TREE WORLD
ปฐีวินาศโลก
By : Jackmysoul
แจ็กมายโซล : เขียน
บทที่ 5
สรวง์แห่งอิทัป(2)
เทพอารักษ์ผู้ยิ่งใหญ่ปกครองทะเลทรายอันเวิ้งว้างดุจจ้าวบิดรแสดงแสนยานุภาพอันเกรียงไกร เพียงลั่นวาจาก็สั่นะเืทั่วสามแดนโลกธาตุ มิอาจระงับการบันดาลโทสะตัดสินโทษอนันต์ไร้สิ้นสุด โดยส่งนรกดำมหาอเวจีตามไปกัดกินเหล่านักเดินทาง
ระหว่างทางพวกด้อยสติปัญญากับพวกอ่อนแอพากันร่วงหล่นตกลงไปยังนรกดำมหาอเวจีหรือไม่ก็โดนมันไล่กัดกินมีเพียงนักเดินทางผู้มีสายพันธ์อันแข็งแกร่งและทรงภูมิปัญญาเท่านั้นที่เอาชีวิตรอดพ้น และค้นพบดินแดนที่เป็ขุมทรัพย์และพวกเขายังรู้อีกว่ายิ่งป่ายปีนสูงขึ้นไปเท่าไหร่ยิ่งพบขุมทรัพย์ที่เหนือกว่าขึ้นไปเท่านั้น
แต่ขุมทรัพย์เ่าั้ก็ยังถูกนรกดำตามขึ้นมาไล่กัดกินจนไร้สิ้นแผ่นดินให้เหยียบยืนไม่เหลือแม้เศษหินให้วางเท้าไม่มีทางใดที่พวกเขาจะสามารถลงหลักปักฐานสร้างสรรค์ชีวิตสืบสานลูกหลานให้เป็บึกแผ่นอย่างมั่นคงได้เลยตลอดชีวิต ได้แค่เพียงพักอาศัยเสพสุขกับขุมทรัพย์เพียงชั่วคราวไม่นานก็ต้องละทิ้งมันไป หากรั้งรอท้อแท้ย่อมตกเป็เหยื่อของนรกดำอย่างไร้หนทางต่อต้านพวกเขาถูกบีบบังคับให้ต้องออกเดินทางต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกว่าชีวิตจะหาไม่พวกเขาจำเป็ต้องปีนให้สูงขึ้นไปอีก ขึ้นไปเรื่อยๆ หนีไปให้ไกลสุดหล้า จนกว่าจะถึงยอดไม้ที่เรียกว่า“อิทัป” นั่นแหละจึงจะเป็ดินแดนแห่งสรวง์ที่แท้จริงนรกดำหรือแม้แต่เทพอารักษ์ยังมิอาจกล้ำกราย พวกนักเดินทางที่สำเร็จ จะได้รับการปกป้องจากนฤพานเทพและมีชีวิตอันเป็นิรันดร์
แต่จงอย่าเชื่อตำนานเพราะความจริงแล้วเื่ราวทั้งหมดถูกสร้างสรรค์ดัดแปลงและบิดเบือนไปต่างๆนาๆจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
จะมีสักกี่คนที่รู้ความจริง
คำว่าอิทัป ผมคิดว่าคงมีที่มาจากคำว่า ทรีท็อป(Tree top) ซะมากกว่าตามความหมายของมัน‘สุดยอดไม้’แต่เรียกเพี้ยนตามสำเนียงชนรุ่นหลังจนกลายเป็ อิทัป นั่นเอง
ผมขับรถผ่านหน้าอนุสาวรีย์อนุสรณ์สถานแห่งนี้แทบทุกวันจนชินชาแต่บางครั้งผมก็ขัดแย้งกับตัวเอง นึกอยากปีนมันเล่นเหมือนกัน บนสุดยอดไม้จะเป็ยังไงบ้างนะ...
