โม่จ้านเขกหัวตนเองอย่างแรง
เป็นไปตามคาด ทันทีที่เป็นหัวข้อเกี่ยวกับสันตะสำนักก็มักจะมีความบุ่มบ่ามที่ทำให้สติอารมณ์ของตนเสียการควบคุมอยู่เสมอ ยามพบฉิวอินครั้งแรกก็เป็นเช่นนี้ ยามเห็นหนังสือเย็บเล่มเล่มเล็กก็มิต่างกัน หากตนมิอาจควบคุมความมุทะลุบุ่มบ่ามเช่นนี้ คาดว่ามิช้าก็เร็วต้องเผยพิรุธต่อหน้าผู้อื่นอย่างแน่นอน
“เจ้ามีอคติกับสันตะสำนัก ข้าก็มีอคติกับสันตะสำนักเช่นกัน ดังนั้นอย่างส่งผลกระทบอันใดต่อข้าจะได้หรือไม่?”
โม่จ้านเคาะหัวหลายๆ ที ยกยิ้มเจื่อนพลางพูดกับตนเอง
“หากเจ้าขยับได้ก็เชิญมาจัดการด้วยตนเอง ข้าไม่อยากพังเพราะฝีมือเจ้า”
รออยู่ครู่หนึ่ง ไม่ว่าจะจิตวิญญาณหรือร่างกายล้วนแต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง
โม่จ้านยักไหล่ อาจเป็นเพราะเศษเสี้ยววิญญาณของเจ้าของร่างเดิมยังเลือนหายไปไม่หมด กำลังรอคอยที่จะมอบสีสันให้โลกแฟนตาซีอย่างแดนเวทมนตร์แห่งนี้สักหน่อย
กลับมายังความเป็นจริง มิต้องกังวลเรื่องเงินทุนสักเท่าใด เพราะยังมีท้องพระคลังเล็กๆ อย่างเก๋อจือ ส่วนเงินใส่โลงศพของตนนั้นเก็บเอาไว้ก่อนก็ดีแล้ว คราก่อนคือการผจญภัย ครานี้เป็นการออกนอกอาณาจักร ระดับแตกต่างกัน แน่นอนว่าหากเตรียมสิ่งของให้ครบครันได้ก็ควรจะเตรียมให้ครบครัน
......
อาหาร ของใช้ประจำวัน ข้าวของเครื่องใช้ในการเดินทาง...โม่จ้านงอนิ้วนับรายการแต่ละอย่าง หลังซื้อแต่ละอย่างจนครบจึงห่อให้เรียบร้อย
ขณะมองเก๋อจือกับลาถีเท่อออกปากชมสมุดรายการละเอียดยิบมิขาดปาก โม่จ้านหมดคำจะเอ่ย รู้สึกราวกับตนถูกกล่อมเกลาจนค่อยๆ รับบทมารดาที่ต้องคอยเหน็ดเหนื่อยกายใจ นอกจากนั้นยังมีความรู้สึกคล้ายกับมารดาเฒ่าที่พาบุตรไปเรียนต่างเมืองครั้งแรก
ระยะเวลาแสนสั้นหลายวันล่วงเลยผ่านไป ทางฝั่งฉิวอินให้หวาเอ่อร์ช่วยส่งข่าว ลาถีเท่อเองก็บอกกล่าวกิลด์นักดาบพเนจรแล้วเช่นกัน หลังเตรียมการทุกสิ่งเอาไว้อย่างเหมาะสม โม่จ้านกับคนทั้งสองถกกันครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดได้บทสรุปว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น
“ประเดี๋ยวก่อน ยังลืมของสำคัญอีกอย่างหนึ่ง” ทันใดนั้นเก๋อจือที่ทำท่าทางใคร่ครวญพลันเบิกตาโต
“สิ่งใด? หากยังไม่มีก็รีบไปซื้อเร็วเข้า” โม่จ้านที่กำลังจะปิดหีบเอ่ยโดยไม่หันกลับมา
“...ยังขาดชายหนุ่มของลูกพี่” เก๋อจือยิงฟันอยู่ด้านหลังโม่จ้านด้วยใบหน้าไร้ยางอาย
“...วางใจเถิด ข้ามิแย่งลาถีเท่อของเจ้าแน่นอน หากข้ามีความคิดเช่นนั้น เจ้ายังจะมีชีวิตรอดงั้นรึ?”
