คู่ต่อสู้คนที่ 8 เป็นักมวยจากฝรั่งฮอลันดา คนผู้นี้นอกจากมีร่างกายสูงใหญ่แล้ว
ยังมีพลังหมัดอันหนักหน่วง ก่อนขึ้นประลองมันต่อยคู่ซ้อม จนแขนหักไปหลายคน
มันมาเป็นักรบรับจ้างให้กับ ราชสำนักอังวะ หากมันเอาชนะได้ มันจะได้รับการแต่งตั้งเป็หัวหน้าทหารรับจ้างทั้งหมด มันจึงกระหายที่จะเอาชนะทับ ให้ได้มากกว่าใครๆ ในตอนนี้
พอขึ้นเวที มันไม่เสียเวลา มันเดินเข้าหา แล้วเต้นฟุตเวิร์คไปรอบๆ แล้วปล่อยหมัดเย็บเข้าใส่ทับ ไปเป็ชุด ทับ เองไม่เคยเจอ การเต้น โยกไปมาหลอกล่อแบบนี้ ก็เลยได้แต่หลบไปมา แต่ไม่เห็นว่า มันจะใช้เท้าเตะเลย จึงได้ย่อตัวเตะตวัดที่ขาของมันไป
ทำให้มันถึงล้มลงไปอย่างง่ายดาย แต่พอมันลุกขึ้นมาได้ ก็ไล่ถลุงหมัดใส่ ทับ อย่างเอาเป็เอาตาย ทับเองก็ได้แต่ตั้งรับ ไม่คิดว่า หมัดของมันจะปล่อยออกมารวดเร็วเช่นนี้ แต่ด้วยสายตาของเขาที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก จึงสามารถหลบแล้วถอยห่างไปได้ แต่ถูกต่อยมาเป็ชุด เช่นนี้ ก็เลยมีหมัดหลงเข้ามาโดนไปหลายที ทำเอาทับถึงกับ แทบหน้ามืดไปเหมือนกัน แต่ก็ได้คาถาป้องกันกายเอาไว้เลยผ่อนหนักให้เป็เบา ไม่เช่นนั้น คงร่วงไปแล้ว
แต่สุดท้ายเขาใช้เท้าเตะเข้าที่น่องของมัน ไปหลายครั้ง ทำให้มันถึงกับเซไปมา จนเขาทำท่าเตะสูง แต่เตะเข่าที่น่องหลังของมันอย่างแรง คราวนี้มันถึงกับทรุด คุกเข่ากับพื้น แล้วจึงถูกเสยเข่าเข้าไปที่ปลายคาง ทำให้มันถึงกับหลับกลางอากาศไปเลย
คู่ต่อสู้ตอนนี้ ไม่มีใครกล้าเข้าสู้กับ ทับอีก สร้างความไม่พอใจให้กับ พระเ้ากรุงอังวะยิ่งนัก
“ ไอ้พวกนี้ แค่เชลยคนเดียว กลับไม่กล้าออกมาสู้ เสียแรงที่เป็สายเือังวะจริงๆ”
“ ทรงพระทัยเย็นก่อน พวกมันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ ไอ้หมอนี่ พวกมันแค่ขยับไหล่ ไอ้นักสู้กรุงศรีก็รับรู้การเคลื่อนไหวได้แล้ว”
“ ท่านแม่ทัพ ท่านจะให้มันชนะไปเลยรึ?”