แต่คงเป็ไปได้ยากเพราะมันถูกล้อมรั้วด้วยป้อมปราการ มีเวรยามทหารรักษาการณ์และอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายที่เป็แค่พลเมืองทั่วไปถูกสั่งห้ามข้ามเขตแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาดแม้เฉียดเข้าใกล้ยังรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย มันถูกปกป้องโดยกองกำลังทหารติดอาวุธของรัฐบาล...และผมไม่อยากตกเป็เป้าะุโดยไม่จำเป็
...อ้อแล้วที่ผมหรือใครต่อใครต่างต้องเรียกต้นไม้านี้เป็อนุสาวรีย์ด้วยก็เพราะรัฐเผด็จการพยายามยึดทรีเวิลด์ไว้ใต้อำนาจของตน โดยการสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมล้อมรอบเข้าไปอีกชั้นแล้วใช้เป็สถานที่ทำการสำคัญทางราชการ จากนั้นก็เชิดชูว่าทรีเวิลด์ต้นนี้เป็อนุสรณ์ในการสร้างชาติสมควรถูกอนุรักษ์ไว้เป็สมบัติของแผ่นดิน ภายใต้การดูแลโดยองค์กรภาครัฐข้ออ้างแบบเหมารวมถูกบังคับใช้เป็กฎหมายจนสามารถยึดครองทรีเวิลด์ไว้ใต้อำนาจได้เบ็ดเสร็จ
ถัดจากอนุสาวรีย์ทรีเวิลด์ไปหลายสิบกิโลเมตรก็ถึงจุดหมาย ทุกวันผมต้องมาที่นี่ เพื่อคอยมาตรวจเช็คดูว่า เ้าความมืดมนอนธการ ณเบื้องล่าง มันไล่ตามผม.. ไม่สิ มันไล่ตามผู้คนบนโลกใบนี้ถึงไหนกันแล้ว
จุดหมายเบื้องหน้าไกลออกไปในระยะสายตาเป็พื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่ปรากฏสิ่งก่อสร้างใดสามารถตั้งอยู่ได้เพราะมันเป็หลุมยุบขนาดั์ กินพื้นที่สนามฟุตบอลไม่น้อยกว่าสิบสนามรวมกัน หากมองในมุมก้อนเมฆยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงที่สุดแห่งก้นหลุมของมันได้
ผมปิดประตูรถสปอร์ตเปิดประทุนคู่ชีพแล้วทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจสักพักอย่างชะล่าใจ โดยไม่ห่วงความปลอดภัยของมันสักนิดโจรใจกล้าหน้าไหนจะคิดทำการต่อหน้าสายตรวจในบริเวณแห่งนี้ เพียงหวังว่าตอนกลับมามันคงอยู่ในสภาพเดิมโดยไร้ใบสั่งใดเสียบติดหน้ากระจกรถ
ความจริงผมเร่งร้อนมาที่นี่เพราะได้รับสัญญาณผิดปกติมาก่อนจึงรีบรุดมาสังเกตการณ์ แล้วพยายามควบคุมอารมณ์จนความตื่นเต้นสงบลง
แต่ไม่ทันไรเสียงหนึ่งกลับดังขัดใจ
“ที่ตรงนี้ห้ามจอด นะคับคุณพี่...โย่...” “ถ้าไม่เชื่อเหมือนอยากจะลองดี...เด๋วจับยัดคุกสักสิบปี...โย่ โย่...”
ไม่ต้องหันไปดูที่มาของเสียงก็รู้ว่าใคร
นายตำรวจคนนี้ทำให้ผมต้องลอบถอนหายใจทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว
แม้จะชินชาไปแล้วกับเสียงร้องแร๊พโย่อันกวนประสาทแต่มักจะทำให้ไม่พ้นต้องอารมณ์ขุ่นมัว ไม่มากก็น้อย เพราะทุกครั้งที่เจอหน้ากันเขาจะต้องข่มขู่ผมด้วยประโยคแรกที่ไม่น่าฟัง
