บทที่ 15 ช่างเป็ิญญาที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียจริง
ณ ที่ไกลออกไป บนยอดไม้ฉินเอ๋อร์นั่วเห็นเหตุการณ์ ดวงตาเปล่งประกายแปลกใจ
ก็ไม่ได้แย่นัก!
“เ้า!”
ท่ามกลางป่าเขา โจรคนนั้นกุมลำคอที่เืพุ่งไม่หยุด อ้าปากพะงาบ ๆ ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่อาจเอ่ยวาจาใดออกมาได้อีก ร่างกายล้มลงไปอย่างแข็งทื่อ
“คนชั่วมักตายเพราะปากมากเสมอ”
หลี่จื่อเย่ทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง มองดูโจรร้ายที่ล้มลงในกองเื แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
นี่คือความรู้สึกของการฆ่าคนหรือ ช่างทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
“เหล่าจิ่ว!”
ทันใดนั้นไม่ไกลออกไป โจรร้ายสามคนวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าของพวกมันก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
หลี่จื่อเย่เห็นว่ามีคนมาเพิ่มอีกสามคน จึงพยายามลุกขึ้นยืน แล้วหันหลังวิ่งหนีไปทันทีโดยไม่พูดอะไร
ตอนนี้เขายังสู้สามคนพร้อมกันไม่ได้
“ไล่ตามไป!”
โจรสามคนรีบไล่ตามไปในทันที
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ความมืดปกคลุม ป่าเขาค่อย ๆ มืดลง
พวกโจรจุดคบเพลิง ยังคงค้นหาในป่าต่อไป ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ยอมเลิกราจนกว่าจะพบหลี่จื่อเย่
“ช่างเป็ิญญาที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียจริง”
หลี่จื่อเย่มองดูแสงไฟที่กระพริบไหวในป่า ดวงตาวาววับฉายแววเ็า
การเผชิญหน้ากับโจรหลายคนพร้อมกัน เขาก็ยังรู้สึกลำบากอยู่บ้าง แต่ฟ้ามืดเช่นนี้ ศัตรูอยู่กลางแสง เขาอยู่ในความมืด นี่คือโอกาสดีที่จะกำจัดทีละคน
คิดได้ดังนั้น หลี่จื่อเย่ก็ย่อตัวต่ำ อาศัยความมืดและพุ่มหญ้าบังตัว ค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปหาโจรคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ฉัวะ!”
ในความมืด หลี่จื่อเย่เข้าไปด้านหลังโจรอย่างเงียบกริบ ยื่นมือปิดปาก แล้วใช้กระบี่เฉือนคอในทันที
“อึก!”
โจรผู้นั้นตัวสั่นเทาพลางอ้าปากเล็กน้อย แล้วก็สิ้นลมหายใจอย่างรวดเร็ว
หลังจากสังหารสองคนแล้ว หลี่จื่อเย่รู้สึกคลื่นไส้อย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ฝืนกลั้นเอาไว้ แล้วถอยกลับเข้าไปในพงหญ้าอีกครั้ง
ในยุคที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ เขาจำเป็ต้องปรับตัว หากเขาไม่ฆ่าผู้อื่น วันนี้ผู้ที่ตายก็จะเป็ตัวเขาเอง!
ในพงหญ้า หลี่จื่อเย่เช็ดคราบเืบนมือออก ค่อย ๆ ปรับลมหายใจอย่างระมัดระวัง ดวงตาทั้งสองจ้องมองแสงไฟที่กระพริบวูบวาบอยู่เบื้องหน้า สายตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็เยือกเย็นและดุดันราวกับสัตว์ป่าที่จ้องมองเหยื่อของมันอย่างไม่วางตา
หลังผ่านการเผชิญหน้ากับความเป็ความตาย จิตใจของหลี่จื่อเย่ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงในที่สุด ความตื่นเต้นและหวาดกลัวค่อย ๆ จางหายไป ยิ่งอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขากลับยิ่งใจเย็นมากขึ้น
ไกลออกไปในเงาไม้ ฉินเอ๋อร์นั่วเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับหลี่จื่อเย่แล้วก็วางใจ นางเบนสายตาไปมองค่ายของโจรที่อยู่ไกลออกไป
