เมื่อรุ่งอรุโณทัยในวันใหม่มาเยือน แสงเรืองรองสาดส่องลอดผ่านหน้าต่าง และตกกระทบลงบนลำตัวรั่วซีที่กำลังหลับใหลอย่างเป็สุข ร่างบางเริ่มขยับตัวเล็กน้อยเมื่อรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นที่ทาบอยู่บนใบหน้า เพียงแต่ยังไม่อยากลุกขึ้นจากเตียงก็เท่านั้น
หากทว่าขณะกำลังคิดที่จะนอนต่ออีกสักพัก ก็รู้สึกว่าร่างกายมีบางสิ่งที่ผิดปกติไปจากเดิม
‘เมื่อคืนไม่น่าดื่มจนเมาเลยเรา เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะ ทำไมไม่รู้สึกปวดหัวเลยล่ะ ปกติถ้าดื่มหนักมากขนาดนี้พอตื่นเช้ามาจะต้องปวดหัวจนไม่แม้แต่จะสามารถยกศีรษะขึ้นจากหมอนได้เลยด้วยซ้ำนี่นา’ รั่วซีคิดกับตนเอง ก่อนจะนึกต่อไปอีกว่า ‘เมื่อคืนจำได้เลือนรางว่าดื่มสุราเข้าไปหลายจอก เสร็จแล้วก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อจะนอนพักผ่อน เพราะนั่งรอเ้าของบ้านอยู่นานก็ไม่เห็นจะมีใครกลับมา แต่พอตัดสินใจเปิดประตูเข้ามา จากนั้นก็....’ หัวใจของรั่วซีเต้นกระหน่ำขึ้นทันที เมื่อทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาจนถึงจุดนี้
เขาพยายามกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก ไม่กล้าคิดต่อไปเลยว่าหลังจากนั้นตนได้พบกับชายคนหนึ่งที่หน้าตาหล่อเหลาชนิดที่หาตัวจับได้ยาก จนทำให้ตัวเขาที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเกิดอยากจะทำมิดีมิร้ายชายคนนั้นขึ้นมา จึงเดินเข้าไปจูบ... ใช่แล้ว ‘จูบ’ และจากนั้นภาพก็ตัดไปดื้อๆ เื่ราวต่อจากนั้นไม่มีอยู่ในหัวของเขาเลยสักเสี้ยวเดียว
‘เอาน่า บางทีฉันอาจจะแค่เมา แล้วนึกไปเองก็ได้ว่าเมื่อคืนมีใครอีกคนนั่งอยู่บนเตียง’
รั่วซีขยับเปลือกตาเปิดออกอย่างเชื่องช้า เพราะยังสะลึมสะลืออยู่ แต่แล้วภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็ทำให้หัวใจเขาเกือบหยุดเต้นโดยฉับพลัน นั่นเป็เพราะในครรลองสายตาของเขามีชายหนุ่มที่อยู่ในความฝันกำลังนั่งหลับตาแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ใกล้ๆ
เห็นดังนั้น เขาจึงรีบหันเหสายตากลับมาสำรวจตัวเองทันใด ขยับมืออันสั่นเทาจับผ้าห่มที่คลุมร่างกายแล้วเลิกขึ้นดู
“โอ... พระเ้า” รั่วซีเผลออุทานออกมา เพราะเวลานี้เขาไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้นเดียว!
รั่วซีเสมองกลับไปยังชายตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่ตนมองเห็นรอยจูบสีกุหลาบเด่นสะดุดตาอยู่บนต้นคอขาวเนียน
‘แย่แล้ว รั่วซีเอ๊ย แกทำอะไรลงไป! เอาละ ใจเย็นๆ ฉันต้องใจเย็นๆ มีคนเคยบอกว่าครั้งแรกจะต้องเจ็บ’
รั่วซีพยายามขยับตัวช้าๆ เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ร่างกายที่ปราศจากเสื้อผ้าของเขากลับมีรอยจูบกระจายอยู่ทั่วตัว นั่นย่อมหมายความว่าเขาคงจะลงเอยกับคนข้างกายไปเรียบร้อยแล้ว และดูจากที่ไม่มีอาการเ็ปตรงบริเวณนั้น ก็แสดงว่าตนจะต้องเป็ฝ่ายกระทำอย่างแน่นอน
ถ้าฉันเป็เขาละก็ มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้มาข่มเหงอย่างนี้ ฉันจะต้องหาวิธีฆ่ามันให้ตายแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าให้อยู่ต่อคงไม่ดีแน่ ต้องหนีแล้ว!