แต่ในน้ำเสียงะโนั้นกลับแฝงความคุ้นเคยเช่นกันความคุ้นชินที่ไม่บ่งชัดว่าเป็มิตรหรือว่าอริ คงเป็เพราะภารกิจประจำวันที่แตกต่างกันผมต้องมาสำรวจหลุมยุบที่นี่แทบทุกวันโดยจอดรถในตำแหน่งที่สะดวกสบายที่สุดแม้จะมีป้ายประกาศห้ามชัดเจนส่วนเขาก็ต้องคอยกำราบคนดื้อด้านอย่างผมที่ฝ่าฝืนกฎจราจร จอดรถในที่ห้ามจอดทุกครั้งไปจึงยากจะหลีกเลี่ยงการปะทะวาจากับนายตำรวจหน้าเดิม ตรงหน้าสถานีเดิมแทบทุกครั้ง
“ครับ...รับทราบครับลูกพี่...ถ้าเป็คุกขี้ไก่ก็น่าจะยินดี...โย่โย่” มือไม้ยังเผลอสะบัดด้วยท่าล้อเลียนเขากลับไป ทำไมผมต้องเยาะเย้ยท้าทายเขาด้วยนะ
อาจเป็เพราะตำรวจนายนี้ดูไม่น่าเกรงขามเพราะแทนที่จะแต่งชุดข้าราชการเต็มยศเหมือนเช่นตำรวจนายอื่น เขากลับเอาแต่ใส่ชุดเลียนแบบคาวบอยที่เหมือนจะไปงานประกวดแฟนซีตลอดเวลา ผมไม่เคยหายแปลกใจผู้บังคับบัญชาของเขาทนได้อย่างไร ปล่อยปละละเลยเ้าหน้าที่บ้านเมืองที่จงใจแต่งตัวผิดระเบียบแม้ในเวลาปฏิบัติราชการที่สำคัญเขายังไม่ชอบพกปืน แต่เอาเชือกบ่วงบาศมาเหน็บเอวไว้แทนอาวุธ แถมตอนคุยกับผมชอบคิดว่าตัวเองเป็แร๊ปเปอร์บ่อยครั้งทำให้เขาดูค่อนไปทางพวกจิตหลุดหยุดโลกมากกว่า ไม่ว่ามองมุมไหนยังหาจุดที่น่านับถือไม่ได้สักอย่าง
“ขยันมาได้ทุกวันเลยนะไมค์”เขาเลิกแร๊พแล้ว คงอยากแย๊ปผมแทน
“ตอนนี้กำลังของบสร้างคุกขี้ไก่”เขาพล่ามต่อ คำพูดฟังดูเพ้อเจ้อ
“เออ...เหรอเยี่ยมเลย...คุณก็รู้ผมแค่แวะมาดูมันให้แน่ใจเท่านั้น เื่เวิร์มน่ะ...อ้อคุกขี้ไก่สร้างเสร็จเมื่อไหร่ผมขอฉลองกับคุณในนั้น...หวังว่าสารวัตรคงอนุมัติ”ผมแค่เล่นทักทายเขากลับเช่นเดิมทุกวัน และก็พยายามนึกคำขอร้องใหม่ๆบ้าง แต่คงไม่จำเป็
“ฝากรถสักแป๊บนะครับจ่า”
“เฮ้ย...ม่าย..ม่าย..ไม่...นายไม่จำเป็ต้องมาดูทุกวันก็ได้ บอกตั้งกี่ครั้งแล้วถ้ามีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ ทางสถานีต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าอยู่แล้วแล้วถ้านายยังจอดรถแบบนี้อีก ฉันจะขูดรถนาย จำไว้” จ่าส่ายหัวแล้วพูดกับผมด้วยถ้อยคำเดิมของเมื่อวานอย่างกับจะอัดเสียงตัวเองไว้ใช้บอกผมในวันถัดไป
“กว่าคุณจะแจ้งเตือนผมกับครอบครัวคงหายนะกันซะก่อน ไม่เคยมีวันใดที่ผมไว้ใจไซน์เลนส์ของรัฐบาลอีกอย่าง ถ้ามัวแต่หวังพึ่งกำลังของคนอื่นผมคงไม่สามารถสร้างฐานะจนขึ้นมายืนถึงจุดนี้ได้” อันนี้ ผมเถียงกับเขาในใจ
“ถ้าอยากจะขูดรถของฉันนักล่ะก็ขอเป็ลายเซ็นของนายล่ะกัน”
อันนี้ผมก็พูดเล่นกับตัวเองแต่เขาดันได้ยิน
“อ๊ะ!! ว่าไงนะโย่...” จ่ายืนตะลึงงันไปเล็กน้อยก่อนจะอ้าปากพล่ามต่อ...