“ กระหม่อมให้คนไปตาม ขุนศึกคู่ใจของกระหม่อมมาแล้ว โปรดรอสักครู่ เขากำลังมา”
“ ขุนศึก หรือว่า จะเป็ มังจเล”
“ ใช่แล้ว ขุนศึกมังจเล เขาเป็ศิษย์ของสำนักตักศิลา ที่อินเดีย เรียนรู้ศาสตร์การต่อสู้จากต้นกำเนิดของการต่อสู้ของดินแดนสุวรรณภูมิแถบนี้”
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงม้าควบม้าแต่ไกล ขุนศึกหนุ่มที่แต่งกายเต็มยศ ก็ะโลอยตัว มาทำท่าคุกเข่า ต่อหน้า พระเ้ากรุงอังวะ
“ ขุนศึกมังจเล ถวายบังคมพระเ้าค่ะ”
“ ดีมาก เ้ามาได้เวลาพอดี วันนี้เชลยกรุงศรีมันเอาชนะ คนของเราไปแล้ว 8 คน ไม่มีใครกล้าสู้กับมันอีก ข้าหวังว่า เ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
“ พระเ้าค่ะ”
ขุนศึกมังจเล มองหน้าทัพ ด้วยสายตาเมินเฉย แล้ว ถอดชุดเกราะออกจนหมดไม่สวมเสื้อเผยให้เห็นมัดกล้าม ที่สวยงาม เทียบไม่ได้เลยกับ ทับ ที่ผอมแห้ง แดดเผาจนเนื้อตัวดำไปหมด
“ กูจะใช้มวยตักศิลาต้นกำเนิดการต่อสู้ของโลก สู้กับมึง มาดูกันว่า มวยเชลยของมึง จะแน่สักแค่ไหน”
ทับไม่ตอบโต้ เพราะเขาไม่เคยเห็นวิชามวยตักศิลา ไม่รู้ว่าจะเป็แบบใด เลยยืนในท่าตั้งรับ อย่างมั่นคง
ขุนศึกมังจเล กางมือออก แล้วยกมือขึ้นเขาใช้ฝ่ามือ บุกเข้ามาไม่ได้ต่อย หรือชก แต่กลับตบเข้าใส่ที่แขนของทัพ ทำให้ทับเองถึงกับหลบฉากออกด้วยความสงสัย แล้วจากนั้น ก็บุกเข้ามาจับแขนเขาได้ แล้วก็ดึงร่างของทับให้ล้มลงไปกับพื้น
แล้วก็เริ่มใช้แขนและขาของมันล็อค แขนและขาของ ทับจนไม่อาจเคลื่อนไหวได้ แล้วก็ใช้หัวโขกใส่ที่หน้า แต่ว่าทับหลบหลีกได้ทัน ทำให้หัวของขุนศึกมังจเลกระแทกเข้าที่ปลายคิ้วของทับ ทำให้คิ้วของทับมีรอยแดง แต่ไม่มีาแ
ทับพยายามดิ้นรนให้รอด แต่ว่าวิชาอินเดียโบราณนี้ กลับเป็วิชามวยปล้ำ ทำให้ทับ ถึงกับเครียด ที่ไม่อาจดิ้นรนจากการถูกรัดเช่นนี้ จึงท่องคาถาหดกระดูกออกไป กระดูกของเขาเลยเริ่มหดตัวสั้นลง หลุดรอดจากการคลายล็อคมาได้
ขุนศึกมังจะเล แปลกใจยิ่งนัก แตก็ยังทำท่าจะคว้าจับอีกครั้ง แต่คราวนี้ทัพเริ่มรู้ทัน ใช้เข่าลอยเสยเข้าไป ถูกหน้าอกของ ขุนศึกมังจะเล จนลงไปคุกเข่ากับพื้น ทับรีบะโเตะเสยเข้าไปปลายคาง แต่ว่า ขุนศึกมังจเล กับเคลื่อนไหวเร็วเหมือนลิง ใช้มือปัดไปที่เท้าของทับ แล้ว ลอยตัวปล่อยเท้าคู่ ถีบใส่ทับ จนกระเด็นออกไป แล้วยังกระโจนเข้ามาพร้อมจะกอดรัด ทับอีกครั้ง
