแกว่งดาบเบาสองเล่มและเพิ่มความรุนแรงของการกวัดแกว่งด้วยเวทย์มนตร์แทนเธอถนัดการตั้งรับและโต้กลับเพราะธาตุหลักของเธอคือธาตุน้ำที่ยืดหยุ่นและลื่นไหลมากพอที่จะทำให้ศัตรูของเธอป้องกันไม่ได้อยู่แล้วการเพิ่มความรุนแรงด้วยดาบสองมือนั้นจึงเหมาะกว่า
และเนื่องจากอานิต้าเองถูกสอนวิธีการใช้ดาบสองมือ(**ดาบหนักเล่มเดียวที่ต้องถือด้วยสองมือ**)จากอาจารย์ของเธอทำให้เธอเองก็มีสไตล์การต่อสู้ที่ใกล้เคียงกันคือถือดาบด้วยสองมือและเน้นการโต้กลับเป็หลักและเหตุผลที่เธอพกดาบมือเดียวสองเล่มนั้นก็อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าเป็เพราะดาบมือเดียวสำหรับผู้ใหญ่นั้นมันมากพอที่จะเป็ดาบสองมือสำหรับเด็กเจ็ดขวบ
อาเรียเข้าใจว่ามันเป็ความลับส่วนบุคลเธอจึงไม่ได้ซักต่อแต่เธอพอจะเดาได้ว่าดาบสองเล่มนี้อาจมีการใช้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
ทั้งคู่มุ่งหน้าออกจากเมืองด้วยประตูประจำทิศตะวันออกภารกิจที่อาเรียรับมาเป็ภารกิจง่ายๆเช่นการเก็บสมุนไพรระดับต่ำทั่วไป
ในตอนแรกที่อาเรียรับภารกิจนี้มาเธอคิดว่าเธอมีความรู้เื่สมุนไพรมากพอจากหนังสือ”ตำราการเริ่มต้นเป็นักผจญภัย”ของเธออย่างไรก็ตามเมื่อเธอมาตรวจสอบจริงๆแล้วเธอพบว่าเธอไม่รู้จักสมุนไพรที่ภารกิจนั้น้าให้เธอไปเก็บ
เธอเริ่มศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรมากมายที่เธอเคยรู้จักั้แ่นั้นเป็ต้นมาเพราะเธอไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เธอรู้มาก่อนหน้าจากหนังสือที่เหมือนว่าจะถูกหลอกขายมานั้นจริงมากน้อยเพียงใดและเธอก็ได้รู้สมุนไพรต่างๆที่เขียนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ล้วนเป็สมุนไพรระดับสูงทั้งสิ้นมีแม้แต่บางพันธ์ที่ใกล้สูญพันธุ์หรือสูญพันธุ์ไปแล้วตามธรรมชาติ
และนั่นเป็เหตุผลใหญ่อีกประการที่ทำให้เธออยากให้มีเพื่อนร่วมทางมาด้วยแม้ว่าเธอจะศึกษาเื่สมุนไพรที่เธอต้องไปเก็บมอย่างดีแล้วก็ตาม
ระหว่างการเดินทางทำภารกิจนั้นพวกเธอได้พบกับพวกสัตว์อสูรบางส่วนอย่างไรก็ตามส่วนใหญ่อานิต้าเป็คนจัดการเพราะอาเรียให้เหตุผลว่าเธอไม่แน่ใจว่าเธอจะสามารถควบคุมพลังตัวเองได้
มีเพียงสัตว์อสูรบางตัวเท่านั้นที่อาเรียลองไว้เวทย์มนใส่พวกมันและมันก็ถูกฆ่าอย่างไม่ยากเย็น
“ท่านอาคอนสอนวิธีร่ายแบบนั้นให้เธอเหรอ”อานิต้าถามหลังจากที่เธอเห็นอาเรียร่ายเวทย์ที่รุนแรงได้อย่างรวดเร็ว
“มันมีวิธีร่ายแบบอื่นด้วยเหรอ??”
“.............”