แต่ผมตัดบทโดยการหันหลังให้เขาแล้วเดินเลี่ยงมาอย่างเฉยชา ปั้นหน้าตายเข้าไว้ดีกว่าจะมีปากเสียงไปมากกว่านี้...รีบวิ่งข้ามถนนโดดข้ามรั้วกีดขวางไปอีกฟากโดยไม่สนใจคำขู่ของจ่าเฉยที่แว่วตามหลัง แล้วก็ไม่สนใจด้วยว่าเขาจะวิ่งตามมาหรือไม่อันที่จริงผมตั้งชื่อเล่นๆให้แกว่า ‘จ่าเฉย’เพราะระยะหลังๆแกไม่เคยเขียนใบสั่งให้ผมอีกเลย ไม่รู้ว่าอะไรดลใจทำให้แกเบื่อหน่ายที่จะเขียนมันอีกแล้วรถพอร์ช 918 สไปเดอร์ ของผมก็มีลายเส้นพิกลพิการ ที่เป็รอยขีดข่วนลากยาวเพิ่มขึ้นมาทุกวันและไม่คิดว่ามันเป็ลายเซ็นของคนอื่น
สุดถนนมีป้ายจราจรป้ายแจ้งเตือนสถานะต่างๆ เช่น ‘สุดเขตปลอดภัย อันตรายห้ามลง’ และขอบฟุตบาททอดตัวยาวไกลไปตลอดแนว สุดขอบฟุตบาทเป็พื้นอากาศโล่งโปร่งอย่างน่าหวาดเสียวเพราะมันเป็หุบเหวลึกไร้พื้นดินให้เหยียบยืน หลุมยุบนี้ลึกลงไปไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนจะหาจุดสิ้นสุดมิได้
ผมค่อยชะโงกหน้าไปดูเบื้องล่างอย่างระมัดระวังภายใต้ปากหลุมเป็ผาหินสูงชัน ั้แ่ใต้ขอบฟุตบาทลงไป จะมองเห็นกลุ่มคนกระจายตัวกันอย่างหลากหลายยิ่งมองลึกลงไป ยิ่งไกลออกไปเท่าใด ก็ยิ่งเห็นคนตัวเล็กเท่ามดเท่านั้นกลุ่มคนเหล่านี้ต่างก็กำลังปีนป่ายขึ้นมาจากเหวลึกอย่างยากลำบาก บางกลุ่มรวมตัวสามัคคีช่วยเหลือกันอย่างเหนียวแน่นบางกลุ่มบ้างก็แยกย้ายบางตา ต่างคนต่างปีน เอาชีวิตรอดกันตามประสาอย่างประปราย ที่ผ่านมาล้วนมีผู้ชนะที่แข็งแกร่งปีนป่ายขึ้นมาได้สำเร็จมากมาย และผู้พ่ายแพ้อ่อนแอร่วงหล่นลงไปอย่างไม่รู้ชะตากรรมนับไม่ถ้วน
อย่างไรก็ตามกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมไม่ใช่นักปีนเขาลงไปเที่ยวเล่นทัศนาจรใต้หุบเหวอย่างแน่นอน แต่พวกเขาคือนักเดินทางที่กำลังอพยพหนีตายหนีตายจากหายนะเบื้องล่าง ผู้คนเหล่านี้จะปีนขึ้นมาให้เห็นอีกมากมายไม่มีวันขาดสายแม้ว่าโลกกำลังจะแตกสลาย พวกมันก็จะปีนขึ้นมาอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น
ภายใต้ขอบปากหลุมอันล่อแหลมยังถูกธรรมชาติเพิ่มความหฤโหดโดยการใช้ลมฝนกัดเซาะจนหินผาแหว่งเว้าเข้าไปสร้างความเอียงลาดชันให้กลายเป็มุมเงยมากกว่า100องศา ราวกับแอ่งอากาศของปากโอ่งการปีนป่ายใน่สุดท้ายก่อนขึ้นถึงขอบฟุตบาท จึงนับว่าเป็ไคลแม็กซ์ที่ยากลำบากถึงขีดสุดพลาดพลั้งนิดเดียวคงถึงแก่ชีวิตอย่างง่ายดาย ผู้คนจำเป็ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมดหน้าตักเสี่ยงตายเอาชนะแรงโน้มถ่วงที่เหนี่ยวรั้งอย่างเกรี้ยวกราดให้ได้เท่านั้น กล้ามเนื้อแขนขาต้องทนแบกรับภาระมหาศาลนิ้วมือเกร็งเขม็งตลอดเวลาแทบไม่มีการหยุดพัก เพื่อไม่ให้เสียงแรงยึดเกาะซอกหินผาที่ทั้งลื่นทั้งหนักแรงอย่างไม่เป็ใจแม้ร่างกายจะทรุดโทรมถึงที่สุดแต่ก็ยังฝืนสังขารปีนป่ายต่อไปจนกว่าจะถึงจุดหมายหรือไม่ก็ตกตายเท่านั้น