แต่ว่า คราวนี้ทับหมุนตัว ฟันศอกเข้าที่หน้าผาก ตวัดเตะใส่เข้ากลางลำตัว
แล้วหมุนตัวเตะตวัดกลับหลัง ฟาดเข้าใบหน้าของ ขุนศึกมังจะเล ที่บัดนี้จมูกหัก าแจากคมศอกไหลท่วมหน้า
หมดหนททางสู้ ไม่อาจยืนหยัดได้อีก ร่างโงนเงน ลงไปนอนกับพื้น พ่ายแพ้ไปในที่สุด
เสียงผู้ชมชาวอังวะ ในลานประลอง ถึงกับเงียบกริบ ไม่มีใครส่งเสียงอะไรออกมา จนพระเ้ากรุงอังวะ ต้องออกคำสั่ง เรียกให้ทับ มาเข้าเฝ้าพระองค์ใกล้ๆ
“ ฝีมือของมึงนี่ไร้เทียมทานจริงๆ กูอยากให้มึงรับราชการในสำนัก แล้วกูจะแต่งตั้งให้มึงเป็ขุนศึกของกู”
“ ขอบพระทัย แต่กระหม่อมอยากขอเป็อย่างอื่น”
“ มึงอยากได้อะไรก็ว่ามา” พระเ้ากรุงอังวะ ไม่พอใจแต่ก็ไม่อยากผิดคำพูด
จังหวะนั้น มีองครักษ์ที่อยู่ด้านหน้าของพระเ้ากรุงอังวะ ถอยออกไปด้านข้าง เพื่อให้ พระเ้ากรุงอังวะ ได้พูดกับทับ อย่างใกล้ชิด ทำให้ทับอยู่ห่างกับ พระเ้ากรุงอังวะแค่เพียง สิบเมตร
ทันใดนั้น ทับก็กลิ้งตัวเข้าหาองครักษ์ที่ถือหอก แล้วก็ใช้หัวกระแทกจนองครักษ์จนกระเด็นถอยไป แล้วแย่งหอกยาวมาได้ แล้วก็ซัดหอกเข้าไปที่ร่าง ของพระเ้ากรุงอังวะ หอกพุ่งทะลุไหล่ ของ พระเ้ากรุงอังวะ จนร่างติดตรึงกับ บัลลังก์ที่นั่ง ทหารองครักษ์ใยิ่งๆ หันมามองทับเป็จุดเดียว
แล้วทหารทุกคน ก็ทิ่มแทงหอกใส่ทับ แต่ทว่าไม่มีใครแทงเขาถูกเลยแม้แต่คนเดียว จนกระทั่งพวกทหารรับจ้าง ได้ระดมยิงปืนใส่ร่างของทับ จนล้มกลิ้งไปมา ลงไปนอนฟุบไปกับพื้น ทุกคนคิดว่า ทับตายแล้ว
พระเ้ากรุงอังวะ ดึงหอกออกมา เืพุ่งปรี๊ด มีพวกหมอรีบเข้ามาดูอาการ แต่พระองค์หาได้สนใจไม่ รีบเอ่ยว่า
“ ลากศพมันมาที่นี่”
ทหารหิ้วปีกร่างของ ทับ มาที่กองเอาไว้ ที่หน้าลานที่ประทับ พระเ้ากรุงอังวะค่อยๆเดินลงมาจากแท่นพิธี มีหมอ คอยใช้มือหยุดเืเอาไว้ แต่พระองค์ทรงสะบัดมือ ของทุกคนออก แล้วพระองค์ ก็ใช้หอก หมายจะทิ่มแทงที่หัวใจ ของ ทับ ให้ตายไปอีกครั้ง
แต่ทว่า ทับ กลับลุกขึ้นได้ แล้วใช้มือบีบคอ พระเ้ากรุงอังวะเอาไว้แน่น
แต่ทว่า แม่ทัพอะแซหวุ่นกี้ กลับมาปรากฏตัว พร้อมกับปืนไฟที่ลงอักขระยันต์โบราณเอาไว้ แล้วก็ใช้ปืนกระบอกนั้น จ่อเข้าที่หน้าผากของทัพ
“ ปล่อยพระองค์ซะ”
“ ฝันไปเถอะ ข้ารอมาเจ็ดปี ก็เพื่อวันนี้...”
เปรี้ยง !!