ตอนนี้ นางสามารถทำเื่ของนางได้อย่างสบายใจแล้ว
เื่โสมเืาาสมุนไพรนั้น นางไม่ได้โกหก เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนที่นางเข้าไปในูเา โสมเืาาสมุนไพรนั้นเติบโตอยู่บนหน้าผาจริง ๆ
พูดตามตรง ตอนที่นางเห็นาาสมุนไพรนั้นเป็ครั้งแรก นางก็ใเช่นกัน
โสมเืาาหายากเกินจินตนาการ ไม่มียาใด ๆ สามารถเทียบได้
นางไม่ได้เก็บเกี่ยวมัน เพื่อฝึกฝนหลี่จื่อเย่
ไม่คิดเลยว่าวันนี้กลับมาอีกครั้ง โสมเืบนหน้าผาสูงชันจะหายไปแล้ว
ความเป็ไปได้เดียว ก็คือโสมเืาาต้นนั้นถูกโจรในูเาแห่งนี้พบและเก็บไปแล้ว และพวกมันคงซ่อนไว้ในค่าย
หวังว่าเ้าหนุ่มคนนี้จะโชคดีสักหน่อย และโสมเืนั้นยังไม่ถูกกินไป
มิฉะนั้น การหาโสมเืาาอีกต้นหนึ่งคงไม่ง่ายอย่างที่คิด
คิดมาถึงตรงนี้ ฉินเอ๋อร์นั่วเหยียบเบา ๆ แล้วะโไปในป่า มุ่งหน้าไปยังค่ายโจรที่อยู่ไกลออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น ณ ใจกลางในูเา หน้าค่ายโจรปรากฏร่างของหญิงสาวที่ลอยมารวดเร็วราวกับสายฟ้า พุ่งเข้าไปในค่ายในพริบตา
ภายในค่าย โจรส่วนใหญ่หลับไปแล้ว มีเพียงโจรจำนวนน้อยที่ยังคงลาดตระเวน
ฉินเอ๋อร์นั่วหลบหลีกโจรที่กำลังลาดตระเวน เริ่มค้นหาร่องรอยของโสมเื
ภายในค่าย ทั้งทองเงินและหยก ยาและอัญมณีก็มีอยู่ไม่น้อย กองอยู่เป็หีบ ๆ เห็นได้ชัดว่าพวกโจรเหล่านี้ปล้นสะดมมาไม่น้อยเลย
สำหรับทองและเงิน ฉินเอ๋อร์นั่วไม่แม้แต่จะมอง ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ
แต่เป็เพราะไม่ใช่สิ่งที่นาง้า
ต่อให้พวกโจรเหล่านี้จะมีเงินมากแค่ไหน แต่จะมากกว่าศิษย์ที่ไร้ประโยชน์ของนางได้หรือ?
ฉินเอ๋อร์นั่วมองข้ามทองคำและเงิน แล้วหันไปมองหีบที่บรรจุสมุนไพร จากนั้นจึงเริ่มค้นหาทีละหีบ
ภายในหีบ มีสมุนไพรมากมาย ทั้งโสม เขากวาง เหอโส่วอู มีครบถ้วนทุกอย่าง
“เจอแล้ว”
ในที่สุด หลังจากค้นหาอยู่ครู่ใหญ่ ฉินเอ๋อร์นั่วก็เปิดกล่องไม้อันประณีต เมื่อเห็นโสมเืข้างในแล้วก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เ้าเด็กนั่นโชคดีนัก โสมเืยังอยู่ ไม่ได้ถูกพวกโจรเหล่านี้ทำลาย
“ใครน่ะ!”
ในตอนนั้นเอง เสียงตวาดก็ดังขึ้นในค่าย บนเก้าอี้หนังเสือไม่ไกลออกไป ชายร่างกำยำหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวลืมตาขึ้น ลุกพรวดจากที่นั่งคว้าไหเหล้าข้างกายขว้างออกไปทันที
ฉินเอ๋อร์นั่วที่ยืนอยู่ห่างออกไป เก็บโสมเืาาอย่างใจเย็น นางเอี้ยวตัวหลบไหเหล้าที่พุ่งเข้ามาได้อย่างเฉียดฉิว
“นังผู้หญิง! กล้าดียังไงมาขโมยของในค่ายของข้า! อยากตายนักรึไง!”
ภายใต้แสงไฟสลัว ชายร่างใหญ่มองไม่เห็นโฉมหน้าของฉินเอ๋อร์นั่ว เขาคำรามลั่น กระทืบเท้าลงกับพื้นอย่างแรง ร่างกายกำยำพุ่งเข้าใส่นางราวกับลูกะุปืนใหญ่
“น่ารำคาญจริง!”
ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย นางสะบัดมือเบา ๆ พลังกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวพุ่งออกไปราวกับสายฟ้าฟาด เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชายร่างกำยำถูกกระแทกกระเด็นออกไปไกลกว่าสิบจั้ง
“พรวด!”
ชายร่างกำยำร่วงลงกับพื้นอย่างแรง เืสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกจากปาก เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เป็ไปได้อย่างไร!
“วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตเ้า แต่วันหน้าจะมีคนมาเอาชีวิตเ้าอย่างแน่นอน”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างเ็า ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หัวหน้าโจรผู้นี้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดจุดเทพซ่อนได้หนึ่งจุดแล้ว แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าอ่อนแอ
เหมาะจะเป็คู่ต่อสู้ให้กับเ้าเด็กนั่น
นางช่างเป็อาจารย์ที่ทุ่มเทจริง ๆ
ฉินเอ๋อร์นั่วเดินกลับออกมาจากป่าลึก ภายใต้แสงจันทร์นางเดินมาไกลพอสมควร แต่กลับไม่พบหลี่จื่อเย่หรือแม้แต่เงาของโจรคนใดคนหนึ่งเลย
ตลอดทางมีเพียงรอยเืสีแดงฉานที่เปรอะเปื้อนไปทั่วผืนป่า
ดวงตาของฉินเอ๋อร์นั่วเป็ประกาย นางสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังทางออกของป่า
ที่ชายป่า ร่างของเด็กหนุ่มผอมบางนั่งอยู่ตรงนั้น ทั้งร่างเปื้อนเื กำลังนั่งหอบหายใจถี่
“คนอื่นล่ะ?” ฉินเอ๋อร์นั่วเดินเข้าไปถาม
“ตายหมดแล้ว”
หลี่จื่อเย่ตอบเสียงอ่อนล้า
ฉินเอ๋อร์นั่วหรี่ตาลง คาดไว้ไม่มีผิด
นางประเมินเขาต่ำไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มผู้นี้โเี้ยิ่งกว่าที่นางคาดคิดไว้
หลี่จื่อเย่สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เขามองไปที่หญิงสาวข้างกาย “ท่านอาจารย์ ท่านจงใจทำเช่นนี้ใช่ไหม!”
“ใช่”
ฉินเอ๋อร์นั่วยอมรับอย่างไม่ปิดบัง
“...”
หลี่จื่อเย่ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นนางยอมรับอย่างง่ายดาย
“ความรู้สึกของการฆ่าคนครั้งแรกเป็เช่นไร?” ฉินเอ๋อร์นั่วถาม
“ไม่ดีเลย”
หลี่จื่อเย่ตอบอย่างตรงไปตรงมา “รู้สึกคลื่นไส้”
“เดี๋ยวก็ชินเอง”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เดินไปที่รถม้าที่จอดอยู่นอกป่า
“ไปกันเถอะ กลับกันได้แล้ว”
“อืม”
หลี่จื่อเย่พยักหน้า ลุกขึ้นยืนและเดินตามนางไป
“ท่านอาจารย์”
ใต้แสงจันทร์ รถม้าแล่นผ่านไปอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นเสียงของหลี่จื่อเย่ก็ดังออกมาจากในรถ
“มีอะไรหรือ?” ฉินเอ๋อร์นั่วตอบ
“ถ้าข้าถูกโจรพวกนั้นฆ่าตาย ท่านจะช่วยข้าไหม?” หลี่จื่อเย่ถามอย่างลองเชิง
“ข้าไม่รู้”
ฉินเอ๋อร์นั่วตอบอย่างใจเย็น “เ้าจะลองดูก็ได้”
“...”
หลี่จื่อเย่ถึงกับพูดไม่ออก ชีวิตสำคัญที่สุด เขาไม่กล้าเสี่ยงหรอก
บรรยากาศในรถม้าเงียบงันลง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ฉินเอ๋อร์นั่วก็เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “นับจากวันนี้เป็ต้นไป นอกจากฝึกกระบี่แล้ว เ้าต้องมาปราบโจรในูเานี้ทุกวัน ข้าขอเตือนเ้าไว้ก่อนนะว่า หัวหน้าโจรเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่เปิดจุดเทพซ่อนได้หนึ่งจุดแล้ว”
“ผู้ฝึกยุทธ์หรือ?”
หลี่จื่อเย่ใ รีบยอมแพ้ “ท่านอาจารย์ ข้าว่าพลังของข้ายังไม่พอหรอก เื่ปราบโจร ปล่อยให้เป็หน้าที่ของทางการเถิด”
“เื่นี้ข้าตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องพูดอะไรอีก”
พูดจบ ฉินเอ๋อร์นั่วก็โยนกล่องไม้ใบหนึ่งให้เขา
หลี่จื่อเย่เปิดกล่องไม้นั้นด้วยความสงสัย เมื่อเห็นโสมเืที่อยู่ข้างใน เขาก็ดีใจจนเนื้อเต้น
“ท่านอาจารย์ ข้ารักท่าน! ขอกอดหน่อย!”
หลี่จื่อเย่ตื่นเต้นจนเกือบลืมตัว เขาเอื้อมมือออกไปหมายจะกอดนาง
ดวงตาของฉินเอ๋อร์นั่วเย็นเยียบลงในทันที แม้แต่บรรยากาศในรถม้าก็เย็นะเืราวกับถูกแช่แข็ง
หลี่จื่อเย่ตัวสั่นเล็กน้อย รีบดึงสติกลับมา ใบหน้าแข็งค้างไป แขนทั้งสองข้างแข็งทื่ออยู่กับที่
“โครม!”
ในชั่วขณะต่อมา พลังลมปราณอันทรงพลังะเิออกมาบนรถม้า ห้องโดยสารแตกกระจาย ร่างของหลี่จื่อเย่ถูกกระแทกกระเด็นออกไป ล้มคะมำหน้าจมดิน
จากนั้นรถม้าก็แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้แสงจันทร์
???