โม่จ้านยกยิ้มจอมปลอม นำเชือกม้วนมัดสัมภาระเสร็จเรียบร้อยอย่างรวดเร็วก่อนปัดมือ
“หากอยู่ที่บ้านเก่าของข้า เด็กหนุ่มที่กับคนนอกเป็นลูกสุนัขขี้อ้อนต่อหน้ากับคนภายในกลับเป็นลูกหมาป่าเช่นนี้ หากนำผู้ที่ไล่จีบเขามายืนต่อแถวรอบเมืองสองรอบก็ยังมิหมด”
“อันใด? อันใดคือลูกสุนัขขี้อ้อนกับลูกหมาป่า? เกี่ยวอันใดกับลูกสุนัข?” เก๋อจือนิ่งงันเสียแล้ว
โม่จ้านเลิกคิ้ว เผยหนึ่งรอยยิ้มยียวนอย่างยิ่งออกมา “นี่เรียกว่า ‘ภาษาถิ่น’ หากคุณชายน้อยเก๋อจือผู้อยู่ในเมืองใหญ่จะฟังมิเข้าใจก็เป็นเรื่องปกตินัก”
เก๋อจือทำหน้าหยามเหยียด “เชอะ ถึงอย่างไรก็มิน่าใช่คำพูดที่ดีอันใด...”
“ท่านอาจารย์โม่เจ๋อเอ่อร์เคยเอ่ยมิใช่หรือว่าชอบหน้าตาของอัศวินเจียนั่ว?” ลาถีเท่อที่กำลังเช็ดกริชคลี่ยิ้มเอ่ย
“เลิกล้อเล่นได้แล้ว ลูกพี่ก็บอกแล้วว่านิสัยของเจ้าหมอนั่น---”
เก๋อจือหันมามองโม่จ้าน ทว่ากลับพบว่าลูกพี่ของตนทำท่าทางคล้ายกำลังคิดอันใดบางอย่าง กระทั่งการกระทำยังหยุดชะงัก
“เจียนั่วน่ะหรือ...นิสัยของเจ้าหมอนั่น คล้ายกับว่าจะมิได้แย่ถึงเพียงนั้น...”
โม่จ้านกุมปลายคาง หวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเก็บของเมืองเป้ยเท่อก่อนมุมปากจะค่อยๆ หยักยกขึ้น
เก๋อจือกับลาถีเท่อตัวสั่นในเวลาเดียวกัน ตามด้วยพากันหันไปมองโม่จ้านโดยที่บนใบหน้าเขียนคำว่าระทึกขวัญเต็มไปหมด
......
“เจ้าตัดสินใจแล้วจริงหรือ?” เจ้าเมืองเฒ่ามองเจียนั่วที่จัดระเบียบสัมภาระรอออกเดินทางด้วยความเป็นห่วง
“อืม ขอบพระคุณในความโอบอ้อมอารีของท่านขอรับ” เจียนั่วพยักหน้าบอกเจตนากับเจ้าเมืองเฒ่า “หากข้าโชคดีมีชีวิตรอดได้กลับมาที่นี่อีกครา หวังว่าท่านจะยังคุ้มครองข้าอีกครั้ง”
เจ้าเมืองเฒ่าคลี่ยิ้มอ่อนโยน ริ้วรอยอันเป็นสัญลักษณ์ของกาลเวลาและสติปัญญาเผยออกมา ใช้สายตาสื่อให้เจียนั่วขยับเข้ามาใกล้อีกสักหน่อย
“ฐานะในสันตะสำนักของเจ้าพิเศษยิ่งนัก เจ้าเมืองตำแหน่งเล็กๆ อย่างข้า ‘คุ้มครอง’ อันใดเจ้ามิได้แล้ว เพียงหนึ่งนิ้วมือของเส่อจือท่านนั้นก็สามารถทำให้ศพของข้าหายไปอย่างไร้ร่องรอย”
เจ้าเมืองเผยรอยยิ้มขมขื่นก่อนใช้ผ้านุ่มเช็ดเกราะเงินของเจียนั่ว
“ทว่าข้าเคยพูดเอาไว้ใช่หรือไม่ ที่นี่ก็คือบ้านของเจ้า จะกลับมาเมื่อใดย่อมได้เสมอ”
ขณะมองผู้เฒ่าผู้เป็นวีรบุรุษถึงคราวไม้ใกล้ฝั่ง เจียนั่วกดข่มความบุ่มบ่ามอยากเข้าไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้ พยายามเผยรอยยิ้มบางออกมา
“ไม่ว่าข้าจะมีฐานะใด พระคุณของท่าน ข้าจะจดจำไว้ไม่มีวันลืมขอรับ”
เจ้าเมืองเฒ่าพยักหน้า ใบอนุญาตผ่านทางวางลงกลางฝ่ามือของเจียนั่วอย่างแผ่วเบา
“โลกของเจ้ามิควรถูกจำกัดไว้เพียงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง จำเอาไว้ เจ้ากับ ‘พวกเขา’ มิเหมือนกัน จะต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยรักษาปณิธานเดิมเอาไว้”