ะุนัดเดียวทะลุกลางหน้าผาก ซึ่งเป็จุดอ่อนของทับ ทำให้เขาต้องปล่อยมือ ออกจากคอพระเ้ากรุงอังวะ แล้วหงายหลัง ดวงจิตดับสลาย ตายจากโลกนี้ไปในทันที
จบเสียที ข้าทำทุกอย่างที่สมควรทำแล้ว เพื่อแผ่นดิน เพื่อขุนหลวง กระหม่อมไม่ลืมคำสัตย์สาบานที่ให้ไว้กับพระองค์ กระหม่อมจะคุ้มกันพระองค์ จนกว่าชีพจะมลายหายไป ลาก่อน แผ่นดินของข้า .......
ปี 2565 ณ กรุงเทพมหานคร วัดสถานทิพย์มงคล เด็กหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย แล้วรูปรอยแผลเป็ที่มาแต่กำเนิดบนหน้าผากของตน
“ เฮ้อ...นี่เราฝันร้ายอีกแล้วหรือนี่ ทำไมไม่ฝันเื่อื่นบ้างนะ ฝันแต่เื่เศร้าแบบนี้ น่ากลัวชมัด”
“ไอ้จร ตื่นยัง ได้เวลาพระออกบิณฑบาตแล้ว” เสียงของพี่ธง เด็กวัดรุ่นพี่เคาะห้องนอนของ ขจร
“ ครับ ไปเดี๋ยวนี้แล้วครับ”
ขจร ศักดิ์เสรี เด็กวัดวัย 18 ปี รีบลุกเก็บที่นอน แล้ว ล้างหน้าแปรงฟัน อย่างเร็วไม่ถึงสามนาทีวิ่งผ่านน้ำ แล้วก็สะพายย่าม เข็นรถใส่สำรับอาหาร ตามพระสามรูป ไปบิณฑบาต
ขจร เข็นรถที่วางเรียงปิ่นโตว่างเปล่า เพื่อให้ญาติโยมวางอาหารใส่ปิ่นโตเอาไว้
พระท่านจะได้ถือแต่บาตรอย่างเดียว ขจรเดินมาถึงบ้านหลังใหญ่ พบว่า มีแม่ลูกคู่หนึ่ง กำลังรอใส่บาตรอยู่ หญิงสาวหน้าตาน่ารัก รีบนำ กับข้าว เดินมาหา ขจร แล้วส่งยิ้มให้อย่างคุ้นเคย
“ เจอกัน 10 โมงเช้าที่เดิมนะ” หญิงสาวกระซิบบอก
ขจรได้แต่พยักหน้าแล้วก็เข็นรถ เดินตามพระต่อไป
“ กิ๊ฟ แม่เตือนไว้ก่อน พ่อของลูกไม่ชอบให้กิ๊ฟไปคบหากับ เด็กวัดนั่น หากพ่อเขารู้เข้า ต้องว่าแม่แน่ๆ ที่ไม่ตักเตือนลูก”
“ แม่ เขาชื่อ ขจร เป็นักศึกษาแพทย์เหมือนกัน ทำไมต้องรังเกียจเขาด้วย”
“ แม่ไม่ได้รังเกียจ แต่ว่า มันไม่เหมาะสม”
“ พอเขาจบมา ก็เป็หมอเหมือนกัน มีอะไรไม่เหมาะสม”
“ ลูกแม่ อนาคตลูกยังรู้จักผู้คนอีกมากมาย ให้แค่ความเป็เพื่อนเท่านี้ก่อน หากเรียบจบแล้ว แม่กับพ่อคงจะห้ามลูกไม่ได้”