เนื่องจากตลอดสองสัปดาห์แรกที่อาคอนไปทำภารกิจนั้นผู้คนเชื่อว่าเธอมีพลังที่ยิ่งใหญ่จนยากจะควบคุมทำให้ไม่มีใครคิดว่าเธอใช้เวทย์มนตร์ไม่ได้เลยสักบทจึงไม่มีอาจารย์ในวิทยาลัยคนใดพยายามสอนเธอเกี่ยวกับพื้นฐานการใช้เวทย์มนตร์และหลังจากที่อาคอนกลับมาเขาก็สอนเธอเกี่ยวกับการร่ายแบบพิเศษทันทีทำให้เธอไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับการร่ายเวทย์แบบปกติเลย
การร่ายแบบพิเศษที่อาคอนสอนให้เธอนั้นไม่ใช่การร่ายบทเวทย์ที่ทรงพลังแม้มันจะให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันก็ตามความจริงแล้วมันเป็การร่ายเวทย์บทเล็กๆที่สามารถร่ายได้ง่ายๆ หลายบทพร้อมๆกันซึ่งเวทย์บทเล็กๆเหล่านี้มีคุณสมบัติหนุนกันตามธรรมชาติ
เขาสามารถทำเช่นนี้ได้เพราะความรู้ทางด้านวิศวกรรมและการแปรธาตุยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อร่ายเวทย์ไฟ จากความสัมพันธ์ของอุณหภูมิของอากาศและความดันของอากาศในปริมาตรคงที่ทางวิศวกรรมจะสามารถบอกได้ว่าที่ปริมาตรคงที่นั้นหากอัดความดันเข้าไปจำนวนมากเขาสามารถกระตุ้นอุณหภูมิของแก๊สให้สูงขึ้นเหนือขอบเขตปกติของเวทย์มนตร์ได้
ประกอบกับความรู้ทางการแปรธาตุที่เขาต้องใส่อากาศ(ออกซิเจน)จำนวนมากเข้าไปเพื่อให้ไฟติดและมีความร้อนสูงกว่าเดิมเช่นเดียวกับเตาหลอมของพวกช่างตีเหล็กนั่นทำให้การร่ายเวทย์มนต์บทเล็กๆสองสามบทให้ผลเช่นเดียวกับเวทย์ทรงอานุภาพที่ต้องท่องคาถาและใช้เวลาในการร่ายที่ยืดยาว
อย่างไรก็ตามการสอนเวทย์ในแบบอาคอนนั้นทำให้เธอเข้าใจผิดไปมากเกี่ยวกับเวทย์มนตร์เพราะสิ่งที่อาคอนสอนให้เธอนั้นเป็สิ่งที่ซับซ้อนและใช้ยากกว่าแม้จะใช้เวลาน้อยกว่าก็ตาม เธอเข้าใจว่าการใช้เวทย์มนตร์นั้นเป็สิ่งที่ยากทั้งที่ในความเป็จริงมันง่ายกว่านั้นมาก
ทว่าเพราะเธอไม่เคยรู้ระดับความยากของเวทย์มนตร์ที่เธอใช้นั่นจึงทำให้อาคอนเลือกที่จะสอนเธอด้วยจุดเริ่มต้นที่ยากกว่าปรัชญาจากบทที่สองของหนังสือ”เวทย์มนตร์แห่งการสร้างโลก”นั้นกล่าวไว้ว่า ‘ผู้คนนั้นรักความสะดวกสบายหากพวกเขาเคยได้รับความสะดวกสบายมาก่อนมันจะเป็การยากที่จะทำให้เขาอดทนต่อความลำบากที่จะเจอในอนาคต’ อาคอนจึงเริ่มต้นที่ความยากลำบากและมันดีตรงที่เด็กน้อยคนนี้ไม่รู้ว่าเธอเดินในทางที่ลำบากจะเป็ยังไงหากเธอรู้ เธออาจจะเลือกเส้นทางที่สบายกว่านั่นอาจจะทำให้เธอใช้เวลาหลายปีกว่าจะเรียนรู้การร่ายเช่นนี้ได้
ใช้เวลาเพียงไม่นานในตอนนี้เด็กทั้งสองคนก็สามารถรวบรวมสมุนไพรได้เกือบจะครบแล้วแต่บางอย่างที่อาเรียััได้จากรอบตัวทำให้เธอนั้นหวาดระแวง
“มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ”อานิต้าถามเธอหลังจากที่เห็นอาเรียยกคทาเวทย์ของเธอขึ้นมาเตรียมตัว
“................ฉัน..ไม่แน่ใจ”
อาจจะเป็เพราะเธอมีแกนเวทย์เช่นเดียวกับสัตว์อสูรทำให้เธอนั้นมีสัญชาตญาณใกล้เคียงกับพวกสัตว์อสูรด้วยความรู้สึกกดดันบางอย่างทำให้เธอเป็กังวล
เธอเชื่อในสัญชาตญาณของเธอเพราะมันเป็พร์หนึ่งที่เธอได้รับมาหลังจากสร้างแกนเวทย์และในหนังสือที่เธอซื้อมามันบอกให้เธอเชื่อสัญชาตญาณและเธอใช้มันเอาตัวรอดเรื่อยมาในยามที่เธอต้องออกไปนอกหมู่บ้านเพื่อตามหาแมนเดรกด้วยตัวคนเดียวอย่างไรก็ตามมันยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ
ไม่นานหลังจากที่เธอตั้งท่าภูมิทัศรอบตัวเธอเริ่มเปลี่ยนไป น้ำตก ต้นไม้ โขดหิน ทุกอย่างเริ่มบิดเบี้ยวและดูเหมือนว่าในปัจจุบันทั้งคูจะอยู่ในที่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง มันดูคล้ายกับปราสาทหรือโบราณสถานสักอย่าง
“เธอร่ายเวทย์ได้ประหลาดดีจริงๆฉันแค่ตั้งใจจะเรียนรู้มันเงียบๆ แต่จมูกของเธอมันดันไวเกินไปซะได้”เสียงจากเด็กหนุ่มอายุราวสิบห้าปีทำให้ทั้งคู่นั้นรู้สึกได้ถึงอันตราย
ความคืบหน้ารายสัปดาห์1/4