โดยไม่รอช้า รั่วซีรีบย่องลงจากเตียงอย่างแ่เบา เก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว
ขณะกำลังแต่งตัวก็เหลือบมองอีกฝ่ายไปพลาง เห็นเขาไม่ขยับตัว ก็รู้สึกแปลกใจ
‘หรือเมื่อคืนฉันจะทำรุนแรงเกินไป อีกฝ่ายถึงกับต้องเดินพลังรักษาตัวแบบนี้’
หลังเพ่งพินิจใบหน้าอันแสนหล่อเหลา รั่วซีก็ยิ่งรู้สึกผิดกับคนตรงหน้า อีกทั้งก็แอบเสียดายอยู่ไม่น้อยที่เขาได้เปิดซิงเป็ครั้งแรกในชีวิตกับคนที่หน้าตาดีขนาดนี้แท้ๆ แต่เสือกจำอะไรไม่ได้เสียอย่างนั้น
‘รั่วซีเอ๊ย จดจำใส่สมองของแกเอาไว้เลยนะว่าต่อจากนี้ไปอย่าริดื่มเหล้าอีก’ คิดเสร็จเขาก็หันซ้ายแลขวา ก่อนจะพบถุงผ้าเล็กๆ ปักดิ้นทองดูมีราคาร่วงหล่นอยู่ข้างเตียงนอน จึงรีบก้มเก็บขึ้นมาเปิดดู มีกระดาษที่เขียนว่าตั๋วเงินใบละพันตำลึงเกือบสิบใบอยู่ในนั้น
รั่วซีจ้องตั๋วเงินในมืออยู่สักพัก และตัดสินใจหยิบมันออกมาหนึ่งใบ เขามาที่นี่โดยไม่มีเงินติดตัว หากหนีไปทั้งอย่างนี้แล้วจะเอาอะไรกินกันเล่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดตำหนิตัวเองในใจไม่ได้ว่าตนนั้นมันคนเลวสุดบรรยายจริงๆ บุกรุกบ้านคนอื่น กินอาหารบ้านเขา ขืนใจเ้าของบ้านไม่พอ ยังจะขโมยเงินอีกด้วย
“เฮ้อ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ตอนนี้ฉันมันจนสุดๆ ไปเลยนี่นา”
รั่วซีพึมพำเสียงเบา
เขาหันมองรอบด้านอีกครั้งหนึ่ง พบกระดาษกับหมึกตั้งอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่าง คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเดินไปหยิบพู่กัน จุ่มหมึกจรด ลงบนกระดาษ ตวัดลายลักษณ์อักษรอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขียนเสร็จก็วางพู่กันลง คลี่กระดาษ และเอาถุงเงินวางทับเอาไว้
รั่วซีหันมองหน้าถังเฉินอีกครั้ง อีกฝ่ายยังคงหลับตาทำสมาธิ ไม่ขยับเขยื้อนกายเลยแม้แต่น้อยนิด
“ขอโทษนะ” พอพูดเสียงแ่ราวกับเสียงกระซิบจบ รั่วซีก็ผลักประตูเปิดออก จากนั้นก็ออกตัววิ่งอย่างสุดกำลังทันที โดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองอีกหน เขาไม่รู้เลยว่าตนหนีออกมาจากบ้านหลังนั้นเป็เวลายาวนานเท่าไรแล้ว เพราะขณะนี้ สมองของเขากำลังสับสนไปด้วยความคิดที่ยุ่งเหยิง พร้อมกับหัวใจที่เต้นรัวกระหน่ำ
ความรู้สึกของรั่วซีคละเคล้าไปด้วยอารมณ์หลากหลาย ทั้งความรู้สึกเสียดาย ความรู้สึกผิด และสุดท้ายคือความรู้สึกกลัว เพราะหากเขาเป็ผู้ชายคนนั้นละก็ เขาจะต้องโกรธมากแน่
รั่วซีสับขาต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วสูงสุด จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปหลายชั่วยาม [1] สติสตังที่เคยหลุดลอยออกไปก็หวนคืนกลับมาจนได้ และทำให้เขาตระหนักได้ว่าทั้งๆ ที่วิ่งมาตั้งไกล แต่กลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิดเดียว ซึ่งพอดีกันกับที่ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เ้าตัวจึงชะลอฝีเท้าลง มุ่งหน้าเข้าหาแหล่งน้ำ
รั่วซีใช้มือวักน้ำขึ้นล้างหน้าล้างตา พร้อมกับดื่มกินน้ำจากลำธารสายหนึ่งที่ตนบังเอิญพบ ทำให้สมองที่ทึบตันก่อนหน้านี้โล่งขึ้น จึงมีเวลาได้นั่งไตร่ตรองถึงเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
‘ร่างกายของฉันมันมีบางอย่างเปลี่ยนไปแน่ๆ ฉันมั่นใจ’ เมื่อคิดได้อย่างนั้น รั่วซีจึงทดลองใช้พลังจิตตามที่คัมภีร์พราง์สอน จากนั้นก็เริ่มสำรวจร่างกายตนเอง
[1] “1 ชั่วยาม” มีค่าเท่ากับ “2 ชั่วโมง” ดั้งนั้น “หลายชั่วยาม” จึงแปลว่า “หลายชั่วโมง”