“ ไม่ต้องห่วงนะคะ กิ๊ฟรู้ว่าควรทำอย่างไง”
พอหลังจากล้างจานที่วัดเสร็จแล้ว ขจรก็รีบแต่งตัวในชุดนักศึกษา แล้วกำลังจะออกไปพบกับ กิ๊ฟ แต่ว่า หลวงตาแจ่ม ที่เลี้ยงดูขจรมาั้แ่เด็ก ก็เรียกเข้าไปพบ
“ หลวงตา”
“ อืม มาก็ดี เมื่อวานผู้กำกับทรงยศโทรมา บอกว่า ไม่อยากให้เอ็งไปยุ่มย่ามกับลูกสาวของเขา หลวงตาเองก็รับปากท่านว่าจะเอ่ยเตือนเอ็งให้ เขามันดอกฟ้า
เอ็งก็อย่าไปไฝ่สูงเกินตัวไป พ่อของเขาบอกว่า กำลังจะให้ลูกสาวเขาหมั้นกับ ลูกชายท่านอธิบดี ไม่อยากให้มีเื่เสียหายเกิดขึ้น”
“ ครับ ผมทราบดี” ขจร พอรู้ว่ากิ๊ฟนั้นจะหมั้นกับ ลูกอธิบดี ก็เลยเศร้าใจไปในทันที
“เข้าใจก็ดี ไปเรียนได้แล้ว”
ขจร กราบลาหลวงตาแล้วก็เดินออกไปคล้ายคนหมดแรง ไม่ไปตามที่นัดเอาไว้กับกิ๊ฟ ได้แต่ขึ้นรถเมล์ไปมหาลัยเอง แม้ว่า กิ๊ฟจะโทรเข้ามาในมือถือหลายครั้งก็ตาม
พอถึงคณะกิ๊ฟมายืนรอ ขจรอยู่ด้วยใบหน้างอ พอเห็นขจรมาก็เดินไปขวางหน้าเอาไว้
“ เป็ไร ทำไมไม่รอ บอกแล้วว่าจะไปรับไง”
“ ต่อไป เราอย่าเจอกันอีกเลย”
“ มีอะไร ใครมาพูดอะไรอีกใช่ไหม?”
ขจรได้แต่ยิ้ม ไม่อยากคิดเื่นี้อีก แต่ทว่ามีรถสปอร์ตแลมโบกินี่สีดำ ขับมาจอดด้านหน้าของคนทั้งสอง มีชายหนุ่มหล่อเหลาวัย 20 กว่าๆ เดินออกมาจากรถ แล้วเอ่ยว่า
“ สวัสดี น้องกิ๊ฟ”
“ พี่แทนไท”
“ เจอไอ้เด็กวัดนี่อีกแล้ว เมื่อไรแกจะอยู่ให้ห่างน้องกิ๊ฟวะ”
“ เราไปก่อนนะ” ขจรรีบเดินหนีไป แต่ว่ากิ๊ฟเองก็ไม่ได้สนใจแทนไท กลับเดินตาม ขจรไปเฉยเลย
“ เฮ้ย นี่น้องกิ๊ฟ จะไปไหน พี่มีข่าวดีมาบอกนะ” แทนไทนะโเรียกแต่ กิ๊ฟ ก็ไม่หันมาแม้แต่น้อย
“ ไอ้เด็กวัดนี่ มันมีอะไรดีวะ ทำไมน้องกิ๊ฟ ถึงได้สนใจมันขนาดนี้”
แล้วแทนไท ก็โทรศัพท์หาใครบางคน ให้มาช่วยสั่งสอน ขจรในเื่นี้สักหน่อย
ขจร เข้าเรียนหนังสือ ตามปกติ โดยที่ กิ๊ฟเองก็มานั่งด้านข้าง แล้วขอโทษเื่ที่แทนไทพูดจาดูิ่ ขจรแบบนี้
“ เขาพูดทุกอย่างถูกต้องแล้ว เราเป็เด็กวัดจริงๆ นี่?”