ถึงแม้จะเห็นอยู่คาตาว่าเป็ไปได้ยากต่อการปีนป่ายขึ้นมาโดยไร้อันตรายอย่างไรก็ไม่มีทางหยุดยั้งอยู่แค่ตรงนี้ หากกลับมีผู้คนหลากหลายไม่ว่าอยู่ในกลุ่มไหนต่างกำลังพยายามปีนป่ายมันขึ้นมาอย่างสุดชีวิตเช่นกัน
แต่ความเป็ตายของผู้คนเ่าั้ไม่อยู่ในความสนใจของผมแม้แต่นิดเดียว
เพ่งมองลึกลงไปในหุบเหวความตั้งใจของผมมุ่งตรงไปยังกลุ่มก้อนสีดำเบื้องล่างรวบรวมสมาธิทั้งหมดพยายามแยกแยะความแตกต่างระหว่างเงามืดกับความมืด...ความมืดที่นำพาหายนะไม่ว่าใครต่างก็เรียกมันว่า “ WORM ”ไม่มีใครรู้ว่าตัวตนแท้จริงของมันคืออะไร ไม่มีใครแน่ใจว่ามันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเพียงใดไม่มีใครเคยเห็นตัวจริงของมันหรอก ความลับของมันมีแต่คนตายไปแล้วเท่านั้น ที่รู้
แล้วยังมีผู้คนส่วนใหญ่มักเรียกอีกชื่นหนึ่งของ เวิร์ม ว่า หนอนดำ
หนอนดำมันเป็ความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง มันเขมือบพื้นดิน พื้นน้ำ ท้องฟ้า อากาศและทุกสรรพสิ่ง โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ มันดูดกลืนไม่เว้นแม้แต่แสงสว่างและเงามืดหรือแม้กระทั่งเวลา มีใครบางคนบอกว่ามันดูดกลืนแม้แต่ตัวมันเอง บัดซบ นรกดีๆนี่เองถ้ามันคืบคลานเข้ามาใกล้เมื่อไหร่ ก็คงได้เวลาที่พวกผมต้องออกเดินทางกันแล้ว
!!!และสิ่งที่ประหวั่นพรั่นพรึงมาตลอดชีวิต บัดนี้ได้ลอบเห็นเคล้าลางของมันแล้ว
“บ๊ระเ้า...”ผมอุทานออกมาแทบไม่เป็ภาษา
จากร่องรอยคลุมเครือในความมืดเงาร่างเคลื่อนไหวไปมาก็สะท้อนภาพของตัวตนแห่งหายนะความชั่วร้ายที่ไล่ล่าเราอยู่ได้ปรากฏกายขึ้นชัดเจนแล้ว
สิ่งที่ผมไม่ได้เห็นมาหลายสิบปี
‘เวิร์ม’
ไกลออกไปที่ซึ่งไกลออกไป ไกลเกินกว่าประสาทจักษุหรือโสตประสาทของมนุษย์ปกติสามัญจะสามารถรับรู้ได้นับเกินร้อยเท่าทว่าผมมิได้ปกติสามัญ ภาพและเสียงของเ้าหนอนดำที่มันกำลังกลืนกินทุกสรรพสิ่ง มันชัดเจนจนสั่นะเืเลื่อนลั่นสะท้อนก้องกันไปมาในแก้วหู พร้อมกับภาพบาดตาชวนสยดสยองน่าหวาดหวั่นขวัญผวาผสมปนเปจนสลดหดหู่ตอนที่มันเขมือบผู้คนที่หมดเรี่ยวแรงปีนป่ายหรือคนที่เชื่องช้าตกลงเป็เหยื่อสังเวยความวิปริตโเี้ไร้ปราณีของมัน ไม่มีการโยกโย้ ไม่มีการประนีประนอมต่อรองมันมีแต่ความโเี้อำมหิตและเต็มไปด้วยรังสีการฆ่าฟันทำลายล้าง
สายตาผมกวาดเห็นแม้กระทั่งคมเขี้ยวสีดำสนิทจนสะท้อนประกายมันวาวคมเขี้ยวอันน่าหวาดหวั่นไล่ขบกัดบดขยี้เคี้ยวกิน ฉีกกระชากร่างกายมวลมนุษย์ชาติขาดแหว่งทุกองคาพยพล้วนแตกทำลายกระจายออกเป็เสี่ยง อวัยวะชิ้นเล็กน้อยใหญ่ถูกย่อยสลายเป็วงคลื่นแบบลมพัดพายุหมุนวน จากนั้นทั้งเืเนื้อและกระดูกถูกสูบหายเข้าไปในหลุมดำอย่างหมดจด