แต่ละคำพูดแต่ละประโยคของท่านเจ้าเมืองตีตราลงในใจของเจียนั่ว ทำให้สีหน้าของอัศวินค่อนข้างหนักอึ้ง เจียนั่วคุกเข่าทำความเคารพท่านเจ้าเมืองอีกครั้ง กำป้ายผ่านทางในมือไว้แน่น ก่อนจะก้าวเท้าออกจากจวนเจ้าเมืองโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
ใต้แสงอาทิตย์อัสดง เจ้าเมืองเฒ่ายืนอยู่ข้างหน้าต่างอย่างหลังค่อมเล็กน้อย มองเจียนั่วที่กำลังจากไป ภายในใจเกิดเป็นความรู้สึกวังเวงโดยทั่ว
เมื่อหลายเดือนก่อน เจียนั่วเข้ารับตำแหน่งในจวนของตนเป็นครั้งแรก ยามนั้นเจียนั่วมิต่างกับมนุษย์จักรกลที่ใกล้พัง ดวงตาทั้งสองข้างไร้ประกาย นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ก็พูดน้อยยิ่งนัก ทันทีที่มีเวลาว่าง เจียนั่วมักจะเปิดหน้าต่างมองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอย จวบจนกระทั่งภารกิจถัดไปมาถึง
อัศวินฝึกหัดที่พามาด้วยผู้นั้นคงจะเป็นเพื่อนร่วมงานของเขา เพียงแต่ดูคล้ายว่าจะมิค่อยสนิทกับเขาสักเท่าใด
เจ้าเมืองที่เคยผ่านมรสุมและคลื่นลูกใหญ่มาก่อนเข้าใจ นี่อาจจะเป็นผลกระทบจากสนามรบอย่างเห็นได้ชัด
เจ้าเมืองเฒ่ามีบุตรชายผู้หนึ่ง องอาจห้าวหาญในสนามรบ ได้รับการยกย่องจากเหล่าอัศวินเป็นอย่างมาก ทว่าท้ายที่สุดยังคงสิ้นใจในสนามรบกับเผ่าปีศาจ ท่านเจ้าเมืองที่ปวดใจอย่างถึงที่สุดปฏิเสธคำแนะนำให้รับบุตรบุญธรรม ดูแลเมืองทั้งเมืองอย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
ขณะมองแผ่นหลังแผ่ไอเย็นของเจียนั่ว ใจรักเมตตาที่มอดดับไปแล้วของท่านเจ้าเมืองเกิดเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง --- บุตรชายของตนโตกว่าเขามิมากนัก ยังมิทันได้เพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตกลับต้องตายในสนามรบ แม้จะมิรู้ว่าอีกฝ่ายเผชิญสิ่งใดมาบ้าง ทว่าด้วยความรับผิดชอบในฐานะผู้อาวุโสของตน ไม่มีทางยอมให้เด็กหนุ่มที่อายุยังน้อยถึงเพียงนี้ใช้ชีวิตราวกับศพเดินได้อย่างแน่นอน
เดิมทียังคิดว่านี่เป็นงานหนักกินเวลาระยะยาว ทว่าหลังจากได้อยู่ร่วมกันหนึ่งสัปดาห์ เจ้าเมืองเฒ่ากลับพบว่าเจียนั่วมิได้ปฏิเสธผู้คนให้ออกห่างเช่นที่แสดงออกภายนอก เจียนั่วมักจะฝันร้ายอยู่บ่อยครั้ง เช่นเดียวกับเหล่าอัศวินอายุน้อยที่ลงสนามรบมาหลายต่อหลายครา ยังมีแนวโน้มตื่นตัวมากเกินปกติ กระนั้นเขายังคงอ่อนไหวต่อความหวังดีของคนนอก แม้ใบหน้าจะแลดูไม่สะทกสะท้าน ทว่ากลับจดจำทุกสิ่งอย่างเอาไว้ในใจอย่างเงียบๆ
เจ้าเด็กน้อยผู้นี้เพียงแค่ถูกความโหดร้ายและการนองเลือดของสงครามทำให้หวาดกลัวจนพยายามปิดกั้นหัวใจตนเอง ขอเพียงไม่สัมผัสกับบาดแผลเหล่านั้นที่อยู่ส่วนลึกในความทรงจำ เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันช่ำชองแผนการและมีความทะเยอทะยานสูงส่ง เจียนั่วนั้นน่าเอ็นดูกว่าอยู่มากโข