“ จร อย่าทำเช่นนี้ ไหนเราเคยคุยกันแล้วไง คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่พวกเราเลือกที่จะเป็คนแบบไหนได้นี่”
“ ก็ใช่ แต่ว่าชนชั้นในสังคมนั้น มันถูกขีดแบ่งเอาไว้เช่นนี้มานานแล้ว ไม่มีใครลบล้างมันได้หรอก”
“ใครมาพูดอะไรกันแน่ บอกมานะ ไหนสัญญากันแล้วไง ระหว่างเราจะไม่มีความลับต่อกัน”
ขจรได้แต่ถอนหายใจ แล้วเล่าเื่ที่หลวงตาพูดเมื่อเช้าให้ฟัง ทำให้กิ๊ฟ ถึงกับโมโหยิ่ง
“ พ่อนะพ่อ ทำแบบนี้ได้อย่างไร นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว แล้วใครจะยอมเป็คู่หมั้นกับไอ้บ้านั่น”
“ อย่าไปว่า ท่านเลย ท่านหวังดีกับกิ๊ฟ ่นี้ พวกเราห่างกันสักพักเถอะ”
“ ไม่ กิ๊ฟไม่ยอม”
ขจร ได้แต่ส่ายหน้า หลังเรียนจบ ขจรก็ไปที่ห้างสรรพสินค้า แล้วเปลี่ยนชุดเป็ พนักงานเสิร์ฟที่ ร้านขายพิชซ่า ในระหว่างที่ทำงานอยู่นั้น กลับมีวัยรุ่นสี่คน แต่งกายคล้ายเด็กช่าง มานั่งกินแล้วสั่งพิชซ่า กับเครื่องดื่มมา แล้วแกล้งทำน้ำหกใส่ ขจร แล้วขัดขาจนล้ม ทำให้ขจรทำถาดพิซซ่า ตกไปกับพื้น
“ เฮ้ย นี่มึงกล้าเตะขากูเชียวเหรอวะเนี่ย”
“ คุณเอาขามาขวาง ผมไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ มึงเถียงกูเหรอ?”
เด็กวัยรุ่นทั้งสี่ ถึงกับปาขวดน้ำ ถาดพิซซ่า เข้าใส่ขจร จนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปหมด แล้วยังถูกพวกมันเข้ามาตบหน้า จนล้มคว่ำไปกับพื้น ผู้จัดการออกมาเคลียร์ทันที
“ ขออภัยด้วยครับ มื้อนี้ทางร้านจะเป็คนออกค่าใช้จ่ายให้นะครับ”
ผู้จัดการร้านเห็นเสื้อช่าง มีป้ายรถเต่าอยู่หน้าอก ก็ไม่กล้ามีปัญหากับวัยรุ่นพวกนี้
“นี่แค่ออเดิร์ฟ เื่มันยังไม่จบแค่นี้ไอ้น้องชาย พวกเราไป”
ขจร ถูกผู้จัดการร้านไล่ออกทันที
“ แต่ว่าพวกมันทำผิด ผมไม่ผิดนะครับ”
“ ฉันรู้ แต่ว่าสมัยนี้ใครสนกันเื่ผิดถูก ดูเสื้อของพวกมันซิ มันเป็คนของแก๊ง บีทเทิล หากว่าฉันให้นายทำงานต่อ แล้วพวกมันส่งคนมาพังร้านฉัน มันจะคุ้มกันหรือเปล่า”
ผู้จัดการร้านหักเงิน ขจรจนหมดไม่มีเหลือ แถมยังติดลบอีก ห้าสิบบาท
“ ฉันยกให้ ไม่ต้องจ่ายทางร้าน” เ้าของร้านช่างมีเมตตาเสียเหลือเกิน ยกหนี้ให้ตั้งห้าสิบบาท
ขจรเดินออกมา นั่งที่ป้ายรถเมล์ ด้วยความคับแค้นใจ ระหว่างนั่งอยู่นั้น พวกแก๊งเดอะบีทเทิล ยังตามมาหาเื่อีก พวมกันไม่มีการพูดพร่ำรำพันอะไรเลย มาถึงก็รุมอัดกระทืบจน ขจรนั้นถึงกับสลบ มียามหน้าห้าง มาช่วยพยุงไปนั่งข้างๆ ป้ายรถเมล์
“ ไอ้พวกนี้มันชิงหมาเกิดจริงๆ เลย ซ้อมคนที่ไม่มีทางสู้ น้องชายเป็อะไรมากไหม ให้เรียกเท็กซี่ พาไปโรงพยาบาลไหม”
ขจรส่ายหน้า แล้วพาร่างที่สะบักสะบอม นั่งรถเมล์กลับไปที่วัด อาบน้ำแล้วก็เข้านอนไปด้วยความบอบช้ำ กำลังจะเคลิ้มหลับ ก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูห้อง
“ พี่จร พี่จร”
ขจรเปิดประตู พบเด็กชายวัย 8 ปี ทำสีหน้าร้อนรน น้ำตานองหน้า
“ มีอะไร จ้อย”
“ พ่อ พ่อตีแม่อีกแล้ว พี่จรไปช่วยแม่ด้วย”
จรรีบออกไปทันที ซึ่งบ้านที่เกิดเหตุไม่ห่างจากวัดมากนัก พอไปถึงก็เห็นชาวบ้านมุงดูกันเต็มไปหมด
“ กูบอกให้เอาเงินมา มึงพูดไม่รู้เื่หรือไง?”
เพี๊ยะ !!
“ พ่อ หยุดนะ” ขจรเข้ามาขวางเอาไว้ ไม่ให้ชายวัยกลางคนเข้ามาทำร้ายหญิงสาวที่เขาเรียกว่าแม่อีก
“ มึงมาก็ดีแล้ว บอกแม่มึงให้เอาเงินมาให้กู บ้านนี้ก็เป็ของกูเหมือนกันนะเว้ย”
“ เงินอะไรแม่?”
“ ก็..มีคนมาขอซื้อสิทธิ์บ้านหลังนี้ ให้ราคา ห้าหมื่น แม่ก็เลยยอมขายให้ แต่แม่จะเอาเงินไปให้เจน มันจะลงทุนขายชาไข่มุก แม่เลยเอาไปมัดจำแล้วซื้อของหมดแล้วด้วย”
“ อีบ้า ลงทุนบ้าอะไรตั้งห้าหมื่น มึงต้องมีเงินเหลืออยู่อีกใช่ไหม”
“ เดี๋ยวก่อน แม่ขายสิทธิ์แล้ว แม่กับพ่อ และน้องๆ จะไปอยู่ที่ไหนกัน?”
“ แม่กับจอยจะอยู่กับ เจนที่ร้านค้า ส่วนไอ้จ้อยก็ให้ไปอยู่กับลูกที่วัด”
“ เฮ้ย แล้วกูล่ะ มึงจะให้กูไปอยู่ที่ไหน” พ่อที่ยังไม่สร่างเมา ก็โพล่งออกมาทันที
“ มึงก็ไปอยู่กับ อีแตนเมียน้อยมึงซิ”
“ ไอ้จร มึงดู มึงดูแม่มึง”
ขจรถอนหายใจ ออกมา แล้วควักเงินออกมา 1 พันให้พ่อไป
“ พ่อเอาไปก่อน หากขาดเหลือก็ค่อยไปหาผมที่วัด”
“ ไอ้จร แม่มึงมันโกหก มันต้องมีเงินเหลือ มึงอย่าไปเชื่อใจมันมากนัก”
พ่อเดินโซซัด โซเซออกไปหาเหล้ากินเหมือนเดิม
“ แม่ต้องย้ายเมื่อไร”
“ อีกเดือนหนึ่ง”
“ ย้ายเมื่อไรก็บอกผม จะรีบมาช่วยย้ายบ้าน แล้ว ตอนนี้จอยกับเจนไปไหน?”