ทว่าสิ่งที่คาดมิถึงยิ่งกว่านั้นคือ ยามฉลองวันเกิด เจียนั่วผู้นิ่งขรึมพูดน้อยกลับมอบกระบี่พกเล่มหนึ่งกับตนต่อหน้าผู้คน
เจ้าเมืองเฒ่ายินดีจนหน้าบานทั้งพกดาบแลดูเก่าและราคาถูกไว้ข้างเอวทุกวัน ผู้คนทั้งจวนเจ้าเมืองต่างพากันตกตะลึง เกิดเป็น 'ตำนาน' เล่าลือกันว่า “อัศวินจักรกลมอบของขวัญให้ท่านเจ้าเมือง”
แม้อัศวินฝึกหัดที่ชื่อเก๋อหลินจะอายุน้อยไปบ้าง ทว่ากระตือรือร้นอย่างมาก ยามตนรับกระบี่เล่มนั้นเอาไว้ อีกฝ่ายแอบเขียนจดหมายมอบให้ตน อธิบายว่ากระบี่เล่มนั้นเป็นของสะสมที่เจียนั่วให้ความสำคัญอย่างมาก และเรื่องที่ตนชอบเก็บสะสมอาวุธหลากชนิด อัศวินฝึกหัดอายุน้อยผู้นั้นก็คงจะเป็นผู้บอกเจียนั่ว
ภายใต้ความพยายามของตนและความช่วยเหลือของอัศวินฝึกหัด ระยะเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งปี ความสัมพันธ์ของคนทั้งสามได้ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน เจียนั่วค่อยๆ เข้ากลมกลืนกับส่วนรวม เริ่มดูแลงานราชการน้อยใหญ่ภายในจวนเจ้าเมืองและมุ่งมั่นในการฝึกฝนกองอัศวินรักษาการณ์ตามที่สัญญาเอาไว้
เจ้าเมืองเฒ่าถอนหายใจ เดินไปยังริมหน้าต่างพลางมองเจียนั่วที่กำลังจากไป
แท้จริงแล้วนับตั้งแต่เส่อจือมาเยี่ยมและเอ่ยถามถึงเจียนั่ว ตนก็รู้แล้วว่าเจียนั่วจะต้องจากไปอย่างแน่นอน ท่าทางเช่นผู้หยัดยืนอยู่เหนือปวงชนและตัวตนลึกลับที่สามารถเข้ารับตำแหน่งได้ตามใจชอบเช่นนั้น ตนย่อมต้องรู้ว่าเส่อจือจะต้องเป็นคนใหญ่คนโตอย่างมาก สามารถควบคุมการจะอยู่หรือไปของเจียนั่ว
กระนั้นสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ เจียนั่วที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากบาดแผลทางจิตใจกลับอาการกำเริบอีกครั้งหลังพบเส่อจือ ในคืนวันนั้น สิ่งที่ตนกังวลพลันเกิดขึ้นจริงเสียแล้ว --- เจียนั่วมิเพียงฝันร้าย ยังเกือบเสียสติจนทำร้ายตนเอง หากมิใช่ว่าตนมาปลอบโยนสติอารมณ์ได้ทันเวลา เป็นไปได้มากที่เจียนั่วจะแตกสลายไปเช่นนี้
ความหวาดกลัวเช่นไรที่สามารถทำให้คนผู้หนึ่งเสียการควบคุมถึงขั้นนี้? ตนความรู้น้อยนิดและจินตนาการมิออกจริงๆ
ลางสังหรณ์จากการต่อสู้ในสนามรบมานานปีของตนบอกว่าเส่อจืออันตรายอย่างมาก ความรู้สึกที่มอบให้ผู้อื่นราวกับอสรพิษกำลังจ้องเหยื่อ ถึงแม้จะมิอาจหักใจ แต่ทว่าตนหวังว่าเจียนั่วจะได้ออกเดินทางไกลสุดขอบฟ้า หนีห่างจากคนผู้นั้นยิ่งไกลเท่าใดยิ่งดี
เป็นเรื่องที่เหนือขอบเขตความสามารถ คิดอยากจะดูแลแต่ทว่ากลับมิอาจดูแลได้...
มิอาจหักใจทว่าไร้หนทางอื่น ทำให้ผู้เฒ่าที่เป็นดังไม้ใกล้ฝั่งทอดถอนหายใจให้กับความไร้ความสามารถของตน
เจียนั่ว เด็กน้อยผู้น่าสงสาร หวังว่าเจ้าจะสามารถหลุดพ้นจากสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาด้วยเถิด