“ เจนมันกำลังแต่งร้าน ส่วนจอย ยังไม่กลับจากโรงเรียนเลย”
“ อะไรนะ นี่มันจะสองทุ่มแล้วนะ”
“ พี่จอย คงไปอยู่ร้านคาราโอเกะ ปากซอย” จ้อยบอกตามตรง
“ ผมจะไปตามจอย จ้อยอยู่เป็เพื่อนแม่นะ”
ขจร นั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปตามจอย ที่ร้านคาราโอเกะ หน้าปากซอย
“ อ้าวพี่จร มาไง?” เด็กสาวเพื่อนของจอย ร้องทักขจร คล้ายกับว่า ส่งเสียงเตือน จอยที่อยู่ในร้านไปด้วย
“ จอยอยู่ไหน” ขจรมองไปในร้านเห็น น้องสาวตนนั่งกินเหล้ากับ ผู้ชายกลุ่มหนึ่ง
จอยเด็กสาววัยสิบสี่ ถอนหายใจ แล้วเดินออกมาหา ขจรแล้วบอกว่า
“ มีอะไร จอยกำลังทำงาน”
“ งาน นี่มันงานอะไร จอยเพิ่งจะสิบสี่นะ”
“ ไม่ทำแล้วเอาอะไรกิน พี่เองก็น่าจะรู้ อย่าให้จอยต้องพูดเลย”
“ กลับบ้านเถอะ อย่าทำอย่างนี้”
“ ไม่ต้องเลย พ่อกับแม่ยังไม่มีใครสนใจจอยเลย แล้วพี่เป็ใคร ไม่ใช่พี่แท้ๆ มีสิทธิ์อะไร” จอยควักบุหรี่ขึ้นมาสูบต่อหน้าขจรแล้วเดินกลับไป ขจรรู้สึกเจ็บแปล๊บขึ้นมา เขารู้ว่าพ่อกับแม่นั้นไม่ใช่พ่อแม่ที่แท้จริง แต่เป็เพียงพ่อแม่บุญธรรมของเขาเท่านั้น
เพราะตอนแรกเกิด พ่อแจ้งนั้นเป็มัคทายกวัด ทำให้หลวงตาให้ช่วย รับขจรเป็ลูกบุญธรรม
แต่คนที่เลี้ยงเขามานั้น มีแต่หลวงตาเพียงคนเดียว แต่เขาก็ยังคงรัก พ่อกับแม่และน้องๆ ทุกคน เหมือนเป็ครอบครัวเดียวกันเสมอ
ขจรเดินเข้าไปหา ไม่ยอมให้น้องจอย ต้องมาทำงานเป็เด็กคาราโอเกะแบบนี้
แต่ทว่า คนของร้านคาราโอเกะ เข้ามาขวางไม่ให้ขจรเอาไว้ ขจรพยายามจะเข้าไปจึงถูก การ์ดของร้านต่อยไปหมัดเดียวหงายหลังหลับไปเลย
จอยอยู่ข้างใน พยายามจะออกมาช่วย แต่ว่าเพื่อนๆ กลับดึงตัวเอาไว้
“ หากไม่ทำเช่นนี้ เขาไม่หยุดแน่ หรือแกอยากกลับไปบ้าน”
จอยได้แต่มองขจร แล้วสะบัดหน้ากลับเข้าร้านไป
ขจรลืมตาขึ้นมา มาอยู่ที่พักของตนเอง ที่วัดแล้ว
“ ผมกลับมาได้อย่างไร” ขจรเอ่ยถามพี่ธง ที่นั่งดูอาการ ขจรอย่างเศร้าใจแทน
“ จอยมันจ้างให้สามล้อ มาส่งมึงที่นี่ แล้วมันบอกว่า มึงกำลังมีอนาคตที่ดี อย่ามายุ่งกับพวกมันอีกเลย”
“ ไม่ได้หรอก ผมเป็พี่ ต้องไปช่วยน้อง”
“ ไอ้โง่เอ้ย มึงเรียนหมอได้ยังไงวะ ทำไมถึงโง่อย่างนี้ มึงไปแล้วจะช่วยอะไรได้ จอยมันเลือกทางเดินของมันแล้ว มึงจะช่วยมันได้ยังไง เอาตัวมึงให้รอดก่อนเถอะ”
“ ทำไม เกิดเื่อะไร”
“ เมื่อตอนที่มึงออกไป มีตำรวจมาค้นห้องมึง บอกว่า มีสายแจ้งว่ามึงขายยาบ้า”
“ ขายยาบ้า?”....